Sancturia

ตอนที่ 5 : อาคันตุกะยามวิกาล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 ก.พ. 64

เช้าวันถัดมาสมาชิกของกองคาราวานถูกเหล่าทหารยามปลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังมืด และทุกคนต้องพร้อมออกเดินทางเมื่อแสงแรกของพระอาทิตย์ส่องพ้นขอบฟ้า เมื่อถึงเวลาเดินทาง นายทหารซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ผู้นำทาง คลอเดียส เนเมสัน สั่งการให้นายทหารผู้หนึ่งโบกธงเป็นสัญญาณออกเดินทาง ก่อนที่ตัวเขานั้นชักม้าออกเดินนำกองคาราวานไปก่อน ทิ้งระยะกองคาราวานออกไปเกือบ 100 เมตร 

กองคาราวานค่อย ๆ เคลื่อนขบวนตามลำดับ วันนี้อินทรีเพิ่งสังเกตเห็นชัดว่า รถเทียมม้าสีดำคันใหญ่ที่เขาเข้าไปใกล้เมื่อวานนี้ ใช้ม้าตัวใหญ่สีดำปลอดมีร่างกายกำยำพ่วงพีราวกับม้าศึกถึง 6 ตัวคอยลาก ต่างจากรถเทียมม้าของชาง เหรินฟ่านที่ใช้ม้าลากเพียงสองตัว ซึ่งทั้งสองตัวก็เหมือนกับม้าปกติทั่วไปที่ชาวบ้านใช้กัน ชาง เหรินฟ่าน เห็นเด็กหนุ่มจ้องมองรถม้าสีดำคันนั้นอยู่ จึงกล่าวขึ้นว่า

“นั่นคือรถม้าขุนนางชั้นสูงของอาณาจักรอคาเดียน ผู้ที่มีสิทธินั่งรถม้าคันนั้นได้คาดว่ามองหาทั้งอาณาจักรจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น”

“ถึงว่า เมื่อวานข้าเกือบโดนหอกเสียบทะลุคอยหอย น่ากลัวจริง ๆ พวกคนใหญ่คนโตนี่” 

“สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคนในรถม้า ก็คือคนในรถม้านั่นละ” 

“ข้าไม่เข้าใจที่ท่านกล่าวเลย...ท่านฟ่าน” เด็กหนุ่มหันมาถามด้วยความสงสัยในคำพูด

“แม้ว่าคนในรถม้าจะมีอำนาจบารมีมหาศาล เป็นที่หวั่นเกรงของคนทั่วไปที่ได้พบเจอนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวไม่อยากเข้าใกล้ก็จริง แต่สิ่งที่พวกเราควรรู้สึกว่าน่ากลัวจริง ๆ แล้ว นั่นก็คือคนในรถนั่นนะ เป็นตัวดึงดูดโจรป่าชั้นดีทีเดียว หากคนบนรถม้าคันนั้น ถูกโจรป่าจับตัวไปได้ คิดว่าค่าไถ่คงมีถึง สิบหมื่นหรือยี่สิบหมื่นเหรียญทองเป็นแน่” 

“โห...มากพอจะกินข้าวในร้านของไอ้ราชีฟหน้าเลือดนั้นได้หลายปีเชียวนะ” อินทรีอุทานออกมา

“ถ้ามีเหรียญทองมากมายขนาดนั้นท่านจะซื้อข้าวเช่นนั้นรึ เป็นข้า...ข้าคงจะซื้อร้านของราชีฟดีกว่า” 

“ก็จริงอย่างท่านว่า ข้าควรซื้อร้านแล้ว ส่งเจ้าราชีฟไปเป็นบริกรตลอดชีวิต” อินทรีกล่าวอย่างหมายมั่นปั้นมือ ส่วน ชาง เหรินฟ่าน ได้แต่หัวเราะตลกขบขันในคำกล่าวอาฆาตของเด็กหนุ่ม

ตลอดระยะทางของวันนี้ยังคงเงียบสงบ กองคาราวานยังคงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ คลอเดียส กำหนด เขายังคงชักม้าเดินนำไปเบื้องหน้าอย่างสง่างาม แสงอาทิตย์ต้องกับเกราะสีเงินของเขา เป็นภาพที่ชวนนึกถึงนักรบในจินตนาการของหญิงสาว ซึ่งระหว่างทาง อินทรีมักได้ยินกลุ่มหญิงสาว ทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ ที่ร่วมเดินทางมากับกองคาราวานแอบซุบซิบชื่นชมความสง่างามของจอมมัคคุเทศก์ท่านนี้อยู่เนือง ๆ จนเด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ชอบหน้าของจอมมัคคุเทศก์ท่านนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

หลังจากกองคาราวานพักทานอาหารเสร็จ เมื่อเวลาตะวันคล้อยบ่าย กองคาราวานก็เดินทางมาถึงจุดแรก ซึ่งเป็นจุดที่ ชาง เหรินฟ่าน เคยกำหนดว่าเป็นจุดอันตรายในการถูกซุ่มโจมตี แต่ก็คาดการณ์ต่อไปว่าโจรป่าจะไม่โจมตีจุดนี้ 

อินทรีมองเห็นภูมิประเทศบริเวณนี้ พบว่าเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาใหญ่ ทั้งสองฝั่งเส้นทางเป็นหน้าผาสูงชัน คล้ายกับเป็นช่องเขาขาด ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักยุทธศาสตร์วางแผนการรบ ก็มอบออกว่า เป็นจุดที่เหมาะอย่างยิ่งในการซุ่มโจมตีตามที่พ่อค้าใหญ่ชาวซินได้บอกเอาไว้ 

ในขณะนั้น เด็กหนุ่มก็เห็นว่า คลอเดียส เนเมสัน เดินม้าอยู่ใกล้กับหัวขบวนของกองคาราวาน ไม่ทิ้งห่างเหมือนทุกครั้งตามบนยอดหน้าผาทั้งสองฝั่ง มีเหล่าทหารที่คาดว่าจะล่วงหน้ามาก่อนตั้งแต่เมื่อคืน คอยโบกธงส่งเป็นสัญญาณแสดงถึงความปลอดภัย ในหนทางเบื้องหน้า ในไม่ช้าท้ายขบวนของกองคาราวานก็ผ่านพ้นจุดที่เป็นหน้าผาสูงอย่างสวัสดิภาพ

“จริงอย่างท่านฟ่านว่า โจรป่าไม่ซุ่มโจมตีกองคาราวานบริเวณนี้” 

อินทรีหันมากล่าวอย่างยินดี พ่อค้าใหญ่แห่งซินลูบเคราอย่างใช้ความคิด

“คืนนี้ ข้าคิดว่า ถ้าพวกมันยังส่งคนมาดูกองคาราวานอยู่ ในวันพรุ่งนี้มันควรจะต้องลงมืออย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของท่านแล้ว...ท่านอินทรี” 

“ข้าจะพยายามฟังเสียงพวกมันอย่างเต็มที่” อินทรีกล่าวอย่างหมายมั่น

+++++

จุดพักในคืนที่สองของกองคาราวานในคืนนี้ ใกล้กับบึงน้ำใหญ่ ที่เงียบสงบ ปางพักชั่วคราวถูกกำหนดขึ้นที่บริเวณริมบึงซึ่งเป็นพื้นที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง อินทรีสังเกตเห็นว่าที่พักในสองคืนที่ผ่านมา มักจะถูกกำหนดในบริเวณที่เป็นที่โล่งกว้าง สามารถเห็นได้รอบด้านโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอยู่ คาดว่าน่าจะเพื่อความปลอดภัยในการถูกซุ่มโจมตีจากโจรป่า 

ชาง เหรินฟ่าน หลังจากเดินไปทักทายจากคณะเดินทางอื่นเป็นเวลาสักพักใหญ่ ก็กลับมานั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ประจำตัว พร้อมกับน้ำชาและขนมที่เตรียมพร้อม ปล่อยให้ผู้ติดตามคอยจัดเตรียมที่หลับที่นอนสำหรับคืนนี้ พ่อค้าใหญ่ไม่ได้นั่งอ่านหนังสืออย่างสบายใจเช่นในวันก่อน แต่กลับนั่งมองสำรวจทิวทัศน์รอบด้านของที่พัก แล้วจินตนาการว่า กลุ่มโจรจะมาซุ่มอยู่บริเวณไหนได้บ้าง

ในขณะนั้น อินทรีก็เดินเข้ามานั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นดินตรงข้ามชาง เหรินฟ่าน แล้วกล่าวขึ้น

“เมื่อสักครู่ข้าไปเดินดูรอบ ๆ แล้วคิดว่า หากพวกโจรจะเข้ามาซุ่มดูเพื่อประเมินสถานการณ์ อาจจะต้องอยู่บนที่สูง” 

“ใช่แล้ว ข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่าน จากที่พักของกองคาราวานนี้ มีต้นไม้ที่สูงใหญ่อยู่ประมาณ 4-5 ต้นได้ ที่ไกลพอจะไม่ทำให้กองคาราวานสังเกตเห็น แต่ก็สามารถสังเกตการณ์ได้เป็นอย่างดี” 

ชาง เหรินฟ่าน ยกน้ำชาขึ้นจิบแล้วจึงกล่าวต่อ 

“ถ้าเป็นไปได้ คืนนี้ข้าอยากได้ตัวพวกมันมาไว้สอบถามเสียเหลือเกิน” 

“ท่านจะให้ข้าไปจับพวกมันมาเช่นนั้นหรือ” เด็กหนุ่มถาม

“ถ้าได้ก็ดีสินะ จะได้รู้ว่าพวกมันวางแผนอะไรกันอยู่” 

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะพยายามเต็มที่ละกัน” 

“อืมม...ดีมาก” 

ชาง เหรินฟ่าน กล่าวชมพร้อมกับตบบ่าเด็กหมุ่นเบาๆ ชาง อาฝู ก็เดินเข้ามาพร้อมบอกว่า อาหารเย็นสำหรับคืนนี้เตรียมพร้อมแล้ว พ่อค้าใหญ่แห่งซินจึงชวน เด็กหนุ่มนักสู้แห่งเทพศรีรามไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน

+++++

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปสักพักใหญ่แล้ว ภายในวงอาหารทุกคนรับประทานกันอย่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดออกมา หลังจากเสร็จสิ้นอาหารเย็น อินทรีก็คลานเข้าไปใต้รถเทียมม้าแล้วหลับไปอย่างง่ายดายดังเช่นคืนก่อน ชาง อาฝู เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู หันมากล่าวกับเจ้านายของตนขึ้น

“หวังว่าคืนนี้เราจะสามารถจับมันได้สักคนสองคนนะขอรับ นายท่าน” 

“อืม...ขอให้เป็นเช่นนั้นจะสะดวกกับพวกเรามากขึ้น ในระหว่างนี้ท่านและพี่น้องก็ไปพักผ่านเถอะ ส่วนใครเป็นเวรยามคืนนี้อย่าได้ประมาทแม้แต่น้อย” 

“ทราบแล้วขอรับ...นายท่าน” 

ชาง อาฝู รับคำแล้วก็รีบไปบอกต่อพี่น้องของตน แล้วก็สั่งให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามจุดที่แต่ละคนถูกกำหนดเอาไว้ หลังจากนั้น ชาง เหรินฟ่าน ก็ขึ้นไปบนรถเทียมม้า หยิบตำรามานั่งอ่านตามปกตินิสัย ในคืนนี้เขานึกเช่นใดก็ไม่สามารถบอกได้จึงนำตำราพิชัยสงครามที่ไม่เคยได้แตะต้องมาเป็นเวลานาน ขึ้นมาอ่านก่อนนอน 

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ ขณะที่อินทรีกำลังอยู่ในภวังค์ ทันใดนั้นหูของเขาก็เริ่มค่อย ๆ ได้ยินเสียงหนึ่ง แล้วมันก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในคราวนี้ไม่ใช่เสียงฝีเท้าคน แต่กลับเป็นเสียงของรถม้า!! 

‘รถม้าที่ไหนถึงใจกล้ามาวิ่งในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ได้’ ความคิดนั้นทำให้เด็กหนุ่มต้องลืมตาตื่นขึ้นจากนิทราในทันที เขาค่อย ๆ คืบคลานจากที่นอนของตน มายังที่นอนของ ชาง อาฝู แต่ยังไม่ทันที่อินทรีจะเข้าถึงตัว ชายวัยกลางก็ลืมตาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมรัวคำถามมาเป็นชุด

“เป็นอย่างไร พวกมันมาแล้วใช่ หรือไม่ มากี่คน แล้วอยู่ที่ไหน” 

“ข้าไม่รู้ แต่ ข้าได้ยินเสียงรถม้า กำลังมาทางนี้!” 

“รถม้า...เพราะอะไรจากคนถึงกลายเป็นรถม้า หรือว่ามันจะบุกคืนนี้เช่นนั้นรึ”

“ใครจะไปรู้ได้ละ…ท่านลุง ข้าว่าท่านลุงรีบปลุกท่านฟ่านก่อนเถอะ” 

ชาง อาฝู จึงย่องเงียบขึ้นไปบนที่พักของเจ้านายของตนอย่างรวดเร็ว

ชาง เหรินฟ่าน รู้สึกตัวสะดุ้งตื่นขึ้นมา เนื่องจากมีมือคนมาเขย่าที่ข้อเท้าของเขา พ่อค้าใหญ่พบว่า หนังสือเล่มที่เขาอ่านก่อนนอนตกหล่นอยู่ข้าง ๆ กาย แล้วจึงพบว่าผู้ที่ปลุกเขาขึ้นมานั้นคือพ่อบ้านคนสนิท เมื่อหัวสมองเริ่มทำงาน พ่อค้าใหญ่จึงรีบถามโดยเร็ว

“พวกมันมากันแล้วเช่นนั้นหรือ…อาฝู” 

“ไม่ใช่ขอรับ เจ้าหนูนั่นบอกได้ยินเสียงรถม้า กำลังมาทางที่พักของพวกเราขอรับ” 

พ่อค้าใหญ่ชาวซิน แม้จะยังอยู่ในความมึนงงเนื่องจากเพิ่งตื่น แต่เขาก็พยายามพาตัวเองลงมาจากรถเทียมม้าของตน แล้วตรงเข้าไปหาเด็กหนุ่มชาวเทพศรีราม 

“ท่านได้ยินเสียงรถม้ากำลังมุ่งตรงมายังที่พักเช่นนั้นรึ” 

ชาง เหรินฟ่าน ถามย้ำกับเด็กหนุ่ม อินทรียังไม่ทันตอบคำถามนั้นรีบก้มเอาหูแนบพื้น ทุกคนในคณะเดินทางจากซินเข้ามายืนล้อมวง คอยดูเด็กหนุ่มที่มีความสามารถอันลึกลับ และแล้วเขาก็เริ่มบรรยาย 

“ข้าได้ยิน รถม้าคันหนึ่งกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็ว โดยมีม้าประมาณ 8-9 ตัว ไล่ตามหลังมา ใกล้แล้ว...ใกล้เข้ามาแล้ว” 

อินทรีกำลังบอกในสิ่งที่ตนเองได้ยิน ทุกคนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ สำหรับ ชาง เหรินฟ่าน ที่ยอมจ่ายทรัพย์ก้อนโต เพื่ออยู่ในกลุ่มหัวขบวนของกองคาราวาน ถึงแม้ว่าเขามีสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองความปลอดภัยดังเช่นพ่อค้ารายอื่นก็ตาม แต่ก็เป็นไปเพื่อป้องกันความปลอดภัยของสินค้าของตนเท่านั้น แต่สำหรับตัวเขาเอง เขาเลือกที่จะวางจุดพักให้อยู่รอบนอกที่พักที่มีความสะดวกสบายมากกว่า ส่วนสินค้าของตนในก็ให้อยู่ในใจกลางที่พัก เนื่องจากมีทหารคอยคุ้มกันอย่างหนาแน่น 

“เตรียมอาวุธให้พร้อม รอรับการปะทะ” ชาง เหรินฟ่าน หันไปสั่งผู้ติดตามของตน ชาง อาฝู รับคำแล้วก็รีบหันกลับไปบอกต่อยังผู้ติดตามคนอื่น

ในขณะที่ทหารผู้คุมกองคาราวานเริ่มรู้สึกถึง สถานการณ์ไม่ปกติ คณะเดินทางของชาง เหรินฟ่าน ก็ได้เตรียมพร้อมรับมือแล้ว แต่ในขณะที่คณะเดินทางของชาง เหรินฟ่าน กำลังตระเตรียมความพร้อมอยู่นั้น พ่อค้าใหญ่หันกลับมาอีกทีก็พบว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นได้อันตรธานหายไปจากตรงที่เขาเคยยืนอยู่พร้อมกับอาวุธคู่มือเสียแล้ว

+++++

ทางด้าน อินทรี เมื่อพ้นออกมาจากที่พักก็จำต้องหยุดลง เนื่องจากความมืดอันเป็นฉากกั้นอยู่เบื้องหน้า ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปยังที่มาของเสียงรถม้าที่ใกล้เข้ามาได้ ในขณะนี้แสงจากด้วยจันทร์ และกองไฟจากที่พัก ไม่ได้ช่วยให้เขาสามารถมองเห็นภาพเบื้องหน้าได้ชัดเจนมากขึ้นแต่อย่างใด เสียงรถม้าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ...เรื่อย ๆ ... แต่ทว่ายังไม่เห็นมีสิ่งใดปรากฏอยู่เบื้องหน้า อินทรีจำได้ว่า ถนนสำหรับรถม้าสายนี้ มีหัวโค้งหนึ่งก่อนจะมาถึงที่พัก ทำให้เขาไม่สามารถเห็นรถม้าจนกว่ามันจะเคลื่อนที่พ้นหัวโค้งนี้มาได้ และหากเกิดสิ่งใดผิดปกติขึ้น นั้นคือเวลาลงมือ!!! 

เด็กหนุ่มหยิบดอกศรที่สะพายบ่าเอาไว้ออกมาหนึ่งดอก แล้วบริกรรมอาคมด้วยภาษาที่ฟังไม่ออกบทหนึ่งก่อนที่จะบรรจบอาคมลงบนธนูดอกนั้น หลังจากนั้นจึงน้าวศรดอกนั้นรอเวลา โดยหมายเล็งไปยังเส้นทางที่รถม้าจะต้องผ่านเข้า

ในวินาทีนั้นเอง ที่หัวโค้งนั้นก็ปรากฏแสงเล็ก ๆ สองจุด ซึ่งเป็นแสงสว่างจากโคมไฟที่ติดอยู่กับเก๋งด้านข้างรถม้าสว่างขึ้น เมื่อนั้นอินทรีที่น้าวดอกศรรออยู่นั้นก็ได้ เบนทิศทางของดอกศรขึ้นไปบนฟ้าเกือบเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับศีรษะ แล้วก็ปล่อยลูกธนูดอกนั้นออกไป 

ลูกธนูดอกที่ถูกปล่อยออกไปนั้น พุ่งทำวิถีโค้งหายขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็วชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่มันจะระเบิดออกมาราวกับพลุไฟ แต่พลุไฟของอินทรีนั้นเป็นพลุไฟที่ไม่มีเสียง และสร้างความสว่างไสวขึ้นทั่วบริเวณ แสงสว่างสีเหลืองนวลตาจากธนูดอกนั้นยังคงลอยนิ่งค้างอยู่ในอากาศ และไม่มีทีท่าว่าจะดับลงแต่อย่างใด ทำให้สามารถเห็นภาพบริเวณโดยรอบอย่างชัดเจนราวกับเป็นเวลากลางวัน

รถม้าคันนั้นได้แล่นเข้ามาถึงจุดที่อินทรีรออยู่ เด็กหนุ่มได้ปล่อยให้รถม้าผ่านไป แล้วกระโดดเข้ามาขว้างคนกลุ่มหลัง กลุ่มคนที่ตามมาต่างมีท่าทีตื่นตระหนกตกใจ ต้องหยุดม้าอย่างกะทันหัน อินทรีได้น้าวศรดอกใหม่เล็งไปยังกลุ่มผู้ที่ติดตามมาเบื้องหลังซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่ ในชุดเสื้อผ้ามอซอ ผมเผ้ารุงรัง มีทรงคล้ายจะเป็นโจรป่า ในมือของคนเหล่านั้นต่างมีอาวุธเป็นดาบใหญ่ครบมือทุกคน

“ถอยไป!” 

ชายผู้ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลุ่มนั้นร้องตวาดใส่ อินทรีด้วยความดุร้าย แต่เด็กหนุ่มก็หาได้มีความหวาดกลัวไม่ กลับสวนคำไปว่า

“ท่านนั้นละ จงถอยไป!” 

แม้ว่าโจรกลุ่มนั้นจะมีท่าทีกระฟัดกระเฟียด แต่ก็ไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มแต่อย่างใด ส่วนอินทรีก็ยืนน้าวศรในมือรอการเคลื่อนไหวปลายลูกศร ชี้ไปยังตำแหน่งคอหอยของหัวหน้าโจรป่า หากมันใกล้เข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว นั่นคือจุดจบของมัน 

ก่อนที่เหตุการณ์จะเป็นเช่นใดต่อไปนั้น มีบางอย่างทำให้กลุ่มโจรรีบพากันชักม้าหันหลังกลับ และถอยร่นจากไปอย่างรวดเร็ว อินทรียังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งทหารบนหลังม้าห้าหกนายเข้ามาขนาบข้างกาย เมื่ออินทรีหันมองขึ้นไปก็พบว่า เป็นทหารม้าของกองคาราวาน โดยมีคลอเดียส เนเมสัน เข้ามายืนม้าอยู่ข้าง ๆ เขา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมพวกโจรป่าถึงต้องพากันหลบหนีไป

“เก็บธนูของท่านเถิด กลุ่มโจรมันหนีกันไปแล้ว” 

ผู้นำกองคาราวาน เอ่ยกับอินทรีเป็นครั้งแรก น้ำเสียงนั้นเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ เด็กหนุ่มจำต้องปฏิบัติตาม หลังจากนั้นผู้นำกองคาราวานได้เดินม้าเข้าไปใกล้ยังรถม้าคันนั้นที่จอดนิ่งอยู่ โดยมีทหารอีกกลุ่มคอยถืออาวุธล้อมเอาไว้ คลอเดียส เนเมสัน จ่อปลายหอกไปที่เบื้องหน้าของชายผู้ควบคุมรถม้า แล้วกล่าวขึ้นว่า

“ท่านเป็นใคร เดินทางมากันกี่คน มาจากที่ใด แล้วจะไปที่ใด แล้วเหตุใดจึงต้องเดินทางมาในยามวิกาลเช่นนี้ ได้โปรดแจ้งแก่ข้า มิฉะนั้น ข้าจำเป็นต้องใช้มาตรการทางหทารเพื่อจัดการกับพวกท่าน” 

คนควบคุมรถม้าเป็นเพียงชายวัยกลางร่างกายแคระแกลนมีท่าทีเกรงกลัวตัวสั่น วาจาติดขัดพูดไม่ออก ขณะนั้นเสียงน่ารักสดใสของสตรีนางหนึ่งดังออกมาจากภายในรถม้า กล่าวต่อนายทหารผู้คุมกองคาราวานว่า 

“ข้าขอเป็นผู้ตอบคำถามนั้นแทนได้หรือไม่ เจ้าคะ” 

น้ำเสียงอันไพเราะหวานน่าฟังนั้น สร้างความกระชุมกระชวยให้กับเหล่าบุรุษทุกคนเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นแม้แต่คลอเดียส ที่ได้หลงรักในน้ำเสียงนั้นตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้น้ำเสียงของนายทหารผู้คุมกองคาราวาน จากแข็งกร้าวกับเปลี่ยนนุ่มนวลขึ้น 

“ได้สิ แต่ข้าอยากขอให้ท่านโปรดลงมาจากรถม้า ให้ข้าได้ยลโฉมท่านเสียก่อนเถิด”

อินทรีที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นด้วย อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมาว่า

“เจอผู้หญิงเข้าหน่อยไม่ได้ ทำเสียงสองเลยนะเอ็ง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น