Sancturia

ตอนที่ 4 : แผนรับมือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 ก.พ. 64

ชาง อาฝู ผุดลุกจากที่นอนขึ้นมานั่งชันเข่าที่ข้างกายของเด็กหนุ่ม เขาอยู่ในระดับสูงพอที่ความสว่างเล็กน้อยจากกองไฟใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างออกไปสามารถส่องมากระทบ ทำให้อินทรีสามารถเห็นใบหน้าอันเคร่งเครียดของชายวัยกลางคน ผู้นี้ได้อย่างชัดเจน

“เจ้าว่าอย่างไรนะ” ชาง อาฝู ถามย้ำมา

“ที่เบื้องหน้า ตรงบริเวณต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น” อินทรีกล่าวเสียงดังไม่เกินกระซิบ พร้อมกับบุ้ยปากไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งสูงเด่นกว่าต้นใด ๆ ในละแวกใกล้เคียง “มีคนกลุ่มหนึ่งประมาณ 6-7 คน กำลังนั่งซุ่มมองมาที่กองคาราวาน”

ชาง อาฝู พยายามมองไปตามจุดที่เด็กหนุ่มบอก แต่ในความมืดเขาไม่สามารถมองไม่เห็นอะไรสักอย่างนอกจากเงาดำของต้นไม้เท่านั้น ในขณะนั้นเอง ชาง เหรินฟ่าน ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากที่นอน แล้วเอ่ยถามมา

“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ”

ชาง อาฝู เมื่อรู้ว่าเจ้านายของตนตื่นขึ้นมา จึงรีบเข้าไปที่รถม้า แล้วแจ้งให้กับเจ้านายตนเองทราบถึงเรื่องราวที่ เด็กหนุ่มจากเทพศรีรามบอกให้เขาฟังเมื่อสักครู่ พ่อค้าใหญ่แห่งอาณาจักรซินสั่งการให้ผู้ติดตามคนหนึ่งรีบจุดกองไฟขึ้น ก่อนที่จะถามมายังเด็กหนุ่ม

“จริงหรือที่ท่านมีความสามารถได้ยินเสียงได้ไกลขนาดนั้น”

“ข้าก็ไม่สามารถอธิบายได้ถูก จะเป็นไปด้วยความคิดไปเอง ฝันไป หรือ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่เสียงนั้นก็ดังอยู่ในหัวของข้าในขณะนี้จริง ๆ”

“มันจะเป็นไปได้หรือนายท่าน ข้าว่าไอ้เจ้าหนูนี่ฝันไปมากกว่า” ชาง อาฝูแย้งมา

“ข้ามิได้ฝัน...ท่านลุง ข้ามีอาคมพรายกระซิบต่างหาก เพียงแต่อาคมของข้ายังอ่อนด้อยนัก ดังนั้นในบางครั้งก็ถูกต้อง บางครั้งก็อาจจะผิดพลาดได้เท่านั้นเอง” อินทรีบอก

ชาง เหรินฟ่าน ใช้มือลูบเคราของตนอย่างใช้ความคิด เขาเคยศึกษาวัฒนธรรมของชาวเทพศรีรามมาบ้าง เขาย่อมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับไสยศาสตร์มนต์ดำ เรื่องลึกลับจำพวกความสามารถทางวิชาอาคมมามากมายพอสมควร ไสยศาสตร์มนต์ดำแห่งเทพศรีราม ในบางครั้งมันดูลึกลับน่ากลัวกว่าเวทมนตร์ดำของเหล่าเผ่าพันธุ์ปีศาจเสียอีก

“ข้าเคยได้ยินเรื่องพวกนั้นมาเช่นกัน ว่าชาวเทพศรีรามมีเวทมนตร์อาคมลึกลับบางอย่าง ทำให้ได้ยินเสียงดีกว่าคนทั่วไป” แล้วพ่อค้าใหญ่ก็หันมาทางเด็กหนุ่ม กล่าวต่อไปว่า “ท่านแน่ใจใช่หรือไม่ว่า เสียงที่ท่านได้ยิน เป็นกลุ่มโจรป่า หรือคนกลุ่มอื่น”

“ข้าก็ไม่แน่ใจว่ามันคือกลุ่มโจรป่าหรือไม่ จึงอยากจะออกไปสำรวจดูว่าเป็นจริงอย่างที่ข้าได้ยินหรือไม่”

“ค่ำคืนมันมีความอันตรายยิ่งนัก ข้าคิดว่าท่านไม่สมควรออกห่างจากกองคาราวานนี้เลย” ชาง เหรินฟ่าน ออกความคิดเห็น ถึงแม้ว่า อินทรี จะมีใช้ผู้ใต้บังคับของเขา แต่ก็นับเป็นสหายคนหนึ่ง ชาง เหรินฟ่าน จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของสหายของตนด้วย

“ระยะเพียงเท่านี้ ไม่ไกลมาก อีกทั้งข้าดูแลตนเองได้ ให้ข้าได้ออกไปสำรวจสักหน่อยเถิด จะได้รู้ว่าคนกลุ่มนี้คือใคร มาดีหรือมาร้าย หากมาร้าย อาจจะพอประเมินสถานการณ์อะไรได้บ้าง”

“จะว่าไปถ้าเป็นความจริง ก็ถูกต้องอย่างที่เจ้าหนูนี่ว่านะขอรับ นายท่าน” ชาง อาฝูกล่าวเสริม

ชาง เหรินฟ่าน นิ่งใช้ความคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งก็ตัดสินใจ กล่าวขึ้นว่า

“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปเถิด แต่ข้าขอให้คนของข้าติดตามท่านไปด้วยเถิด อย่างน้อยเผื่อช่วยเหลืออะไรกันได้บ้าง”

อินทรีไม่ขัดความประสงค์นั้นแต่อย่างใด ชาง เหรินฟ่าน จึงหันไปสั่งการกับ ชาง อาฝู ให้ติดตามเด็กหนุ่มออกไปสำรวจอย่างจุดที่น่าสงสัย

“ไหวรึท่านลุง”

อินทรีหันมากล่าวกับชายวัยกลาง ด้วยความสัพยอกอย่างมีอารมณ์ขัน ชาง อาฝู หัวเราะหึในลำคอ

“อย่าได้ปรามาสข้า...ไอ้หนู ถึงแม้ข้าจะไม่ได้ยินเสียงลึกลับอย่างเช่นเจ้า แต่การสู้รบกับศัตรู หรือการแกะรอย ข้าคิดว่าไม่น่าจะเป็นรองเจ้า หรอกนะ”

กล่าวจบชายวัยกลางก็หยิบดาบคู่กายขึ้นมากระชับมือ แล้วบอกให้เด็กหนุ่มออกเดินนำได้ทันที อินทรีพยักหน้ารับคำ แล้วทั้งสองก็ค่อย ๆ พากันย่องเร้นกายออกจากที่พักไป ด้วยความเงียบเชียบ

อินทรีคิดที่จะออกเดินไปโดยหมายมุ่งตรงเข้าหาต้นไม้ใหญ่ที่เขาหมายเอาไว้ทันที แต่ ชาง อาฝู เสนอว่า ควรจะเดินอ้อมสักหน่อยจะดีกว่า ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาของทั้งกลุ่มคนลึกลับหากกลุ่มคนนั้นมีอยู่จริง และกลุ่มทหารที่กำลังเดินเป็นเวรยามอยู่ เด็กหนุ่มเห็นด้วยตามนั้น จึงออกเดินไปอีกทางหนึ่ง อันเป็นการวกอ้อมเพื่อเข้าไปทางด้านหลังของกลุ่มคนที่มาซุ่มอยู่ที่หลังต้นไม้นั้น

ในความมืด อินทรีเคลื่อนที่ไปยังรวดเร็ว และเงียบเชียบราวกับเงาผี ส่วนชาง อาฝู แม้จะมีวัยล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 50 แล้วก็ตาม แต่กลับยังมีร่างกายแข็งแรง ชายวัยกลางสามารถเคลื่อนที่ไล่ตามความเร็วของเด็กหนุ่มได้อย่างกระชั้นชิด แบบรอยเท้าต่อรอยเท้า ทั้งสองต่างฝ่ายต่างแอบทึ่งในความสามารถของอีกฝ่าย เพียงชั่วครู่เดียว ทั้งสองก็มาถึงจุดหมายตามที่ อินทรีได้หมายตาเอาไว้ หลังต้นไม้ใหญ่ ไม่มีผู้ใดอยู่เลยแม้สักคนเดียว

“สงสัย ข้าจะหูฝาดไปเองจริง ๆ นั่นละ”

อินทรีออกตัวก่อน หัวเราะแหะด้วยความผิดหวัง เมื่อไม่พบเห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ อยู่ในบริเวณนั้น ส่วน ชาง อาฝู เมื่อเข้าไปถึงบริเวณต้นไม้ใหญ่นั้น ก็จุดไต้ในมือขึ้น ส่องดูตามพื้นดิน ก่อนที่จะกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า

“เจ้าไม่ได้หูฝาดไปหรอก ไอ้หนู”

อินทรีเดินตรงเข้าไปบริเวณที่ ชาง อาฝู ส่องไต้เอาไว้ บริเวณนั้นพบว่ามี รอยเท้าหลายรอย เหยียบย่ำไปมา ก้อนหินบางก้อนมีร่องรอยถูกเตะจนพลิกขึ้นมาจากจุดเดิม มันเป็นจริงดั่งที่อินทรีบอก มีคนจำนวนมากกว่า 5 คน มาซุ่มอยู่บริเวณนี้จริง ๆ และพวกมันก็เพิ่งจะผละหลบไปก่อนที่ทั้งสองจะเข้ามาถึง

“ท่านลุง รอข้าสักครู่ ข้าอยากจะขอปีนขึ้นไปบนต้นไม้สักหน่อย”

อินทรีบอกกับพ่อบ้านวัยกลางคน เมื่อเห็นรอยดินโคลนเปรอะตามลำต้นสูงขึ้นไปบนยอดไม้

“จะขึ้นไปดูว่า พวกมันมาดูอะไรอย่างนั้นรึ” ชาง อาฝู กล่าวอย่างรู้ทัน “ข้าว่าไม่จำเป็นหรอก คำนวณจากความสูงของต้นไม้ต้นนี้แล้ว สิ่งที่พวกมันมาในคืนนี้คือ การสังเกตกองคาราวานทั้งหมดนั่นละ ป่านนี้พวกมันคงกำลังกลับไปวางแผนที่จะจัดการกับกองคาราวานเสียแล้วละ ข้าว่าเรารีบกลับไปรายงานนายท่านเสียก่อนเถิด”

อินทรีเชื่อฟังตามคำแนะนำของชายวัยกลาง ผู้มีประสบการณ์สูงกว่าว่า ถึงจะปีนต้นไม้ขึ้นไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงรับคำ แล้วทั้งสองก็พากันมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก

+++++

ทางฝั่ง ชาง เหรินฟ่าน หลังจากที่นักสำรวจจำเป็นทั้งสองออกจากที่พักไป เขาก็สั่งให้ผู้ติดตามสุมไฟที่มอดดับไปเหลือเพียงแต่ถ่านแดง ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ทหารยามคู่หนึ่งซึ่งเดินตรวจตราผ่านมาเห็นความผิดปกติที่คณะนี้ไม่หลับไม่นอน จึงได้เข้ามาสอบถาม ชาง เหรินฟ่าน เลี่ยงความจริง บอกต่อทหารยามคู่นั้นว่า

“คืนนี้อากาศมันหนาว ข้าจึงอยากดื่มชาร้อนสักหน่อยนะท่าน”

เมื่อไม่สามารถจับพิรุธจากพ่อค้าใหญ่ชาวซินได้ ทหารยามทั้งสองจึงเดินตรวจตราที่อื่นต่อไป ส่วนชาง เหรินฟ่าน ก็ได้หันกลับมานั่งเพ่งมองผ่านความมืดไปยังต้นไม้ใหญ่ตามที่ เด็กหนุ่มจากเทพศรีรามชี้บอก ชั่วขณะหนึ่ง เขาก็เห็นแสงสว่างเล็ก ๆ จากเปลวไต้ไฟ ลอยไปมาอยู่บริเวณนั้นขึ้นที่โคนต้นไม้นั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนที่มันจะดับลงไป เขาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพ่อบ้านคนสนิท ที่มักมีไต้จุดไฟติดตัวเสมอเนื่องจากชื่นชอบการสูบยาเส้น หลังจากนั้นไม่นาน อินทรีและชาง อาฝู ก็กลับเข้ามายังที่พัก

“เป็นเช่นไรบ้าง”

พ่อค้าใหญ่จากซินถามขึ้นทันที เด็กหนุ่มยืนยิ้มยิงฟันไม่ได้ตอบ เขาโยนหน้าที่ในการตอบคำถามไปยังชาง อาฝู แทน พ่อบ้านคนสนิทจึงได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาทั้งสองได้เข้าไปสำรวจบริเวณต้นไม้ใหญ่ให้เจ้านายของตนฟังทั้งหมด

ชาง เหรินฟ่านได้ฟังเช่นนั้นก็ได้แต่ลูบเคราเดินไปเดินมาใช้ความคิด ผู้ติดตามคนหนึ่งที่ดูแลควบคุมไฟ ส่งน้ำอุ่นมาให้กับเด็กหนุ่มและพ่อบ้าน ทั้งสองรับเอาไว้ด้วยความยินดี อากาศหนาวเย็นในค่ำคืนนี้ น้ำอุ่นเช่นนี้ละ เหมาะที่สุด ทั้งสองยังไม่ทันได้ดื่มน้ำ ชาง เหรินฟ่าน ก็กล่าวออกมา

“โดยปกติของพวกโจรป่าแล้ว พวกนี้ก็คือชาวเมืองหนีตายเพราะความอดอยากแร้นแค้น ดังนั้นการเข้าปล้นของพวกโจรป่าแต่ละครั้ง มักจะจู่โจมคณะเดินทางอย่างไม่รู้จักคิด แต่โจรป่ากลุ่มนี้ไม่เหมือนกัน พวกมันสามารถที่จะอดใจและรอคอยไม่รีบร้อนเข้าปล้นอย่างโจรป่ากลุ่มอื่น กลับมีการวางแผนเข้ามาประเมินเหยื่อของตนอีกด้วย งานนี้คาดว่า ไม่ง่าย...ไม่ง่าย”

“ไม่เหมือนกับครั้งแรกที่คณะของพวกเราถูกปล้นเลยนะ นายท่าน...ครั้งนั้น พวกเราออกจากเมืองมาได้เพียงครึ่งวันก็ถูกลอบโจมตีเสียแล้ว” ชาง อาฝู กล่าว

คำพูดของชาง อาฝู ทำให้ ชาง เหรินฟ่าน ฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาเรียกเอาแผนที่จากผู้ติดตามคนหนึ่ง ผู้ติดตามคนนั้นได้หยิบเอาแผนที่ซึ่งทำขึ้นจากหนังสัตว์มากางลงบนพื้นที่บริเวณนั้น แล้วทุกคนก็เข้ามามุงดูแผนที่ ไม่เว้นแม้แต่องครักษ์ชั่วคราวอย่างอินทรีก็เดินตามเข้ามาสมทบด้วย 

ชาง เหรินฟ่าน ไล่ชี้นิ้วไปตามเส้นทางที่ กองคาราวานจะต้องผ่านตั้งแต่ออกเดินทางจากเมืองหลวงอาณาจักรอัลเดีย เส้นทางในวันพรุ่งนี้ และวันมะรืน แล้วนำเอาก้อนหินก้อนเล็ก วางเอาไว้บนจุดบนแผนที่นั้น ทุกคนรวมทั้งอินทรี ยังไม่เข้าใจในความคิดของพ่อค้าใหญ่ จนกระทั่งเขากล่าวขึ้นมา

“อาฝู ทำให้ข้าคิดขึ้นมาได้ว่า โจรป่ากลุ่มนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ หากคิดวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่คณะเดินทางของพวกเราถูกซุ่มโจมตีอย่างถ่องแท้แล้ว ทั้งจำนวนคน ชัยภูมิจุดที่มันซุ่มโจมตี พวกเราล้วนแล้วแต่เสียเปรียบมันทุกทาง นับว่าเทพเจ้าท่านยังเมตตาให้พวกเรารอดพ้นเงื้อมมือเหล่าโจรป่าพวกนั้นมาได้ ถ้าหากได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว พวกมันรู้ว่าเรามีจำนวนเท่าใด ส่วนพวกมันต้องใช้จำนวนคนเท่าใดในการจัดการพวกเรา และยังรู้ว่าควรลงมือเวลาใดอีกด้วย”

ชาง เหรินฟ่าน กล่าวไปพลางก็ชี้นิ้วยังที่ก้อนหินก้อนหนึ่งบนแผนที่ ซึ่งเป็นจุดที่คณะเดินทางของเขาถูกโจมตีเมื่อวันก่อน จุดบริเวณนั้นเหมาะแก่การซุ่มโจมตีคณะเดินทางเล็ก ๆ

“แล้วพวกท่านดู เส้นทางในวันพรุ่งนี้หรือ มะรืนนี้สิ”

หัวหน้าคณะ ชี้นิ้วไล่ไปยังเส้นทางที่กองคาราวานต้องเดินทางผ่าน ซึ่งมีก้อนหินที่ชาง เหรินฟ่านวางเอาไว้

“จุดแรกในวันพรุ่งนี้ มีพื้นที่เป็นหน้าผาทั้งสองฝั่งเหมาะสำหรับการซุ่มโจมตี แต่หากมองว่าพวกโจรป่ามีความคิดและการวางแผนมากขึ้น ข้าจึงคาดการณ์ว่ามันไม่น่าจะลอบโจมตีจุดนี้ เนื่องจาก ทหารคุมกองคาราวานก็จะต้องรู้ว่าจุดนี้อันตราย ย่อมต้องมีการป้องกันอย่างรัดกุม ซึ่งหากพวกโจรเลือกจุดนี้เป็นจุดในการซุ่มโจมตี พวกมันก็จะเสียหายหนักมากเช่นกัน การค้าขายเช่นนี้นับว่าได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ควรทำ...ไม่ควรทำ”

หลังจากกล่าวจบ ชาง เหรินฟ่านก็หยิบเอาก้อนหินออกไป แล้วกล่าวต่อ

“ดังนั้นหลังจากที่เราผ่านจุดอันตรายแรกนี้ไป ยังที่พักในคืนพรุ่งนี้ ข้าคาดการณ์ว่า พวกโจรป่าต้องส่งคนมาซุ่มดูงานกองคาราวานอีกครั้งก่อน ที่จะเริ่มโจมตีในวันมะรืนซึ่งเป็นจุดอันตรายที่สองเป็นแน่”

ชาง อาฝู เป็นผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้ทางด้านแผนที่เช่นกัน เขาได้มองไปยังจุดที่ก้อนหินก้อนที่สอง ที่เจ้านายของตนวางเอาไว้ก็เกิดความสงสัยจนอดไม่ได้ต้องถามขึ้น

“แต่นายท่านฟ่าน จุดที่สองที่ท่านวางก้อนหินเอาไว้ มันเป็นเพียงเนินทุ่งหญ้า ข้าคิดว่าไม่เหมาะกับการซุ่มโจมตีเท่าใดเลยนะท่าน”

“เพราะดูมันไม่เหมาะนั่นละ จึงถูกมองข้าม...อาฝู ท่านลองพิจารณาดูว่า ถึงแม้จะเป็นเนินทุ่งหญ้าไม่สูงมากก็จริง แต่เนินทุ่งหญ้าทางด้านซ้ายมันทอดยาวขนานไปกับเส้นทางของกองคาราวานมีระยะทางมากกว่า 2 ลี้ (2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร) เท่ากับว่า หากกลุ่มโจรป่ามีจำนวนมากพอซึ่งข้าก็คิดว่ามันไม่น่าจะมีจำนวนน้อย ก็สามารถซุ่มตามแนวเนินทุ่งหญ้าได้ครอบคลุมทั้งกองคาราวานได้เลยนะ”

ผู้ติดตามของชาง เหรินฟ่าน ได้ยินเช่นนั้นต่างอุทานออกมาด้วยความชื่นชมในความสามารถของเจ้านายของตน สำหรับอินทรีนั้น เขาไม่เคยเดินทางผ่านเส้นทางสายนี้ และไม่มีความรู้ทางด้านแผนที่ เขาจึงไม่สามารถออกความคิดเห็นใด ๆ ได้ นอกจากรับฟัง แล้วรอการพิสูจน์ว่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่

“ถ้าเช่นนั้น ข้าว่าวันรุ่งขึ้น นายท่านควรแจ้งให้ นายทัพผู้คุมกองคาราวานทราบจะดีหรือไม่” ชาง อาฝู เสนอขึ้นมา

“ไม่ได้...ไม่ได้” ชาง เหรินฟ่าน กล่าวตอบพร้อมส่ายศีรษะไปมาช้า ๆ “ถ้าไปแจ้งต่อนายทัพเช่นนั้น พวกเขาคงจะไม่เชื่อเป็นแน่ เนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ดีไม่ดีพวกเราเสียอีกจะเป็นฝ่ายถูกสงสัยเอาได้ว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร และเรื่องที่ท่านออกจากที่พักไปสำรวจพื้นที่ที่กลุ่มโจรมาซุ่มดูก็จะแดงขึ้นมา ก็คงจะต้องรับโทษฐานออกจากกองคาราวานโดยพลการในยามวิกาลไปตาม ๆ กัน คิดแล้วล้วนแต่เป็นผลเสียทั้งสิ้น”

“แล้วเราควรทำอย่างไรดีละนายท่านฟ่าน” ผู้ติดตามอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“สงบใจ และใจเย็นเอาไว้ก่อน ที่ข้ากล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นการคาดการณ์โดยส่วนตัวที่ได้ข้อมูลจากที่พบเจอมาเท่านั้น เหตุการณ์มันจะเกิดหรือไม่เกิด ไม่มีใครรู้ได้บางทีมันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่ถ้ามันเป็นดั่งที่ข้าบอกจริง ข้าขอให้พี่น้องทุกคนโปรดจงจำเอาไว้ว่า ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ รักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ให้ได้ก่อน ส่วนสินค้าจะพังเสียหาย ทิ้งได้ไม่เป็นไร เท่านี้ก็พอ...แล้วท่านละ มีความคิดเห็นเช่นใดหรือไม่”

ชาง เหรินฟ่าน หันมากล่าวกับ เด็กหนุ่มจากเทพศรีราม อินทรีเงยหน้ามองทุกคน แล้วกล่าวว่า

“ข้าไม่มีความคิดเห็นเช่นใด นอกจากฝีมือการต่อยตีพอตัวอยู่บ้างแล้วข้าไม่มีความรู้ทั้งทางด้านการวางกลยุทธ์ หรือ การดูแผนที่เอาเสียเลย แต่ว่าเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นหรือไม่ทุกอย่างแล้วแต่เวรกรรมแต่ชาติปางก่อนเป็นตัวกำหนด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ดังนั้นในขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิด หากวิตกกังวลใจไปก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมา สู้ไปนอนเก็บแรกเอาไว้ดีกว่านะท่าน”

อินทรีกล่าวจบ ก็อ้าปากหาวหวอดต่อหน้าทุกคนด้วยความง่วงอย่างลืมตัว แล้วก็หัวเราะแหะออกมาด้วยความเขินอายที่ตนเองเสียมารยาทหาวเสียงดังต่อหน้าทุกคน คำพูดของเด็กหนุ่มไม่ได้ช่วยหาทางออกอันใดเลย แต่ที่น่าแปลกใจคือกลับทำให้ทุกคนรู้สึกคลายกังวล และเมื่อนึกถึงฝีมือการยิงธนู และความสามารถเฉพาะตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้ ทุกคนก็รู้สึกวางใจขึ้นว่าฝ่ายตนก็ยังพอมีคนมีฝีมือมาสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่เช่นกัน

“เอาหละ...เอาหละ ถ้าเช่นนั้นทุกคน รีบไปนอนเลย ประเดี๋ยววันพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า”

ชาง อาฝู เป็นคนไล่ทุกคนไปนอนพร้อมกับม้วนแผนที่เก็บ ชาง เหรินฟ่าน หัวเราะท่าทีของเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับเข้าที่นอนของตน อินทรีแทบจะเป็นคนสุดท้ายที่คล้านเข้าไปใต้รถเทียมม้า เพื่อกลับสู่ที่นอนของตน คืนนี้ ทุกอย่างผ่านไปอย่างสงบ ไม่มีภัยใดเข้ามาแผ่วผ่านแม้แต่น้อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น