Sancturia

ตอนที่ 7 : การต่อสู้บนเนินทุ่งหญ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 มี.ค. 64

กองคาราวานยังคงเคลื่อนที่มุ่งหน้าไปยังปลายทางอาณาจักรอคาเดียน คลอเดียส เนเมสัน ยังคงเป็นผู้ออกเดินนำกองคาราวานไปก่อน ทิ้งระยะห่างกองคาราวานประมาณ 100 เมตร และรถม้าคันสีดำของผู้มีอภิสิทธิ์ชนในอาณาจักรอคาเดียนยังคงเป็นรถม้าคันแรกของกองคาราวาน แต่สิ่งที่ผิดแปลกไปในวันนี้คือ ถัดจากรถม้าคันที่ดำ ที่ควรจะเป็นรถสินค้าของเหล่าพ่อค้า กลับกลายเป็นรถม้าของหญิงนางรำแทรกเข้ามาแทน

อินทรีที่จำรถม้าของหญิงนางรำได้ก็ได้แต่หัวเราะหึในลำคอจน พ่อค้าใหญ่จากซิน สงสัยจึงได้เอ่ยถามขึ้น

“มีเรื่องอันใดน่าขันเช่นนั้นหรือ”

“ไม่มีอันใดหรอกท่านฟ่าน เพียงแต่ข้าสงสัยว่า สำหรับอาณาจักรอคาเดียนนี่ ถือว่า นางรำอยู่ในชั้นอภิสิทธิ์ชนด้วยกระนั้นหรือ”

ชาง เหรินฟ่าน ที่ทราบแล้วว่ารถม้าคันที่ตามหลังรถม้าคันสีดำนั้น เป็นรถม้าของเหล่าหญิงนางรำ ก็หัวเราะชอบใจ

“มิใช่ อาณาจักรอคาเดียนหรอก ที่ยกย่องให้นางรำเป็นชั้นอภิสิทธิ์ชน แต่เป็นนายทหารบางนายของอาณาจักรอคาเดียนเสียมากกว่าที่เป็นผู้ให้อภิสิทธิ์ชนนางรำเหล่านั้น

ชื่อกองคาราวานพ่อค้าแท้ ๆ แต่พ่อค้ากลับเป็นเพียงสมาชิกชั้นสอง คิดแล้วก็น่าขันยิ่งนัก การกระทำโดยเอาแต่ความชอบของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงว่านี่อยู่ระหว่างการเดินทางข้ามระหว่างอาณาจักร ตนเองต้องแบกชื่อเสียงของอาณาจักรเอาไว้มากเพียงใด การกระทำเช่นนี้กลับย่อมส่งผลเสียไปถึงอาณาจักรอคาเดียนเป็นอย่างมาก นี่ละที่เขาเรียกว่า ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง”

"ท่านฟ่าน กล่าวได้ดี"

แล้วทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เมื่อเสียงหัวเราะซาลง ชาง เหรินฟ่านก็กล่าวกับเด็กหนุ่มต่อ

“ใกล้จะถึงเนินทุ่งหญ้าที่เป็นเป้าหมายแล้ว ท่านควรเตรียมการไว้สักหน่อยเถิด”

เด็กหนุ่มรีบนำคันธนูซึ่งเป็นไม้เหลาแท่งยาวออกมาจากกระบอกไม้ แล้วจึงขึงสายเอ็นเพื่อให้กลายเป็นคันธนูพร้อมใช้งาน ส่วนด้านล่าง ชาง อาฝู และผู้ติดตามได้นำอาวุธออกมาเตรียมออกมาข้างกาย พร้อมที่จะนำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา

กองคาราวานยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า ทหารผู้คุ้มกันต่างพูดคุยกันสนุกสนานโดยปราศจากความระมัดระวังว่าเบื้องหน้าอาจจะมีภัยมาถึงตัวได้

อินทรีนึกถึงคำพูดของพ่อค้าใหญ่ชาวซิน ได้กล่าวขึ้นตอนหนึ่งในขณะที่วางแผนรับมือโจรป่าระหว่างเวลาที่กองคาราวานพักรับประทานอาหารกลางวันว่า

“สิ่งที่พวกโจรป่าต้องการอย่างแรกคือชีวิตของสมาชิกกองคาราวาน”

“เพราะเหตุใด โจรป่าไม่ต้องการทรัพย์สินเช่นนั้นหรือ” อินทรีเอ่ยถาม

“ทรัพย์สินคือสิ่งที่มันต้องการ แต่ทรัพย์สินไม่สามารถเคลื่อนที่เองได้ หากไม่จัดการกับคนก่อน คนอาจจะพาทรัพย์สินหนีไปได้ ดังนั้นธรรมเนียมปกติของโจรป่าคือ ต้องสังหารบุรุษ และฉุดคร่าสตรีเสียก่อน แล้วค่อยมาจัดการกับทรัพย์สินภายหลัง ซึ่งสิ่งที่ข้าจะกล่าวกับทุกคน นั่นคือ อย่าให้มันจัดการเราได้”

ผู้ติดตามทุกคนกล่าวรับว่า “ทราบแล้ว”

กองคาราวานกำลังเคลื่อนที่ผ่านเนินทุ่งหญ้าไปอย่างช้า ๆ สายตาทุกคู่ของสมาชิกคณะพ่อค้าชาวซินมอง กวาดตามองไปตามเนินหญ้าอย่างระแวดระวัง แล้วในขณะเดียวกันก็หาทางหนีทีไล่เพื่อเกิดกรณีจำเป็นฉุกเฉิน

คลอเดียส เนเมสัน ยังคงบังคับม้าคู่ใจของตนให้เดินไปเบื้องหน้าอย่างสบายอารมณ์ ก่อนที่เขาจะพากองคาราวานพ้นเนินทุ่งหญ้านั้นเอง เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่

ชายคนนั้นมีผมสีทองยาวปรกต้นคอ รูปร่างสูง ใบหน้ายาว มีเกราะเหล็กปิดบังแค่ช่วงหน้าอกและไหล่เท่านั้น ในมือของเขามีดาบยาวสองคมเล่มหนึ่งถูกปักลงกับพื้นตรงหน้า คลอเดียส จำเป็นต้องสั่งให้กองคาราวานหยุดลง แยนที่เดินม้าตามเข้ามาถึง ใกล้ ๆ กับคลอเดียส ได้ร้องตะโกนส่งเสียงถามออกไป

“เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาขวางทาง กองคาราวานนี้”

ชายผมสีทองรูปร่างสูง แสยะยิ้มกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ แต่กลับได้ยินถึงทุกคน

“ข้า คือ โบมีทีอัส เป็นหัวหน้าโจรป่า คงไม่ต้องตอบคำถามหรอกนะว่าโจรป่ามาทำไม”

ขณะที่โจรป่า โบมีทีอัสกล่าว ก็ปรากฏมีพรรคพวกโจรอีก 10 กว่าคนเดินออกมาสมทบพร้อมด้วยอาวุธครบมือ แยนที่เห็นว่าพวกโจรป่ามีเพียง 10 กว่าคน ก็ย่ามใจว่าสามารถเอาชนะได้เป็นแน่

“พวกเจ้ามีกันเพียงแค่หยิบมือ จะทำอะไรกองคาราวานของพวกข้าได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ท่านผู้นำกองคาราวานท่านนี้เป็นใคร มีความสามารถเก่งกาจขนาดไหน”

โบมีทีอัส ทำทีเอามือป้องตาจ้องมองมาทางคลอเดียสก็ได้กล่าวต่อว่า

“นึกว่าใครที่แท้ก็ อัศวินชั้นซิลเว่อร์ ระดับ 3 ดาว คลอเดียส เนเมสัน นี่เอง ส่วนไอ้เจ้าคนที่ร้องโต้ตอบคงเป็นไอ้งั่งขี้โอ่แยนสินะ”

กล่าวถึงตรงนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันเริ่มตึงเครียด แต่อินทรีที่ได้ยินคำโต้ตอบนั้นก็หลุดพรืดหัวเราะออกมา ส่วนแยนได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเสียโกรธจนหน้าแดง

“บังอาจเกินไปแล้ว กองกำลังเพียงหยิบมือของเจ้า ทำอะไรกองทัพของพวกข้าไม่ได้ ทำปากดีไปเถอะ ข้าจะจับเจ้ามาแล่นเนื้อให้ทอโร่กิน เจ้าลองให้หัวสมองอันน้อยนิด คำนวณดูว่า พวกข้ามีจำนวนเท่าใด และพวกเจ้ามีจำนวนเท่าใด”

“ข้ามิได้เก่งคณิตศาสตร์มากเท่าใดนัก นับเลขก็มีผิดมีถูกบ้าง ถ้าให้นับขณะนี้คงจะลำบาก วอนท่านผู้ฉลาดลองบอกมาสักหน่อยว่า พวกท่านมีทหารมีกันกี่คน”

“กองทหารของพวกข้ามีจำนวน 227 นาย เป็นทหารหาญแห่งอคาเดียนที่ผ่านการรบมานักต่อนัก สำหรับโจรป่ากระจอกอย่างพวกเจ้า ทหารของเราหนึ่งนาย สามารถรับมือพวกเจ้าได้ 5 คนเลยทีเดียว”

“โอ้โห มีกองกำลังทหารถึง 200 นาย แล้วท่านลองช่วยนับพวกโจรป่าอย่างพวกเราดูสักหน่อยว่ามีกี่คน”

แยน โคฟี่เนส หัวเราะลั่น แล้วกล่าวต่อ

“จะนับให้เสียเวลาทำไม เด็กแรกเกิดก็บอกได้ว่าพวกเจ้ามีเพียง 10 กว่าคนเท่านั้น”

โบมีทีอัส ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ก็จะกล่าวขึ้นว่า

“10 กว่าคนเช่นนั้นหรือ ไหนลองนับดูไหมซิ”

หัวหน้าโจรป่ากล่าวไม่ทันจบ ก็ปรากฏร่างของกลุ่มโจรผุดขึ้นมาทีละคนสองคน โดยเฉพาะตามเนินทุ่งหญ้าทางด้านซ้ายมือของกองคาราวานที่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร เหล่ากลุ่มกองโจรพากันลุกขึ้นจากที่ซ่อนตัวเป็นทางยาวเรื่อยไปจนสุดขบวนกองคาราวาน และแล้วก็เป็นจริงดั่งที่ ชาง เหรินฟ่าน คาดเดาเอาไว้ แต่ไม่ทั้งหมด เนื่องจากว่ากลุ่มโจรมีจำนวนมากกว่าที่พ่อค้าใหญ่ชาวซินคาดการณ์เอาไว้

“นายท่าน พวกโจรมันมีจำนวนมากเหลือเกิน เราจะทำเช่นใดดี” ชาง อาฝู ร้องบอกด้วยอาการตื่นตระหนก

“นิ่งเอาไว้ก่อน อาฝู อย่าตื่นตระหนกไป” ชาง เหรินฟ่าน ได้แต่เตือนคนของตนเอง

ส่วน แยน โคฟี่เนส พอเห็นจำนวนกลุ่มกองโจรที่ผุดขึ้นมาเต็มเนินทุ่งหญ้า ก็ตกใจจนร่วงหล่นจากหลังม้า เป็นที่น่าขบขันของเหล่าโจรป่า และเป็นที่น่าอับอายสำหรับนายทหารคุมกองคาราวาน

“ไหน ไหน ดูซิ นับได้กี่คนกันเอ่ย สงสัยจะนับจนตาลายจนตกหลังมาเลยนะเนี่ย คนเก่ง”

โบมีทีอัส กล่าวเย้ยมาทางแยนที่กำลังกลับขึ้นม้าของตนเองอย่างทุลักทุเล สร้างความตลกขบขันให้กับกลุ่มโจรป่าอีกรอบ

“เอาละ...ข้าก็ไม่อยากพูดพร่ำมาก” โบมีทีอัสกล่าว “พูดง่าย ๆ เลยว่า ทรัพย์สินก็ดี สตรีก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นของนอกกายจะหาใหม่เมื่อใดก็ได้ แต่ชีวิตของพวกท่านมีชีวิตเดียว จะหาใหม่คงจะลำบาก ข้าก็เป็นคนมีเมตตาอยู่บ้างจึงอยากให้โอกาสให้พวกเจ้าหลบหนีไปเสีย แล้วทิ้งทรัพย์สินของมีค่าและกับผู้หญิงเอาไว้ แล้วเราจะไม่ทำอันตรายใด ๆ พวกท่าน อ่อ...ยกเว้นคนในรถม้าคันสีดำเท่านั้นที่ห้ามไปไหนทั้งสิ้น นอกนั้นเชิญทิ้งของเอาไว้ แล้วรีบไสหัวไปกันได้เลยนะขอรับ”

เมื่อโบมีทีอัสกล่าวจบ ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยอมทิ้งข้าวของแล้วหลบหนีไปเพื่อรักษาชีวิตของตน แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่นิ่งกับที่ เนื่องจากสมาชิกที่ร่วมเดินทางมากับกองคาราวานหากเป็นคนค้าขาย ยอมเสียชีวิตดีกว่าที่จะเสียรายได้ ส่วนชาวบ้านจะเป็นผู้หญิง เด็กและคนแก่เป็นส่วนใหญ่ ที่ไม่สามารถละทิ้งไปได้ มีผู้หญิงในกลุ่มชาวบ้านบางคนจะแอบหลบหนีไป แต่ก็ถูกลูกธนูจากกลุ่มโจรป่า ยิงมาดักทางหนีเบื้องหน้าจำนวนหลายดอก จนนางผู้นั้นต้องถอยกลับเข้าขบวนไป

ทางด้าน ชาง เหรินฟ่าน ในขณะนี้ได้ลงมาจากรถม้าพร้อมด้วยอาวุธในมือที่เรียกว่ากระบี่ แบบที่ชาวซินใช้ ส่วนอาวุธของ ชาง อาฝู และผู้ติดตามล้วนแล้วแต่เป็นดาบใหญ่ อินทรียังคงคุมเชิงด้วยธนูของตนอยู่บนรถม้า เนื่องจากเป็นที่สูงสามารถเล็งเป้าหมายได้ง่ายกว่าบนพื้นดิน

“นายท่าน ขึ้นไปอยู่บนรถม้าเถิดขอรับ” ชาง อาฝู ร้องบอก

“ตรงไหนก็ตายเหมือนกันนั่นละอาฝู” ชาง เหรินฟ่าน กล่าวมาอย่างติดตลก

“พวกมันเยอะเหลือเกิน โดยเฉพาะบริเวณคณะเดินทางของพวกเราเหตุใดจึงดูหนาตากว่าบริเวณอื่นเช่นนี้”

อินทรีร้องบอกมา ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ เรื่องนี้นับว่าผิดหลักการที่ ชาง เหรินฟ่าน ยึดถือมาตลอดว่าตำแหน่งในกองคาราวานของเขาปลอดภัยที่สุดแล้ว หรือความจริงแล้ว กลุ่มโจรป่าพวกนั้นต้องรู้อะไรบางอย่างมาแน่นอน จึงพุ่งเป้าใหญ่มาที่กลุ่มของพวกเขา พ่อค้าใหญ่แห่งซินคาดเดา

โบมีทีอัส เห็นว่ามีเพียงไม่กี่คนที่หลบหนี ก็ไม่สบอารมณ์เท่าใดหนัก ในทันใดนั้นเอง หัวหน้าโจรป่าก็ร้องบอกว่า

“ฆ่าพวกมันซะ”

สัญญาพลุไฟของกลุ่มโจรป่าถูกจุดขึ้น เพื่อเป็นสัญญาณให้เข้าโจมตี เมื่อพลุที่พุ่งแหวกอากาศส่งเสียงแหลมเป็นทางยาวขึ้นไปบนท้องฟ้า เป็นสัญญาณบอกให้เตรียมพร้อม เหล่าโจรป่ากว่าห้าร้อยคน ก็กระชับอาวุธ จนกระทั่งพลุดอกนั้นระเบิดออก กลุ่มโจรก็ร้องเสียงดังลั่น พร้อมใจกันวิ่งลงเนินทุ่งหญ้า บุกเข้าไปยังกองคาราวาน

คลอเดียส เนเมสันก็ร้องตะโกนบอกกองทหารของตนให้ตั้งขบวนรอรับการโจมตีของโจรป่า แต่กองกำลังของโจรป่ายังไม่ทันบุกเข้ามาถึงกองคาราวาน อินทรีที่คอยท่าอยู่นั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า

“โชคดีจริง ๆ ที่พวกเอ็งอยู่แถวข้าเยอะ จะได้จัดการตัดกำลังง่ายลงสักหน่อย”

เด็กหนุ่มจอมขมังเวทย์ชาวเทพศรีราม ก็ปล่อยลูกศรในมือดอกแรกออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกธนูดอกนั้นพุ่งหายวับเข้าไปในกลุ่มของโจรป่าที่กำลังวิ่งสวนทางเข้ามา ทันใดนั้นก็เกิดระเบิดขึ้น เสียงระเบิดจากธนูดอกนั้นดังสนั่นลั่นทุ่งหญ้า กลบเสียงโห่ร้องของโจรป่าเสียสิ้น

จากที่กลุ่มโจรป่ากำลังได้เปรียบ แต่ธนูดอกนั้นของอินทรีช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ทหารและสมาชิกกองคาราวาน ให้มีแรงใจสู้ขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

ชาง เหรินฟ่าน สังเกตเห็นได้แต่แรกว่า กลุ่มโจรป่าถึงแม้มีจำนวนมากกว่ากองทหาร แต่กำลังพลส่วนใหญ่ จะหนักไปตรงหัวขบวนเพื่อรับมือกับกองทหารอารักขา และบริเวณตำแหน่งคณะของเขาในกองคาราวานเท่านั้น ส่วนนอกจากนั้นมีจำนวนไม่มากเท่าใดนัก เมื่อจุดของเขาคลี่คลายลงได้อย่างรวดเร็ว พ่อค้าชาวซิน จึงได้ร้องบอกให้ ชาง อาฝู พ่อบ้านคนสนิทของตน ให้นำกำลังคนไปช่วยชาวบ้านที่ท้ายขบวนของกองคาราวาน

ชาง อาฝู เห็นว่าเจ้านายของตนอยู่ในความอารักขาของเด็กหนุ่มชาวเทพศรีรามก็เบาใจ จึงรีบเร่งพาสมัครพรรคพวก มุ่งตรงไปยังท้ายขบวนทันที

ธนูระเบิดลูกนั้นของอินทรีทำให้กองโจรเกิดชะงักด้วยความตกใจ จึงเป็นโอกาสที่กองกำลังทหารและชาวบ้านมีโอกาสตั้งตัวพร้อมป้องกันตัวเองได้

ทหารใช้อาวุธประจำตัวเข้าสู้รบ ส่วนชาวบ้านใช้ข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จะหาได้เป็นอาวุธ ทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้ารบราฆ่าฟันกันอย่างดุเดือด ฝุ่นตลบฟุ้งผสมกับห่าโลหิตที่สาดกระจายโดยแยกไม่ออกว่าเป็นของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อต้องการเอาชีวิต อีกฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อต้องการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตน ส่วนพ่อค้าของคณะอื่นก็ได้แต่คอยป้องกันตัวเอง โดยคำนึกถึงแต่สินค้าของตนเองเป็นหลักเท่านั้น

ธนูลงอาคมระเบิดนั้นใช้พลังกายมหาศาลในการเสกขึ้น อินทรีคาดว่าใช้เพียงดอกเดียวก็น่าจะเพียงพอ แต่ปรากฏว่าเขาคาดไม่ถึงว่ากลุ่มโจรยังคงดาหน้าเข้าใส่กองคาราวานอย่างไม่กลัวตาย

ในขณะที่เขายิงธนูธรรมดาสอยเหล่าโจรป่าร่วงไป 5-6 คน เขาจำเป็นต้องปล่อยธนูลงอาคมระเบิดดอกที่สอง เข้าไปใส่ยังกลุ่มโจรป่าที่อยู่บริเวณจุดกึ่งกลางระหว่างกลางขบวนถึงท้ายขบวน เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอีกคำรบหนึ่ง พร้อมกลุ่มโจรหลายคนที่โดนแรงระเบิดลอยเคว้งขึ้นไปบนอากาศ ก่อนที่จะตกลงมาเป็นเหยื่อของทหารและชาวบ้านรุมกระทืบ

เด็กหนุ่มไม่ปล่อยโอกาสที่ได้เปรียบให้เสียไป เขาส่งลูกธนูระเบิดดอกที่สามไปยังท้ายขบวน เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ครานี้กลุ่มโจรเริ่มเสียขวัญ ความได้เปรียบตกเป็นของกองคาราวานอย่างเห็นได้ชัด

โบมีทีอัส คาดไม่ถึงว่าจะมีคนเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของกองคาราวาน จากสถานการณ์อันเสียเปรียบทำให้กลับกลายเป็นได้เปรียบ เขาดูแคลนเด็กหนุ่มมือธนูคนนั้นเกินไป โบมีทีอัสรู้ทั้งรู้ว่าในกองคาราวานมียอดฝีมือ แทนที่เขาจะจัดการเก็บยอดฝีมือคนนี้เสียก่อน แต่เขากลับย่ามใจเลือกวิธีเอาคนมากรุมจัดการคนน้อย ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่บริเวณตำแหน่งคณะของชาง เหรินฟ่าน จึงมีจำนวนโจรป่ามากกว่าบริเวณอื่น

เมื่อแผนของโบมีทีอัสเสียแล้ว หัวหน้าโจรป่าจึงตัดสินใจที่จะเข้าจัดการเอาตัวคนในรถม้าไปเรียกค่าไถ่แทน เขาจึงสั่งให้ลูกสมุนของตน พุ่งตรงตะลุยเข้าไปยังรถม้าคนสีดำคันนั้นอย่างรวดเร็ว

คลอเดียส ที่เข้ามาขว้าง ก็ถูกโบมีทีอัสที่มองเห็นจุดอ่อนซัดเข้าใส่จนกระเด็นตกหลังม้าอย่างง่ายดาย เหล่ากองทหารอารักขาหลายนายถูกกองโจรที่นำโดยโบมีทีอัสสังหารล้มตายดั่งมดปลวก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Fankim9497 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 01:35
    "10 กว่าคนเช่นนั้นหรือ ไหนรองนับดูใหม่ซิ"
    ตรงนี้พิมพ์ผิดนะคะ ต้องเป็น ไหน'ลอง' ค่ะ

    ✌✌✌
    #2
    1
    • #2-1 Gap Sparrow(จากตอนที่ 7)
      2 มีนาคม 2564 / 20:14
      กราบขอบพระคุณครับ
      #2-1