Sancturia

ตอนที่ 10 : จากลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.พ. 64

 ชาง เหรินฟ่าน รีบกล่าวถามคนสนิทของตน ถึงเรื่องราวที่อันใหญ่โตที่กล่าวถึง

“มีเรื่องอันใดใหญ่โตหรือ อาฝู”

“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับนายท่าน สินค้าของเราที่ส่งไปเมืองแคมเบิ้ล เกิดปัญหา อาหนานทราบว่าเราจะเดินทางผ่านมาทางนี้พอดีจึงส่งเจ้าหนูเฟิ่งฉานมาดักรอ บอกว่าต้องรีบให้นายท่านไปยังเมืองแคมเบิ้ลไห้ไวที่สุด”

“ปัญหา...ปัญหาอันใดกันรึ อาเฟิ่ง” 

พ่อค้าใหญ่หันไปถามเด็กหนุ่มเฟิ่งฉานที่ยื่นอยู่ด้านหลัง ชาง อาฝู เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินนายท่านใหญ่ถามขึ้น จึงได้คุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า

“เรียนนายท่าน คือว่า สินค้าที่นายท่านให้พี่อาหนานเป็นคนควบคุมมาจากเมืองซิน เพื่อนำไปส่งให้แก่พ่อค้าในเมืองแคมเบิ้ล นั้น ท่านเจ้าเมืองบอกว่าเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายร้ายแรงของเมือง ก็เลยพยายามที่จะยึดสินค้าของเราไป พร้อมกับจะจับตัวพี่อาหนานไปลงโทษ โดยตัดสินประหารชีวิตพี่อาหนานในวันมะรืนนี้ขอรับ นายท่าน...นายท่านโปรดช่วยพี่อาหนานด้วยนะขอรับ โปรดช่วยพี่อาหนานด้วย”

พ่อค้าใหญ่จากซินมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อได้ฟังคำพูดของเฟิ่งฉานจบ ก็ถึงกับร้องเพ้ยตบโต๊ะออกมาด้วยความโมโห เป็นครั้งแรกที่อินทรีเห็นความโกรธบนใบหน้าของพ่อค้าใหญ่ผู้ใจดีผู้นี้

“เจ้าเมืองนั่นทำเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อครั้งแรกก็ตกลงกับข้าเอาไว้ดิบดีแล้ว เช่นนี้ข้าคงต้องไปจัดการเสียแล้ว ไป...รีบไปเตรียมตัวเดินทางด่วน งานนี้สำคัญนัก”

ชาง อาฝูได้ยินเช่นนั้นก็รีบพา เด็กหนุ่มเฟิ่งฉานออกจากร้าน เพื่อไปเตรียมการเก็บของออกเดินทางโดยด่วน เชา หมิง ที่นั่งเงียบมานานได้กล่าวขึ้น

“ท่านฟ่าน มีสิ่งใดให้ข้าน้อยช่วยเหลือหรือไม่”

ชาง เหรินฟ่าน ระงับโทสะของตนลงอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวกับเชา หมิง ด้วยน้ำเสียงปกติเช่นเดิม

“ขอบคุณท่านนายกอง แต่เรื่องนี้เห็นทีว่าข้าต้องเป็นคนจัดการเอง”

“ถ้าเช่นนั้นให้ข้า เดินทางไปกับท่านด้วยก็ได้นะ ท่านฟ่าน ถึงเช่นไรข้าก็มีหน้าที่เป็นองครักษ์ชั่วคราวของท่านอยู่”

อินทรีเอ่ยขึ้น เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือเต็มความสามารถ แต่พ่อค้าใหญ่จากซินโบกมือปฏิเสธ

“อย่ามั่วเสียเวลาเลย ท่านยังมีกิจธุระต้องทำอยู่ที่อาณาจักรอคาเดียนมิใช่หรือ อีกทั้งเรื่องนี้อย่างที่ข้าได้กล่าวไป มันเป็นเรื่องการเจรจาตกลงกันเรื่องการค้า ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของข้า”

“อย่างน้อยข้าก็สามารถคุ้มครองท่านระหว่างเดินทางไปเมืองแคมเบลนะ ถ้าท่านเจอโจรป่าอีกจะทำเช่นใด”

“เมืองแคมเบิ้ล ต่างหาก มิใช่เมืองแคมเบล...เมืองนี้อยู่คนละทิศทางที่จะไปเมืองหลวงของอาณาจักรอคาเดียน ถ้าท่านตามข้าไป ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเจรจานานเท่าใด บางทีอาจเป็นแรมเดือนก็เป็นได้ ส่วนเรื่องโจรป่า ท่านอย่าได้กังวลเรื่องโจรป่าเลย หลังจากที่พวกท่านทั้งสองคนถล่มกลุ่มโจรป่าไป ข้าเชื่อว่าอย่างน้อยในแถบนี้คงจะปลอดภัยจากโจรป่าได้อีกหลายเดือนทีเดียว ดังนั้นพวกท่านอย่างได้กังวลไป”

หลังจากนั้นไม่นาน รถม้าของคณะพ่อค้าจากซินก็มาจอดอยู่หน้าร้านอาหาร โดยมีชาง อาฝู เป็นผู้ควบคุมมา แล้วพ่อบ้านวัยกลางได้ร้องแจ้งกับเจ้านายของตน

“นายท่าน รถม้าพร้อมแล้วขอรับ รีบเดินทางกันเถอะ”

ชาง เหรินฟ่าน พยักหน้ารับคำ แล้วหันมายัง ผู้กล้าทั้งสองคนที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอดหลายวัน

“เอาละ ข้าคงต้องขอตัวเดินทางไปจัดการธุระเสียก่อน น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับพวกท่านจนถึงเมืองหลวงของอคาเดียนเสียแล้ว ขอให้ท่านทั้งสองเดินทางถึงเมืองหลวงอคาเดียนโดยปลอดภัย ในระหว่างนี้ ท่านทั้งสองสามารถเข้าพักห้องในโรงแรมที่ข้าได้จองเอาไว้ให้พวกท่านทั้งสองได้ จนกว่ากองคาราวานจะพร้อมออกเดินทางเถิด”

“ถ้านั่นเป็นความประสงค์ของท่าน ข้าน้อยก็ไม่อาจขัดขวางได้ ขอให้ท่านฟ่านและคณะเดินทางโดยปลอดภัย...แล้วพบกัน” เชา หมิง กล่าว พร้อมประสานมือขึ้นแสดงความเคารพตามวัฒนธรรมของชาวซิน

“แล้วพบกัน” ชาง เหรินฟ่าน กล่าวพร้อมยกมือคำนับกลับเช่นกัน

ในระหว่างนั้นอินทรีได้ไปยืนร่ำลากับชาง อาฝู และเหล่าพี่น้องผู้ติดตามทุกคน เมื่อพ่อค้าใหญ่ เดินมาถึงรถม้า เด็กหนุ่มจากเทพศรีรามก็ยืนรอส่งอยู่พอดี

“ข้า อินทรี ขอขอบคุณในความกรุณาของท่านฟ่านตลอดระยะเวลาหลายวันมานี้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ให้ท่านและคณะเดินทางปลอดภัย อุปสรรค์สิ่งใดขอให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทั้งสิ้น”

พ่อค้าใหญ่ชาวซิน ใช้มืออันอวบอูบของตน ตบลงบนบ่าของเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู พร้อมกล่าวขึ้นว่า

“ลาก่อน อินทรี...น้องข้า โปรดรักษาตัวด้วย หากมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่”

“มีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่ พี่ใหญ่ฟ่าน” 

เด็กหนุ่มกล่าวตอบโดยเรียกชาง เหรินฟ่าน ว่าพี่ใหญ่ฟ่านตามคำเรียกของชาวซิน แล้วเด็กหนุ่มได้ใช้มือของตนจับแขนพ่อค้าใหญ่เอาไว้ ชาง เหรินฟ่านหัวเราะร่าอย่างพอใจ ร้องออกมาว่า “ดีมาก...ดีมากก” แล้วจึงเดินขึ้นรถม้าของตนไป 

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนที่ออกไปอย่างช้า ๆ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้น อินทรี และ เชา หมิง ยืนส่งคณะพ่อค้าจากซิน จนกระทั่งรถม้าของขณะพ่อค้ากลืนหายไปท่ามกลางฝูงชนชาวเมืองที่เดินจับจ่ายใช้สอยกันอย่างขวักไขว่

ในบางครั้ง แม้เป็นระยะเวลาเพียงสั้น ๆ เพียงหนึ่งอาทิตย์ แต่ก็สามารถก่อให้เกิดมิตรภาพอันยาวนานได้ หากทุกฝ่ายต่างมีความจริงใจและน้ำใจไมตรีที่แท้จริงต่อกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และน้ำใจไมตรีของอีกฝ่ายนั้นได้ ย่อมก่อให้เกิดมิตรภาพความผูกพันอันแน่นแฟ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

หลังจากนั้น อินทรี จึง ชวน เชา หมิง กลับไปยังที่พักที่พี่ใหญ่ของเขาได้จองเอาไว้ให้พัก จนกว่ากองคาราวานจะเคลื่อนขบวนได้อีกครั้งหนึ่ง

+++++

เมืองบาร์คตัน เป็นเมืองขนาดกลาง และเป็นเมืองหน้าด่านชายแดนระหว่างอาณาจักรอคาเดียน และ อาณาจักรอัลเดีย มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าระดับหนึ่ง แต่หากเทียบกับเมืองแคมเบิ้ลที่มีอาณาเขตติดต่อ กับทั้งอาณาจักรอัลเดียและอาณาจักรเนเปเทียร์ด้วยแล้ว นับว่ายังมีจุดด้อยกว่าในเรื่องการทำการค้าอยู่มาก 

ดังนั้นการดึงความสนใจของผู้คนจากเมืองแคมเบิ้ลเพื่อให้มายังเมืองบาร์คตัน โดยหวังว่าจะเก็บภาษีได้จำนวนมหาศาล เจ้าเมืองบาร์คตันจึงพยายามปรับเปลี่ยนเมืองแห่งนี้ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้มีเงินจากอาณาจักรต่าง ๆ ทำให้มีการพัฒนาตึกรามบ้านช่องภายในกำแพงเมืองให้ใหญ่โต และหรูหรา โดยล้วนแต่สร้างจากอิฐหนาแข็งแรงได้รูปราคาแพง 

นอกจากเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยในเวลากลางวันแล้ว ในช่วงเวลากลางคืนก็มีสถานที่เที่ยวสร้างความบันเทิงเริงรมณ์ให้แก่ผู้คนมากมาย เพื่อสร้างแสงสว่างและสีสันให้กับสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี เจ้าเมืองยอมที่จะเสียเหรียญทองจำนวนมากเพื่อให้ได้ทำข้อตกลงสัญญาการใช้ลูกแก้วอัคคีกับเทพเจ้าแห่งไฟ

แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูอาณาจักรต่าง ๆ การเก็บภาษีสูง ทำให้เกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านยากจน แต่ก็มีหลายคนพยายามที่จะเก็บหอมรอมริบ เพื่อจะได้มาเที่ยวเมืองบาร์คตันสักครั้งหนึ่ง 

โดยเฉพาะในช่วงเวลาพิเศษนี้ หลังจากที่กองคาราวานจัดการมหาโจรป่าได้ เจ้าเมืองจึงได้ประกาศจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมการแสดงอลังการมากมาย โดยผู้เข้าร่วมงาน อันได้แก่นักท่องเที่ยว ชาวเมืองและสมาชิกกองคารราวานจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ตลอดงานในค่ำคืนนี้เลย

อินทรีใช้เวลาว่างระหว่างวันเพื่อรอคอยงานฉลองในค่ำคืนนี้ เขาเดินเตร่สำรวจไปทุกซอกทุกมุมในเมืองบาร์คตัน พาลก็คิดไปถึง เซห์ร่า สาวนางรำ ที่คอยช่วยดูแลในช่วงเวลาที่เขาสลบไป เมื่อเด็กหนุ่มคิดไปถึงใบหน้าอันงดงามของสตรีผู้นั้นก็อดวาบหวามใจไม่ได้ ตลอดทางก่อนเข้าเมืองเขายังได้มีโอกาสพูดคุยใกล้ชิดกับนาง แต่หลังจากเข้าเมืองมาอินทรีก็ไม่มีโอกาสได้พบนางอีกเลย 

ก่อนจะจากกันที่หน้าประตูเมือง นางบอกกับเขาว่าต้องรีบไปยังร้านที่ว่าจ้าง เนื่องจากมาถึงเมืองล่าช้าไปถึงสองวัน เกรงว่าจะโดนค่าปรับอันแสนแพง แม้ว่าเขาจะขอขันอาสาไปช่วยเจรจากับร้านค้า แต่ก็ไม่เป็นผล นางกล่าวว่าสามารถจัดการเองได้ นั่นจึงเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกัน 

แม้ว่าเมื่อคืนเขาจะลองตระเวนตามหานางตามคำบอกเล่าของนักเที่ยวที่เคยพบเห็นนางและเพื่อนๆ มาเปิดแสดงการเต้นรำอยู่ในร้านอาหารยามราตรีก็ตาม แต่เมื่อเขาไปถึงร้านดังว่านั้นก็ไม่พบนางเสียแล้ว ราวกับว่านางคือนางฟ้าที่ลงมาประทานน้ำอมฤตให้แก่พื้นดินอันแร้นแค้น ให้กลับกลายเป็นชุ่มชื่น และหลังจากนั้นนางก็พลันสลายหายไปตลอดกาล

อินทรีเดินเตร่ไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งเถลไถลออกไปด้านหลังเมืองก็พบเข้ากับแม่น้ำสายหนึ่ง เขาสังเกตเห็นว่าอีกฝั่งของแม่น้ำที่ขวางกันอยู่นั้น เป็นป่าดิบทึบ ที่น่าแปลกใจ คือ ไม่ว่าจะมองไปทางใดจนสุดระยะสายตา ก็ไม่มีการสร้างสะพานข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามเลย เด็กหนุ่มไปยื่นมองป่าดิบทึบนั้นอยู่ริมตลิ่ง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานลึกลับางอย่าง ขณะนั้นเอง ก็มีชาวเมืองบาร์คตันผู้หนึ่ง เดินต้อนฝูงแกะผ่านมา ชาวเมืองผู้นั้นเห็นอินทรียืนมองป่าตรงหน้าอยู่ จึงกล่าวว่า 

“นั่นเป็นป่าพิศวง ป่าต้องห้าม ท่านอย่าได้เข้าใกล้เป็นอันขาด”

อินทรีหันมองชาวเมืองผู้นั้น ก็พบว่าชาวเมืองผู้นั้นเป็น ชายวัยกลาง รูปร่างผอม สูง มีผมและหนวดสีทอง เขาแต่งกายแบบคนเลี้ยงสัตว์ ในมือถือไม้ต้อนแกะยาวสูงพอดีศีรษะของตน

“เป็นป่านอาถรรพ์เช่นนั้นหรือท่านลุง”

“ใช่แล้ว ใครที่เคยเข้าไปไม่มีวันได้ออกมา”

ชายวัยกลางผู้นั้นแม้จะอยู่ระหว่างการต้อนแกะ แต่เขาก็มีเวลาพอที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับป่าพิศวงให้อินทรีฟัง ทำให้เด็กหนุ่มทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ ป่าพิศวงเพิ่มมากขึ้น

ป่าพิศวงที่อยู่ด้านหลังเมืองแห่งนี้ เป็นป่าลึกลับที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมใน 3 เขตแดนอาณาจักรมนุษย์ และในบางส่วนของเขตแดนอาณาจักรปีศาจ เป็นป่าที่มีความลี้ลับและพลังงานอาถรรพ์บางอย่างที่ขนาดเหล่าปีศาจผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาลึกลับ ยังมิอาจย่างกรายผ่านเข้าไป 

ในความเป็นจริงแล้ว การเดินทางจากเมืองบาร์คตัน ไปยังเมืองหลวงอคาเดียนนั้น หากวางเข็มไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเส้นตรงนั้น ใช้เวลาเดินทางอย่างช้าสุดไม่เกิน 3 วัน แต่เนื่องจากมีป่าพิศวงขวางกั้นอยู่ จึงจำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางอ้อมป่าแห่งนี้ไปยังเมืองเอลดิล ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เสียก่อน แล้วจึงวกอ้อมขึ้นไปยังเมืองหลวงของอคาเดียนอีกที

ซึ่งสำหรับเส้นทางผ่านเมืองเอลดิล ไปยังเมืองหลวงนั้น เป็นทางที่ต้องเดินผ่านบนภูเขาสูงชัน หากเป็นม้าเร็วก็ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ แต่หากเป็นกองคาราวานใหญ่ก็ใช้เวลาร่วมเดือนทีเดียว กว่าจะถึงเมืองหลวงของอาณาจักรอคาเดียน

ระหว่างเขตป่าพิศวง และเขตเมืองบาร์คตันนั้นมี แม่น้ำสายใหญ่ขวางกันอยู่ แม่น้ำสายนี้แบ่งให้เห็นชัดเจนถึงเขตเมือง และเขตที่เป็นพื้นที่ป่าดงดิบ นับแต่บาร์คตันกลายสภาพเป็นเมืองใหญ่ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าข้ามแม่น้ำไปยังเขตป่าพิศวงเลย ดังนั้น ป่าพิศวงแห่งนี้ หากคนไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยววุ่นวายด้วย ก็ถือได้ว่าป่าแห่งนี้เป็นปราการป้องกันเมืองชั้นดีทีเดียว

อินทรีนั่งฟัง ชายผู้เลี้ยงแกะจนจบ หลังจากนั้น ชายผู้เลี้ยงแกะจึงรีบบอกขอตัวต้อนแกะกลับเข้าบ้าน ก่อนที่ภริยาของชายผู้นั้นจะออกมาจัดการกับเขา

เด็กหนุ่มแห่งเทพศรีรามโบกมือลาชายผู้เลี้ยงแกะ แล้วเดินเตร่กลับเข้ามายังตัวเมืองบาร์คตัน ขณะนั้นเอง เขาก็พบกับ เชา หมิง ที่ยืนมองอะไรบางอย่างบนพื้นดินอยู่ เด็กหนุ่มจึงเดินเข้าไปทักทาย

“ยืนมองสิ่งใดอยู่อย่างนั้นรึ”

เชา หมิง เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นขึ้นมาก็ พบกับ อินทรีที่กำลังจ้องมองมาด้วยความสงสัย

“ท่านเองรึ...ข้ามีความสงสัยอย่างหนึ่งนะ”

“แล้วมันอะไรกันละ ที่ท่านสงสัย”

“ท่านดูที่พื้นสิ”

อินทรีมองตามนิ้วของ เชา หมิง ไปยังที่พื้นดินเบื้องหน้า เขาได้พบเห็นรอยหนึ่งบนพื้นเป็นเส้นยาวพาดผ่านหน้าของเขาไปและรอยนั่นมีขนาดความกว้างประมาณสิบสองฟุต สีของรอยนั้นแทบจะกลืนเป็นสีเดียวกับพื้นทางเดินที่ทำจากหิน หากไม่เป็นนักสังเกตตัวจริงแล้ว จะไม่พบถึงความแตกต่างระหว่างสีของเส้นรอยกับสีพื้นนั้นเลย อินทรีนั่งยองลงกับพื้นเขาลองใช้มือสัมผัสรอยเส้นลึกลับนั้น ก็ไม่พบว่ามันจะเป็นสิ่งใด นอกจากพื้นทางเดินปกติ เพียงแค่มีสีแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย

“อาจโดนน้ำยาอะไรบางอย่างหรือเปล่า ทำให้พื้นดินมันเกิดสีเพี้ยนขึ้นมานะ” อินทรีแสดงความคิดเห็น

“ไม่ใช่หรอก เมื่อครู่ ข้าเดินผ่านทางนี้ไป ยังไม่พบเจอเลย แต่พอเดินย้อนกลับมาก็ปรากฏรอยนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่น่าแปลกใจ คือเป็นเส้นที่เรียบเสมอกันเป็นทางยาว ข้าคิดว่าน่าจะเกิดจากฝีมือคนมากกว่า”

เชา หมิง นั่งชันเข่าวิเคราะห์อย่างจริงจัง ส่วนอินทรีที่ว่างไม่มีอะไรทำ จึงนั่งฟังนักพเนจรจากซินบอกเล่า โดยไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านไปมา ระหว่างที่ เชา หมิง กำลังคิดอยู่นั้นเอง เขาก็ได้หันมาเอ่ยกับอินทรีขึ้นว่า

“ข้าอยากลองขึ้นไปดูที่สูงดู ท่านจะตามมาหรือไม่”

เชา หมิง กล่าวจบไม่รอคำตอบ ก็วิ่งออกไปยังกำแพงเมืองด้านหนึ่ง แล้วใช้วิชาตัวเบา ในท่าเท้าล่องนภา เหยียบไต่กำแพงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว สวนอินทรีได้แต่ร้อง “เฮ้ย! รอด้วย” แล้ว รีบวิ่งออกตามหลังไปติด ๆ เมื่อเด็กหนุ่มจากเทพศรีรามมาถึงกำแพงเมือง เขาก็เห็น สหายร่วมรบ กำลังวิ่งไต่อยู่บนกำแพงเมืองขึ้นไปอย่างรวดเร็ว 

แม้ว่าเด็กหนุ่มจะไม่มีวิชาตัวเบา แต่เขามีวิชาอาคม เมื่อนั้นอินทรี จึงพนมมือขึ้นบริกรรมคาถา แล้วใช้มือแตะไปที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตน ก็พลันเกิดรอยอักขระแสงขึ้นที่ข้อเท้าของเขา เด็กหนุ่ม ถอยมาตั้งหลักก่อนที่จะออกวิ่งพุ่งขึ้นไปบนกำแพง ตามหลังของนักพเนจรชาวซินที่ยืนอยู่บนขอบกำแพงแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น