Sancturia

ตอนที่ 1 : ดินแดนแห่งแซงค์ทูเรีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ก.พ. 64

แซงค์ทูเรีย นามเรียกขานมาช้านานของดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล ณ ดินแดนแห่งนี้ คือดินแดนแห่งชีวิตและสรรพสิ่งสามารถเข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

จนกระทั่งสามเผ่าพันธุ์ใหญ่ต่างมีความคิดที่จะขยายอาณาเขตดินแดนของตนออกไป เผ่าพันธุ์แรก ไกลออกไปทางตะวันตกของดินแดนแซงค์ทูเรีย เป็นที่ตั้งของอาณาจักรยักษ์ ผู้ที่มีร่างกายแข็งแกร่ง ส่วนทางเหนืออันเหน็บหนาวไปด้วยทุ่งน้ำแข็งของดินแดนแซงค์ทูเรีย เป็นที่ตั้งของอาณาจักรปีศาจ ผู้มีพลังเวทมนตร์ลึกลับ และ สุดท้ายทางตะวันออกของดินแดนแซงค์ทูเรีย เป็นที่ตั้งของอาณาจักรมนุษย์ผู้มีความชาญฉลาด

ผลจากการทำสงครามล่าดินแดนของทั้งสามเผ่าพันธุ์ ได้สร้างความเดือดร้อนแก่เผ่าพันธุ์อื่นซึ่งรักสันติและมีจำนวนประชากรน้อยกว่า จนเผ่าพันธุ์เหล่านั้นไม่สามารถตั้งถิ่นฐานของตนอยู่ได้ บ้างก็จำใจต้องหลบหนีเข้าไปใช้ชีวิตในป่า บ้างหลบหนีไปสร้างอาณาจักรในทะเล หรือ บ้างก็ถูกผนวกเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกหนึ่งในสามเผ่าพันธุ์แทน

ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี ได้เกิดการสู้รบแย่งชิงอาณาเขตดินแดนของทั้งสามเผ่าพันธุ์ใหญ่จากเผ่าพันธุ์อื่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาณาเขตของทั้งสามเผ่าพันธุ์ ต่างขยับขยายอาณาเขตกว้างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งทั้งสามอาณาจักรต่างขยายอาณาเขตมาบรรจบกันในดินแดน ที่เรียกว่า “หุบเขาสามกษัตริย์”

กล่าวถึงความโดดเด่นของแต่ละเผ่าพันธุ์ ทั้งสามอาณาจักรต่างก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านจนกลายเป็นขั้วมหาอำนาจที่สำคัญ

เผ่ายักษ์มีร่างกายแข็งแกร่ง ถึงแม้ว่าจะสามารถต้านทานเวทมนตร์ของเผ่าปีศาจได้ แต่มักจะแพ้เล่ห์กล ความฉลาดและวิทยาการของเผ่ามนุษย์ ส่วนเผ่ามนุษย์ก็มักจะตกเป็นเหยื่อของเผ่าปีศาจเสมอ เนื่องจากเผ่ามนุษย์ยังไม่มีวิทยาการที่สามารถแก้ไขป้องกันและเอาชนะมนต์ดำลึกลับของเหล่าปีศาจนั้นได้

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั้งสามเผ่าพันธุ์เกิดการคานอำนาจกันขึ้น ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะสามารถทำสงครามชนะอีกสองฝ่ายที่เหลือ จนกลายเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถครอบครองดินแดนทั้งหมดของแซงค์ทูเรียได้ทั้งหมด

แต่แล้ว...ในฤดูร้อน ปีศักราชแห่งแซงค์ทูเรีย ที่ 1951 คิง เฮเทเลม วอร์ริเอกัส จอมกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรอคาเดียน ซึ่งเป็นอาณาจักรที่อยู่ใกล้กับหุบเขาสามกษัตริย์มากที่สุด ก็ได้ลอบเข้าไปในดินแดนยักษ์ เพื่อไปพบกับ คิง กอลัมทัส โกลอมโทส เจ้าผู้ครองอำนาจสูงสุดแห่งอาณาจักรยักษ์ และทั้งสองก็ได้ตกลงทำสนธิสัญญาลับในการร่วมมือกันเพื่อกำจัดอาณาจักรปีศาจ

ผ่านไปเพียงหนึ่งปีเศษ หลังจากเกิดสนธิสัญญาลับระหว่างมนุษย์ และ ยักษ์ อาณาจักรปีศาจก็ถูกถล่มจนพินาศย่อยยับ ระหว่างนั้นหัวหน้านักบวชแห่งเผ่าปีศาจและสาวกอีกหกตน ได้หลบหนีออกจากอาณาจักรปีศาจได้ทัน ก่อนที่อาณาจักรปีศาจจะล่มสลาย

นักบวชและสาวกทั้งเจ็ดมีจุดประสงค์ที่ต้องการเดินทางเข้าไปยังอาณาจักรยักษ์ เพื่ออัญเชิญจอมมารจากขุมนรกกลับมาแก้แค้น โดยด้านหลังของอาณาจักรยักษ์มีภูเขาสูงทะมึนลูกหนึ่ง ซึ่งภายใต้ภูเขาลูกนั้นเป็นที่ตั้งของประตูนรก ไม่มีผู้ใดรู้ความลับนี้ เว้นแต่เหล่านักบวชปีศาจ นักบวชทั้งเจ็ดต่างพากันแอบเร้นกายเข้าไปในกองทัพยักษ์ที่ชนะศึกซึ่งกำลังยกทัพเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ

หลังจากผ่านไป 3 เดือน เมื่อนักรบแห่งยักษ์หวนกลับคืนสู่อาณาจักรของตน นักบวชและสาวกที่เร้นกายอยู่ ก็รีบมุ่งหน้าไปยังประตูนรกทันที พิธีกรรมของเหล่านักบวชปีศาจถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วนแข่งกับเวลา เพื่อให้ทันจันทร์เต็มดวงในเวลาเที่ยงคืน แสงจันทร์เต็มดวงสีเหลืองนุ่มนวลอันสว่างไสวค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงฉานของเลือดอย่างช้า ๆ และแล้วในที่สุด...ประตูนรกก็ได้เปิดออก!!!

วิญญาณของจอมมารทั้งเจ็ดตนที่ถูกกักขังมานาน ก็พุ่งออกมาจากประตูนรกอย่างรวดเร็ว และต่างเข้ายึดร่างของเหล่านักบวชปีศาจ ที่เต็มใจเอาร่างของตนเองเป็นเครื่องบูชายัญมาตั้งแต่ต้น หลังจากนั้นหนึ่งในเจ็ดจอมมาร จึงพากองทัพปีศาจจากขุมนรก เข้าโจมตีอาณาจักรยักษ์ทันที

เหล่านักรบแห่งอาณาจักรยักษ์ที่กำลังเฉลิมฉลองด้วยความยินดี จึงไม่อาจตั้งรับการจู่โจมอย่างกะทันหันได้ทันท่วงที พระจันทร์สีแดงฉานลอยเด่นอยู่เหนืออาณาจักรที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

...อาณาจักรปีศาจใช้เวลาหนึ่งปีจึงถึงกาลล่มสลาย แต่อาณาจักรยักษ์กลับล่มสลายภายในหนึ่งคืน...

เจตนารมณ์เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณของหัวหน้านักบวชปีศาจ ซึ่งได้อุทิศร่างของตนให้แก่จอมมารไปแล้วนั่นก็คือ ความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะทำลายอาณาจักรมนุษย์เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับเผ่าพันธุ์ของตน

จอมมารเข้าใจเจตนารมณ์นั้นเป็นอย่างดี มันรับปากว่าพร้อมที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของหัวหน้านักบวชปีศาจให้สำเร็จ ก่อนที่จอมมารจะกลืนกินวิญญาณของหัวหน้านักบวชจนดับสูญไป กองทัพปีศาจได้จัดเตรียมกองทัพ โดยใช้ร่างของเผ่ายักษ์ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ถูกนำมารวมร่างกับวิญญาณปีศาจจากขุมนรกจนกลายเป็นนักรบอสุรกายที่แข็งแกร่ง

เมื่อข่าวการล่มสลายของอาณาจักรยักษ์โดยน้ำมือของกองทัพปีศาจจากขุมนรก ได้ถูกส่งมาถึงยังอาณาจักรอคาเดียน คิง เฮเทเลม จึงได้ส่งพระราชสาส์นขอเรียกประชุมด่วนไปยังอาณาจักรต่าง ๆ กษัตริย์ อีก 8 อาณาจักรได้ตอบรับพระราชสาสน์เชิญนั้น และพากันเดินทางเข้าร่วมประชุมกันที่อาณาจักรอคาเดียน เพื่อหาทางป้องกันอาณาจักรจากกองทัพปีศาจจากนรก

สองปีต่อจากนั้น กองทัพปีศาจก็ได้กรีธาทัพจากอดีตเมืองหลวงของยักษ์ มาถึงหุบเขาสามกษัตริย์ ซึ่งคิง เฮเทเลม และเหล่ากองทัพกษัตริย์จากอาณาจักรอื่น ๆ ก็ได้รอรับศึกอยู่ จอมกษัตริย์และจอมปีศาจได้ประจันหน้ากัน แม้ต่างฝ่ายต่างมีกองทัพเรือนหมื่นเรือนแสน แต่ต่างฝ่ายต่างกลับเงียบสงบ ความเงียบสงบนี้ คล้ายกับความเงียบสงบก่อนที่พายุใหญ่จะซัดกระหน่ำ

และแล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างให้สัญญาณ เสียงโห่ร้องของแต่ละฝ่ายก็ดังขึ้น กลบเสียงกลองศึกที่ดังสนั่นเป็นจังหวะ แล้วนักรบทั้งสองฝ่ายก็พุ่งตรงเข้าปะทะกันอย่างโกลาหลและดุเดือด

หลายเดือนที่เกิดการล้มตายของทั้งสองฝ่าย หลายปีที่การเกิดสงครามได้กระจายไปทั่วอาณาจักรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจ แต่ต่างก็มีโลหิตสีแดง ซึ่งโลหิตสีแดงฉานทั้งสองฝ่ายต่างได้ไหลชโลมดินจนแทบจะกลายเป็นทะเลเลือด แต่ทว่าสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นลงได้ง่าย ๆ

ผ่านไปอีกหลายปี ในที่สุดเทพธิดาแห่งชัยชนะได้เผยรอยยิ้มให้ฝ่ายมนุษย์ เมื่อในคืนหนึ่ง คิง เฮเทเลม ได้พาเหล่าทหารคนสนิทลอบเข้าไปในกองทัพปีศาจ จนกระทั่งสามารถสังหารจอมปีศาจลงได้ในที่สุด เมื่อจอมทัพสิ้น กองทัพก็เกิดความระส่ำ เหล่ากองทัพของกษัตริย์ทั้ง 8 ที่คอยสัญญาณอยู่ก็ได้สั่งเคลื่อนกำลังพลเข้าโจมตีเหล่าปีศาจจากทุกทิศทุกทาง กองทัพปีศาจจากขุมนรกถูกกองทัพมนุษย์ตีแตกกระจาย บ้างหนีไม่ทันก็ถูกสังหาร บ้างที่รู้ตัวก็หลบหนีไปก่อนได้ทัน

แม้กองทัพปีศาจจากขุมนรกจะพ่ายแพ้ย่อยยับ และชัยชนะเป็นของมนุษย์ แต่กลับต้องแลกมาด้วยชีวิตของจอมกษัตริย์ อย่าง คิง เฮเทเลม ที่ยอมพลีชีพของตนเพื่อการกำจัดจอมปีศาจ ด้วยเหตุเพราะวีรกรรมของจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ส่งผลให้อาณาจักรอคาเดียน ได้รับยกย่องให้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมนุษย์ โดยมี คิง อาเธธัส บุตรแห่ง คิง เฮเทเลม สืบขึ้นเป็นกษัตริย์ที่อยู่เหนือกว่ากษัตริย์องค์ใด ๆ ในดินแดนของมนุษย์

แม้ว่าดินแดนแห่งแซงค์ทูเรีย จะกลายเป็นดินแดนของมนุษย์ทั้งหมดแล้วในขณะนี้ก็ตาม แต่ทว่าความสูญเสียตลอดระยะเวลาหลายปีนี้ ทำให้อาณาจักรมนุษย์ต่างก็ต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟูอีกหลายปีเช่นกัน

...และแล้ว ระยะเวลา 15 ปี ก็ได้ผ่านไป...

+++++

ณ เส้นทางสายหนึ่งในเขตของอาณาจักรอัลเดีย ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรอคาเดียน ด้วยระยะเวลาเดินทางด้วยม้าเร็ว ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน กองคาราวานขนาดใหญ่อันประกอบไปด้วยพ่อค้า และชาวบ้าน โดยมีกองทหารรับจ้างเป็นผู้คุ้มกัน กำลังพากันเคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้า จุดหมายปลายทางของกองคาราวานนี้คือ อาณาจักรอคาเดียน

หลังจากที่สิ้นสุดสงครามเมื่อ 15 ปีก่อน หลายเมืองจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู ทำให้แต่ละอาณาจักรต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทำให้เกิดการขึ้นภาษี อาณาจักรต่าง ๆ เข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านทั่วแผ่นดิน ชาวบ้านหลายคนต่างไปเป็นโจรป่าเพื่อความอยู่รอดและหลบหนีจากการกดขี่ของทางการ เกิดการปล้นชิงทรัพย์ขึ้นทั่วหัวระแหง ซึ่งเป้าหมายหลักของเหล่าโจรป่านั่นก็คือ บรรดาพ่อค้าระหว่างเมือง

เมื่อเหล่าพ่อค้าถูกคุกคามโดยเหล่าโจรป่ามากขึ้น จึงจำเป็นต้องรวมตัวกัน ร่วมเดินทางเป็นกองคาราวาน แล้วลงขันจ้างกองทหารรับจ้างมาเป็นผู้คุ้มกัน เพื่อความปลอดภัยของตน

ชาง เหรินฟ่าน เป็นชายวัย 30 ปี มีรูปร่างสูง แต่อ้วนท้วนสมบูรณ์ตามแบบฉบับคนมีอันจะกิน เขาเป็นพ่อค้าจากอาณาจักรซิน ซึ่งมีความมั่งคั่งร่ำรวยจากการเดินทางไปค้าขายจากเมืองต่าง ๆ ตระกูลของชาง เหรินฟ่าน นั้นเป็นพ่อค้ามาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดแล้วสืบทอดมาจนถึงรุ่นของเขา เมื่อชาง เหรินฟ่าน จำความได้ เขาก็ต้องเดินทางไปยังอาณาจักรต่าง ๆ เพื่อทำการค้าขายกับบิดาของเขาแล้ว ดังนั้นทั่วทุกพื้นที่ในดินแดนมนุษย์นั้น ชาง เหรินฟ่าน ล้วนแล้วแต่เคยเดินทางไปมาหมดแล้วทั้งสิ้น

หลังจากที่ อาณาจักรยักษ์และอาณาจักรปีศาจล่มสลายไป ทำให้ดินแดนทั้งสองนั้นกลายเป็นดินแดนรกร้างที่ไม่มีใครจับจอง พื้นที่ทั้งสองจึงถูกเรียกว่า “ดินแดนใหม่” ของเหล่ามนุษย์

คิง อาเธธัส ผู้นำสูงสุดของเผ่ามนุษย์มีความคิดที่จะส่งคนเข้าไปเพื่อขยับขยายดินแดนของมนุษย์ และเพื่อรองรับจำนวนประชากรมนุษย์ที่อาจจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต แต่ทว่าในช่วงระยะเวลา 15 ปี ที่ผ่านมานี้เขาต้องเสียเวลาไปกับการฟื้นฟูอาณาจักรที่ถูกทำลายจากสงคราม ทำให้นโยบายการขยับขยายดินแดนจึงโดนถ่วงออกไป

แม้ว่านโยบายการขยับขยายดินแดนยังไม่ถูกประกาศออกมาโดยชัดแจ้ง ว่าผู้ใดจะมีสิทธิเข้าไปสำรวจ แต่ก็มีผู้คนจากอาณาจักรต่าง ๆ ที่ได้รับคำสั่งจากอาณาจักรของตน ให้แอบเข้าไปสำรวจดินแดนใหม่อย่างลับ ๆ

ข่าวลือเรื่องการขยับขยายอาณาจักรมนุษย์ไปยังดินแดนใหม่ตกมาถึงหู ชาง เหรินฟ่าน เขาจึงมีความคิดที่จะขยับขยายธุรกิจของตนไปบุกเบิกยังดินแดนนั้น เขาหยุดงานทุกอย่างลงแล้วทุ่มเทวางแผนการเดินทางสู่ดินแดนใหม่ เมื่อได้ฝากธุรกิจของตระกูลเอาไว้กับภรรยาและบุตรชายที่อาณาจักรซินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถือโอกาสที่ตนต้องนำสินค้ามาส่งยังอาณาจักรอัลเดียนั้น วางแผนมุ่งหน้าต่อไปยังอาณาจักรอคาเดียน เพื่อที่จะข้ามไปบุกเบิกธุรกิจในดินแดนใหม่

ในครั้งแรก การเดินทางไปยังอาณาจักรอคาเดียน ชาง เหรินฟ่าน ได้ออกเดินทางมาพร้อมคนสนิทส่วนตัวอีกประมาณ 50 กว่าคน จากประสบการณ์ที่เขาเคยเดินทางไปทั่วอาณาจักรมนุษย์ ชาง เหรินฟ่าน มิได้มุ่งมั่นทำแต่เพียงการค้าเท่านั้น แต่เขายังสร้างมิตรไมตรีกับผู้คนที่เขาได้พบเจอ ด้วยความมีน้ำใจ และแบ่งปันสิ่งที่เขามีให้แก่คนที่ยากลำบาก รวมถึงการมีความสามารถทางด้านการเจรจาพาที ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ดี ชนชั้นสูง กลุ่มชาวบ้าน ยาจก หรือโจรป่าก็ตาม ดังนั้นในการเดินทางไปยังอาณาจักรต่าง ๆ เขาจึงสามารถเดินทางไปได้เฉพาะคณะเดินทางของตนเพียงลำพังเท่านั้น และก็ถึงที่หมายอย่างสวัสดิภาพทุกครั้งไป

แต่ทว่าการเดินทางในครั้งนี้ดูเหมือนจะแตกต่างออกไป เพราะเพียงแค่คณะเดินทางของเขาออกเดินทางห่างจากตัวเมืองหลวงของอาณาจักรอัลเดียได้ครึ่งวัน ชาง เหรินฟ่าน ต้องเสียมือดีของตนที่เตรียมมาไปแล้วถึง 6 คน

ชาง เหรินฟ่าน ไม่ได้ผ่านเส้นทางนี้เป็นครั้งแรกก็จริง แต่ครั้งหลังสุดที่เขาเดินทางผ่านเส้นทางนี้ ก็ผ่านไปเป็น เวลากว่า 2 ปี แล้ว เขานึกไม่ถึงว่าระยะเวลาแค่เพียง 2 ปี จะทำให้กลุ่มโจรป่าที่ควบคุมพื้นที่ในเส้นทางจากอาณาจักรอัลเดีย ไปอาณาจักรอคาเดียน จะมีความร้ายกาจ ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างผิดปกติ และที่สำคัญคือกลุ่มโจรเหล่านี้กลับไม่รู้จักคณะเดินทางของเขา ในที่สุด ชาง เหรินฟ่าน ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมกับกองคาราว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตน

ขณะนี้ ชาง เหรินฟ่าน นั่งอยู่บนรถม้าขนสินค้าไม่มีหลังคาขนาดใหญ่ของตน ที่กำลังเคลื่อนไปพร้อมกับกองคาราวานใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปยังอานาจักรอคาเดียน เขากำลังพูดคุยถูกคอกับ เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเขา ซึ่งทั้งสองได้รู้จักกันขณะที่พักอยู่ภายในอาณาจักรอัลเดีย เด็กหนุ่มผู้นี้มีอายุประมาณ 19-20 ปี มาจากอาณาจักรเล็ก ๆ ชื่อว่า อาณาจักรเทพศรีราม ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของ อาณาจักรชิน และอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรอัลเดีย เด็กหนุ่มผู้นี้ กำลังก้าวเข้าสู่วัยฉกรรจ์ มีรูปร่างผอมเกร็ง และมีความสูงไม่มาก หากเทียบกับเด็กหนุ่มในวัยเดียวกัน

เหตุที่ทั้งสองได้รู้จักกัน เนื่องมาจากในวันหนึ่งขณะที่ ชาง เหรินฟ่าน และพรรคพวกกำลังเดินไปตามถนนในตัวเมืองของอาณาจักรอัลเดีย เพื่อติดต่อหากลุ่มกองคาราวานของพ่อค้าที่จะเดินทางไปยังอาณาจักรอคาเดียน

ในขณะนั้นชาง เหรินฟ่าน ก็ถูกมือดีคนหนึ่งวิ่งราวฉกเอาถุงใส่ทองคำที่ผูกเอาไว้ที่เอวของเขาไปอย่างรวดเร็ว กว่าที่ ชาน เหรินฟาง และพรรคพวกจะรู้ตัวว่าถุงใส่ทองคำถูกเอาไป โจรวิ่งราวคนนั้นก็ห่างออกไปไกลหลายช่วงตัว ชาง เหรินฟ่าน และพรรคพวกได้แต่ร้องตะโกน ให้ชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาได้ยิน และช่วยจับโจรคนนั้นอย่างร้อนรน

แต่กว่าที่ชาวเมืองจะไหวตัวทัน โจรผู้นั้นก็กำลังปีนขึ้นไปบนกำแพงตึกสูงอย่างชำนาญ และพยายามไต่สูงขึ้นไป หมายจะหลบหนียังตึกหลังอื่นเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม

ในขณะนั้น ชาง เหรินฟ่าน กำลังจะถอดใจถือว่าเป็นเวรกรรมนั้นเอง ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศผ่านศีรษะของเขาไปอย่างรวดเร็ว ลูกธนูดอกนี้มีจุดหมายอยู่ที่แขนเสื้อบริเวณข้อมือข้างซ้ายโจรผู้นั้น เมื่อลูกธนูพุ่งทะลุแขนเสื้ออย่างแม่นยำ มันก็ได้ปักตรึงมือข้างนั้นของโจรเอาไว้บนกำแพง

โจรผู้นั้นอยู่ในอาการตกใจไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีลูกธนูมาหยุดตนเองเอาไว้ได้ ยังไม่ทันที่จะคิดทำการสิ่งใดต่อไป ลูกธนูดอกที่สอง สาม สี่ ก็พุ่งตามกันเข้ามาโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ขากางเกงบริเวณข้อเท้าด้านซ้าย แขนเสื้อบริเวณข้อมือขวา และขากางเกงบริเวณข้อเท้าด้านขวา 'แม่นราวจับวาง' เป็นคำอธิบายได้รวบรัดที่สุดเท่าที่ ชาง เหรินฟ่าน จะนึกออก ในขณะนี้โจรผู้นั้นคล้ายกับจิ้งจกตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ที่ถูกตรึงแน่นติดอยู่บนกำแพงตึกจะปีนต่อไปก็ปีนไม่ได้ จะลงก็ลงไม่ได้

ชาง เหรินฟ่าน หันกลับไปก็พบกับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนเด่นอยู่บนลังผลไม้ในระดับสูงกว่าพื้นดิน ในมือมีคันธนูที่กำลังน้าวรอโดยเล็งไปยังแผ่นหลังของโจรผู้นั้น ลูกธนูพร้อมออกจากแหล่งทุกขณะ หากโจรผู้นั้นยังจะดิ้นร้นเพื่อหลบหนีการจับกุมต่อ พ่อค้าใหญ่จากซินซึ่งเรียนรู้วัฒนธรรมของหลายอาณาจักรมาก่อน เมื่อเห็นการแต่งกายของเด็กหนุ่มผู้นั้น ซึ่งอยู่ในชุดสวมเสื้อคอกลมแบบผ่าอกติดกระดุม แขนยาวถึงข้อศอก ที่เอวรัดด้วยผ้าขาวม้าทับกางเกงที่เรียกว่าโจงกระเบน จึงคาดเดาว่าถ้ามิใช่เป็นผู้ที่มาจากอาณาจักรเทพศรีราม ก็มาจากอาณาจักรเทพศิลา

หลังจากนั้น ชาวเมืองที่อยู่ใกล้ๆ ก็พากันขึ้นไป นำตัวโจรผู้นั้นลงมา และนำถุงใส่ทองคำคืนไปยังเจ้าของ ส่วนหัวขโมยก็ถูกชาวบ้านจับส่งทางการไป ชาง เหรินฟ่าน หันกลับมาอีกครั้งเพื่อจะขอบคุณเด็กหนุ่มผู้นั้น แต่ปรากฏว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นกลับหายลับไปก่อนเสียแล้ว…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น