Sancturia

ตอนที่ 6 : ก่อนพายุใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 ก.พ. 64

คลอเดียส เนเมสัน นั้นไม่ได้ยินคำนินทาของเด็กหนุ่ม เนื่องจากเขาให้ความสนใจกับสตรีภายในรถม้ามากกว่า แทนคำตอบ กลอนประตูของรถม้าก็ได้ถูกถอดลง และประตูรถม้าก็ค่อย ๆ เปิดออก 

เมื่อคนในรถม้า ก้าวผ่านประตูลงมายังพื้นเบื้องล่าง ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเหล่าทหาร เนื่องจากคนผู้นั้นเป็นหญิงสาววัยประมาณไม่เกิน 25 ปี มีใบหน้างดงาม ดวงตาคม คิ้ว จมูก ริมฝีปากล้วนแล้วแต่ได้รูป 

นางอยู่ในชุดเปิดไหล่ กระโปรงยาวราวกับท่านหญิงในตระกูลสูงศักดิ์ แบบชาวอคาเดียน แต่ผิวพรรณของนางไม่ขาวจัดดังเช่นอย่างชาวอคาเดียน แต่กลับดูขาวเนียนละเอียดแบบงาช้าง รูปร่างก็สง่างามได้สัดส่วน ซึ่งคลอเดียสไม่สามารถเดาได้ว่านางเป็นชาวเมืองใด

“ไม่ทราบว่าท่านหญิง ท่านนี้เป็นคนจากตระกูลใดหรือ”

คลอเดียส เอ่ยถามอย่างสุภาพมากขึ้น เขารีบลงจากหลังม้า ตรงมาที่หญิงสาวผู้นั้นยื่นอยู่ หญิงสาวผู้นั้นหัวเราะเล็กน้อยอย่างสดใส ด้วยจริตจะก้านอันชวนกระชากหัวใจผู้ชายทุกผู้ทุกคนที่ได้สนทนากับนางผู้นี้

“ข้ามิใช่ ท่านหญิงในตระกูลสูงศักดิ์หรอกเจ้าค่ะ ท่านอัศวิน แต่ข้าเป็นเพียงนางรำที่สร้างความสุขให้แก่ผู้คนเท่านั้น”

คำตอบของหญิงสาว สร้างความรู้สึกเสียดายให้กับคลอเดียสยิ่งนัก เนื่องจากอาชีพนางรำในอาณาจักรอคาเดียน ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ที่อัศวินนักรบเช่นเขาจะตกแต่งนางเป็นภริยาได้ หากเป็นเช่นนั้นย่อมตกเป็นที่ครหานินทาไปทั่วอาณาจักรเป็นแน่แท้ แต่ในอีกใจของนายทหารผู้นี้กลับคิดขึ้นว่า ระหว่างการเดินทางหากได้เห็นนางมาบำเรอความสุขได้คงจะแก้ขัดได้มิใช่น้อย

“เอาเถิด ว่าแต่ท่านยังมิได้ตอบคำถามของข้าเลย”

“ข้าต้องขออภัยท่านอัศวินด้วยเจ้าค่ะ ท่านต้องการทราบคำตอบใดของข้าก่อนเจ้าคะ”

“ข้าอยากทราบว่า นางเป็นผู้ใด มาจากที่ใด แล้วจะไปที่ใด และเพราะเหตุใดจึงต้องรีบเดินทางในเวลากลางคืนเช่นนี้ด้วย ซึ่งมันอาจจะเป็นอันตรายต่อท่านได้”

“ข้าขอขอบคุณในความเป็นห่วงของท่านอัศวิน ข้าจะบอกเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟังนะเจ้าคะ”

หญิงสาวก็ได้เล่าเรื่องราวให้กับผู้นำกองคาราวานฟัง สรุปความได้ว่า หญิงสาวนางนี้ชื่อว่า เซห์ร่า อายุ 23 ปี ไม่ทราบถิ่นฐานบ้านเกิดเดิมของตนเองเนื่องจากบิดามารดาเสียชีวิตไปในครั้งที่เกิดสงคราม นางอาศัยอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าในชนบทแห่งหนึ่งในเขตอาณาจักรอคาเดียน แล้วได้เริ่มประกอบอาชีพนางรำเมื่อตอนอายุ 14 ปี นางและเพื่อนๆ ตระเว้นออกแสดงตามร้านเหล้า เพื่อหากเงินประทังชีวิต จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

หลายเดือนมานี้นางออกแสดงอยู่ที่ร้านแห่งหนึ่งในอาณาจักรอัลเดีย จนกระทั่งเมื่อวันก่อนนางได้ตกปากรับงานในร้านเหล้าที่เมืองบาร์คตัน ในเขตอาณาจักรอคาเดียน ซึ่งจากอาณาจักรอัลเดีย ไปยังเมืองบาร์คตัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณสองอาทิตย์ แต่ปรากฏว่ามีเหตุติดขัดทำให้นางต้องออกเดินทางล่าช้าไปกว่า 3 วัน จนทำให้นางต้องเร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อให้ทันเวลานัด มิเช่นนั้นนางจะต้องเสียค่าปรับล่าช้าเป็นเงินจำนวนหลายเหรียญทอง

แต่ปรากฏว่าออกจากเมืองหลวงของอากณาจักรอัลเดีย มาได้เพียงวันกว่า ๆ กับพบเข้ากับกลุ่มโจร คอยดักซุ่มอยู่ จึงจำต้องหลบหนีการปล้นของโจรป่ามาถึงที่กองคาราวานนี้

“เรื่องราวของท่านน่าสงสารยิ่งนัก แต่โจรป่าแถบนี้ล้วนแล้วแต่มีอันตราย พ่อค้าและชาวบ้านจึงต้องมาพึ่งทหารอย่างพวกข้า ทำหน้าที่คุ้มครองเพื่อให้พวกเขาเดินทางสู่ที่หมายอย่างปลอดภัย ข้าคิดว่าท่านควรเดินทางไปพร้อมกับพวกเราจะดีที่สุด”

“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ท่านอัศวิน ข้าได้เรียนท่านไปแล้วว่า ข้าตกปากรับคำเจ้าของร้านเอาไว้แล้ว หากไปถึงล่าช้าข้าจะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนสูง”

“นางอย่าได้ปฏิเสธท่านคลอเดียสเลย” นายทหารคนหนึ่งซึ่งดูเป็นเหมือนคนสนิทเอ่ยขึ้น “ถึงอย่างไรกองคาราวานของเราก็ต้องผ่านเมืองบาร์คตันอยู่แล้ว อีกทั้งท่านคลอเดียสนั้นรู้จักกับเจ้าของร้านเหล้าทั้งเมืองเป็นอย่างดีไม่ว่าร้านไหน ท่านย่อมมีทางที่จะช่วยให้นางไม่ต้องเสียเงินค่าปรับเป็นแน่...ใช่หรือไม่ขอรับ” ประโยคท้ายนายทหารผู้นั้นหันมากล่าวกับผู้นำกองคาราวานผู้สง่างาม

“ใช่แล้ว นางโปรดให้ข้าคุ้มครองไปยังเมืองบาร์คตันโดยสวัสดิภาพด้วยเถิด”

หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็พลันมีน้ำตาเอ่อล้นคลอออกมา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“น้ำใจของท่านในครั้งนี้ ข้ามิทราบว่าต้องตอบแทนเช่นใด นอกจาก...หากท่านไม่รังเกียจในตัวข้า ซึ่งเป็นเพียงหญิงนางรำต้อยต่ำ ข้าอยากจะขอปรนนิบัติให้ความสุขแก่ท่าน และเหล่านักรบผู้หาญกล้าทุกท่านจนกว่าจะบรรลุถึงเมืองบาร์คตัน ได้หรือไม่เจ้าคะ”

“นางไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้นหรอก มันเป็นหน้าที่ที่สุภาพบุรุษชาติทหารอย่างพวกข้า ต้องปฏิบัติต่ออิสตรีอยู่แล้ว แต่ถ้านั่นเป็น ความประสงค์จของเจ้าข้าก็คงมิอาจขัดข้อง”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าในฐานะตัวแทนของคณะนางรำ ต้องขอขอบพระคุณในความเมตตาของท่านผู้นำกองคาราวานที่ให้ความกรุณาแก่ข้าและเพื่อนด้วยนะเจ้าคะ”

จบประโยคท้าย นางก็ได้ย่อตัวแสดงความขอบคุณ ส่วน คลอเดียสก็รีบเข้าประคอง ทำให้เขาได้สัมผัสตัวหญิงสาวครั้งแรกในรอบหลายวัน หลังจากนั้น เซห์ร่า ได้เรียกเพื่อน ๆ ของเธอบนรถม้าลงมาแสดงความขอบคุณเหล่าทหารคุมกองคาราวานที่ได้ช่วยเหลือให้พ้นภัยจากเหล่าโจรป่า

“ข้ารู้สึกว่ามีผู้มีพระคุณอีกท่านที่ข้าต้องขอบคุณเขาด้วย ไม่ทราบว่าเขาไปไหนเสีย”

ทั้งหมดเพิ่งนึกถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งถือธนูเข้าประจันหน้ากับโจรป่าเมื่อสักครู่ แต่ปรากฏว่าเขาได้อันตรธานหายไปจากตรงบริเวณนั้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบใด นายทหารคนสนิทเมื่อครู่ได้กล่าวขึ้นว่า

“นางอย่าได้ไปสนใจเลยเด็กหนุ่มเร่ร่อนคนนั้นเลย ป่านนี้คงจะกลับที่พักไปแล้ว” เมื่อเขากล่าวจบก็ได้แล้วหันไปกล่าวกับผู้นำกองคาราวานของตนว่า “ขอเชิญท่านผู้นำ โปรดนำทางให้นางเหล่านี้เข้าสู่ที่พักของพวกเราด้วยเถิด”

คลอเดียสจึงเชิญ เซห์ร่าและเพื่อน ๆ ขึ้นรถม้า แล้วนำทางพาพวกเธอเข้ามายังที่พักชั่วคราวของกองคาราวาน แสงสว่างบนท้องฟ้าซึ่งเกิดจากอาคมของอินทรี ในขณะนี้เริ่มริบหรี่ลงอย่างช้า ๆ แล้วดับลงไปในที่สุด

+++++

ชาง เหรินฟ่าน ยืนดูสถานการณ์อยู่ ณ ที่พัก อย่างกระวนกระวายใจ ทันใดนั้นท้องฟ้าก็สว่างไสวขึ้นราวกับเวลากลางวัน ทำให้เขาสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เด็กหนุ่มจากเทพศรีรามได้เข้าไปขวางกลุ่มโจรป่า ในขณะเดียวกัน กลุ่มทหารคุมกองคาราวาน นำโดยคลอเดียส เนเมสัน ก็ได้นำทหารม้า 7-8 คน ออกจากค่าย มุ่งตรงเข้าไปยังรถม้าคันนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ก็เห็นเด็กหนุ่ม เดินกลับมายังที่พัก

“เป็นอย่างใดบ้าง” ชาง เหรินฟ่านถามขึ้น

อินทรีก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาอยู่ถึงตอนที่เห็นหญิงสาวลงมาจากรถม้าเท่านั้น พอหมดเรื่องจึงเดินกลับมายังที่พัก โดยไม่ได้อยู่ต่อ ปล่อยให้ผู้คุมกองคาราวานเป็นคนดำเนินการต่อไป ชาง เหรินฟ่าน มิได้สนใจคนบนรถม้า แต่กลับให้ความสนใจกลุ่มโจรป่าที่ตามรถม้ามามากกว่า

“ท่านบอกว่า กลุ่มโจรป่า เป็นชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่ สวมชุดมอซอ แต่ละคนมีดาบใหญ่เป็นอาวุธเช่นนั้นรึ”

“ใช้แล้ว ท่านฟ่าน”

“ถ้าเช่นนั้นก็น่าแปลกมาก”

“แปลกอย่างใดกันรึท่าน” เด็กหนุ่มถามด้วยความสงสัย

“ข้อแปลกใจของข้ามีอยู่สองประการ ประการแรก ลักษณะของโจรป่าตามที่พวกเราตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกโจรป่าฉลาดและมีความคิดมากกว่าโจรป่าแถบอื่น อีกทั้งโจรป่าแถบนี้ที่พวกข้าเคยพบมาไม่ใช่พวกที่มีร่างกายกำยำใหญ่โต แต่เป็นพวกปราดเปรียวเพรียวลม มีทักษะในการต่อสู้โดยใช้สมองมากกว่าแรงเสียมากกว่า ประการที่สอง คือการหลบหนีทันทีเมื่อกองทหารเข้ามา ไม่มีการสู้รบ นับว่าเป็นการผิดวิสัยของโจรป่าแถบนี้เป็นอย่างมาก”

“หรือว่าจะเป็นโจรป่ากลุ่มใหม่ ก็เป็นได้นะขอรับ ในยุคที่ชาวบ้านชาวเมืองอดอยากเช่นนี้ ผู้ใดก็สามารถมาเป็นโจรป่ากันได้ทั้งนั้น” ชาง อาฝู แสดงความคิดเห็นขึ้นมา

“อืมม...” ชาง เหรินฟ่าน ไม่ได้กล่าวตอบแต่อย่างใด เขากำลังคิดถึงวิธีการต่าง ๆ ของโจรป่าที่จะเป็นไปได้ในการเข้าโจมตีกองคาราวาน เพื่อหาทางป้องกัน แต่ก็ไม่ทราบได้ว่าเจตนาใดของโจรป่าเป็นเรื่องจริงกันแน่ พ่อค้าใหญ่หันไปทางเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า

“แล้วในขณะนี้ท่านได้ยินเสียงกลุ่มคนที่มาซุ่มสังเกตการณ์กองคาราวานนี้หรือไม่”

อินทรีได้ยินเช่นนั้นจึงได้หลับตาลง ทุกคนอยู่ในความสงบรอคอยคำตอบ เพียงครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมา แล้วส่ายหน้าไปมา

“ข้าไม่ได้ยินเสียงอันใดที่อยู่นอกที่พักในขณะนี้เลย”

“คืนนี้พวกมันคงไม่มาเสียแล้วกระมัง” ชาง อาฝูกล่าว

“ก็อย่าได้ประมาทไป อาฝู เอาละ แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ ส่วนใครเป็นเวรยามก็อย่าได้หลับเป็นอันขาด” นายใหญ่สั่งการ ทุกคนรับคำ และแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน อินทรียังคงยืนอยู่แถวนั้น เมื่อทุกคนแยกย้ายไปเหลือเพียง พ่อค้าใหญ่แห่งซิน เด็กหนุ่มจึงกล่าวขึ้น

“ดูท่าทางท่านคิดหนักเหลือเกิน”

“สภาวะเช่นนั้น หวาดระแวงเอาไว้สักหน่อยจะดีกว่านะ ว่าแต่...แสงสว่างเมื่อสักครู่ เป็นฝีมือท่านใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว เป็นอาคมของข้าเอง”

“อืมม...ข้าคาดว่าพรุ่งนี้เช้าพวกทหารคงมาตามหาตัวคนที่ออกไปนอกบริเวณที่พักโดยพลการอย่างแน่นอน ถ้าพวกนั้นถามว่าใช้สิ่งใดสร้างความสว่าง ท่านก็ตอบว่า เป็นพลุของพวกเราที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษก็แล้วกันนะ อย่าได้บอกว่าเป็นอาคมของท่าน หากให้ทหารพวกนี้รู้เรื่องมาก ข้าเกรงว่าว่าจะมีปัญหาตามท่านมาอีกหลายประการเชียวละ”

อินทรีก็พอทราบว่า หากพวกทหารทราบเรื่องที่เขามีอาคม ค่อนไปทางไสยศาสตร์มนต์มืด คงจะต้องถูกสงสัยว่าเป็นพวกปีศาจปลอมตัวมาเป็นแน่ ก็จริงอย่างที่ท่านฟ่านบอก เขาควรจะเงียบไว้จะเป็นการดีที่สุด หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปยังที่นอนของตน

+++++

รุ่งเช้าฟ้าไม่ทั้งจะสางดี นายทหารสามคนก็เดินเข้ามายังที่พักคณะของชาง เหรินฟ่าน ซึ่งกำลังเตรียมเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง นายทหารผู้ที่เดินนำเข้ามาพร้อมด้วยการวางท่าใหญ่โตผู้นี้คือ รองผู้ควบคุมกองคาราวาน แยน โคฟี่เนส อัศวินชั้นซิลเว่อร์ ระดับ 1 ดาว สังกัดกองทหารแห่งอาณาจักรอคาเดียน เขาเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่กล่าวส่งเสริมคลอเดียสให้ เซห์ร่าและเพื่อน ยอมร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานเมื่อคืนที่ผ่านมา

“ใครคือผู้นำคณะนี้” คำถามห้วน ๆ หลุดออกมาจากปากของ แยน โคฟี่เนส โดยไม่เจาะจงว่าจะถามผู้ใด

ชาง เหรินฟ่าน ที่รอคอยอยู่ก่อนแล้วก็ได้ รีบลงมาจากรถม้าของตนด้วยท่าทางยิ้มแย้มเป็นมิตร

“ข้าเองขอรับ...ท่านใต้เท้า ข้าชื่อ ชาง เหรินฟ่าน เป็นพ่อค้าจากอาณาจักรซิน และเป็นหัวหน้าของคณะเดินทางนี้ขอรับ”

“อ่อ...นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านชาง นี่เอง พอดีเมื่อคืนมีคนมาแจ้งท่านคลอเดียสว่า มีคนจากคณะท่าน ได้ออกจากที่พักไปโดยพลการไม่ได้รับอนุญาต ท่านคลอเดียสรู้สึกไม่สบายใจจึงส่งข้ามาตรวจสอบดูว่าจริงหรือไม่”

“เป็นความจริงขอรับ นั้นเป็นคนของข้าน้อยเอง”

ชาง เหรินฟ่าน ทราบว่า เด็กหนุ่มอินทรี เคยได้พบกับ คลอเดียสแล้ว ไม่ควรปิดบังใด ๆ ทั้งสิ้น หากปิดบังจะยิ่งเป็นการก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เขาได้เรียกตัวเด็กหนุ่มเข้ามาพบ รองผู้คุมกองคาราวาน เด็กหนุ่มที่ทราบอยู่แล้วก็รีบเข้ามาทันที

“อรุณสวัสดิ์ขอรับ ท่านรองผู้คุมกองคาราวาน”

อินทรีกล่าวคำทักทายด้วยน้ำเสียงโทนเดียวต่อท่านรองผู้ว่างท่าใหญ่โต ด้วยกิริยาอาการนอบน้อมที่สุดเท่าที่ชาวป่าชาวดอยเช่นเขาจะทำได้ แยน โคพี่เนส ไม่สนใจกับคำทักทายนั้น แต่กลับเดินพิจารณารอบ ๆ ตัวของอินทรี อย่างถี่ถ้วน แล้วได้กล่าวขึ้นว่า

“เจ้ารู้ความผิดหรือไม่ว่าออกไปนอกที่พักโดยพลการ การกระทำของเจ้าเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของกองคาราวานอย่างร้ายแรง”

อินทรีรีบคุกเข่า แล้วหมอบกราบลงกับพื้น

“ข้าทราบแล้วขอรับท่านรองผู้คุมกองคาราวาน ข้าผิดไปแล้ว โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด...ท่านรองผู้คุมกองคาราวาน”

“ขอเรียนใต้เท้า เด็กหนุ่มผู้นี้เพิ่งสมัครเข้ามาเป็นคนคุ้มกันรถม้า และเพิ่งจะเคยเดินทางไปกับกองคาราวานเป็นครั้งแรกจึงยังไม่รู้กฎระเบียบของกองคาราวาน ข้าได้ลงโทษเขาแล้ว และในขณะนี้เขาก็ได้สำนึกผิดแล้ว ขอท่านรองโปรดเมตตาด้วย โปรดเมตตาด้วยเถิด”

ชาง เหรินฟ่าน รีบกล่าวแทรกช่วย พร้อมประสานมือโค้งกายเพื่อขออภัยตามแบบฉบับชาวซิน แต่ดูเหมือน แยน โคฟี่เนส จะไม่สนใจคำพูดของพ่อค้าใหญ่ชาวซิน กลับหัวเราะหึในลำคอ สายตายังคงมองจ้องไปที่เด็กหนุ่มซึ่งกำลังก้มหัวหมอบกราบอยู่ ทันใดนั้นแยน โคฟี่เนส ก็ใช้เท้าของตนเหยียบไปที่ศีรษะของอินทรีโดยแรง พร้อมขยี้ศีรษะของเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวว่า

“ถ้ารู้สำนึกแล้วก็ดี แล้วจงจำเอาไว้นะ พวกลิงป่าจากอาณาจักรเล็ก ๆ อย่างพวกเจ้า อย่าได้มาทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาทหารแห่งอาณาจักรอคาเดียน ไม่เช่นนั้นศพของเจ้าจะไม่สวยสักคน เข้าใจหรือไม่”

“ข้าน้อยทราบแล้ว ท่านรองผู้คุมกองคาราวาน”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มยังคงเป็นนำเสียงโทนเดียวอยู่เช่นนั้น แล้ว แยน โคฟี่เนส ก็หันมาทางหัวหน้าคณะพ่อค้าจากซิน แล้วกล่าวต่อว่า

“ส่วนท่านชาง ท่านก็จงดูแล คนของท่านให้ดี อย่าให้สะเออะไปไหนมาไหนตามอำเภอใจ จำเอาไว้ที่นี่กองทหารของเรา เราเป็นผู้ควบคุมความปลอดภัย อย่าได้ก่อปัญหาอันใด ให้วุ่นวาย หากยังมีคราวหน้าอีกโทษคือต้องถึงชีวิต เข้าใจหรือไม่”

ชาง เหรินฟ่าน ได้โอกาสรีบยัดถุงเหรียญทองใส่มือรองผู้คุมกองคาราวาน พร้อมกับกล่าวนอบน้อมต่อ รองผู้คุมกองคาราวานจอมโอหัง

“ข้าทราบแล้ว...ข้าทราบแล้ว ขอบคุณใต้เท้าที่เมตตา ข้าจะกำชับไม่ให้คนของข้าทำผิดกฎอีก”

แยน โคฟี่เนส รับถุงใส่ทองมาเปิดดูก็มีสีหน้าพอใจขึ้น ในขณะนั้นนายทหารทั้งสองคนที่ตามมาด้วย กำลังสอบถามถึงสิ่งที่ทำให้เกิดแสงสว่างเมื่อคืนจากผู้ติดตามของ ชาง เหรินฟ่าน ซึ่งผู้ติดตามต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นพลุที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษอยู่ในระหว่างการทดสอบการใช้งานและได้ใช้หมดไปแล้วเมื่อคืน

เมื่อถามไม่ได้ความใด ๆ อันเป็นพิรุธชวนน่าสงสัย แยนและพรรคพวกจึงจำใจต้องพากันกลับ พ่อค้าใหญ่ชาวซินจึงได้ประสานมือโค้งคำนับแบบชาวซิน แล้วร้องตามหลังไปว่า

“น้อมส่งท่านใต้เท้า”

เมื่อแยน โคฟี่เนส เดินนำพวกของตนจากไปแล้ว พ่อค้าใหญ่ชาวซินก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อินทรียังคงหมอบกราบอยู่เช่นนั้น จน ชาง อาฝู ต้องเข้ามาดึงตัวเขาขึ้นมาจากพื้น

“ไอ้หนู ลุกขึ้นเถอะ พวกมันไปแล้ว”

อินทรีลุกขึ้นมาตามที่ชาง อาฝู ช่วยผยุงเขาเอาไว้ เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาปัดฝุ่นที่หัวและตัว แล้วหันมายิ้มแฉ่งให้กับพ่อบ้านวัยกลางคนแล้วกล่าว

“เป็นอย่างไรท่านลุง ข้าทำตามที่ท่านบอกทุกอย่างเลยใช่หรือไม่”

ชาง อาฝู กล่าวตอบด้วยความสงสาร “ใช่แล้วดีมาก เจ้าทำดีมาก อดทนได้ดีมาก ทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง”

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปล้างหน้าล้างตาที่บึงน้ำสักครู่เถิดนะ”

“เจ้าไปเถิด รีบไปรีบมา”

ชาง เหรินฟ่าน เป็นผู้อนุญาต เขากล่าวมาพร้อมกับตบบ่าเด็กหนุ่มเบา ๆ อินทรีก้มหัวคำนับแล้วผละเดินไปยังบึงน้ำ ชาง อาฝู มองตามอย่างสังเวชใจ

“ยังดีที่เจ้าหนูนั่นไม่โกรธเลย ถ้าเป็นข้า โดนทำขนาดนี้ คงต้องยอมเสี่ยงชีวิตกับเจ้ารองจอมโอหังนั่นเป็นแน่”

“ใครว่าไม่โกรธกันละ อาฝู ท่านทราบหรือไม่ ว่าอวัยวะสิ่งใดในร่างกายที่ชาวเทพศรีรามถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด”

“อวัยวะอันใดหรือของรับ นายท่าน”

“ศีรษะ อย่างไรละ”

“แสดงว่า... เจ้าหนูนั่นก็...”

“ใช่แล้วละ คงโกรธจัดถึงขีดสุดเลยละ”

“แต่ก็ดูยังสามารถยิ้มแย้มได้อยู่นะขอรับ น่าแปลกเหลือเกิน”

“ถ้าเช่นนั้นท่านลองพิจารณาที่พื้นตรงที่ เขาคุกเข่าหมอบกราบเมื่อครู่ดูสิ ท่านจะรู้ว่า ถึงจะโกรธจัด แต่ต้องสะกดกลั้นเอาไว้มันเป็นเช่นใด”

ชาง อาฝู มองไปยังจุดที่เจ้านายของตนชี้ ก็พบว่า พื้นตรงบริเวณนั้นเป็นพื้นหินที่นูนพ้นพื้นดินขึ้นมา บนพื้นหินนั้น ปรากฏรอยฝ่ามือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มจมลึกลงไปเกือบองคุลี พ่อบ้านวัยกลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในขณะนั้นเองที่บึงน้ำก็มีเสียงเหมือนหินก้อนใหญ่กระแทกลงไปในน้ำครั้งหนึ่งดังตูมใหญ่โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าในบึงน้ำน่าจะมีปลายักษ์แล้วพลิกตัว แต่ก็เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ในไม่ช้า อินทรีก็เดินกลับจากบึงน้ำมายังคณะของพ่อค้าใหญ่ชาวซินด้วยใบหน้าสดใส เนื้อตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก เขากลับมาเป็นคนเดิมที่มีอุปนิสัยร่าเริงแบบที่ทุกคนคุ้นเคย ชาง เหรินฟ่าน สั่งให้เขาไปผลัดเปลี่ยนเสื้อ แล้วก็สั่งผู้ติดตามของเขาอำพรางรอยฝ่ามือของอินทรีบนพื้นดินเอาไว้ เพื่อไม้ให้พวกทหารสังเกตเห็น ก่อนที่กองคาราวานจะพากันเคลื่อนที่ออกเดินทางต่อไป

+++++

เมื่อกองคาราวานชุดหลังสุดซึ่งเป็นบรรดาชาวบ้าน เคลื่อนขบวนออกจากที่พักชั่วคราวไปเพียงครู่เดียว ก็ปรากฏกลุ่มคนลึกลับ ราวสิบกว่าคนขึ้นมา คนกลุ่มนั้นอยู่บนหลังม้าศึกขนาดตัวพ่วงพี ส่วนใหญ่แต่ละคนมีรูปร่างสมส่วนเพรียวลม แต่งกายสะอาดสอ้าน แต่ละคนมีอาวุธผิดแผลกแตกต่างกันไป บ้างเป็นดาบ บ้างเป็นขวาน มีครบทั้งอาวุธระยะใกล้ และระยะไกล

ชายผู้ลงจากหลังม้าแล้วก้าวเข้ามาในที่พักของกองคาราวานเมื่อคืนเป็นคนแรก ดูทีท่าแล้วน่าจะเป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้ เขาเป็นชายหนุ่มมีผมสีทองยาวปรกต้นคอ รูปร่างสูง ใบหน้ายาว แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีร่างกายกำยำ แต่ก็ดูแข็งแกร่ง อาวุธคู่กายของเขาเป็นดาบสองคมแบบที่เหล่าอัศวินใช้กัน ชายผู้นั้นใช้เท้าเขี่ยบริเวณที่ ชาง เหรินฟ่าน อำพรางรอยฝ่ามือของอินทรีเอาไว้

เมื่อพบกับร่องรอยของฝ่ามือของอินทรี ชายผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้น ใช้สายตามุ่งร้ายมองตามหลังกองคาราวานไป แล้วหัวเราะหึ ๆ อยู่ในลำคอ ก่อนที่จะขึ้นม้าแล้วโบกมือเป็นสัญญาณ ให้ทุกคนเคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่พักนั้นตามกองคาราวานออกไปอย่างรวดเร็ว!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 Fankim9497 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 / 02:18
    เหอะ มาดโหดนึกว่าจะเท่ห์เจอหญิงหน่อยไม่ได้ แล้วลูกน้องก็กร่างเหลือเกินจ้า ผู้หญิงเต็มรถม้าหนีโจรรอดมาได้แต่ไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยได้ยังไง
    #1
    3
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #1-3 Gap Sparrow(จากตอนที่ 6)
      26 กุมภาพันธ์ 2564 / 09:53
      555 ...ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ^^
      #1-3