Sancturia

ตอนที่ 2 : ผู้มีพระคุณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    16 ก.พ. 64

ชาง เหรินฟ่าน รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำความรู้จักกับเด็กหนุ่มผู้นั้น แต่ทว่าราวกับโชคชะตาได้กำหนดให้เขาได้มีโอกาสแสดงน้ำใจตอบแทน เพราะหลังจากนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อการเจรจาขอเข้าร่วมกองคาราวของ ชาง เหรินฟ่าน สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย โดยกองคาราวานพร้อมเดินทางในอีก 3 วันข้างหน้า ชาง เหรินฟ่าน ก็พาพรรคพวกมารับประทานอาหารในร้านดังขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในอาณาจักรอัลเดีย

ขณะที่ ชาง เหรินฟ่านและพรรคพวก เดินเข้ามาถึงในร้าน ก็ได้ยินเสียงดังโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาจากโต๊ะอาหารด้านในสุด เมื่อเขามองตามไปยังต้นเสียง ก็ได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับที่ช่วยยิงธนูหยุดโจรวิ่งราวเอาไว้ เด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังยืนโต้เถียงกับชายเจ้าของร้าน

“จ่ายค่าอาหารมา ถ้าท่านไม่จ่าย ก็ออกจากร้านข้าไม่ได้” ชายผู้เป็นเจ้าของร้านคนนั้นร้องบอกด้วยเสียอันดัง

“จ่ายอันใดกัน ราคาอาหารท่านบอกข้าว่าสองเหรียญเงินเท่านั้น แล้วจู่ ๆ พอกินเสร็จ จะขึ้นราคาเปลี่ยนเป็นหนึ่งเหรียญทอง ข้าไม่มีหรอก ถ้าราคาถึงขนาดหนึ่งเหรียญทอง จ้างให้ข้าก็ไม่กินอาหารของท่านอย่างแน่นอน ดูนี่...ข้ามีเงินเหลือติดตัวแต่เพียงเท่านี้ ถ้าไม่เอาก็ไม่มีให้แล้ว” เด็กหนุ่มโต้เถียงพร้อมกับ แบบมืออันขะมุกขะมอมออกมาให้เห็น ในมือของเขามีเพียงเหรียญเงิน เพียง 4-5 เหรียญเท่านั้น

“คิดจะกินแล้วไม่จ่ายเช่นนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนำของในห่อสัมภาระที่ท่านพกติดตัวมาด้วย ชำระเป็นค่าอาหารแทนเสียสิ”

ชายผู้เป็นเจ้าของร้านเสนอ พร้อมกับชี้นิ้วไปที่กองสมบัติและอาวุธติดตัวของเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มก็รีบปราดเข้าไปที่กองสัมภาระของตน แล้วรีบหยิบข้าวของขึ้นมาสะพายไหล่อย่างรวดเร็ว ปากก็พร่ำบอกต่อชายเจ้าของร้านว่า

“จะบ้ารึ ของพวกนี้ท่านอาจารย์ปู่ให้ข้ามา ข้าให้ท่านมิได้หรอก”

“แล้วท่านจะเอาเช่นใด หรือจะให้ข้าพาท่านไปให้เจ้าเมืองตัดสิน รับรองได้ว่าท่านจะได้นอนห้องขังตัวโตแน่นอน”

ชายเจ้าของร้านพูดพลางจะเดินเข้ามาฉุดแขนเด็กหนุ่ม แต่เด็กหนุ่มไม่ยอมให้เข้าถึงตัวง่ายๆ เขากระโดดถอยหลัง หนีห่างออกมา แล้วร้องโต้แย้งบอก

“ท่านจะจับข้าส่งเจ้าเมืองไม่ได้ ข้าไม่ใช่คนผิด ข้าถามราคาแต่แรกแล้วว่าอาหารราคาเท่าใด ท่านบอกเองว่าราคาอาหารถ้วยนี้ คือสองเหรียญเงิน ก็คือสองเหรียญเงินสิ”

“ใครบอกว่าสองเหรียญเงิน ราคาอาหารถ้วยนี้มันคือ หนึ่งเหรียญทอง ต่างหาก”

ทางฝ่ายพ่อค้าก็ไม่ยินยอม จะต้องจับตัวเด็กหนุ่มให้ได้ เด็กหนุ่มก็ไม่ยินยอมให้ถูกจับตัว ก็โยกตัวหลบหนีอย่างรวดเร็วโดยมีโต๊ะอาหารกั้นอยู่ตรงกลางระหว่างเจ้าของร้านกับเด็กหนุ่มคนนั้น ทั้งสองวิ่งวนไปวนมาไล่จับกันอยู่รอบ ๆ โต๊ะสำหรับทานอาหารตัวนั้น เป็นที่ตลกขบขันของลูกค้าคนอื่น ๆ เจ้าของร้านเริ่มรู้สึกเหนื่อย เนื่องจากเด็กหนุ่มไวอย่างกับลิง จึงพยักหน้าเป็นสัญญาณแก่ลูกน้อง จำนวน 2-3 คน ที่ยืนรอคำสั่งอยู่ด้านหลัง เพื่อให้เข้ามาช่วยกันรุมจับเด็กหนุ่มเอาไว้ เด็กหนุ่มได้แต่ร้องเสียหลง

“จับเองไม่ได้ ก็เรียกพรรคพวกอย่างนั้นรึ...อย่ารุมสิเฮ้ย...”

ก่อนที่เด็กหนุ่มจะถูกรวบตัว ถุงใส่เหรียญทองขนาดเล็กใบหนึ่งที่มีเหรียญทองอัดแน่อยู่สิบกว่าเหรียญ ก็ได้ตกลงมาบนโต๊ะทานอาหารตัวที่กั้นระหว่าง เจ้าของร้านกับเด็กหนุ่มอย่างแม่นยำ

ถุงใส่เหรียญทองเมื่อตกกระทบถึงโต๊ะทานอาหารตัวนั้น ก็นิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะโดยไม่มีกระเด็นกระดอนไปที่ใด คู่กรณีทั้งสองฝ่ายหันมองตามไปยังแหล่งที่มาของถุงใส่เหรียญทองนั้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ ชาง เหรินฟ่าน พาพรรคพวกเดินเข้ามาถึงบริเวณที่ชายเจ้าของร้านกับเด็กหนุ่มกำลังไล่จับกันอยู่

“ไม่เจอกันนานนะ ท่านราชีฟ สบายดีรึเปล่า” ชาง เหรินฟ่าน ส่งเสียงทักทายนั้นไปยังชายเจ้าของร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามแบบฉบับของพ่อค้าที่มีสัมพันธไมตรี

ชายเจ้าของร้านหันมามองไปยัง ชาง เหรินฟ่าน แล้วย่นหัวคิ้วชนกันใช้ความคิดชั่วครู่หนึ่ง หลังจากนั้นพอเขานึกออก สีหน้าอันบึ้งตึงก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างออกมา พร้อมกับกล่าวทักทายกลับ

“ท่านฟ่านนี่เอง...ยินดีต้อนรับสู่ร้านของข้าน้อยขอรับ ไม่พบกันเสียนานเลยนะขอรับ เดินทางมาทำการค้าที่เมืองนี้รึขอรับ” ชายเจ้าของร้านกล่าวด้วยน้ำเสียงพินอบพิเทาประจบประแจง

“พอดีว่า ข้าจะเดินทางไปทำการค้าที่อคาเดียนนะ แล้วต้องแวะมาส่งสินค้าแถวนี้ นึกถึงรสชาติอาหารแห่งอัลเดียก็ต้องร้านของราชีฟ จะไม่แวะมาก็คงจะไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึงอาณาจักรอัลเดีย”

“ถ้าอย่างนั้นเชิญด้านในก่อนเลยนะขอรับ เดี๋ยวข้าน้อยจะจัดเตรียมชุดอาหารสุดพิเศษขึ้นชื่อของร้านให้ท่านเช่นเคย”

ราชีฟหันไปสั่งการแก่บริกรคนหนึ่งให้เป็นผู้นำคณะพ่อค้าจากอาณาจักรซิน ไปยังห้องรับประทานอาหารส่วนตัวที่ชั้นสองของร้าน ส่วนตัวเขาเองยังมีหน้าที่ต้องชำระบัญชีกับเด็กหนุ่มไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่กินแล้วไม่จ่ายอยู่

“ไม่เข้าไปนั่งคุยกันสักหน่อยรึ ราชีฟ นาน ๆ ที ที่ท่านกับข้าจะมีโอกาสได้พบกันสักครั้ง” ชาง เหรินฟ่าน เอ่ยชวน เมื่อเห็น ราชีฟ ยังคงเตรียมจะเอาเรื่องเด็กหนุ่ม

“ข้าน้อยขอจัดการเรื่องลูกค้าทานอาหารแล้วไม่ยอมชำระค่าอาหารเสียก่อนนะขอรับ หากจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยจะตามเข้าไปสนทนาพาทีด้วย”

“ค่าอาหารก็เงินในถุงตรงหน้าท่านนั้นอย่างไร ไม่เพียงพออย่างนั้นรึ” ชาง เหรินฟ่าน เอ่ยบอกเบา ๆ สร้างความงุนงงให้แก่คู่กรณีทั้งสอง เขาจึงกล่าวต่อกับเจ้าของร้านว่า

“เด็กหนุ่มตรงหน้าท่าน คือสหายของข้าเอง ค่าอาหารของเขา ข้าจะเป็นผู้ชำระแทนให้ ท่านมีปัญหาอันใดหรือไม่”

คำพูดนี้ของชาง เหรินฟ่าน เรียบง่าย สั้นกระชับได้ใจความทันที ราชีฟได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มกว้างออกมา “ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาขอรับ” พร้อมกับรีบคว้าเงินบนโต๊ะไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นจึงได้บอกกล่าวให้ ชาง เหรินฟ่าน และพรรคพวก เข้าไปภายในห้องรับประทานอาหารส่วนตัว สำหรับตัวเขาจะเข้าไปควบคุมพ่อครัวเตรียมอาหารภายในครัว แล้วจะเป็นผู้นำอาหารเลิศรสขึ้นชื่อไปบริการให้แก่ชาง เหรินฟ่าน และพรรคพวกด้วยตนเอง

“วันนี้ถือว่าเจ้าโชคดีนะ ไอ้หนู”

ราชีฟหันมากล่าวลอดไรฟันกับเด็กหนุ่มด้วยเสียงอันดังไม่เกินเสียงกระซิบ ก่อนที่จะพลิ้วกายพาตนเองและถุงใส่ทองหายเข้าไปยังหลังร้าน ส่วนเด็กหนุ่มได้แต่บ่นตามไล่หลังเจ้าของร้านนั้นไป

เด็กหนุ่มยังคงรู้สึกแปลกใจว่าเพราะอะไรถึงมีคนแปลกหน้ามาออกค่าอาหารให้ ชายวัยกลางผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ติดตามคนสนิทของชาง เหรินฟ่าน เดินตรงเข้ามาหาเด็กหนุ่ม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีดูเป็นมิตร

“ผู้มีพระคุณท่านนี้ หากท่านไม่มีกิจธุระเร่งด่วนอันใด นายท่านของข้าน้อยอยากเชิญท่านร่วมทานอาหารสักมื้อได้หรือไม่”

“ร่วมทานอาหารเช่นนั้นหรือ น่าเสียดายที่ข้าอิ่มข้าวแล้วนะสิ ก็อาหารที่เจ้านายของท่านชำระราคาให้แก่ข้านั่นอย่างไรละ แต่ข้าก็มีเรื่องอยากจะสนทนาเจ้านายของท่านอยู่พอดี”

เด็กหนุ่มไม่เข้าใจความหมายของการเชิญร่วมทานอาหารของชายวัยกลาง ว่าเจ้านายของเขาต้องการเชิญให้เข้าไปร่วมสนทนาด้วย ส่วนเรื่องทานอาหารเป็นเพียงข้ออ้างหาเหตุผลในการเชิญเท่านั้น แต่เมื่อเด็กหนุ่มได้แสดงความจำนงที่จะเข้าพบเจ้านายของตนเช่นกัน จึงเป็นไปตามความต้องการของชายวัยกลางผู้นั้นพอดี

“ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านผู้มีพระคุณโปรดเดินตามข้ามาทางด้านนี้”

เด็กหนุ่มหอบหิ้วสัมภาระของตนเดินตาม ชายวัยกลางผู้นั้นเข้าไปทันที

+++++

ม่านสีสันสดใสที่กั้นทางเข้าของห้องถูกรวบขึ้นโดยชายวัยกลาง เพื่อเปิดทางให้เด็กหนุ่มเดินผ่านประตูนั้นเข้าไปก่อน เด็กหนุ่มค่อยเดินผ่านเข้าไป

ภายในห้องนี้ ดูงดงามเจริญตากว่าด้านนอกร้านเป็นอย่างมาก นอกจากโต๊ะอาหารและเก้าอี้ที่ดูหรูหรา ยังมีเครื่องประดับอย่างแจกัน และดอกไม้ รวมถึงภาพเขียนสีน้ำมัน เป็นรูปเทพเจ้าประดับอยู่ตามฝาผนัง แม้กระทั่งเพดานสูงที่มีลักษณะคล้ายโดม ก็มีรูปวาดของเทพเจ้าในอิริยาบถต่าง ๆ ถูกเขียนขึ้นอยู่เต็มไปหมด ราวกับที่แห่งนี้เป็นสวรรค์ชั้นฟ้า เด็กหนุ่มเหม่อมองรูปภาพต่าง ๆ บนเพดาน ด้วยความรู้สึกแปลกตา จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น

“ท่านผู้มีพระคุณ ชื่นชอบในผลงานศิลปะของอาณาจักรอัลเดียด้วยเช่นนั้นหรือ”

เด็กหนุ่มตื่นจากภวังค์ แล้วหันไปทางต้นเสียง ก็พบว่าผู้ที่กล่าววาจาทักของนั้นก็คือ ชายรูปร่างอ้วน ดูมีอำนาจบารมี ที่เจ้าของร้านอาหารเรียกว่า “ท่านฟ่าน” เขากำลังนั่งดื่มอะไรบางอย่างที่อยู่ในจอกโลหะสีทองอร่าม เด็กหนุ่มยื่นอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะกลมตัวใหญ่

“เชิญท่านผู้มีพระคุณโปรดนั่งเสียก่อน”

ชาง เหรินฟ่าน เอ่ยพลางผายมือมาที่เก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เด็กหนุ่ม แต่เด็กหนุ่มกลับมิได้นั่งตามที่ชาง เหรินฟ่าน เชื้อเชิญ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“ข้าน้อยเป็นเพียงคนจรที่เดินทางผ่านมา เนื้อตัวก็สกปรกมอมแมม ไม่คิดบังอาจที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับเศรษฐีผู้มั่งคั่งไปด้วยทรัพย์สินและอำนาจบารมีเช่นท่านได้ ข้าน้อยมาที่นี่ เพียงแต่มีข้อสงสัยที่อยากสอบถามว่า เพราะเหตุใดท่านจึงชำระค่าอาหารแทนข้าน้อย เพียงเท่านั้นเอง”

เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบ ชาง เหรินฟ่าน ก็หัวเราะออกมาในถ้อยคำวาจาอันซื่อตรงของเด็กหนุ่ม ดูท่าว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ คงจะเพิ่งออกเดินทางเผชิญโลกกว้างเป็นครั้งแรก

“ท่านหัวเราะเยาะข้า ด้วยเรื่องอันใด อย่างนั้นหรือ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย หัวคิ้วเริ่มขมวดชนกัน

“ข้ามิได้หัวร่อเยาะเย้ยท่านแต่อย่างใด ท่านผู้มีพระคุณโปรดอย่างเข้าใจผิด แต่ที่ข้าหัวร่อนั้น ข้าหัวร่อในความซื่อตรงของท่านผู้มีพระคุณต่างหาก สำหรับตัวข้า ที่เริ่มออกเดินทางเดินทางไปทั่วทั้งเก้าอาณาจักรของมนุษย์ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนกระทั่งตอนนี้อายุ 30 ปีแล้ว เพิ่งจะเคยพบคนที่ไม่ยอมรับน้ำใจของคนอื่นเช่นท่านมาก่อน”

“หามิได้ ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ด้านน้ำใจนั้นข้าน้อยยินดีพร้อมรับเสมอ แต่ท่านอาจารย์ของข้าเคยกล่าวเอาไว้ว่า การรับน้ำใจนั้นต้องมีเหตุผลเพียงพอเสียก่อน มิฉะนั้นน้ำใจ อาจจะกลับกลายเป็นอาวุธทิ่มแทงตัวผู้รับน้ำใจก็เป็นไปได้ ดังนั้นหากท่านไม่มีเหตุผลเพียงพอ ข้าจำต้องปฏิเสธน้ำใจของท่าน”

เด็กหนุ่มล้วงเหรียญทองในกระเป๋าเสื้อออกมา จำนวนเท่าที่ ชาน เหรินฟ่าน ได้ชำระค่าอาหารไปแทนเขา ออกมาวางเอาไว้บนโต๊ะ

“ข้าขอคืนเงินจำนวนนั้นแก่ท่าน”

“เยี่ยมยอด...เยี่ยมยอด” ชาง เหรินฟ่าน เอ่ยชมออกมา เขาหันไปพูดกับผู้ติดตามของตน “นึกไม่ถึง ว่าเด็กหนุ่มท่าทางซื่อ ๆ นอกจากจะเต็มไปด้วยความทระนงแล้ว ยังมีเขี้ยวเล็บซ่อนเอาไว้ไม่เบา”

ไม่มีคำตอบจากเหล่าผู้ติดตามนอกจากรอยยิ้ม เพราะผู้ติดตามทราบว่าคำพูดนั้นเจ้านายของตนต้องการกล่าวต่อเด็กหนุ่มตรงหน้า หลังจากนั้นเศรษฐีชาวซินจึงหันกลับมามองไปที่เด็กหนุ่มแล้วกล่าวว่า

“แม้ว่าท่านจะเป็นเพียงคนจรที่เดินทางผ่านมาและเนื้อตัวก็สกปรกมอมแมม แต่จิตใจท่านช่างสูงส่ง ท่านเหมาะสมกับการนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับข้ายิ่งนัก...ท่านผู้มีพระคุณ ถือว่าข้าร้องขอท่าน โปรดให้เกียรติร่วมโต๊ะอาหารกับข้าสักครั้งเถิด เชิญนั่ง...เชิญนั่ง”

ชาง เหรินฟ่าน ผายมือไปที่เก้าอี้อีกครั้ง แล้วร้องสั่งกับผู้ติดตามของตนเองให้รินน้ำชาให้กับเด็กหนุ่ม ในที่สุดเด็กหนุ่มก็จำเป็นต้องนั่งลงตามที่เศรษฐีชาวซินผู้มั่งคั่งเชื้อเชิญ น้ำชาสีเหลืองอ่อนส่งควันกรุ่นลอยออกมาอย่างบางเบาในจอกแบบที่ชาวอาณาจักรซินใช้ ถูกส่งนำมาวางลงตรงหน้าของเด็กหนุ่ม

“เหตุผลที่ข้าชำระค่าอาหารให้แก่ท่านนั้น ก็เพื่อตอบแทนที่ท่านช่วยจับโจรขโมยถุงใส่ทองของข้าไปอย่างไรละ ไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลเพียงพอหรือไม่”

เด็กหนุ่มได้ยินแล้วก็มีสีหน้างุนงง นึกไม่ออกว่าเคยไปช่วยเหลือเป็นบุญคุณชายผู้เป็นเศรษฐีท่านนี้เมื่อใดกัน

“ท่านเข้าใจผิดเสียแล้วกระมัง ข้ามิเคยช่วยท่านจับโจรที่ใดมาก่อน”

คำพูดนั้นของเด็กหนุ่มสร้างความงุนงงให้กับ กลุ่มพ่อค้าชาวซินอย่างมาก ต่างมองหน้ากันไปมา ชาง เหรินฟ่าน มีสีหน้าที่เครียดลง ได้แต่บอกกับตนเองว่า เขาไม่มีทางจำผิดคนอย่างแน่นอน หลังจากทบทวนเหตุการณ์ พ่อค้าใหญ่ผู้มั่งคั่งจากอาณาจักรซินก็กล่าวขึ้นอย่างไตร่ตรองดีแล้ว ด้วยความระมัดระวังในคำพูด

“ข้าขอถามท่าน ท่านมีอาวุธประจำกายคือธนูใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว” เด็กหนุ่มตอบ

“เมื่อช่วงสาย ๆ ของวัน มีเหตุที่ท่านได้ใช้อาวุธประจำกายบ้างหรือไม่”

“สาย ๆ ของวันนี้เช่นนั้นรึ” เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งก็นึกออก “ใช่แล้ว เมื่อตอนสาย ๆ วันนี้ ข้ากำลังเดินไปตามถนนในเมือง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนร้องว่ามีขโมย แล้วก็เห็นชาวบ้าน ชี้นิ้วไปที่ชายคนหนึ่งกำลังปีนอยู่บนกำแพง ข้าจึงใช้ลูกธนูยิงตรึงเขาเอาไว้บนกำแพง”

“ถูกต้อง...ถูกต้อง เหตุการณ์ถูกต้อง แล้วท่านทราบหรือไม่ว่าหัวขโมยผู้นั้นได้ลักเอาถุงใส่ทองของผู้ใดไป”

เด็กหนุ่มนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ ก็กล่าวว่า

“ท่านอยากจะบอกว่า เจ้าของถุงใส่ทองคนนั้นคือท่าน เช่นนั้นหรือ”

“ใช่แล้ว...ใช่แล้ว เจ้าของถุงใส่ทองนั้นก็คือข้าเอง ถุงใส่ทองนั่นมีเหรียญทองจำนวนมากอยู่ มันคือค่าใช้จ่ายในการติดต่อลงขันร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานพ่อค้าคนอื่น ๆ หากว่ามันสูญหายไป ข้าอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายวันในการรวบรวมค่าเดินทางใหม่ และกว่ากองคาราวานชุดใหม่จะผ่านมาคงจะต้องใช้เวลาอีกนานร่วมเดือน การเดินทางของข้าต้องหยุดชะงักลงและคงมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นค่าอาหารเพียงไม่กี่เหรียญทองที่ข้าชำระแทนจึงนับว่าเล็กน้อยมาก หากเทียบกับถุงใส่ทองของข้าใบนั้น แล้วเช่นนี้ไม่ทราบว่า ข้ามีเหตุผลเพียงพอในการชำระค่าอาหารอันเป็นการตอบแทนท่านแล้วหรือไม่”

เด็กหนุ่มยิ้มออกมาได้ แล้วกล่าวว่า “เหตุผลนับว่าเพียงพอแล้ว...เพียงพอแล้ว” อันเป็นการล้อเลียนคำพูดของชาง เหรินฟ่าน ที่ขณะลืมตัว จะชอบเอ่ยคำซ้ำ ออกมา สร้างความตลกขบขันให้แก่กลุ่มพ่อค้าชาวซิน

“แต่ท่านโปรดเลิกเรียกข้าว่าผู้มีพระคุณเถิด ฟังดูแล้วมันประดักประเดิดอย่างไรไม่รู้”

“มิได้หรอกท่าน ชาวซินเราถือน้ำมิตรเป็นสำคัญ ผู้มีบุญคุณเราจะต้องให้เกียรติ และมีน้ำมิตรไมตรีตอบแทน ดั่งคำว่า มีคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ดังนั้น ท่านผู้มีพระคุณโปรดเก็บเหรียญทองของท่านเสียเถิด ประเดี๋ยว ราชีฟ มาพบเห็นเขาเกรงว่าเขาจะมีเรื่องกับท่านอีก”

เด็กหนุ่มจำต้องปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นทันที ก่อนที่ชารีฟจะเดินนำขบวนอาหารเข้ามา ระหว่างที่นำอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะ ราชีฟก็แอบมองมาที่เด็กหนุ่มด้วยแววตาไม่เป็นมิตร เมื่ออาหารถูกจัดเสร็จ ราชีฟก็ให้บริกรของตนเองออกไปจากห้อง แต่ตัวเขาเองยังคงยืนรออยู่ เนื่องจาก ชาง เหรินฟ่าน บอกว่ามีเรื่องจะพูดคุยกับเขา หลังจากที่ทั้งสองไม่ได้พบกันมาหลายปี แต่ปรากฏว่าคนสนิทของ ชาง เหรินฟ่าน คนหนึ่งหันมากล่าวกับราชีฟว่า

“ท่านราชีฟ เมื่อไม่มีกิจธุระอันใดแล้วก็ขอเชิญท่านออกไปก่อนเถิด เนื่องจาก นายท่านของข้ามีเรื่องจะต้องพูดคุยกับท่านผู้มีพระคุณท่านนี้ก่อน”

ราชีฟ รู้สึกหัวเสียเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจเอ่ยคำพูดหรือแสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนได้ เขาได้แต่โค้งหัวคำนับ แล้วถอยกายออกจากห้องไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น