Sancturia

ตอนที่ 8 : นักสู้พเนจร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ก.พ. 64

ธนูทั้งสามดอกของอินทรี ช่วยตัดกำลังของเหล่าโจรป่าได้เป็นอย่างดี อานุภาพของธนูระเบิดมีพลังทำลายล้างอย่างรุนแรง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้พลังอาคมที่สูงระดับหนึ่ง ส่งผลให้ในขณะนี้ร่างกายของอินทรีจึงเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าลงอย่างเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มปล่อยลูกธนูธรรมดาออกไปพร้อมกันสองดอก กองโจรก็ล้มกลิ้งไปถึงสองคน หลังจากนั้นเขาก็ประคองตนเองไม่ไหว ทรุดนั่งลงกับพื้นรถม้า

โจรป่าคนหนึ่งได้ทีกระโดดขึ้นมาบนรถม้าที่เปิดโล่ง เงื้อดาบในมือหมายเอาชีวิตเด็กหนุ่มผู้ทำให้กลุ่มโจรป่าตกเป็นผ่านเสียเปรียบ อินทรีหมดแรงยกธนูขึ้นมาแล้ว เขาทำได้เพียงแค่ใช้สายตามองดาบที่กำลังจะฟันลงมาได้เท่านั้น แต่ทว่า เหมือนชะตาของเด็กหนุ่มจะยังคงไม่ถึงฆาต ดาบที่ฟันลงมาถูกกระแทกด้วยกระบี่เล่มหนึ่ง เสียงดังติงตัง ดาบเล่มนั้นก็ถูกกระแทกจนหลุดออกจากมือของโจรป่า

                เจ้าของกระบี่เล่มนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ชาง เหรินฟ่าน พ่อค้าใหญ่ชาวซินนั่นเอง ส่วนตัวโจรป่าก็ถูก ชาง เหรินฟ่าน ถีบตกรถม้าไป กลายเป็นเหยื่อคมดาบของกองทหารที่รออยู่เบื้องล่างแทน

ชาง เหรินฟ่าน เข้ามาถึงตัวของเด็กหนุ่มแล้วกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“เกิดอันใดขึ้น เหตุใด ท่านจึงหมดแรงเช่นนี้”

“ข้าใช้พลังอาคมมากเกินไป จึงหมดแรง พักสักครู่ก็จะดีขึ้น ขอบคุณท่านฟ่านที่ช่วยชีวิต” เด็กหนุ่มตอบ

“อย่าเพิ่งกล่าวอันใดเลย ท่านจงนั่งพักอยู่บนนี้เสียก่อนเถิด”

พ่อค้าใหญ่ชาวซินบอกกับเด็กหนุ่ม แล้วจึงประเมินสถานการณ์ เขาพบว่า ในขณะนี้ กองคราวาน ตั้งแต่ตำแหน่งของเขาเรื่อยไปจนถึงท้ายขบวนเริ่มคลี่คลายแล้ว ก็เหลือแต่เพียงต้นขบวนเท่านั้น ที่ยังมีปัญหาอยู่ เนื่องจากเหล่าพ่อค้าไม่ได้ให้ความช่วยเหลือคนอื่นใด นอกจากปกป้องสินค้าของตนเอง

ส่วนทหารอารักขาก็ได้แต่คอยอารักขารถม้าคันสีดำ และรถม้าของนางรำ เท่านั้น เมื่อทหารอารักขาถูกโจรป่าฆ่าตาย ก็จำต้องเรียกกำลังเสริมจากท้ายขบวนกองคาราวานขึ้นมาช่วย ชาวบ้านที่ถูกทอดทิ้งก็เริ่มเป็นฝ่ายถูกฆ่า

กลุ่มโจรป่าจึงเริ่มกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ชาง เหรินฟ่าน ประเมินสถานการณ์ต่อว่า ผู้ที่พึ่งพาได้มากที่สุดก็หมดแรงไปแล้ว ส่วนกองทหารที่เหลือก็ให้ความไว้ใจไม่ได้ ดังนั้นหากต้นขบวนโดนตีแตก พวกที่เหลือจบชีวิตเป็นแน่

+++++

ไกลออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรจากจุดที่เกิดการต่อสู้กันระหว่างกองคาราวานและโจรป่า ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผิวขาว ผมสีดำในชุดสีขาวสวมเกราะสีเงินครึ่งตัว สลักด้วยลวดลายของมังกรที่มีรูปร่างคล้ายงูใหญ่ ตามแบบวัฒนธรรมชาวซิน ปิดทับบริเวณหน้าอกและไหล่ เขากำลังนั่งแทะน่องไก่ย่างอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่จะโยนน่องที่เหลือแต่กระดูกเข้ากองไฟไป ทันใดนั้น ก็เกิดมีเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นถึง 3 คราในเวลาไล่เลี่ยกัน

ชายหนุ่มคาดการณ์ว่าต้องมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดวงตาสีดำแบบเดียวกับสีผมของเขา มองขึ้นไปบนท้องฟ้าในทิศทางที่มาของเสียงระเบิด พบว่ามีกลุ่มควันและฝุ่นกระจายฟุ้งลอยตัวอยู่เหนือบริเวณนั้น

เขาจึงรีบสะพายกระบี่ที่พิงเอาไว้กับก้อนหินขึ้นเอว และถอนทวนสีเงินประจำมือขึ้นมาจากพื้นดิน รีบกระโดดขึ้นหลังม้า แล้วควบม้าของตนมุ่งตรงไปยังทิศทางที่เกิดระเบิดทันที

+++++

คลอเดียส เนเมสัน กำลังสู้รบกับเหล่ากลุ่มโจรป่าอย่างสุดกำลังขีดความสามารถของตน แต่ทว่าด้วยวัยที่ย่างเข้าปีที่ 45 แล้ว ทำให้สภาพร่างกายของเขาเริ่มโรยราลง อีกทั้งยังห่างจากการฝึกซ้อมมาเป็นเวลานาน ทำให้เรี่ยวแรงที่เคยมีในอดีตกลับลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก

ต่างจากโบมีทีอัสที่ยังหนุ่มแน่น มีกำลังวังชาเหลือเฟือ ไม่นาน เขาก็ถูกดาบยาวของโบมีทีอัสฟันถากเข้าไปที่สีข้าง จนโลหิตพุ่งกระฉูด ก่อนที่จะล้มลง เหล่าทหารคนสนิทจึงรีบเข้ามาลากตัวผู้นำกองคาราวานเข้ามายังบริเวณหน้ารถม้าคันสีดำ อันเป็นที่มั่นสุดท้าย

กองทหารอารักขา ที่ยืนรวมกลุ่มคอยล้อมรถม้าคันสีดำ และรถม้าของนางรำ ถูกเหล่าโจรป่าบีบล้อมเข้ามาทุกขณะ ทหารหลายนายกำลังคิดว่าวาระสุดท้ายของพวกเขากำลังมาถึงแล้ว เหล่าพ่อค้าที่เห็นว่าโจรป่ากำลังให้ความสนใจรถม้าในอารักขามากกว่าตน จึงอาศัยโอกาสนั้นพากันหลบหนี แตกกระจายไปคนละทาง

ชาง เหรินฟ่าน พยายามร้องบอกเพื่อนพ่อค้าของตนให้ร่วมกันอยู่ต่อสู้ แต่ไม่มีพ่อค้าคนใดยอมเสี่ยงชีวิตสู้ไปกับเขา ทำให้สถานการณ์ในขณะนี้เลวร้ายขึ้น เนื่องจากกำลังรบของกองคาราวานลดลง ทำให้โจรป่ากลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบไปในที่สุด ชาง อาฝู และเหล่าผู้ติดตามส่วนใหญ่ ยังคงติดพันการต่อสู้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ท้ายขบวน ส่วนอินทรียังคงไม่ฟื้นตัวดี เหตุการณ์เข้าสู้สภาวะวิกฤตแล้ว

โบมีทีอัส และเหล่าโจรป่า เริ่มมองเห็นชัยชนะตรงหน้า เขาและเหล่าลูกสมุน รวมกลุ่มกันเดินย่างสามขุมตรงเข้าไปยังรถม้าทั้งสองคัน ซึ่งเหลือทหารอารักขาอยู่เพียงหยิบมือ แต่แล้วก็มีทวนเล่มหนึ่งพุ่งตรงดิ่งลงมาจากบนฟ้า ปักตรึงแน่นลงบนพื้นดินตรงหน้าของโบมีทีอัส ขว้างทางเอาไว้

ทวนเล่มนั้นเป็นทวนยาวสีเงินตลอดด้าม ถูกแกะสลักด้วยลวดลายของมังกรตามวัฒนธรรมชาวซินพันอยู่รอบทวน ส่องแสงประกายสีเงินเมื่อต้องแสงจากดวงอาทิตย์ ทำให้โบมีทีอัสและลูกสมุนต้องหยุดชะงักลง ในฉับพลันร่างของเจ้าของทวนก็ควบม้าขาวทะยานข้ามศีรษะของโบมีทีอัสและพวกกลุ่มโจรมาจากทางด้านหลัง แล้วก็ไปยืนม้านิ่งอยู่ใกล้ๆ ทวนของตน ขวางทางของโบมีทีอัสเอาไว้

“เจ้าเป็นใคร” โบมีทีอัสอดไม่ได้ต้องร้องถาม

ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของทวนเล่มนั้นเหลือบมองผู้เอ่ยถาม เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่กลับค่อย ๆ ดึงทวนขึ้นมากระชับในมือ แล้วใช้ทวนในมือ ชี้ไปที่ใบหน้าของโบมีทีอัส

“ข้า แซ่เชา ชื่อหมิง เป็นคนเร่ร่อนมาจากอาณาจักรซินนะ”

“มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับกองคาราวานนี้หรือไม่”

“ไม่มี”

“ถ้าเช่นนั้นจงหลีกทางไป”

“คงจะไม่ได้”

“ถ้าอยากตายนัก ข้าจะสงเคราะห์ให้”

เมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง โบมีทีอัส ก็จำเป็นต้องจัดการ ชายหนุ่มเร่ร่อนผู้นี้เสียก่อนเป็นอันดับแรก แม้ว่าโบมีทีอัสจะเป็นแค่หัวหน้าโจรป่า แต่ในอดีตที่ผ่านมา โบมีทีอัส เคยเป็นทหารของอาณาจักรอคาเดียน ชั้นซิลเว่อร์ระดับสองดาวมาก่อน แต่เพราะเหตุทางการเมือง ทำให้เขาต้องถูกขับออกมาจากอาณาจักร

เมื่อไร้ซึ่งที่ไป จึงผันตนเองมาเป็นโจรป่า ด้วยความสามารถของตน จากโจรป่ามือใหญ่กลับกลายมาเป็นหัวหน้าโจรในเวลาอันสั้น ดังนั้นในเรื่องฝีมือการต่อสู้ โบมีทีอัสก็เชื่อมั่นว่าเขาไม่เป็นรองผู้ใด

โบมีทีอัสพุ่งเข้าใส่ชายพเนจรจากอาณาจักรซินอย่างรวดเร็ว ส่วนชายหนุ่มจากซินก็ไม่ได้คอยท่าอยู่บนม้า กลับกระโดดพุ่งทะยานเข้าใส่หัวหน้าโจรเช่นกัน คนหนึ่งใช้ดาบ คนหนึ่งใช้ทวน ต่างเข้าโรมรันฟันแทงกันอย่างดุเดือด เสียงเหล็กของอาวุธสองชนิดกระทบกันดังรัว ทั้งกลุ่มโจร และทหารอารักขา ต่างถอยมาคุมเชิง ปล่อยให้พื้นที่ของทั้งสองกลายเป็นเวทีใหญ่ในการต่อสู้

ดาบของหัวหน้าโจรมีความหนัก และโจมตีรุนแรง แต่ละดาบที่ฟันออกมา ล้วนแล้วแต่สร้างความเสียหายพินาศให้กับสิ่งที่ถูกฟาดฟัน เชาหมิง ได้แต่หลบและปัดป้องไปมาด้วยความคล่องแคล่ว เขารู้ว่าทวนในมือของตน ไม่อาจรับการโจมตีของดาบยาวได้ตรง ๆ ได้แต่อาศัยใช้ทวนแทงก่อกวนไม่ให้หัวหน้าโจรจู่โจมเขาได้ถนัด แล้วใช้วิธีการที่เรียกว่าอ่อนสยบแข็ง เมื่อได้โอกาสดี เชาหมิง จึงโจมตีสวนกลับ

ท่วงท่าวิชาทวนของชายหนุ่มสวยงามลื่นไหลไม่ติดขัด ปลายทวนของเชาหมิงเคลื่อนที่ซ้ายทีขวาทีคล้ายกับมีชีวิต ทำให้ โบมีทีอัส รับมือได้อย่างลำบาก แต่อย่างไรก็ตามหัวหน้าโจรก็ป้องกันการโจมตีของชายหนุ่มจากซิน ด้วยการโจมตีสวนกลับไป เพราะตนเองรู้ว่าทวนในมือของชายเร่ร่อนนั้นไม่สามารถรับการโจมตีโดยตรงได้

เชา หมิง กระโดดหลบการโจมตีนั้นจนตนเองต้องไถลถอยหลังออกมา โบมีทีอัส อาศัยโอกาสนั้นปลดลูกแก้วแห่งสายลมมาถือไว้ในมือแล้วร่ายเวทย์แห่งสายลม ผสมเข้ากับวิชาดาบของตนเอง ฟันเข้าใส่ชายเร่ร่อนที่มาขวางทาง ท่าฟันนั้นของหัวหน้าโจร สร้างคลื่นพลังสายลมพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มจากซิน รวดเร็วและรุนแรง

ส่วน เชา หมิง รีบปักทวนในมือลงกับพื้น แล้วประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากันก่อนที่จะวาดมือทั้งสองเป็นวงกลม มือซ้ายวาดขึ้นบน มือขวาวาดลงล่าง แล้วมาบรรจบกันที่หน้าอกอีกครั้ง ก่อเกิดพลังลมปราณสีทองไหลเวียนมาได้รวมกันไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง ก่อนที่ ชายหนุ่มแห่งซินจะซัดฝ่ามือทั้งสองข้างนั้นออกไป

ชาง เหรินฟ่าน ได้เคลื่อนตัวผ่านผู้คนขึ้นมายังหน้าขบวนกองคาราวานทันทีที่เขาทราบว่า มีนักสู้จากซินมาขวางทางโจรป่าเอาไว้ เพื่อมาดูให้เห็นกับตาของตนเอง และเขาก็มาทันเวลาได้เห็นท่าร่างของนักสู้ผู้นั้นเข้าพอดี พ่อค้าแห่งซินหลุดปากเอ่ยออกมาทันที

“นั่นมัน!! ...ฝ่ามือมังกรนิทราแปดทิศ!!”

คลื่นพลังลมปราณสีทองที่พวยพุ่งออกจากฝ่ามือของชายหนุ่มผู้นั้น พุ่งซิกแซกออกไปคล้ายกับการเคลื่อนที่ของมังกรตามวัฒนธรรมของซินเข้าปะทะกับคลื่นพลังสายลมของโบมีทีอัส อย่างรุนแรง จนเกิดแรงอัดอากาศกระจายออกเป็นรัศมีวงกว้าง ทั้งทหาร ทั้งเหล่าโจรป่าที่ไม่ทันได้ระวังตัวต่างล้มกลิ้งระเนนระนาด ส่วน ชาง เหรินฟ่าน ซึ่งระวังตัวอยู่นั้นได้ยึดรถม้าคนหนึ่งเอาไว้เป็นที่กำบัง

คลื่นพลังลมปราณสีทองหลังจากพุ่งทะลวงจนคลื่นพลังสายลมแตกกระจายไปแล้ว ยังคงมีพลังเพียงพอที่พุ่งตรงเข้าใส่โบมีทีอัส จนหัวหน้าโจรกระเด็นออกไปนอนกองแน่นิ่งอยู่กับพื้น

กลุ่มโจรป่าเห็นว่าลูกพี่ของตนพ่ายแพ้แล้วต่างก็ทิ้งอาวุธหลบหนี พวกหนีทันก็รอดไป ส่วนที่หนีไม่ทันก็ถูกทหารและชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ แล้วจับมามัดรวมกันไว้

ชัยชนะเป็นของกองคาราวาน ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความยินดี รวมถึง แยน โคฟี่เนส ที่เพิ่งโผล่หน้าโผล่ตาออกมาร่วมแสดงความยินดีกับพรรคพวกของคน

ในขณะที่ทุกคนเข้ามาร่วมแสดงความขอบคุณชายหนุ่มนักพเนจรจากซิน เงาหนึ่งด้านหลังก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ เจ้าของเงาร่างนั้นคือหัวหน้าโจรโบมีทีอัส มีเลือดไหลชโลมตัว ซึ่งทุกคนเข้าใจว่ามันควรจะตายไปแล้ว แต่ปรากฏว่ามันกลับยืนขึ้นมาอีกครั้งเพราะแรงอาฆาตแค้น พร้อมเงื้อดาบที่มีเวทสายลมห่อหุ้มดาบในมืออยู่

“ระวังด้านหลัง” เสียงหนึ่งตะโกนร้องบอกมา คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น ชาง เหรินฟ่าน พ่อค้าใหญ่ชาวซินนั่นเอง

แต่คำร้องบอกนั้นช้าเกินไป เชา หมิง เพิ่งรู้ตัวว่า ตนเองทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงนั่นคือ ความประมาทที่เชื่อว่าหัวหน้าโจรป่าถูกจัดการแล้ว เขาช้าเกินกว่าที่จะป้องกันตัวเองได้ ดาบในมือของโบมีทีอัสฟันลงมาอย่างรวดเร็วพร้อมปล่อยคลื่นพลังเวทแห่งสายลม แต่ทว่าก็ไม่เร็วไปกว่าลูกธนูดอกหนึ่งที่พุ่งแหวกอากาศมาจากทางกองคาราวาน ตรงเข้าใส่โคนดาบของหัวหน้าโจรอย่างแม่นยำ 

ลูกธนูถูกความรุนแรงในการตกกระทบจนแตกกระจุยกระจาย ส่วนใบดาบของหัวหน้าโจรป่าก็หักกระเด็นออกไปทางหนึ่งเสมอด้าม คลื่นพลังแห่งสายลมจากตัวดาบจึงยังไม่ถูกปล่อยออก เมื่อใบดาบซึ่งเคลือบด้วยพลังแห่งสายลม ปลิวออกไปโดนต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีขนาดสองคนโอบ ต้นไม้ต้นนั้นก็เป็นที่รองรับพลังแห่งสายลมที่เคลือบอยู่บนดาบขาดกระจุยออกไป

โบมีทีอัสได้แต่ตกตะลึงจ้องมองดาบในมือของตน ดาบเล่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นดาบอันแข็งแกร่งเล่มหนึ่ง แต่บัดนี้ปรากฏว่ามันเหลือแต่เพียงด้ามจับเสียแล้ว เชา หมิง ได้โอกาสนั้นจึงร่ายกระบวนท่าหมัดตรงชกเข้าไปที่ดั้งจมูกของโบมีธีอัสอย่างรุนแรง หัวหน้าโจรป่าสิ้นสติกลางอากาศในทันทีก่อนที่ร่างกายของมันจะล้มลงถึงพื้น เมื่อนั้นเหล่าทหารองครักษ์จึงรีบเอาเชือกมามัดตัวหัวหน้าโจร เพื่อจับตัวส่งทางการ

+++++

เหตุการณ์การบุกปล้นกองคาราวานของโจรป่าสิ้นสุดลงเป็นที่เรียบร้อย ชัยชนะเป็นของกองคาราวาน คลอเดียส เนเมสัน ถูกส่งตัวขึ้นไปบนรถม้าคันหนึ่งซึ่งถูกปรับให้เป็นห้องปฐมพยาบาลชั่วคราว เขาบาดเจ็บหนักจนไม่อาจทำหน้าที่ผู้นำกองคาราวานต่อไปได้ ซึ่งอย่างน้อยต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาร่วมหลายเดือน หน้าที่ควบคุมกองคาราวานจึงตกมาถึง แยน โคฟี่เนส ซึ่งเป็นรองผู้นำกองคาราวาน แต่ดูเหมือนทหารส่วนใหญ่ที่ผ่านการต่อสู้มาจะไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งของแยนมากเท่าใดนัก

กองคาราวานต้องหยุดเดินทางชั่วคราว เพื่อตามสมาชิกที่หลบหนีไประหว่างการเข้าปล้นของโจรป่ากลับมา ระหว่างนี้ชาวบ้านและทหารหลายคนต่างชื่นชมความมีน้ำใจในคณะพ่อค้าของชาง เหรินฟ่าน ที่ยอมเสี่ยงชีวิต ส่งผู้ติดตามเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน และทหาร ที่อยู่ท้ายขบวนกองคาราวาน

บุคคลที่ได้รับความชื่นชมคนถัดมาคือ เชาหมิง ชายพเนจรที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือกองคาราวานทั้งทีเขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับกองคาราวานเลย

และบุคคลสุดท้ายที่ควรจะได้รับการชื่นชมกล่าวถึงคือ อินทรี ผู้ที่เปลี่ยนทิศทางความได้เปรียบจากของโจรป่า ให้กลายมาเป็นของกองคาราวาน ธนูระเบิดทั้งสามลูกนั้นสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเหล่าทหารและชาวบ้านเป็นอย่างมาก และเขาก็เป็นผู้ที่ใช้ธนูของตน ยิงช่วยชีวิตของ เชา หมิง อีกด้วย หลังที่ยิงธนูดอกสุดท้ายออกไป เด็กหนุ่มจากเทพศรีรามก็หลับเป็นตาย เป็นที่น่าเสียดาย กลับไม่มีผู้ใดในกองคาราวานทราบว่าธนูระเบิดทั้งสามดอกนั้นเป็นของผู้ใดยิงออกมา

+++++

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ อินทรีค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นจากผ้าชุบน้ำซึ่งกำลังเช็ดตามใบหน้า เมื่อเด็กหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบกับหญิงสาวหน้าตาสะสวยนางหนึ่งซึ่งเขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน ในขณะนี้หญิงสาวนางนั้นกำลังใช้ผ้าชุบน้ำ เช็ดไปตามซอกคอและแขนของเขาอย่างนุ่มนวล อินทรีนึกอยู่นานสองนาน ก็นึกได้ว่า หญิงสาวคนนี้คือ นางรำ เซห์ร่า นั่นเอง เขาเผลอเอ่ยนามนั้นออกมาอย่างลืมตัว

“เซห์ร่า?”

หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ยินชื่อของตนออกมาจากปากของเด็กหนุ่มตรงหน้า

“ใช่แล้ว...ข้าคือ เซห์ร่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจำข้าได้” กล่าวจบแล้วนางก็ส่งยิ้มหวานให้กับเด็กหนุ่ม เสียงของนางว่าไพเราะแล้ว รอยยิ้มของนางก็ยิ่งงดงาม ส่วนอินทรีพอรู้สึกตัวว่าตนเองอายุน้อยกว่าควรมีมารยากว่านี้ จึงก็รีบกล่าว

“ขออภัยต่อพี่สาวท่านนี้ ข้ามมิได้มีเจตนาปีนเกลียวท่านแต่อย่างใด โปรดให้อภัยข้าด้วย”

หญิงสาวหัวเราะ เสียงหัวเราะของนางก็พาให้หัวใจชายสั่นไหว

“ท่านอย่าได้กังวลไปเลย แต่ถ้าหากท่านต้องการเรียกแต่ชื่อข้า ข้าก็ยินดีให้ท่านเรียกเพียงชื่อข้าตลอดไป”

เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาเบา

“ข้าไม่คาดหวังว่าจะเรียกเพียงชื่อท่านตลอดไปหรอก...พี่สาว”

“หรือท่านก็เป็นบุรุษคนหนึ่งที่รังเกียจเดียดฉันท์ ฐานะอันต่ำต้อยเช่นนางรำอย่างข้าใช้หรือไม่” เซห์ร่ามีท่าทีไม่ค่อยสบอารมณ์ ระคนน้อยเนื้อต่ำใจออกมาในคำพูด

อินทรีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะดังขึ้น

“ท่านหัวเราะอันใด มีเรื่องใดน่าตลกขบขันเช่นนั้นหรือ”

นางเริ่มเช็ดตัวให้อินทรีรุนแรงขึ้น จนเด็กหนุ่มร้องโอย ก่อนที่จะกล่าวอย่างขบขันในน้ำเสียง

“ข้าตลกท่านนั่นละ ตลกที่ท่านเป็นคนพูดเองเออเองคิดเอง ไม่ถามข้าสักคำว่าคิดเช่นใด”

“ท่านหมายว่าเช่นใดกัน”

“ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าชีวิตท่านประสบพบเจอสิ่งเลวร้ายอันใดมาบ้าง แต่ข้าอยากจะบอกต่อท่านว่า ไม่มีใครกดตัวท่านเองให้ตกต่ำได้เท่าตัวท่านเอง ถึงท่านจะเป็นนางรำแล้วอย่างไรละ ท่านก็หากินโดยสุจริต มิได้หลอกลวงคดโกงผู้ใด หากใครสักคนที่สมควรได้รับคำว่าต้อยต่ำ ข้าคิดว่าคนคนนั้นควรจะเป็นพวกโจรป่าเสียมากกว่า พวกนั้นทั้งปล้น ฉุดคร่า ทำลายคนอื่น เพื่อความสุขของตนเอง คนเหล่านี้ต่างหากที่น่าเหยียบย่ำให้จมดิน”

หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาได้

“ข้าคิดไม่ถึงว่าดินแดนแห่งนี้จะมีบุรุษคิดเช่นนี้อยู่”

“ความจริงแล้ว บุรุษที่คิดเช่นข้ายังมีอีกมากมายในแผ่นดินนัก ท่านจะนำความคิดบุรุษบางคน มาตัดสินบุรุษทุกคน ข้าคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก”

“อายุน้อยกว่าข้าแท้ๆ แต่อวดดีเหลือเกินนะท่าน”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยก็ต้องกราบขออภัยพี่สาว ในความอวดดีของข้าด้วยก็แล้วกัน”

แล้วทั้งสองต่างคนก็ต่างหัวเราะให้กัน อินทรีกล่าวต่อด้วยความสงสัย เนื่องจากเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องขนาดกะทัดรัดห้องหนึ่งซึ่งคล้ายกับห้องบนรถม้า มีเพียงแสงส่องสว่างผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างเท่านั้น

“ข้าสงสัยเหลือเกิน ว่าข้าหลับไปนานเท่าใด ครั้งสุดท้ายที่จำได้ ข้านอนอยู่บนรถม้าเปิดประทุนของท่านฟ่าน แต่พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งรถม้าของท่านฟ่านกลับมีหลังคาไปเสียแล้ว อีกทั้งยังมีสาวงามมาคอยเช็ดตัวให้อีกต่างหาก”

“ท่านอย่าได้สงสัยไปเลย ข้าจะเป็นคนบอกเล่าให้ท่านฟังเอง” หญิงสาวบอกมาอย่างอ่อนโยน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น