Sancturia

ตอนที่ 9 : สองมังกรพบพาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ก.พ. 64

เซห์ร่าเล่าว่า หลังจากที่อินทรีสลบไป แยน โคฟี่เนส ก็เรียกประชุมเหล่ากองทหารคุ้มกันกองคาราวานด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยทหารหลายนายก็เสนอให้ ชาง เหรินฟ่าน เป็นตัวแทนฝ่ายชาวบ้านและพ่อค้าเข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการช่วยเหลือกองคาราวานมากกว่าใคร ก็คือหัวหน้าคณะพ่อค้าจากอาณาจักรซินท่านนี้ 

ชาง เหรินฟ่าน เสนอให้เคลื่อนกองคาราวานไปยังจุดที่ชัยภูมิดีกว่านี้ แล้ววางเป็นที่พักชั่วคราวเพื่อปฐมพยาบาลคนเจ็บและตามสมาชิกกองคาราวานกลับมา แยน โคฟี่เนส ไม่เห็นด้วยแล้ว เขาพยายามใช้อำนาจในฐานะผู้รักษาการผู้นำกองคาราวานสั่งการกองคาราวานให้ทำตามความต้องการของตน

แต่เหล่าผู้เข้าร่วมประชุมต่างไม่มีใครเห็นด้วยกับแยนสักคนเดียว หลังจากนั้นที่ประชุมจึงมีมติความเห็นชอบให้ ชาง เหรินฟ่านเป็นผู้นำชั่วคราว พ่อค้าแห่งซินพยายามปฏิเสธแต่ก็จนใจ สุดท้าย แยน โคฟี่เนส ถูกปลดออกจากการเป็นผู้รักษาการผู้นำกองคาราวานกลางอากาศ ส่วน ชาง เหรินฟ่าน กลายเป็นผู้นำกองคาราวานชั่วคราวแทน 

หลังจากนั้นกองคาราวานจึง เคลื่อนที่ออกไปหาจุดที่เป็นที่ตั้งของสถานีพักชั่วคราว เพื่อใช้เป็นสถานที่ดูแลปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บจากการสู้รบ และใช้สำหรับเป็นสถานีติดตามคนที่สูญหายไปในระหว่างการเข้าปล้นของโจรป่า ตามความประสงค์ของพ่อค้าใหญ่ชาวอาณาจักรซิน

อินทรีที่สลบไสลไป ถูกนำตัวขึ้นมาพักรักษาบนรถม้าคันหนึ่ง โดยความอนุเคราะห์ของ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในรถม้าคันสีดำ เมื่อนั้นเซห์ร่าจึงได้มีโอกาสพบกับเด็กหนุ่มที่กระโดดเข้าขว้างกลุ่มโจรป่า และช่วยเธอให้พ้นเงื้อมมือของโจรป่าในวันก่อน เธอจึงเป็นผู้ขออาสาดูแลเด็กหนุ่มเป็นการเฉพาะ เนื่องจากต้องการขอบคุณในการที่เด็กหนุ่มเคยช่วยเหลือเธอและเพื่อนๆ มาก่อน เรื่องที่เซห์ร่าทราบก็มีเพียงเท่านี้ เมื่ออินทรีรับฟังจนจบก็ได้กล่าวขึ้น

“ท่านก็อย่านำมาใส่ใจเรื่องตอบแทนบุญคุณมากเลย ที่ข้าช่วยเหลือท่านนั่นก็เป็นเพียงเรื่องสามัญธรรมดาอย่างหนึ่งที่เป็นใครก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย แต่ถ้าข้าจะขอร้องต่อท่านได้สักอย่าง ไม่ว่าครั้งไหน ข้าอยากจะขอให้ท่านโปรดอย่าตอบแทนใครด้วยการยอมเป็นนางบำเรอของเขาเลย มันเป็นเรื่องไม่งาม ท่านมิใช่ของเล่นของบุรุษ แต่ท่านเป็นสตรีนางหนึ่งที่มีศักดิ์ศรีเทียมเท่าบุรุษผู้หนึ่ง”

อินทรีกล่าวจบ ก็ได้เห็นน้ำตาของนางไหลอาบแก้มลงมาเป็นทางด้วยความตื้นตันใจ แล้วกล่าว

“เสียดายที่ข้าพบท่านช้าไป แต่อย่างไรข้าก็ต้องขอบใจในความช่วยเหลือของท่านนะ ท่านผู้กล้า”

อินทรีได้ยินหญิงสาวเรียกตนว่าผู้กล้าก็อดยิ้มแฉ่งออกมาไม่ได้

+++++

หลังจากที่ผ่านพ้นเวลาอาหารค่ำ เชา หมิง กำลังนั่งจัดเตรียมของเพื่อออกเดินทางไปพร้อมกับกองคาราวานในคืนพรุ่งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่มีความคิดที่จะร่วมเดินทางไปกับกองคาราวาน แต่เนื่องจากทหารผู้คุมกองคาราวานบาดเจ็บหลายนาย ชาง เหรินฟ่าน จึงขอให้เขาอยู่คุ้มกัน จนกว่ากองคาราวานจะเดินทางไปถึงเมืองบาร์คตันโดยมีค่าตอบแทนให้

เชา หมิง ซึ่งไม่มีที่ไป จึงตกปากรับคำ ยอมรับงานเป็นผู้คุ้มกันชั่วคราวให้กับกองคาราวานนี้ ในระหว่างนั้น ชาง เหรินฟ่าน ก็ได้ตั้งใจเดินเข้ามาพบกับชายหนุ่มผู้พเนจรมาจากอาณาจักรซิน ชายหนุ่มเมื่อได้พบกับพ่อค้าใหญ่ซึ่งบัดนี้รับตำแหน่งผู้นำกองคาราวานชั่วคราว ก็ได้ลุกขึ้นทำการคำนับตามธรรมเนียมของชาวซิน

“ไม่ต้องมาพิธีหรอก ท่านผู้กล้า” ชาง เหรินฟ่าน กล่าวขึ้น

“ท่านฟ่าน มีเรื่องอันใดต้องการกล่าวกับข้าน้อยหรือขอรับ” เชา หมิง เอ่ยถาม

“ไม่มีเรื่องอันใดสำคัญ เพียงแค่ข้าเดินทางจากบ้านจากเมืองมาหลายเดือนแล้ว พอมาเจอคนจากอาณาจักรเดียวกันก็เลยอยากเจรจาพูดคุยตามประสาคนบ้านเดียวกันเท่านั้นเอง พอดีเมื่อกลางวันมีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง จึงไม่อาจร่วมสนทนากับท่านได้ ว่าแต่ไม่ทราบว่าข้ามารบกวนท่านหรือไม่”

“หามิได้ ขอรับท่านฟ่าน”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอเชิญท่านออกไปดื่มชากับข้าที่รถเทียมม้าของข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่”

“ข้าน้อยมิปฏิเสธ ขอเชิญท่านฟ่านนำทางเถิด”

พ่อค้าใหญ่จึงออกเดินนำชายหนุ่มเพื่อไปยังรถเทียมม้าของตน ขณะที่ทั้งสองเดินไปตามเส้นทาง ชาง เหรินฟ่าน ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า เชา หมิง เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ดูปราดเปรียว หากเทียบกับเด็กหนุ่มอินทรีแล้ว เด็กหนุ่มอินทรีเห็นทีจะสูงไม่ถึงคางของ เชา หมิง เป็นแน่ 

ชาง อาฝู จัดเตรียมบริเวณที่พักให้เป็นที่ดื่มชา ชมบรรยากาศยามค่ำคืน เมื่อเข้ามาถึง พ่อค้าใหญ่ก็เชิญชายหนุ่มผู้นั้นนั่งที่เก้าอี้ตัวที่จัดเอาไว้ให้ หลังจากนั้น จึงสั่งให้ผู้ติดตามยกน้ำชาและขนมทานเล่นเข้ามา

“ชานี้ มิใช่ชาชั้นเลิศ ส่วนขนมนี่ก็ เป็นเพียงขนมที่สามารถหาได้ตามท้องตลาดทั่วไป ต้องขออภัยต่อท่านด้วย”

“ท่านฟ่านกล่าวเกินไปแล้ว เพียงท่านฟ่านเชิญข้ามาสนทนาด้วยก็นับว่าเป็นเกียรติแก่ข้ามากแล้ว” 

พ่อค้าใหญ่หัวเราะเบาๆ ชายหนุ่มกล่าวจบก็ยกชาขึ้นดื่ม แม้ว่าเขาจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องชา แต่น้ำชาของพ่อค้าใหญ่ท่านนี้ มีทั้งกลิ่นที่หอมหวน และรสชาติกลมกล่อมลื่นคอ นี่ละ...ชาชั้นเลิศอย่างแน่นอนชายหนุ่มคิด

“ดูจากชื่อแซ่ของท่านแล้ว ข้าขอบังอาจเสียมารยาทสอบถาม ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับ ใต้เท้า เชา เทียนเมิง หรือไม่”

“เชา เทียนเมิง เป็นบิดาของข้าเอง”

“ที่แท้ก็ เป็นบุตรชายของแม่ทัพเชา นี่เอง นับถือ...นับถือ”

“ไม่ทราบว่าท่านฟ่าน รู้จักกับบิดาของข้าเช่นนั้นหรือ”

“เมื่อ 10 กว่าปีก่อน สมัยที่ใต้เท้าเชาเป็นแม่ทัพใหญ่คุมด่านที่เมืองหยูโจวทางทิศเหนือของอาณาจักรซิน มีหน้าที่ป้องกันการรุกรานของเผ่าปีศาจ ข้าได้ไปทำการค้าขายอยู่ที่หยูโจวเป็นเวลาหลายเดือน จึงได้มีโอกาสรู้จกักับใต้เท้าเชา ซึ่งชื่อเสียงของใต้เท้าเชามักจะได้รับคำชื่นชมในด้านฝีมือการรบกับเหล่ากองทัพปีศาจได้อย่างสูสี และข้าก็ได้มีโอกาสได้เห็นท่านใช้วิชาฝ่ามือมังกรนิทราแปดทิศ เป็นครั้งแรก คิดไม่ถึง 10 ปีให้หลัง จะได้มีโอกาสเห็นวิชาฝ่ามือนั่นอีกครั้ง”

“นึกไม่ถึงว่าท่านฟ่าน จะรู้จักกับบิดาของข้าจริง ๆ น่าเสียดายที่บิดาของข้าพเจ้าได้สิ้นลมไปเสียแล้ว”

“โอ่...นี่ใต้เท้าเชา สิ้นลมไปแล้วหรือนี่ นับว่าเป็นการสูญเสียของอาณาจักรซินเป็นอย่างยิ่ง” 

ชาง เหรินฟ่าน ได้ลุกขึ้นสั่งให้ผู้ติดตามยกสุราออกมาหนึ่งจอก พร้อมกับหันไปยังทิศทางที่อาณาซินตั้งอยู่ เขายกจอกสุราขึ้น แล้วกล่าวว่า

“ข้าน้อยมิทราบว่าท่านใต้เท้าสิ้นลมแล้ว จึงมิได้ไปร่วมงาน ดังนั้นข้าขอใช้สุราจอกนี้แสดงความเคารพต่อท่าน”

เมื่อกล่าวจบ ชาง เหรินฟ่าน ก็เทสุราราดเป็นทางยาวลงบนพื้น พร้อมกับทำความเคารพตามแบบธรรมเนียมของชาวซิน เชา หมิง เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง ลุกขึ้นแสดงความเคารพตอบ หลังจากนั้นทั้งสองต่างพากันเชิญอีกฝ่ายนั่งลง พ่อค้าใหญ่ชาวซินเอ่ยถามต่อ

“แล้ว เพราะเหตุใดท่านจึงมาร่อนเร่พเนจรมาถึงต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้กันละ”

เชา หมิง อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ จนเขาต้องลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วเดินออกมาเหม่อมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว สว่างไสวระยิบระยับ คืนนี้เป็นอีกหนึ่งคืนที่ไม่มีเมฆหมอกมาบดบัง

“พูดไปแล้วก็น่าละอายใจยิ่งนัก หลังจากบิดาของข้าถูกคนใส่ร้ายจนตาย ข้าก็ได้สมัครเข้าเป็นทหารได้รับตำแหน่งนายกอง เพื่อสืบเรื่องการเสียชีวิตของบิดา ในที่สุดข้าก็สืบเสาะจนทราบว่า ผู้ที่ใส่ร้ายบิดาข้าเป็นผู้ใด ซึ่งคนผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือผู้บัญชาการของข้านั่นเอง 

ในคืนนั้นข้าจึงบุกเข้าไปในจวนของผู้บัญชาการเพื่อสอบถามเรื่องราว ทั้งที่มีพยานหลักฐานเพียบพร้อมแล้วมันก็ยอมรับว่าเป็นคนใส่ร้ายบิดาข้าจริง แต่ผู้บัญชาการของข้ากลับไม่ยอมไปรับโทษที่ศาล โดยอ้างถึงป้ายทองอภัยโทษ ด้วยความโกรธ ข้าจึงพลั้งมือสังหารผู้บัญชาการของข้าทิ้งเสียในคืนนั้น ผู้บัญชาการ เป็นญาติสนิทของพระสนมหลี่ ซึ่งขณะนั้นนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ดังนั้นฝ่าบาทจึงมีพระราชโองการสั่งประหารชีวิตข้า 

ตระกูลของข้ามีข้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เพื่อมิให้ตระกูลเชาสิ้นทายาท มารดาของข้าจึงทำทุกวิถีทางส่งข้าออกนอกเมืองได้ในที่สุด แม้ว่าข้าจะไม่ยินยอมแต่ข้าก็จนใจต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนาง ข้ามิอาจกลับไปยังอาณาจักรซินได้อีกแล้ว”

“เรื่องราวของท่านช่างน่าเห็นใจเสียเหลือเกิน แล้วท่านมีแผนที่จะกระทำการสิ่งใดต่อไปละ”

“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน จึงได้กลายเป็นคนเร่ร่อนไปเรื่อยอย่างที่ท่านฟ่านทราบ”

“ข้ารู้มาว่า อาณาจักรอคาเดียนกำลังเปิดรับทหารไม่ว่าจากอาณาจักรใด ท่านลองไปที่นั่นดูสิ ข้าคิดว่านั่นอาจจะเป็นทางรอดของท่านก็ได้นะ หากท่านได้เข้าเป็นกองทหารของอาณาจักรแล้ว ก่อนที่จะถูกกองทหารลับของฝ่าบาทตามพบตัว ท่านอาจจะได้รับเอกสิทธิคุ้มครองพิเศษก็ได้ แล้วท่านยังอาจจะล้างมลทินให้แก่ตัวท่านและครอบครัวก็เป็นได้”

“ขอบคุณในคำแนะนำของท่านฟ่าน ถ้าเช่นนั้นข้าตัดสินใจแล้ว ที่จะเดินทางไปยังอาณาจักรอคาเดียน”

“ดีแล้ว...ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้น ข้ากับท่านก็มีจุดหมายเดียวกันแล้ว...เอาละนี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า ท่านควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ มา...มา...ข้าจะไปส่งท่านถึงที่พักเอง” 

“ท่านฟ่านเกรงใจเกินไปแล้ว ระยะทางเพียงเท่านี้ข้าสามารถเดินไปเองได้อย่างสบาย ท่านก็รีบพักผ่อนเถอะ แล้วพบกันยามเช้า”

หลังจากนั้นทั้งสองต่างแสดงความเคารพตามธรรมเนียมของชาวซิน เชา หมิง เดินกลับไปยังที่พักของตน ชาง เหรินฟ่าน ยืนมองตามหลังชายหนุ่มไปด้วยความสังเวชใจ ได้แต่ภาวนาให้ตระกูลเชาสามารถรอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยไม่มีความสูญเสียใด ๆ อีก

+++++

เมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้ากองคาราวานที่หยุดพักนานเกือบหนึ่งอาทิตย์ ก็เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหนักก็ถูกส่งขึ้นไปนอนพักรักษาตัวอยู่บนรถม้า ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นสถานรักษาพยาบาลเคลื่อนที่ สมาชิกกองคาราวานอันเป็นพ่อค้า และ ชาวบ้านที่หนีกระเจิดกระเจิงไปในตอนที่โจรป่าเข้าปล้น บางส่วนก็ตามกลับมาได้ บางส่วนก็หายสาบสูญไป

สำหรับรูปแบบการเดินขบวนของกองคาราวาน ยังคงรูปแบบและตำแหน่งการเดินขบวนเช่นเดิม แต่มัคคุเทศก์นำทางในคราวนี้คือ แยน โคฟี่เนส เขามิได้ขี่ม้าออกไปนำทางแบบเดียวกับคลอเดียส ที่มักจะออกเดินนำกองคาราวานไปเกือบ 100 เมตรเสมอ แต่ แยน กลับเดินม้านำกองคาราวานอยู่เบื้องหน้าห่างไม่เกิน 20 ก้าวเท่านั้น ตามติดมาด้วย รถม้าคันสีดำของขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งอาณาจักรอคาเดียน และรถม้าของเหล่านางรำ หลังจากนั้นจึงเป็นฝ่ายรถม้าของเหล่าพ่อค้า พร้อมด้วยรถม้าขนสินค้าตามลำดับ 

ชาง เหรินฟ่าน แม้จะได้รับตำแหน่งผู้นำกองคาราวานชั่วคราว แต่คณะของเขาก็ยังคงขออยู่ที่ตำแหน่งเดิมของกองคาราวาน อินทรีที่เรี่ยวแรงคืนกลับมาก็คุยจ้อไปทั่วกับผู้ติดตามของพ่อค้าชาวซินทุกคนอย่างสนิทสนม สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือที่ ข้างขบวนของ ชาง เหรินฟ่าน ปรากฏ ชายหนุ่มผมและนัยน์ตาสีดำ สวมชุดสีขาว สวมทับด้วยเกราะและถือทวนยาวสีเงิน เขากำลังควบม้าขาวขนาบอยู่ด้านข้าง ความองอาจสง่างามและฝีมือการต่อสู้ของเขานั้นโดดเด่นกว่า คสอเดียส เนเมสันทุก ๆ ด้าน 

 

ดังนั้นในขณะนี้ เชา หมิง จึงตกเป็นที่หมายปองของหญิงสาวที่ร่วมเดินทางมากับกองคาราวานแทน คสอเดียส เนเมสัน ที่ถูกปัดตกกระป๋องไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้อินทรีเริ่มไม่ชอบหน้าขึ้นมาตงิด ๆ แต่เมื่อ เชา หมิง มาแสดงความขอบคุณ ที่อินทรีได้ยิงธนูช่วยเหลือเขาไว้ และถือเขาเป็นผู้กล้า เด็กหนุ่มแห่งเทพศรีรามก็ยิ้มแฉ่งรับคำชมนั้นอย่างเต็มใจ

“เป็นเช่นไร หายดีแล้วอย่างนั้นรึ” ชาง เหรินฟ่านกล่าวถามเด็กหนุ่ม ทั้งสองเพิ่งมีโอกาสคุยกันหลังจากเหตุการณ์โจรป่าเข้าปล้นกองคาราวาน

“ได้พักผ่อนเสียสองวัน กำลังวังชาพื้นคืนมาแล้วละ ว่าแต่...เหมือนเราไม่ได้พบกันนานเลยนะ ท่านฟ่าน”

“ใช่สิ ทางข้ามัวแต่ยุ่งวุ่นวายเอากับงานผู้นำกองทัพชั่วคราว ใครจะสบายเหมือนกับท่านผู้กล้ากันละ ข้าละอิจฉาคนที่มีแต่สาวงามมาดูแลทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น จริงๆ”

“นี่ละ ถึงเรียกว่าการค้าที่คุ้มค่า...คุ้มค่า”

อินทรีกล่าวโดยนำคำพูดของพ่อค้าใหญ่ชาวซินมาล้อเลียน แล้วทั้งสองก็หัวเราะให้กัน หลังจากนั้นผู้นำกองคาราวานชั่วคราวได้กล่าวต่อ

“แต่ไม่น่าเชื่อว่า ธนูเพียงแค่สามดอก จะทำให้ท่านสลบไสลไปถึงสองวันสองคืนที่เดียว”

“วิชาอาคมของข้า เป็นการใช้วิชาโดยดึงเอาพลังชีวิตไปแปลงเป็นพลังแก่อาคม ซึ่งหากพลังชีวิตสูงพลังวิชาอาคมยิ่งแกร่งกล้า ความจริงธนูระเบิดหนึ่งลูกใช้พลังชีวิตมหาศาล สำหรับข้าเพียงดอกเดียวก็แทบม่อยกระรอกแล้ว แต่นี่กลับดันดึงดันใช้ไปถึงสามดอก โชคดีที่ยังมีชีวิตรอดมาได้ เกิดมาเพิ่งเคยต้องสู้รบกับคนเยอะขนาดนี้”

“วิธีใช้พลังอาคมนี่ ช่างคล้ายกับวิชาพลังหมัด พลังฝ่ามือ หรือ พลังดัชนี ที่อาศัยพลังลมปราณ ของบ้านเกิดของข้าเหลือเกิน ยิ่งพลังลมปราณแก่กล้า กำลังภายในก็กล้าแกร่งตามไปด้วย”

“ช่างคล้ายกันจริง ๆ ท่านฟ่าน”

หลังจากนั้นทั้งสองต่างก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระฆ่าเวลาไปเรื่อย นาน ๆ ครั้ง ชาง เหรินฟ่าน หันไปชวน เชา หมิง ขึ้นมาพักบนรถม้า เพื่อร่วงวงสนทนาด้วย แต่ชายหนุ่มปฏิเสธ เนื่องจากตนมีหน้าขี่ม้าคอยรักษาความปลอดภัยให้กองคาราวาน ผู้นำกองคาราวานจึงมิได้บังคับ องครักษ์หนุ่มผู้นั้นแต่อย่างใด

นับแต่กองคาราวานออกเดินทางจากสถานีพักชั่วคราว ในขณะนี้เวลาก็ได้ผ่านเลยไปร่วม 2 อาทิตย์กว่าแล้ว เหลือเพียงอีกไม่กี่วันก็จะถึงเมืองบาร์คตัน ในเขตอาณาจักรอคาเดียน ปรากฏว่าในคืนหนึ่งวันนั้น หลายคนที่ได้รับบาดเจ็บหนัก จากการต่อสู้กับกลุ่มโจรป่า ที่มีอาการทรงตัวมาหลายวัน เริ่มเกิดมีอาการไม่สู้ดีสักเท่าใดนัก ทั้งนี้เนื่องจากยาสำหรับบรรเทาอาการ บาดเจ็บหายไปทั้งหมด

ในคืนวันนั้นเมื่อกองคาราวานหยุดพัก ชาน เหรินฟ่าน จึงขอเรียกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องประชุมด่วน เพื่อหารือในเรื่องการจัดการเกี่ยวกับคนเจ็บ เป้าหมายของ ชาง เหรินฟ่าน คือต้องการให้กองคาราวานไปถึง เมืองบาร์คตันให้ไวที่สุด เนื่องจากอาการคนเจ็บหลายคนที่ทรงตัวอยู่กลับเริ่มไม่สู้ดี โดยเฉพาะคลอเดียส เนเมสันที่อาการป่วยเรื้อรังเริ่มทรุดหนักลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีผู้ใดในที่ประชุมคัดค้านข้อเสนอของพ่อค้าใหญ่ชาวซิน

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่พ่อค้าใหญ่ชาวซินกำหนดเอาไว้ เพราะระยะทางที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 5 วัน ปรากฏว่ากองคาราวานโดยการนำของชาง เหรินฟ่าน สามารถเดินทางมาถึงยังเมืองบาร์คตันได้โดยสวัสดิภาพ ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน 

คลอเดียส เนเมสันที่มีอาการหนักสุดในคณะกองคาราวาน ถูกส่งถึงมือแพทย์อันดับหนึ่งของเมืองได้อย่างทันเวลา และทีมแพทย์สามารถรักษาชีวิตเขาไว้ได้จนพ้นขีดอันตราย

ส่วน โบมีทีอัส และพรรคพวกถูกส่งตัวไปยังศาลประจำเมือง ศาลได้ตัดสินให้โบมีทีอัส และพรรคพวก ได้รับโทษประหารชีวิตโดยการแขวนคอ ขณะนี้อยู่ในคุกเพื่อรอเวลาประหารหลังวันคืนพระจันทร์เต็มดวง

+++++

ช่วงระหว่างที่กองคาราวานเตรียมความพร้อมเพื่อออกเดินทางไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรอคาเดียน ในวันว่าง ๆชาง เหรินฟ่าน จึงนำ อินทรี และเชา หมิง เข้ามารับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่แล้วขณะนั้นเอง ก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังเข้ามาในร้าน ทุกคนจำได้ว่านั่นคือเสียงโหวกเหวกของ ชาง อาฝู

“เกิดเรื่องใหญ่ แล้วนายท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!!” 

ชายวัยกลาง ร้องลั่นเข้ามาในร้านด้วยความเหนื่อยหอบ ด้านหลังตามติดมาด้วยเด็กหนุ่มใบหน้ามอมแมมไปด้วยดินโคลนคนหนึ่งซึ่งอินทรีไม่คุ้นหน้ามาก่อน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น