Sancturia

ตอนที่ 3 : กองคาราวาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    16 ก.พ. 64

อาหารจำนวนมาก หลากหลายชนิดถูกนำมาวางจนเต็มโต๊ะ ชาง เหรินฟ่าน เรียกให้ผู้ติดตามของตนร่วมโต๊ะทานอาหาร บรรดาผู้ติดตามของเศรษฐีก็เข้าประจำเก้าอี้ตามตำแหน่งของตนราวกับนัดเอาไว้ โดยไม่มีการแย่งเก้าอี้กันเอง ผู้ติดตามคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใกล้กับเด็กหนุ่ม หันมาบอกเด็กหนุ่มว่า

“หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจที่พวกเรานั่งร่วมโต๊ะด้วย”

“ความจริงแล้ว เป็นข้าต่างหากที่ควรจะเอ่ยคำพูดนั้น”

เด็กหนุ่มเอ่ยบอกด้วยความเป็นมิตร แล้วทั้งหมดก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร ชาง เหรินฟ่าน สังเกตว่า เด็กหนุ่มลืมตัวเริ่มรับประทานอาหารต่อ แสดงให้เห็นว่าอาหารของราชีฟที่เด็กหนุ่มสั่งไป ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และยังมีราคาแพงไม่สมกับปริมาณที่ได้รับอีกด้วย

“ว่าแต่ ท่านผู้มีพระคุณ ในเมื่อท่านมีเหรียญทองเพียงพอที่จะชำระค่าอาหาร แต่เพราะเหตุใดจึงยังมัวเสียเวลาไปโต้เถียงกับราชีฟด้วยละ”

เด็กหนุ่มส่งเนื้อน่องไก่เข้าปากไปก่อนที่จะเอ่ยตอบ

“ความจริงแล้วข้าตกลงราคากับเจ้าของร้านไว้ที่ สองเหรียญเงิน แต่ปรากฏว่าเมื่อทานอาหารเสร็จ เจ้าของร้านกลับคิดราคาข้าถึง หนึ่งเหรียญทอง การค้าที่คดโกงเช่นนี้ ข้าจึงมิอาจยอมให้เขาคิดราคาได้”

ชาง เหรินฟ่าน มีสีหน้าแปลกใจ เขารู้จักราชีฟมาเป็นเวลานานหลายปี โดยนิสัยของราชีฟ แม้ว่าจะต้องการเงินก็จริง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นที่คดโกงใคร ดังนั้น พ่อค้าจากอาณาจักรซินจึงสอบถามเด็กหนุ่มต่อไป เด็กหนุ่มก็เล่าตามความที่ตนประสบพบเจอมา

ซึ่งสามารถสรุปความได้ว่า เด็กหนุ่มสั่งอาหารในราคาสองเหรียญเงิน แต่ปรากฏว่าราชีฟ แนะนำอาหารเครื่องเคียงประกอบซึ่งมีราคาแพง โดยเพียงสอบถามว่าต้องการจะรับเพิ่มหรือไม่ แต่ไม่แจ้งราคาเคียงประกอบอาหารให้เด็กหนุ่มทราบ ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันเรื่องราคาเกิดขึ้น

“นั่นมิใช่การคดโกงหรอกท่าน” ชาง เหรินฟ่านอธิบาย “ภาษาของพ่อค้าอย่างพวกเรา เรียกว่า เป็นการใช้ชั้นเชิงทางการค้าขาย นับว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เป็นท่านเองที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของราชีฟ”

เด็กหนุ่มไม่มีท่าทีจะโกรธ แต่กลับรับฟัง แล้วร้องบอกออกมา

“จริงหรือนี่...ไม่น่าเชื่อว่า จะมีเรื่องเช่นนี้ด้วย ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับข้าทีเดียว”

“ฟังจากที่ท่านเล่ามา ข้าขอเสียมารยาท ถามคำถามที่ไม่เหมาะสมสักหน่อยจะได้หรือไม่”

เด็กหนุ่มอยากรู้คำถามนั้นจึงได้อนุญาตให้ชายผู้เป็นเศรษฐีถามได้ ชาง เหรินฟ่าน จึงได้เอ่ยต่อไป

“ดูจากลักษณะท่าทางของท่านแล้ว ท่านเพิ่งเคยออกเดินทางมาต่างเมืองเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่”

“ใช่แล้วท่านเศรษฐี ข้าเป็นชาวป่าชาวดอย จึงไม่ค่อยรู้เรื่องของชาวเมืองในอาณาจักรต่างถิ่น มากนัก”

“แล้วท่านมาจากที่ใด แล้วจะไปที่ใด กันละ ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่”

“ข้ามาจาก เทพศรีราม มีกิจธุระต้องไปยัง อคาเดียนนะท่าน”

ชาง เหรินฟ่าน เห็นการแต่งกายของเด็กหนุ่มก็พอจะรู้ว่ามาจากที่ใด ดังนั้นเมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยบอกว่ามาจาก อาณาจักรเทพศรีรามจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย

“จะไปอคาเดียนเช่นนั้นรึ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปที่เดียวกันนะสิ บังเอิญว่าข้าก็จะไปทำการค้าที่อคาเดียนพอดี ถ้าเช่นนั้นข้าอยากเชิญท่านร่วมเดินทางไปพร้อมกับพวกข้า ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร”

“ข้ามิบังอาจร่วมเดินทางกับท่านเศรษฐีดอก ด้วยรูปลักษณ์ของข้าเช่นนี้ อาจจะสร้างความตลกขบขันให้กับผู้พบเห็นว่ามี ยาจกร่วมทางกับเศรษฐี จะเป็นการสร้างความอับอายให้กับพวกท่านได้”

ชาง เหรินฟ่าน ส่ายหน้าไปมา

“ไม่เลย...ไม่เลย ท่านผู้มีพระคุณ ท่านทราบหรือไม่ ว่าระยะทางจาก อัลเดีย ไป อคาเดียนนั้นค่อนข้างลำบาก ในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยโจรป่าชุกชุม ข้าขอบอกตามตรง เมื่อสองวันก่อน คณะเดินทางของข้า เคยออกเดินทางไปอคาเดียนก่อนแล้ว แต่พ้นกำแพงเมืองไม่ถึงครึ่งวัน ข้าต้องเสียพี่น้องฝีมือดีที่ร่วมงานกันมาเป็นเวลานานไปถึงหกคน จนต้องถอยร่นกลับมาตั้งหลัก แล้วเข้าร่วมขบวนกองคาราวานพ่อค้าแทน ดังนั้นหากได้ท่านผู้มีพระคุณร่วมเดินทางด้วย อย่างน้อยมีเหตุอันใด ข้าก็ยังสามารถขอความช่วยเหลือจากท่านได้”

ชาง เหรินฟ่านกล่าวตรง ๆ ว่าเขาต้องการมือดีมาคอยช่วยเหลือ ทุกคนต่างนิ่งเงียบรอคำตอบของผู้มีพระคุณตรงหน้า เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งว่า ชายเศรษฐีผู้นี้ก็ดูเป็นคนจริงใจ และมีความรอบรู้ การร่วมเดินทางไปกับเขาอาจจะได้ความรู้เพิ่มเติมก็ได้ จึงได้กล่าวตอบไปว่า

“ถ้าเช่นนั้น ข้าคงต้องขอความกรุณา ขอให้ข้าได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกันท่านด้วยเถิด...ท่านเศรษฐี”

ชาง เหรินฟ่าน และพรรคพวก ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าปีติยินดีขึ้นมา

“ได้สิ ท่านผู้มีพระคุณ ข้าและพรรคพวก มีความยินดีที่ได้ท่านร่วมเดินทางไปด้วยยิ่งนัก”

“ข้าขอต่อท่านว่า โปรดเลิกเรียกข้าว่าผู้มีพระคุณเถิด ข้ามีชื่อว่า อินทรี เป็นชื่อที่ท่านปู่ข้าตั้งให้”

“อินทรี นามดียิ่งนัก สมกับเป็นนักธนูมือหนึ่ง...ยินดีที่ได้รู้จักท่าน อินทรี ส่วนท่านก็เลิกเรียกข้าว่าท่านเศรษฐีเถิด ข้าก็มีชื่อเรียกเช่นกัน เรียกข้าว่า ชาง เหรินฟ่าน”

“ชาน...เริน ฟาง...” เด็กหนุ่มทดลองออกเสียงเรียกชื่อสหายคนแรกนับแต่เข้าเมืองมา

“ไม่ใช่ ชาน เรินฟาง...ชาง เหรินฟ่าน ต่างหาก”

พ่อค้าใหญ่จากอาณาจักรซินบอกมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มพยายามออกเสียงให้ถูกต้อง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ทำให้บรรดาเหล่าผู้ติดตามก็พากันหัวเราะตลกขบขัน

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเรียกว่า ท่านฟ่าน แบบราชีฟดีกว่า เรียกง่ายกว่ากันเยอะเลย”

“ถ้าเช่นนั้นแล้วแต่ท่านสะดวกเถิด”

ชาง เหรินฟ่าน ตอบพร้อมส่ายหัวไปมาด้วยความเหนื่อยใจ สร้างความขบขันให้กับทุกคนในห้อง หลังจากนั้นคนสนิทแต่ละคนก็เข้ามาแนะนำตัวกับ เด็กหนุ่ม จนครบทุกคน

+++++

การเดินทางได้เริ่มขึ้นในอีกสามวันถัดมา คาราวานพ่อค้าออกเดินทางจากตัวเมืองอัลเดียตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ในขบวนประกอบไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ค้าเป็นหลัก ซึ่งจะอยู่ทางด้านหัวขบวนถึงกลางขบวน ส่วนท้ายขบวนนั้นจะเป็นเหล่าชาวบ้านที่มีกิจธุระ จำเป็นในการเดินทางไปยังต่างเมือง และได้จ่ายค่าจ้างในราคาถูกในการขออาศัยติดสอยห้อยตามกองคาราวานมาด้วย เพื่อความปลอดภัยของตน โดยมีกองทหารรับจ้างคอยคุ้มครองอยู่รอบ ๆ

ซึ่งทหารรับจ้างผู้นำหัวขบวนในครั้งนี้ คือ ทหารรับจ้าง อดีตอัศวินชั้นซิลเว่อร์ ระดับ 3 ดาว เขาเป็นชายวัย 45 ปี ผิวขาว รูปร่างกำยำสูงใหญ่ เขามีดวงตาสีฟ้าอยู่ภายใต้ใบหน้าอันบึ้งตึง จริงจัง เส้นผมและหนวดสีทอง ได้รับการตกแต่งดูน่าเกรงขาม เขาอยู่ในชุดเกราะเหล็กอ่อน มีนามว่า คลอเดียส เนเมสัน สังกัดเดิมขึ้นตรงต่ออาณาจักรอคาเดียน แต่ในขณะนี้รับจ้างเป็นผู้นำทางและหัวหน้ากองอารักขา โดยมีกองทหารรับจ้างเดินเท้ากลุ่มใหญ่ค่อยเดินตามหลังรถม้าคันสีดำ และมีทหารม้ารับจ้างกระจายกันอยู่รอบกองคาราวาน โดยเว้นระยะห่างกันประมาณทุก ๆ 10 เมตร จะมีทหารม้าหนึ่งคู่ในชุดอาวุธครบมือพร้อมรบ คอยขนาบขบวนคาราวาน

อินทรีได้รับเชิญขึ้นมานั่งบนรถม้าที่เปิดประทุนของชาง เหรินฟ่าน แม้เด็กหนุ่มจะปฏิเสธ แต่เหล่าผู้ติดตามของพ่อค้าใหญ่ชาวซินกลับพร้อมใจกันให้เขาขึ้นนั่งอยู่บนรถม้า อย่างน้อยเพื่อเป็นองครักษ์ส่วนตัวของเจ้านายของตน ระหว่างออกเดินทาง เด็กหนุ่มที่เพิ่งมีโอกาสออกมาเผชิญโลกเป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับกองคาราวานนี้เป็นอย่างมาก

รถม้าของ ชาง เหรินฟ่านอยู่ในกลุ่มบริเวณหัวแถว แสดงให้เห็นว่าเขาได้จ่ายค่าเดินทางครั้งนี้ไปเป็นจำนวนที่สูงมาก แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับพ่อค้าอีกหลายกลุ่มที่อยู่ด้านหน้าของเขา

“ถ้ารถม้าของท่านฟ่านได้อยู่หัวขบวน ข้าคิดว่าคงดูสง่างามอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว” อินทรีเอ่ยกับเจ้านายชั่วคราวขึ้น

“อย่าอยู่ใกล้หัวขบวนเกินไป อย่าอยู่กลางขบวนเกินไป และ อย่าได้อยู่รั้งท้ายจนเกินไป นั่นเป็นหลักการเดินทางร่วมกองคาราวานของข้า ที่ยึดถือมาเสมอนะ”

ชาง เหรินฟ่าน บอกกับเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

“นั่นเพราะเหตุใด”

“รูปแบบการจู่โจมกองคาราวานของโจรป่าเท่าที่ข้าได้สังเกตเห็นมา ส่วนใหญ่โจรป่าจะมีจำนวนคนน้อยกว่ากองคาราวาน ซึ่งทำให้ไม่สามารถจัดการกองคาราวานได้ทั้งขบวน ดังนั้นโจรป่าจึงต้องเลือกการจู่โจมจุดสำคัญขบวนกองคาราวาน

 หากโจรป่ากล้าแข็งมั่นใจในฝีมือของตน ก็จะเข้าปะทะกับกองทัพทหารรับจ้างซึ่งหน้า ดั่งคำว่าหากสยบจอมทัพได้ ก็สยบกองทัพได้ นั่นหมายความว่าหัวขบวนจะเป็นจุดอันตราย แต่หากโจรไม่มั่นใจในฝีมือว่าจะเอาชนะผู้นำของกองทหารรับจ้างซึ่งหน้าได้ จะแบ่งกำลังลอบโจมตีกลางขบวนเสียก่อน เพื่อเป็นการตัดกำลังความช่วยเหลือ และทำให้กองคาราวานเสียขบวน นั่นก็หมายความว่ากลางขบวนก็เป็นจุดอันตราย หรือในบางกรณีการถูกลอบโจมตีโดยอาศัยชัยภูมิเป็นพื้นที่แคบ หรือ หน้าผาสูงชัน ตรงกลางเป็นจุดอันตรายที่กลุ่มโจรจะต้องโจมตีก่อน แล้วจึงค่อยโจมตีปิดหัวท้าย นั่นเท่ากับว่า หัว กลาง ท้าย จะเป็นจุดอันตรายที่สุด โอกาสในการรอดชีวิตน้อยที่สุด”

ชาง เหรินฟ่าน อธิบายเสร็จก็หันกลับไปอ่านหนังสือฆ่าเวลาต่อ ส่วนอินทรีก็อ้าปากค้าง ทึ่งในคำอธิบายของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความนับถือ พร้อมกับบอกว่า “เยี่ยมยอดจริงๆ”

ประมาณเวลาตะวันบ่ายคล้อยเข้าสู้เวลาเย็นกองคาราวานจำเป็นต้องหยุดการเดินทางลง เพื่อจัดเตรียมที่พักค้างแรมก่อนฟ้ามืด คลอเดียส เนเมสัน ผู้นำทหารของกองคาราวาน นำกองคาราวานมายังเนินทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดค้างแรมในคืนนี้ จากร่องรอยฟื้นเก่าที่ไหม้ไฟบนพื้นแล้วทำให้ทราบว่า บริเวณนี้เป็นที่ค้างแรมประจำของกองคาราวาน เหตุการณ์ในวันนี้สงบเงียบเป็นปกติ ไม่มีการลอบซุ่มโจมตีใด ๆ จากกองโจรป่า

เหล่าพ่อค้าจากกองคาราวานต่างรู้หน้าที่ของตน เมื่อกองคาราวานหยุดพักลงก็ ได้พากันลากรถม้าของตนเข้าจับจองพื้นที่ที่ตนเองเห็นว่าเหมาะสม รวมถึงคณะเดินทางของชาง เหรินฟ่าน ด้วย ที่เลือกบริเวณรัศมีรอบนอกของที่พัก เนื่องจาก ชาง เหรินฟ่าน ไม่ชอบสุงสิงกับพวกพ่อค้า หรือ ทหาร ที่ทำตัวเก่งกล้า แต่กลับไปรวมกลุ่มอยู่ตรงกลางที่พักเป็นไข่แดง แล้วให้ชาวเมืองที่ไม่เก่งการสู้รบมาเป็นกำแพงอยู่วงนอก

“วันนี้ช่างเงียบสงบจริงๆ ไม่มีร่องรอยของโจรป่าเช่นวันก่อนเลยนะท่านฟ่าน” ชาง อาฝู ชายผู้เป็นพ่อบ้านคนสนิทของ ชาง เหรินฟ่าน เอ่ยขึ้น

“สงบเงียบจนน่ากลัวเลยทีเดียวเชียวละ..อาฝู” ชาง เหรินฟ่านกล่าวตอบ “ถึงแม้ว่าจะมีเวรยามของกองทัพคอยดูแลอยู่วงนอกก็ตาม แต่ก็บอกให้คนของเราเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนเสมอ อย่าประมาทเป็นอันขาด”

ชาง อาฝู รับคำ แล้วรีบไปกระจายข่าวต่อผู้ติดตามคนอื่น ๆ ในคณะเดินทาง ส่วน ชาง เหรินฟ่าน ก็ออกไปพบปะพูดคุยกับเหล่าคณะเดินทางอื่นในละแวกใกล้เคียงกับจุดที่พักของตน ตามประสาคนมีอัธยาศัยดี

สำหรับอินทรีหลังจากเข้าไปให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ติดตามของ ชาง เหรินฟ่าน ในการจัดเตรียมผ้ากันน้ำค้างบริเวณที่พักเสร็จเรียบร้อย จึงอยากจะออกไปเดินดูบรรยากาศรอบ ๆ กองคาราวาน ชาง อาฝู ร้องบอกไล่หลังให้เขากลับมาให้ทันอาหารเย็น เด็กหนุ่มโบกมือแสดงการรับคำ หลังจากนั้นเขาได้ออกเดินเตร่ไปยังจุดที่ตั้งของรถม้าคันอื่น ๆ ที่มีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า รวมถึงชาวบ้านที่ตามกองคาราวานมาด้วย กำลังจัดเตรียมที่หลับที่นอนสำหรับตนเองในคืนนี้

อินทรีสังเกตเห็นว่าแต่ละกลุ่มต่างมีการจัดเวรยามของตนเองอย่างรัดกุม เด็กหนุ่มเคยพานพบโจรป่ามาบ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเหล่าโจรป่าจะน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้ แต่เขาก็มิได้มีความเห็นโต้แย้งประการใด กลับเห็นดีเห็นชอบกับการที่เหล่าพ่อค้า แม่ค้า และชาวบ้านต่างวางกำลังป้องกันตนเองด้วยความไม่ประมาทเอาไว้อย่างดี ดังนั้นเมื่อเห็นกลุ่มชาวบ้านกำลังปักเสาทำที่ขึงผ้ากันน้ำค้าง เด็กหนุ่มจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือด้วยความมีน้ำใจไมตรี

หลังจากนั้นอินทรีจึงเดินเตร่ไปเรื่อยถึงบริเวณใจกลางที่พัก ก็พบกับรถม้าสีดำคันหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคันที่เขานั่งมากับคณะพ่อค้าชาวซินหลายเท่า ดูจากลักษณะการตกแต่งแล้วดูหรูหราโดดเด่นกว่ารถเทียมม้าคันใดในกองคาราวาน อินทรีนึกขึ้นได้ว่า เขาเห็นว่ารถม้าคันนี้เคลื่อนที่อยู่หน้าสุดของขบวนกองคาราวานนี้ บริเวณรถม้ามีทหารกระจายตัวยื่นนิ่งสนิทราวกับเป็นกำแพงคุ้มกันอยู่ โดยมีหญิงรับใช้หลายคนสลับกันขึ้นลงรถม้า ราวกับว่าบนรถม้าคันนี้มีผู้สูงศักดิ์มาด้วย

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะจงใจเดินเตร่เข้าไปถึงรถม้าคันนั้น ปลายหอกเล่มหนึ่งก็จ่อมาที่คอหอยของเขาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มมองตามเจ้าของหอกเล่มนั้นไปก็พบว่า เจ้าของหอกคือทหารคนหนึ่ง ทหารผู้นั้นเอ่ยขึ้นอย่างห้วน ๆ แต่คงความสุภาพที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

“ตั้งแต่จุดนี้ไป หากท่านมิได้มีกิจธุระอันใดกับผู้ที่อยู่บนรถม้าเสียแล้ว โปรดกลับไปยังคณะของท่านเสียเถิด”

“ขออภัยด้วย ท่านพี่ทหาร ข้าไม่รู้ว่าเข้าไปไม่ได้ ข้าจะกลับออกไปประเดี๋ยวนี้ละ” 

อินทรีกล่าวกับนายทหารผู้นั้นอย่างพินอบพิเทา พร้อมกับยกมือไหว้ขอขมาลาโทษตามแบบฉบับชาวเทพศรีราม เมื่อนั้นหอกก็ถูกชักกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม อินทรียิ้มหัวเราะแฮะเล็กน้อย ก่อนที่จะถอยกลับออกไปอย่างว่าง่าย

เมื่อเขาเดินกลับมายังจุดพักคณะเดินทางของชาง เหรินฟ่าน ก็พบกับหัวหน้าคณะกำลังนั่งเอกเขนกอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังตัวหนึ่งอย่างสบายใจ ข้างกายของเขามีโต๊ะเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ซึ่งมีป้านกาน้ำชาพร้อมถ้วยที่ส่งควันกรุ่น และขนมสองสามชนิดวางอยู่ ส่วนคนอื่น ๆ กำลังจัดเตรียมที่พักสำหรับคืนนี้

“ไปเดินเล่นมา เป็นอย่างไรบ้าง” ชาง เหรินฟ่านกล่าว

“ดูตื่นตา ตื่นใจยิ่งนัก ท่านฟ่าน” อินทรีตอบ

“ตื่นตา ตื่นใจ เช่นนั้นรึ…นั่นสินะ ถูกหอกจ่อเข้าที่คอหอยเช่นนั้น เป็นผู้ใดก็ย่อมจะตื่นตา ตื่นใจ เป็นธรรมดา”

เด็กหนุ่มได้ยินคำพูดเชิงสัพยอกของพ่อค้าเศรษฐีชาวซิน ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แล้วถามขึ้นว่า

“ท่านฟ่าน...เห็นด้วยอย่างนั้นหรือ”

“บังเอิญเห็นเข้าต่างหาก” ชาง เหรินฟ่านกล่าว “แล้วยังบังเอิญเห็นด้วยว่า ท่านมีโอกาสชักมีดที่เอวด้านหลังขึ้นป้องกันหอกเล่มนั้นได้ แต่กลับไม่ทำ”

“ประเดี๋ยวก่อนนะ ท่านเป็นพ่อค้ามิใช่หรือ เหตุไฉนจึงรู้วิธีการต่อสู้กับเขาได้ละ”

“ประสบการณ์การเดินทางไปทั่วทุกสารทิศกว่า 25 ปี ข้าก็มี อีกทั้งเวลาอยู่ว่าง ๆ ที่บ้าน ข้ามักจะฝึกวิชาเดินพลังลมปราณ หรืออ่านวิชาการต่อสู้อยู่เสมอ ดังนั้นจึงพอมองออกอยู่บ้างว่าท่านมีโอกาสที่เอาชัยต่อทหารผู้นั้นได้ แต่ท่านไม่ทำ”

ชาง เหรินฟ่าน กล่าวจบก็วางหนังสือลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้ววาดลวดลายแสดงท่าทางเพื่อเดินลมปราณออกมาให้อินทรีชมเป็นขวัญตา

“นับถือ...นับถือ” เด็กหนุ่มกล่าวเลียน ทั้งคำพูด และประสานมือคารวะแบบชาวซิน

“มิกล้า...มิกล้า” ชาง เหรินฟ่าน กล่าวแล้วก็ประสานมือคารวะขึ้นรับตอบด้วยรอยยิ้ม

+++++

ค่ำคืนนี้มีเมฆมากกว่าปกติ ความมืดจึงบดบังทำให้มองไม่ดวงดาวและดวงจันทร์ กองไฟยังคงลุกโชนตามจุดต่างๆ อย่างสว่างไสว รอบ ๆ ที่พักของกองคาราวาน มีทหารยามเดินตรวจตรากันเป็นคู่

ชาง เหรินฟ่าน ใช้พื้นที่บนรถเทียมม้าของตนเป็นที่นอน ตามที่ผู้ติดตามของตนจัดการเตรียมเอาไว้ให้ สำหรับ ชาง อาฝู และผู้ติดตามต่างวางที่หลับที่นอนรายล้อมอยู่รอบ ๆ รถเทียมม้า เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายให้แก่เจ้านายของตน ส่วนอินทรี อาศัยนอนอยู่ใต้รถเทียมม้าแทน เนื่องจาก เขาไม่มีอุปกรณ์สำหรับกันน้ำค้างเหมือนเช่นผู้ติดตามคนอื่นของชาง เหรินฟ่าน

เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งดึก เสียงพูดคุยของผู้ร่วมเดินทางก็เริ่มซ่าลงเป็นลำดับ จนกระทั่งทุกอย่างเข้าสู่ความสงบเงียบ เมื่อนั้นเสียงธรรมชาติแห่งป่าก็เริ่มดังขึ้นต่อเนื่อง มีทั้งเสียงร้องของแมลงและนกกลางคืน หรือจะเป็นสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ที่เดินผ่านมาเฉียดใกล้เข้ามาจุดพักของกองคาราวาน

กองไฟเล็ก ๆ เริ่มมอดดับลง เหลือเพียงกองไฟขนาดใหญ่ไม่กี่กอง ที่อยู่ใกล้ ๆ กับที่พักของผู้นำกองคาราวาน และรถม้าสีดำเท่านั้นที่ยังลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา

อินทรีที่หลับเป็นตายไปตั้งแต่อิ่มข้าวเย็นเมื่อหัวค่ำ ก็ลืมตาขึ้นทันทีไม่มีแววแห่งความงัวเงียให้เห็น เขาค่อย ๆ คืบคลานพาตัวเองออกมาจากใต้รถเทียมม้าอย่างเงียบเชียบ

ขณะที่เด็กหนุ่มคืบคลานผ่านบริเวณที่เป็นที่นอนของเหล่าผู้ติดตาม ทันใดนั้นเอง มือข้างหนึ่งก็จับหมับเข้าที่ข้อแขนข้างหนึ่งของเขาอย่างแม่นยำ เมื่อเด็กหนุ่มหันมองไป เข้ายังไม่รู้ว่าเป็นมือผู้ใด จนกระทั่งเจ้าของมือข้างนั้นร้องถามขึ้น

“ดึกแล้วท่านจะออกไปไหนเช่นนั้นรึ”

ชาง อาฝู กล่าวถามอย่างเรียบ ๆ ในน้ำเสียงไม่มีความงัวเงียอยู่สักนิดมาจากที่นอนของตน อินทรีมองฝ่าความมืดไปยังจุดที่ควรจะเป็นที่ตั้งใบหน้าของ ชาง อาฝู แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียดว่า

“ท่านได้ยินเสียงอันใดหรือไม่”

“นอกจากเสียงตามปกติของธรรมชาติแล้ว ข้าไม่ได้ยินเสียงอันใดอีก ท่านได้ยินเสียงอันใด เช่นนั้นรึ” ชาง อาฝู ถามกลับมาด้วยความสงสัย อินทรีจ้องเขม็งฝ่าความมืดออกไปยังจุด จุดหนึ่ง ที่ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเงาตะคุ่ม ๆ นั้น แล้วเอ่ยว่า

“ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าคน ที่ไม่ใช้คนของกองคาราวาน พวกมัน...กำลังซุ่มดูพวกเราอยู่!!!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น