(fic monsta x ) feeling for you , hyungki ft.hoky

ตอนที่ 9 : feeling eight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 153
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 เม.ย. 60



PART.EIGHT



      กายบางก้าวเดินออกจากห้องน้ำ หลังจากที่เข้าไปนานเกือบชั่วโมงเพื่อชำระร่างกายจากเหงื่อไคล ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟา จัดการขยี้ผ้าขนหนูที่แปะอยู่บนหัว ไล่ความเปียกชื้นที่ติดอยู่บนเส้นผมให้ออกไป เป็นเวลาชั่วครู่ที่ปล่อยให้หัวสมองว่างเปล่าและจดจ่อกับการเช็ดผมอย่างเดียว แต่จู่ๆมือก็ถูกยกขึ้นมาระดับริมฝีปาก แล้วแตะนิ้วลงไปสัมผัสความนุ่มนิ่มของตัวเอง

 

      ก่อนหน้านี้เขาก็สั่งให้ตัวเองอยู่เฉยๆได้นะ แต่เพราะดันไปคิดถึงสัมผัสก่อนหน้านี้

   

      ร่างกายก็ดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้

 

      ก็กีฮยอนชอบจูบนั่น

     

      อาบ้าเอ๊ย!!” สะบัดหัวแรงๆให้กับความบ้าบอของตัวเองและเพื่อไล่ความคิดกับการกระทำที่มันเริ่มคุกคามเข้ามา เพียงเพราะคิดถึงจูบใต้เงาพลุและเสียงเพลงแค่นั้น

 

      หลังจากที่ทำใจให้สงบได้ มือบางก็คว้าหยิบมือถือที่แอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะกระจกขึ้นมา ก่อนจะกดเบอร์แล้วโทรออกหาใครบางคน เพียงไม่นานปลายสายก็รับ จึงรีบกรอกเสียงลงไปทันที  

 

      "ฮัลโหลครับหม่าม๊า ทำอะไรอยู่เหรอ ผมกวนรึเปล่า"
     

      (“ไม่กวนจ้า ตอนนี้พักอยู่ ลูกค้าเริ่มน้อยแล้ว มีอะไรรึเปล่าครับ”)

 

      ทำงานจนดึกดื่น ผมเป็นห่วงพักบ้างนะครับ

 

      (“จ้า ลูกก็อย่าเรียนหนักจนไม่ได้พักเหมือนกันนะ”)

 

      ช่วงนี้ขายดีรึเปล่า มีปัญหาเรื่องเงินมั้ย ผมจะโทรมาบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเทอม ผมกำลังจะได้ทุนเร็วๆนี้แล้ว

 

      (“งั้นเหรอขอโทษนะ แม่ก็อยากส่งเงินให้มากกว่านี้ แต่ค่าใช้จ่ายที่นี่ก็เยอะ แถมร้านก็ขาดทุนเพราะคนไม่ค่อยเข้าด้วย”) เพราะเป็นแค่ร้านกาแฟเล็กๆที่ตั้งอยู่ไกลเมือง คนเลยไม่ค่อยรู้จักและสนใจที่จะเข้ามาใช้บริการเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็แวะกันที่ตัวเมืองหมดแล้ว

 

      ไม่เป็นไรครับ แค่ส่งเงินมาให้ใช้รายเดือนก็มากพอแล้ว ส่วนเรื่องค่าเทอมผมจัดการเอง

 

      (“จะดีเหรอลูก”)

                                           

      ดีครับ จะได้ไม่ลำบากม๊าด้วยผมว่าจะไปนอนแล้วล่ะ ฝันดีนะครับ       

 

      (“ไปแล้วเหรอ งั้นฝันดีนะคะ”)

 

      หลังจากที่วางสายจากผู้เป็นแม่ ก็นอนแผ่ลงที่โซฟาโดยไม่สนหัวที่ยังไม่แห้งสนิท พลางคิดถึงวันพรุ่งนี้ ว่าเขาจะต้องเข้าไปพบผู้อำนวยการเพื่อเร่งขอทุนยังไงให้ได้มา เรื่องฮยองวอนเขาก็ทำได้ดี ไม่น่ายากล่ะมั้ง  

      

 

 

 

     

 

   

 

 

       สองอาทิตย์แล้วที่เราทั้งคู่ไม่ได้เจอกัน  ไม่สิจะเรียกว่าไม่เจอเลยก็ไม่ถูก เราเห็นกันผ่านตาตลอด เพราะมีบางคลาสที่ต้องเรียนด้วยกัน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการไม่ได้เข้าหา เข้าไปคุยเหมือนเดิม ไม่ใช่ไม่พยายาม แต่หลังจากนี้มันไม่ง่ายแล้วต่างหาก

 

      ตอนเจอกันครั้งแรก ที่อีกคนพ่นวาจาออกมาว่าเกลียดกัน มันน่าจะเพราะกีฮยอนน่ารำคาญ ตามตอแยไม่ได้หยุด แต่หลังจากนั้นไม่นานก็พบว่าอีกฝ่ายเริ่มเปิดใจ แต่ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เหมือนจะรังเกียจกันเข้าแล้ว และกีฮยอนก็ไม่เห็นหนทางที่จะให้อีกฝ่ายเปิดใจอีกรอบแล้วด้วย ถึงอย่างนั้นก็อยากจะลองดูอีกซักรอบ วันนี้ถึงได้พาตัวเองมาดักรอถึงหน้าห้อง      

     

      ฮยองวอน ร่างเล็กเดินมาดักหน้าทันทีที่อีกคนก้าวออกจากห้องเรียน

 

      วันนั้นฉันพูดชัดแล้วนะ ว่าอย่ามาเข้าใกล้กันอีก แม้น้ำเสียงจะเรียบนิ่งแต่เริ่มกดต่ำลง เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาไม่พอใจ    

 

      แต่เรายังคุยกันไม่เคลียร์

 

      ไม่เคลียร์อะไร!! ก็พูดชัดแล้ว ว่าฉันเกลียดคนเห็นแก่เงินอย่างนาย

 

      เงินทุน…”

 

      ปัง!!

 

       เกิดเสียงดังลั่นไปทั่วทางเดิน เมื่อร่างเล็กถูกแรงมหาศาลเหวี่ยงจนกระทั่งแผ่นหลังกระทบกับผนังปูนด้วยความรุนแรง ส่งผลให้ความเจ็บแปล๊บแล่นพล่านไปทั่ว ยังไม่ทันจะได้ชินชากับความเจ็บตัวเอง คอเสื้อข้างหนึ่งก็ถูกกระชากโดยร่างสูงตรงหน้า       

                                                                                              

     จะเงินทุน เงินอะไรฉันก็ไม่สนหรอก พวกหน้าเงินก็เหมือนกันหมดนั่นแหล่ะ

 

      นายน่ะทั้งๆที่คิดว่าแตกต่าง ถึงได้ยอมให้รุกล้ำเข้ามาขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่น เห็นแก่เงิน เห็นแก่ได้

 

     ไปให้พ้น อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก

 

     กีฮยอนไม่รู้ตัว ว่าตัวเองถูกปล่อยตอนไหน ฮยองวอนเดินออกไปตอนไหน จะตกเป็นเป้าสายตาแค่ไหนก็ไม่คิดสน แม้กระทั่งแผ่นหลังที่เจ็บอยู่ก็ยังไม่สนใจ เพราะหัวสมองตอนนี้มันว่างเปล่าไปหมด

 

     ว่างเปล่าไปหมด       

 

      

 

 

     กีฮยอนเลือกที่จะสลัดคราบเด็กดีที่ตั้งใจจะเป็นไปชั่วครู่ เพื่อโดดเรียนขึ้นมาบนดาดฟ้า และสูบบุหรี่  ก็นานแล้วที่เขาเลิกลาจากมัน แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้อยากกลับไปลองอีกครั้ง

   

     มือขาวล้วงซองบุหรี่จากกระเป๋า ส่งหนึ่งมวนมาคาบไว้ที่ปากและตั้งใจจะจุด ทว่ามันก็ถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา ถูกดึงออกจากปากโดยที่ไฟยังไม่ได้แตะมันด้วยซ้ำ แม้กระทั่งซองในมือก็ถูกยึดไปด้วย และไม่ใช่ใครที่ไหนที่จะกล้าทำอย่างนี้ เป็นเพื่อนสนิทเขาเอง ที่ไม่รู้ว่าแอบตามขึ้นมาตอนไหน

 

     ไหนบอกจะเลิกสูบแล้วไง หลังจากที่แย่งมาได้ก็ยืดแขนให้สูงที่สุดเพื่อที่จะกันไม่ให้กีฮยอนมาเอาคืนไปได้ เพราะส่วนสูงที่ต่างกันนิดหน่อย ทำให้เอื้อมเท่าไหร่ก็ไม่ถึงซักที
   

    เอาคืนมา ไอ้ตี๋

   

    ไม่เข็ดใช่มั้ย

 

    ก็แค่มวนเดียวเอง ไม่ตายหรอก

    จำไม่ได้เหรอ ตอนที่พยายามตัดขาดจากมัน ลำบากแค่ไหน พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพื่อย้ำเตือนว่าตอนนั้นเมื่อปีก่อนที่กว่าจะพยายามเลิกมันได้ ทรมานและยากเย็นแค่ไหน และดูเหมือนจะได้ผล หลังจากที่คำพูดนี้หลุดออกมา เพื่อนตัวเล็กก็หยุดดื้อดึงที่จะเอาบุหรี่คืนอย่างง่ายดาย จนจูฮอนเองก็แปลกใจ

  

    นั่นสินะ

   

    จูฮอนคิดว่าบางทีกีฮยอนอาจจะกลัวที่จะกลับไปเสพติดมันอีก ถึงได้หยุดเอาง่ายๆ แต่มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น หลังจากที่ได้ยินประโยคถัดมาของอีกคน

   

    การเดินเข้าหามันง่ายยิ่งกว่าการถอยออกมาอีก รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกเหมือนขาดไม่ได้

   

    อาจจะไม่ได้เป็นเพราะบุหรี่ที่ทำให้รู้สึกกลัว แต่เป็นคำพูดเขาที่ไปจี้จุดเข้าก็ได้ แม้จะดูเหมือนมีอะไรแต่จูฮอนก็ไม่คิดจะถาม แค่ตอบมาสั้นๆ ทำเป็นเหมือนไม่รู้อะไรต่อไป

 

    ใช่มั้ยล่ะ

 

    ฉันควรจะบอกแก เรื่องแชฮยองวอน

 

    แล้วแต่นะ ถ้าลำบากใจที่จะเล่าก็ไม่..

    เราเป็นเพื่อนกัน ไม่ควรปิดบังกันสิ

 

 

 

    ที่ซึมเป็นหมาหงอยนี่เพราะจะไม่ได้ทุนแล้ว หรือเพราะแคร์หมอนั่นกันแน่ มันมีแววลังเลนิดหน่อย เพราะกีฮยอนเว้นช่วงก่อนจะตอบไว้นานผิดปกติ แต่สุดท้ายก็เลือกคำตอบมาได้

 

    แน่นอนว่าเพราะทุนสิ ฉันไม่มีทางสนใจเจ้านั่นหรอก แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ยังไม่หนักแน่นในคำตอบ

 

    ถ้าอย่างนั้นจะยากอะไร ถ้าเรื่องแชฮยองวอนทำให้แกไม่ได้ทุน ทำไมไม่ไปลองขอทำอย่างอื่นล่ะ

 

    จริงด้วย ฉันนี่โง่ชะมัด ทำไมแค่นี้คิดไม่ได้นะ

 

    ใช่ แกโง่

 

    ขอบใจนะฮันนี่เพื่อนรัก ไว้จะเลี้ยงขนมตอบแทน สิ่งที่มาพร้อมกับคำขอบคุณและมันทำให้จูฮอนตกใจไม่น้อยคือการที่คนตัวเล็กจู่ๆก็ยืดตัวขึ้นมาจุ๊บเบาๆ ที่แก้มขาว ก่อนวิ่งหนีลงไปจากดาดฟ้า แต่กระถึงกระนั้นร่างสูงก็ไม่ได้โกรธอะไร ซ้ำยังยิ้มออกมา

 

    แค่ขนมไม่พอหรอก

 

 

 

 

   

 

 

 

    “พอจะมีอย่างอื่นให้ผมทำเพื่อขอทุน นอกจากเรื่องฮยองวอนมั้ยครับ ทันทีที่เปิดประตูและก้าวเข้ามาในห้องทำงานแสนคุ้นตา ก็ไม่รอให้เจ้าของห้องถามไถ่หรือเชื้อเชิญให้นั่งซะก่อน เลือกที่จะพูดธุระของตนเองมาอย่างรวดเร็ว เพราะมันรู้สึกว่ารอไม่ไหวแล้ว

    หมายความว่าเธอไม่อยากทำแล้ว

 

    เปล่าครับ ผมไม่ได้อยากเลิก แต่เป็นฝ่ายเขาที่ปฏิเสธผม

 

    ฉันก็นึกว่าเธอจะทำได้ซะอีก ก่อนหน้านั้นก็ทำได้ดีนี่

 

    ใช่ครับ ก่อนหน้านี้เขาก็ดูเหมือนจะเปิดใจให้ผมหน่อยๆ แต่เพราะดันมารู้ว่าผมคือคนที่ท่านส่งไป เอ่ยพร้อมกับค่อยๆก้มหน้าลง

 

    นี่เธอไม่ได้บอกเขา?”

 

    ครับ

 

    ไม่เป็นไร ถ้าบอกความจริงเขาคงไม่ยอมให้เธอเข้าใกล้ แต่คิดอีกแง่นึงมันคงจะดีถ้าเธอบอกเขาไปตรงๆ

 

    ฉันคงจะหวังสูงไป ที่คิดว่าคนอย่างเธอน่าจะทำให้ฮยองวอนกลับมายิ้มได้

 

    ขอโทษครับ

 

    ไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ห้องสมุดซักสองเดือนละกัน นักเรียนทุนทุกคนทำแบบนี้

 

    ขอบคุณมากครับ น่าจะบอกให้ผมทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรก

 

    จะได้ไม่ต้องไปรู้จักกับฮยองวอนตั้งแต่แรก มันวุ่นวายใจไปหมดแล้ว

 

    แต่หลังจากนี้มันคงจะดีใช่มั้ย ถ้าเราจะไม่ต้องข้องเกี่ยวกันอีกแล้ว

 

 

    ร่างตรงหน้าที่กำลังก้มเก็บของที่หล่นพื้น ไมได้ทำให้ฮยองวอนสนใจหรือกระตือรือร้นที่จะเข้าไปช่วยเก็บซักเท่าไหร่ ไม่มีอะไรที่เรียกความสนใจเขาได้อยู่แล้ว แต่สิ่งสะดุดตาคือผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าๆที่มันตกอยู่แทบเท้าเขา และทันทีที่หยิบมันขึ้นมาสำรวจก็เรียกให้ดวงตากลมเบิกขึ้นทันที เจ้าของมันคงจะเป็นคนที่ทำของตกก่อนหน้านี้ โชคดีที่เจ้าตัวยังไปได้ไม่เท่าไหร่

 

    เดี๋ยวก่อน! ฮยองวอนเอ่ยรั้ง ก่อนที่อีกคนจะเดินไปไกลกว่านี้

 

    เรียกฉันเหรอ นิ้วเรียวของคนถูกเรียกชี้เข้าหาตัวเองและได้รับการพยักหน้าตอบกลับมา

 

    ผ้าเช็ดหน้านี่ของนาย...ใช่มั้ย 

 

    “ใช่ขอบใจนะ

 

    “ของนายจริงๆเหรอ

 

    “ใช่ มีอะไรรึเปล่า

 

    “เปล่า ขอตัว

 

    เหมือน ไม่สิ ผืนเดียวกันเลยด้วยซ้ำ ทั้งชื่อที่ปักไว้หรือแม้กระทั่งรอยเปื้อนที่ยังติดอยู่ตรงตำแหน่งเดิม

 

    คนคนนั้นใช่มั้ย

 

 

   ตลกจัง ผ้าลายฮิปโปเนี่ยนะ

 

  น่าตลกตรงไหน ไหนบอกเจ็บตา ทีนี้เห็นชัดจังนะ

 

 โห ปักชื่อด้วย นี่มันยุคไหนแล้ว ทำตัวเป็นคุณยายเลย

 

 แล้วมันทำไม

 

 ปักว่าอะไรเนี่ยมินฮยอก

 

 พูดมากจัง เอาคืนมา

 

 แค่นี้ทำเป็นอาย

 

เลอะเลือดนายหมดเลยจะซักออกมั้ยเนี่ย

 

 

 

    ดวงตาเรียวสวยภายใต้กรอบแว่น เจอะเข้ากับรถยนต์สีดำคันคุ้นตาที่กำลังค่อยๆเข้ามาจอด เทียบฟุตบาท มันเลยสั่งการให้เท้ารีบเดินหนีออกไปจากตรงนี้ มินฮยอกคงจะไปได้ไกลกว่านี้ ถ้าไม่ติดว่าเสียงแตรที่ดังลั่นจากรถคันนั้น มันทำให้เขาเกิดเกรงใจผู้คนแถวนี้ขึ้นมา และเสียงคงไม่เงียบลงง่ายๆ ถ้าเขาไม่พาตัวเองเดินกลับมาเพื่อพบเจอกับเจ้าของรถ

 

    “เมื่อกี้ใครทันทีที่กระจกเลื่อนลงจนสุดพอจะเห็นหน้ากันได้ถนัด ก็ถามออกมาเสียงเรียบ จากการที่ได้เห็นว่าก่อนหน้านั้นมีใครซักคนกำลังคุยกับมินฮยอกอยู่ ที่จริงก็ไม่ได้อะไรหรอก อีกคนจะมีเพื่อนก็ไม่แปลก แต่มันก็อดน้อยใจไม่ได้ คุยกับคนอื่นก็ยังเห็นทำหน้าตาสดใสได้ แต่กับเขาเอาแต่ประชดประชัน

 

    ไม่ใช่เรื่องของคุณ

 

    และคำตอบที่ได้ยิน ก็ไม่ผิดจากที่โฮซอกคิดไว้เท่าไหร่

   

    แฟนเหรอ

 

    แล้วคุณเกี่ยวอะไรด้วย

 

    นั่นสินะ…” โฮซอกก้มหน้าลงพูด ปล่อยเสียงแผ่วเบาออกมา แต่ถึงอย่างนั้นมินฮยอกก็ได้ยินมันทุกคำพูด และมันมีผลให้แววตาวูบไหวอย่างปิดไม่อยู่ แม้อยากจะห้ามมันแต่ทำไม่ได้

 

    ฉันคงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหึงนายด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่การประชดประชันอะไรทั้งนั้น ที่พูดออกมามันคือความรู้สึกของเขา มันคือความจริงที่ต้องยอมรับว่าเขาไม่มีสิทธิ์จริงๆ

 

    แต่ถ้าหลังจากนี้โฮซอกอยากจะสร้างมันขึ้นมาใหม่คงได้ใช่มั้ย

 

    คุณมาทำไม เลือกที่จะเมินประโยคเมื่อครู่ แล้วถามคำถามใหม่แทน

 

    ฉันมารับนาย จะได้ไปรับน้องโฮชินพร้อมกัน

  

    ทำไมต้องลำบากมาที่นี่ ไปรับลูกคุณเลยก็ได้นะ ผมโตแล้วหาทางกลับเองได้

 

    “อย่าลืมสิว่านายมีหน้าที่ดูแลลูกให้ฉัน

 

    “ถ้าอย่างงั้น ผมก็หาทางพาลูกคุณกลับบ้านเองได้

 

    “แค่พูดมาสั้นๆ ว่านายไม่อยากไปกับฉันก็พอ จะอ้างอะไรมากมาย สุดท้ายก็เพราะไม่อยากอยู่ใกล้กันอยู่ดี

 

     “คุณก็รู้นี่

 

     “แต่ฉันไม่ให้นายปฏิเสธหรอก

 

     “ขึ้นมาลงจากรถแล้วอ้อมมาอีกฝั่งเพื่อเปิดประตูให้ และทันทีที่คนดังอย่าชินโฮซอกปรากฏตัวต่อสาธารณะ ก็กลายเป็นที่จับจ้องในทันที

 

     “นั่นชินโฮซอกนี่หน่า

 

     “ตัวจริงหล่อจังเลย

 

     “แล้วผู้ชายคนนั้นใครน่ะ

 

     “คนรู้จักเหรอ?” ตามมาด้วยเสียงซุบซิบ ที่แน่นอนว่าคนที่อยู่ใกล้ๆอย่างมินฮยอกก็โดนไปด้วย และมันก็เป็นตัวกดดันชั้นดี ให้ต้องเลือกได้แล้ว

 

 

     “คนเริ่มมองแล้วนะ นายคงไม่อยากเป็นจุดสนใจ แต่สำหรับฉันสามารถยืนได้ทั้งวันเลย กระตุยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เพราะมินฮยอกคงไม่อยากดูไม่ดี ที่ปฏิเสธเขาต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้

 

     สุดท้ายก็มาอยู่บนรถกันทั้งคู่

 

     สีหน้าทั้งสองช่างมีความแตกต่าง โฮซอกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้หยุด ในขณะที่มินฮยอกมีแต่ความบึ้งตึงเขียนไว้เต็มหน้า และมันยิ่งทวีคูณขึ้นเมื่อเจ้าของรถที่เมื่อกี้ลั่นวาจาไว้ว่าจะไปรับลูก แต่ขับมาไม่ถึงกิโล จู่ๆก็หักเลี้ยวเข้าไปจอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

 

     อะไร?” ถามพร้อมกับหันไปมองคนที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมลงจากรถ

 

     ฉันหิวข้าว    

 

     เดี๋ยวสิคุณ!”

 

 

 

     “ไม่รีบไปรับลูกรึไงอดถามไม่ได้ที่อีกฝ่ายยังคงนั่งสั่งอาหารสบายใจ โดยไม่สนว่าตอนนี้มันจวนจะได้เวลาเลิกเรียนของชินโฮชินอยู่แล้ว แถมที่นี่ก็ไม่ได้ใกล้โรงเรียนเท่าไหร่ด้วย

 

     ฉันบอกให้ผู้จัดการไปรับ แล้วก็ฝากดูแลเรียบร้อยแล้ว

 

     นี่คุณ!” หมายความว่าเขาถูกหลอกให้มาที่นี่สินะ

 

     ที่นี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องรีบแล้ว เราจะได้อยู่ด้วยกันนานขึ้น

 

     ถ้างั้นผมก็จะกลับ  

 

     มินฮยอก…” เจ้าของชื่อคงจะไม่สนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะน้ำเสียงเว้าวอนที่อยู่ๆก็เอ่ยออกมา 

 

     อย่าไปนะ…”

 

     มินฮยอกเกลียดตัวเอง ที่ไม่ว่ากี่ครั้งก็แพ้ราบคาบให้ชินโฮซอกเสมอ

 

 

 

 

     หลังจากที่มื้ออาหารจบไปด้วยความเงียบ เพราะไม่มีการพูดคุยนอกจากก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว มินฮยอกก็ตามอีกฝ่ายมาขึ้นรถแต่โดยดี ไม่มีการอิดออดเหมือนตอนแรก เพราะคิดว่าคงจะได้กลับแล้ว แต่กลับพบว่าชินโฮซอกเริ่มที่จะขับออกนอกเส้นทาง ไปยังจุดหมายที่ไม่ใช่ที่พัก มันอดถามไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอีกคนยังต้องการอะไรอีก

 

     คุณจะไปไหนอีก นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านนะ

 

     คุณอะไร บอกให้เรียกพี่โฮซอกไง จำได้มั้ย

 

     ตอบผมมา จะไปไหน

 

     เดี๋ยวก็รู้เองแหละ

 

     ตอนที่ลงมาจากรถอย่างไม่มีทางเลือก ไม่ทันได้สังเกตรอบข้างเท่าไหร่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เอาแต่คิดในใจว่าโฮซอกทำไมถึงได้เอาแต่ใจแบบนี้ แต่เมื่อได้พบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยมาเยือนเมื่อหลายปีก่อน เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆที่ไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมา เพราะเป็นทางเชื่อมระหว่างตัวเมืองออกสู่นอกเมือง

    

     มันก็นานมาแล้วตั้งแต่มาที่นี่ แต่กลับรู้สึกเหมือนเพิ่งมาเมื่อวาน

 

     ที่นี่มัน…”

 

     จำได้มั้ย ที่นี่เป็นที่ที่เรามาเดทกันครั้งแรกไง ร่างหนาเดินขึ้นไปที่กลางสะพาน และมินฮยอกก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้เดินตามอีกคนได้

 

     จำได้สิเพราะอยากจะลืมก็ลืมไม่ได้ไง    

 

     ฉันถึงขนาดขโมยรถของที่บ้าน เพื่อพานายมาที่นี่เลยนะ ฮ่ะๆ

 

     “…”

 

     ตอนนั้นพวกเรายังเด็กมาก ทำอะไรไม่ค่อยคิดเท่าไหร่

 

     “แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตอนนั้นผมไม่ควรมารู้จักกับคุณ ว่าพร้อมเอนตัวไปเกาะราวกันตก ทอดสายตาลงมองผืนน้ำเบื้องล่าง ที่ยามต้องแสงจันทร์ก็เกิดประกายแวววาว มองจากตรงนี้มันอาจดูสงบนิ่ง แต่ใต้น้ำคงเต็มไปด้วยความปั่นป่วน

 

     โฮซอกลอบมองใบหน้าด้านของคนข้างกาย ที่คงไม่ได้รู้ตัวเพราะปล่อยใจกับสายน้ำไปแล้ว มินฮยอกหันมาเจอจะโกรธมั้ย เขาไม่รู้ รู้แค่ว่าตอนนี้แค่เพียงด้านเดียวของใบหน้าสวยหวาน ก็ทำให้โฮซอกไม่เบื่อที่จะยิ้มเลย           

 

     ฉันถามคำเดียว นายยังรักฉันอยู่มั้ย

 

     ที่ผมทำยังไม่ชัดเจนอีกเหรอว่าผมรู้สึกยังไง ที่คอยปฏิเสธทุกๆอย่าง

 

     นายกำลังหลอกตัวเอง นายยังรักฉันอยู่

 

    หรือบางทีคนที่หลอกตัวเองคือเขาหรือเปล่า

 

    คุณต่างหากที่หลงตัวเอง คุณคิดว่าผมจะกลับไปรักคุณอีกเหรอ! คุณคิดว่าผมจะทำเรื่องโง่ๆพรรค์นั้นอีกเหรอ!!” เพราะโกรธที่อีกฝ่ายดูเหมือนจะยอมรับอะไรเลย เอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว มินฮยอกเลยเผลอตัวตะคอกออกมา ส่งผลให้โฮซอกเลิกล้มที่จะพูดอะไรต่อ มีเพียงสายตาที่ส่งมาว่าเสียใจกับคำพูดนี้แค่ไหน

 

    กลับกันเถอะ ป่านนี้โฮชินรอแย่แล้ว และนี่คือประโยคสุดท้าย ก่อนโฮซอกจะไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

 

 

TBC


ตอนนี้ talk ยาวเลย ขี้เกียจอ่านก็ข้ามได้เลยค่ะ


   จากตอนที่แล้วได้รับคอมเม้นติชม รู้สึกหัวใจพองโต(ประมาณว่ารอมานาน)

ใครรู้สึกข้องใจติได้เลยนะคะเราไม่โกรธ(เค้าชอบ) ที่จริงก็พอรู้ข้อเสียตัวเอง 

พอมีคนมาทักยิ่งมั่นใจ เขียนฉากนึงยังไม่ทันอินก็ตัดฉับไปอีกฉากนึง เพราะเรา

ไม่อยากให้เนื้อเรื่องมันยืดเยื้อด้วยแหละ(เลยลืมคิดไปว่ามันน่าจะขาดรายละเอียดถ้าตัดเร็วไป) 

ถ้าก่อนหน้านั้นผิดพลาดไปแล้วเราก็มาแก้ไขหลังจากนี้ให้ดีกันเถอะ ตอนนี้ก็ใช่จะเขียนดีนะคะ55

ยังคงเขียนสื่ออารมณ์ได้ไม่ดีพอ(รู้ตัวๆ) หวังว่าในอนาคต ตัวเองจะทำได้ดีกว่านี้ ฮ่าๆ


   ยังมีไม่ได้ปรับแก้อยู่นิดหน่อย ผิดพลาดตรงไหนบอกได้นะคะ มีใครงงมั้ยเอ่ยฉากแรก

ที่เปิดมาเป็นเหตุการณ์ในคืนที่ไปดูดนตรีและกีฮยอนกลับมาที่ห้องหลังจากทำงานเสร็จค่ะ

(ทำไมเป็นคนอย่างนี้ ชอบเขียนตัดฉากให้งงเล่น)และบอกเหตุผลว่าทำไมกีฮยอนถึงได้

เข้าไปคุยกับ ผ.. จนฮยองวอนมาได้ยินเข้า แล้วก็มีอะไรจะบอกอีกเรื่อง ตอนวางพล็อตครั้งแรก

 จูฮอนแทบไม่มีผลอะไรกับเนื้อเรื่องเลยค่ะ ที่คิดไว้ก็แค่ให้เป็นรูมเมทกับกีฮยอนแค่นั้น เป็น

ตัวประกอบที่ไม่มีบทอะไรเลย แต่พอเขียนไปเขียนมาก็พบว่าบทมันส่งมาก ด้วยความที่เป็นเพื่อน

กันมานาน อะไรๆก็รู้ใจกันไปหมด ตอนนี้เขาเลยกลายมาเป็นหนึ่งในคู่แข่งของพระเอก 

จากตอนแรกที่จะให้มีแค่พี่นูคนเดียว(รายนี้บทน้อยกว่าจูฮอนอีก)

 

  ในที่สุดก็มีแท๊กกับเขาซะที #ฟิคฟลฟย คิดสดเลย(สิ้นคิดมาก) ฝากด้วยนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

45 ความคิดเห็น

  1. #36 bnxx (@aminx) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 11:18
    ฮื่ออออ ติดตามนะคะไรท์ ทุกตัวละครดูโยงความเกี่ยวข้องกันไปหมด โอ้ยยย อยากอ่านต่อแล้วว ไรท์สู้ๆ
    #36
    0
  2. #35 skpnoonn (@skpnoonn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 11:00
    ด้วยความที่เราก้เคยแอบชอบเพื่อน เรารุ้เลยว่าคงามรุ้สึกจูฮอนเปนยังไง คำว่าเพื่อนมันค้ำคออยู่ไง เลยแสดงออกมากไม่ได้ สงสารแฮะ
    กีฮยอนก็น่าสงสารเหมือนกัน โดนเทเฉย เมื่อไหร่พระเอกเราจะเลิกเย็นชาซะที ยัยกีเหนื่อยที่จะวิ่งตามแกแล้วนะ
    #35
    0
  3. #34 กีกี่กี้กี๊กี๋ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 04:47
    แต่งต่อไปเรื่อยๆเดี๋ยวฝีมือก็จะพัฒนาขึ้นเองค่ะ หมั่นปรับปรุงแก้ไขในข้อผิดพลาด จากใจคนที่อ่านมาตั้งแต่ตอนแรก เรารู้สึกได้เลยว่าไรท์แต่งดีขึ้นเรื่อยๆ เนื้อเรื่องและตัวละครดูสมเหตุสมผลขึ้น ทำต่อไปนะคะ เราจะติดตามและหวังว่าเม้นนี้จะช่วยให้ไรท์มีกำลังใจไม่มากก็น้อยนะคะ สู้ๆน้าาา
    #34
    0
  4. #33 BeBe (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 04:12
    สงสารทั้งกีและพี่โฮซอก ถ้าฮยองวอนรู้ว่ากีน่าสงสารจะเป็นยังไงน้าาา แล้วเกลียดคนเห็นแก่เงิน มีปมเรื่องนี้เพราะอะไรนะ แล้วพี่โฮซอกทำอะไรไว้ขนาดนั้นกันนะ ต้องมากกว่าเรื่องลูกรึเปล่า แต่ที่จริงก็สงสารมินฮยอกด้วย คงเจ็บปวดมากเลยเป็นแบบนี้ อยากให้พี่โฮซอกแสดงออกให้มากๆ ถ้าทำอะไรให้มินฮยอกโกรธขนาดนั้น ที่ทำไปมันไม่พอหรอกนะ จูนั้นดีมาก มาเป็นของเราดีกว่า กีเอ้ยตื้อแชต่อมั้ย จะรอดูนะคะ สนุกทั้งสองคู่เลย รอนะคะ
    #33
    0
  5. #32 น้องรัก นักร้อง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 00:09
    แล้วแชจะต้องเสียใจที่ไม่เข้าใจกี น่าสงสารกีจังเลย
    #32
    0