ต้านสัมผัสปรารถนาร้าย ( ร้อนแรงมาก)

ตอนที่ 8 : บทที่ 3 (40%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    24 ก.ย. 58

“ ไม่... ไปส่งผมที่สนามบิน ผมจะกลับบ้าน”

ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเบาะก่อนจะดึงแว่นตามาสวม แล้วก็เงียบลงตลอดการเดินทาง

 

รถแท็กซี่จอดหน้าตึกสูงที่คนในแมนฮัตตันรู้จักและเรียกกันสั้นๆว่า ตึกสีน้ำเงิน เพราะว่าตัวตึกนั้นทาสีเทาและน้ำเงินไว้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  บริษัท คอนเนอร์ ซี แพนเตอร์ ด้านหน้าของตึกสูงเกือบสี่สิบชั้นนั้น เป็นรูปหล่อจากโลหะเงิน เป็นรูปเครื่องหมายอินฟินิตี้ที่ออกแบบเหมือนตัวอักษรสุดท้ายของภาษาอังกฤษ บริษัทที่ผลิตรถซุปเปอร์ไบค์ที่กำลังตีตลาดโลกของการขับเคลื่อนด้วยความเร็วอยู่ในขณะนี้ ว่ากันว่า รถแต่ละรุ่นที่ออกมานั้น กลายเป็นรุ่นที่บรรดาคนดังซึ่งหลงใหลในความเร็ว และเศรษฐีต่างๆต้องถึงขั้นสั่งจองตั้งแต่มีข่าวว่าจะผลิตออกมาทีเดียว ทั้งที่ราคาต่อคันคำนวณแล้วอาจจะซื้อบ้านหลังงามในโบโรห์ซึ่งราคาของที่ดินแพงกว่าทองคำอย่างแมนฮัตตันหรือ บรู๊คลินได้สบายๆ ร่างสูงใหญ่ของผู้ชายที่ลงจากฝั่งคนขับจะเดินลงมาจากรถแท็กซี่คันนั้น  เขาสวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยมสีชาปิดใบหน้าเอาไว้ ชายหนุ่มดึงธนบัตรยับย่นสีเขียวออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์แล้วก้มลง มองชายอีกคน ซึ่งอายุน่าจะมากกว่าตัวเองโขอยู่ สวมชุดเครื่องแบบคนขับแท็กซี่ ใบหน้าที่มีกระกระจายเต็มโหนกแก้มนั้นตอนนี้ซีดเผือด และมีเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือสองข้างยังยันที่คอนโซนของรถค้างไว้ เหมือนเจ้าตัวจะเกร็งค้างในท่านั้น

“เฮ้... ค่ารถ”

 เซดริกโบกเงินไปมาช้าๆ เมื่อเห็นคนขับที่นั่งตัวแข็งยังเหมือนไม่รู้ตัวว่ามาถึงที่หมายแล้ว เขาเลิกคิ้ว ยิ้มขำ ชายหนุ่มออกจากสนามบินแล้วก็เรียกรถแท็กซี่เพื่อจะมาที่นี่ การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนของแมนฮัตตัน มันทำให้เขาหงุดหงิด รถที่ขยับไปนิดเดียวก็ต้องติดอยู่นานสองนาน คนขับที่เป็นชายวัยกลางคนก็ได้แต่ยิ้ม ทั้งที่เมืองนี้ ผู้คนนิยมไปไหนมาไหนด้วยรถไฟใต้ดินที่บริการตลอดเวลาแท้ๆ แต่ปัญหารถติดก็ไม่เคยหมดไปเสียที  สุดท้าย คนที่นั่งเอนหลังพิงเบาะด้วยท่าทางเหมือนเกียจคร้านก็ขยับมาสะกิดไหล่คนขับเบาๆ แล้วบอกว่า ผมขับเอง ผมรู้ทางลัด

“...”

ชายกลางคนสะดุ้ง เหมือนเพิ่งรู้ตัว เขาหันไปมองผู้ชายที่โบกเงินช้าๆก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ เอามือลูบหน้า พึมพำขอบคุณพระเจ้าที่เขารอดชีวิต แล้วก็รับเงินจากอีกฝ่ายด้วยมือที่เย็นเฉียบ

“คุณมีเบอร์ไหมล่ะ ไว้ผมจะเรียกอีก”

เซดริกถามอย่างอารมณ์ดี การนั่งเครื่องมานานหลายชั่วโมงมาที่นี่ทำให้เขาเบื่อไม่น้อย การได้ขับรถเข้าตรอกและถนนที่ตัดลัดมายังบริษัท ด้วยตัวเองทำให้เขาหายเบื่อได้ดีทีเดียว

“เอ่อ... ผม... ขอบคุณครับ”

 คนขับพูดก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบลงจากรถ วิ่งไปเปิดท้ายเอากระเป๋าเป้ยื่นให้ชายหนุ่ม แล้วอ้อมมานั่งที่นั่งคนขับแล้วอย่างรวดเร็ว ไม่มีวันเสียล่ะ!  ที่เขาจะย้อนมารับผู้โดยสารบ้าระห่ำคนนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เขากลัวแทบตายตอนที่ผู้ชายตัวใหญ่สวมแว่นสีขากับเสื้อยืดปอนๆคนนี้ขับรถของเขาเข้าตรอกแคบๆ แล้วก็ตีโค้งด้วยองศาที่สองล้อด้านข้างยกขึ้นเพื่อจะเอียงทำองศาหลบมุมตึก!  ไอ้ฉากแบบนี้มันต้องอยู่แต่ในหนังเท่านั้นสิ! เขาขับรถแท็กซี่ในแมนฮัตตันมาห้าปี ยังไม่เคยรู้ว่าไอ้ตรอกเล็กๆ ที่อีกฝ่ายพาเขาเข้ามาเป็นทางลัดจะทะลุมาที่นี่ได้ในเวลาสั้นและเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด แต่ว่าต่อให้รู้ สาบานได้ว่าไม่มีใครจะกล้าขับมาแน่ ในเมื่อความกว้างของตรอกนั้นรถแทบจะไม่สามารถผ่านมาได้ด้วยซ้ำ! นี่ถ้าผู้โดยสารที่เขารับมาจากสนามบินคนนี้จะหัวโล้นสักหน่อย เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นดาราดังที่แสดงหนังแข่งรถเจ็ดภาคเรื่องเร็วแรง ทะลุนรก แน่ๆ แม้อีกฝ่ายจะพาเขาและรถของเขามาถึงที่หมายได้โดยไร้รอยขีดข่วน ก็เหอะ ยอมรับเลยว่าตอนนี้ขาเขาสั่น และก็เข่าอ่อนไม่หาย

“...”

 เซดริกย่นคิ้วมองรถแท็กซี่ที่ออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มถือกระเป๋าเป้ทรงกลมเหมือนกระสอบทราย สีเขียวขี้ม้าหันไปมองตึกหรูหราด้านหลัง ก่อนจะเดินก้าวยาวๆไปที่ประตูหน้า  พนักงานรักษาความปลอดภัยที่นั่งตรงเค้าท์เตอร์ชั้นล่างเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาแล้วก็ย่นคิ้ว เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาหาเขา แต่กลับตรงไปที่ลิฟต์ทันที แถมยังเป็นลิฟต์พิเศษ ที่ขึ้นไปชั้นบนสุดของตึกซึ่งเป็นเพ้นท์เฮ้าส์ของเจ้าของบริษัท คอนเนอร์ ซี.แพนเตอร์ อีกต่างหาก

“คุณครับ”

 พนักงานรักษาความปลอดภัยลุกก่อนจะรีบเดินออกมา แตะไหล่ของชายที่สูงกว่าตัวเองราวๆ ยี่สิบนิ้วได้

“มาพบใครหรือเปล่าครับ”

“เปล่านี่” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ

“คือว่า...”

ลิฟต์เปิดพอดี พร้อมกับคนที่ยืนข้างในส่งเสียงออกมาน้ำเสียงยินดีสุดชีวิต

 “คุณคอนเนอร์!

“สาบานว่าถ้าโผมากอดแล้วจูบผม ผมจะต่อยคุณ” เซดริกรีบยกนิ้วชี้ส่ายไปมาช้าๆ

“คุณคอนเนอร์ โอ... ขอบคุณพระเจ้า คุณยังมีชีวิตอยู่”

วิคเตอร์  บราวเนอร์หลับตาลง เอามือแตะหน้าอกทำท่าไม้กางเขนขอบคุณพระเจ้าก่อนจะเดินออกมามองเจ้านายที่หายตัวไปราวตายจาก เขาคิดอยากโผกอดแล้วจูบอีกฝ่ายจริงๆ ดีใจแทบบ้าเมื่อได้เห็นเขาอีกครั้ง ชายวัยสี่สิบกำลังคิดจะส่งทีมไปตามตัวชายหนุ่มตรงหน้า และอยู่ในช่วงที่คิดว่าจะเริ่มต้นตามหาเขาที่ในมุมไหนของโลกก่อนดี

“ ผม... ขึ้นไปได้หรือยัง”

 เซดริกหันไปถามพนักงานที่ทำหน้าตกใจ อีกฝ่ายอ้าปากค้าง เขาไม่รู้ว่าผู้ชายร่างใหญ่ที่เดินเข้ามาเป็นใคร แต่สำหรับชายในชุดสูทสีดำเรียบกริบ สวมแว่นตา ที่เพิ่งออกมาจากลิฟต์นี้ เขารู้จักดี นั่นคือวิคเตอร์ บราวเนอร์ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของที่นี่ คนสนิทของมิสเตอร์คอนเนอร์ มหาเศรษฐีหนุ่มคนดัง และเมื่อกี้เขาก็ได้ยินสรรพนามที่วิคเตอร์เรียกผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ด้วย

คุณคอนเนอร์

“เอ่อ ครับ ท่าน ผมขอโทษจริงๆครับ มิสเตอร์คอนเนอร์ ผมเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้แค่เดือนเดียว ผมไม่ทราบว่า...”

“ไม่เป็นไร”

 เซดริกบอกก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ วิคเตอร์ รีบเดินตามเข้าไปแล้วเป็นฝ่ายกดชั้นบนสุดให้เอง ทันทีที่บานประตูลิฟต์ปิด ชายสวมแว่นก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก มองคนที่ยืนห่างจากเขาไปไม่มาก ใบหน้าคมเข้มที่ผิวหน้าและแขนที่พ้นเสื้อยืดนั้นเป็นสีแทน เจ้านายของเขาคงไปสมบุกสมบันที่ไหนมาเหมือนเคยอีกแล้ว

“ผมกำลังจะให้ทีมมือหนึ่งออกไปตามหาตัวคุณพอดี”

เซดริกมองใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะยักไหล่

“ผมบอกแล้วว่าจะไปพัก แล้วก็จะกลับมา”

“สี่สิบกว่าวันนะครับ ที่คุณหายตัวเข้ากลีบเมฆไป ผมกำลังจะเชื่อว่าคุณโดนลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่อยู่แล้วด้วยซ้ำ”

“...”

 เซดริกเดินเข้ามาในเพ้นท์เฮ้าส์ส่วนตัวที่อยู่ชั้นบนสุดของตึกนี้ ภายในห้องที่ตกแต่งด้วยแนวเรโทร ผนังด้านหนึ่งเป็นอิฐเปลือย และติดไว้ด้วยโปสเตอร์หนังและโฆษณายุค 70 และ 70  กลางห้องมีมอเตอร์ไซค์คันใหญ่สีน้ำเงินดำจอดอยู่ มันคือซี แพนเตอร์ นัมเบอร์ 1 รุ่นแรกที่ผลิตออกมาเมื่อสี่ปีก่อน เซดริกวางเป้ลงบนพื้น เปิดหยิบสมุดสเก็ตภาพออกมา แล้วเดินไปเอามือลูบรถคันแรกที่เขาออกแบบและใช้มันเป็นตัวเบิกทางสร้างชื่อให้ ซี แพนเตอร์ กลายเป็นแบรนด์รถที่คนทั้งโลกสนใจโดยการส่งมันลงสนามระดับโลก ในการแข่งขันรถ Word SKB เมื่อสี่ปีก่อน และสามารถคว้าแชมป์มาได้อย่างสวยงาม  ไม่มีใครคิดว่า จะมีม้ามืดมาคว้าถ้วยแชมเปี้ยนไป ขี่โดยนักแข่งที่ไม่เคยมีใครรู้จัก ไม่ใช่มืออาชีพด้วยซ้ำไป ตอนนั้นเองที่ ซี แพนเตอร์ เปิดตัวออกมาพร้อมกับยอดขายที่สูงลิบ ชนิดที่ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดรถบิ๊กไบค์มาตลอดต้องสะเทือนเลยทีเดียว

“เรียกทีมวิศวะเครื่องยนต์เข้ามาหาผมพรุ่งนี้แปดโมงเช้า”

เซดริกบอก ก่อนจะยื่นสมุดในมือให้วิคเตอร์

“ผมจะสร้าง แพนเตอร์ตัวที่ 5 ออกมากลางปีนี้”

ชายหนุ่มพูดพลางก้าวขาขึ้นคร่อมเบาะรถคันใหญ่ โน้มตัวจับแฮนด์ เอียงหน้ามองวิคเตอร์ ปากหยักยกมุมสูง รถคันนี้เป็นรถที่ชายหนุ่มประกอบมันขึ้นมาด้วยตัวเอง และใช้มันลงสนาม โดยเขาเป็นคนขี่มัน เพื่อที่จะผงาดให้โลกหันมามอง ซี แพนเตอร์ ในการสนามแข่งขันระดับโลก และก็ทำมันสำเร็จสามารถคว้าแชมป์มาได้ จนเป็นการเปิดตัวที่สวยงามของบริษัท โดยไม่ต้องทุ่มทุนโฆษณาให้มากมาย

“ผมจะกลับบ้าน”

เซดริกบอกสั้นๆ

“กลับบ้าน”

วิคเตอร์ทวนคำ นานแค่ไหนที่เจ้านายเขาไม่เคยกลับไปบ้านของตัวเอง ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ที่แมนฮัตตัน เสียสามสิบเปอร์เซ็นต์ และใช้อีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่ข้างนอก โดยที่แม้แต่เขาเองที่เป็นคนสนิทและทำงานคลุกคลีกับเซดริกมาตลอด ยังไม่อาจเดาได้ว่าชายหนุ่มจะอยู่ที่ไหน เซดริกลูบมือบนตัวถัง ดวงตาสีฟ้ามองรถของเขาด้วยสายตาที่ทำให้วิคเตอร์ต้องผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ นึกอยากมีกล้อง จะได้ถ่ายภาพเซดริก คอนเนอร์ ที่คร่อมรถคันใหญ่ แล้วก็ลูบไล้มันด้วยมือของตัวเองไว้ มั่นใจว่าภาพที่เขาเห็นตอนนี้ถ้ามันไปอยู่บนป้ายบิลบอร์ดทุกแห่งในแมนฮัตตัน ผู้หญิงทั้งเมือง ... หรืออาจจะทั้งอเมริกาจะต้องกรีดร้องและตามล่าเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่านายแบบสุดเซ็กซี่คนนี้เป็นใคร ดีไม่ดี หากเจ้านายเขายอม อาชีพนายแบบอาจจะทำเงินได้ดีไม่น้อยกว่าสร้างรถขายนะ วิคเตอร์ขยับแว่นตามองคนที่เซ็กซ์เอ็กซ์พีลอาบไปทั้งตัว ด้วยสายตาทึ่งๆ แกมเสียดายโอกาสทางการตลาดที่ตัวเองคิดเล่นๆ เมื่อมั่นใจว่า เซดริกจะไม่มีวันยอมทำแบบนั้นแน่ เจ้านายเขาเป็นคนแปลก เขาออกแบบรถเองและมักจะหายตัวไปเป็นเดือนๆเสมอ แถมยังไม่ยอมออกสื่อ งานสังคมใดๆ ต่างจากพี่สาวที่ดูแลธุรกิจโรงแรม  อันเป็นกิจการหลักของครอบครัว ซาแมนต้า คอนเนอร์ สาวสวยผมสีทอง ใบหน้างดงาม และฐานะที่ร่ำรวยมหาศาลของครอบครัวคอนเนอร์ที่ว่ากันว่าเป็นมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลต่อกระดานเศรษฐกิจของยุโรปทีเดียว ด้วยความสวย และความร่ำรวย รวมทั้งความสามารถทำให้ซาแมนต้า โดดเด่นและเป็นหญิงสาวที่มีอิทธิพลของอเมริกา นิตยสารฟ็อปส์ยกให้เธอเป็นทั้งผู้นำแฟชั่น และยังเป็นสาวในแบบฉบับที่ผู้หญิงอเมริกาค่อนประเทศอยากจะเหมือนเธอ ยิ่งเมื่อซาแมนต้าแต่งงานกับชีคหนุ่มที่ร่ำรวยไม่แพ้กันของตะวันออกกลาง ยิ่งทำให้เธอคือเจ้าหญิงที่ใครต่อใครปรารถนาอยากเป็นเหมือนเธอ ไม่ต้องเหมือนทั้งหมด แค่เศษเสี้ยวก็ยังดี

“ครับ”

 วิคเตอร์รับคำ

“ผมอยากพักแล้ว คุณออกไปเถอะ”

 ร่างสูงก้าวลงจากรถก่อนจะเดินไปที่บันไดเหล็ก เหมือนบันไดหนีไฟที่เชื่อมชั้นลอยด้านบนของเพ้นท์เฮ้าส์ไว้ แล้วถอดเสื้อยืดที่สวมออก เผยรูปร่างท่อนบนของตัวเอง วิคเตอร์มองแผ่นหลังตึงแน่นด้วยกล้ามเนื้อของเจ้านายแล้วเดาะลิ้น ก้มมองร่างกายตัวเองก่อนจะยักไหล่ พระเจ้าลำเอียงเหลือเกิน  เขาเดินออกไปจากเพ้นท์เฮ้าส์ของเจ้านาย เขามีงานอีกมากต้องทำ เซดริกเอี้ยวคอมองข้ามไหล่ เขาเดินขึ้นบันไดเหล็กไปยังชั้นบน ซึ่งมีที่นอนกว้างตั้งอยู่ ข้างบาร์คู่สำหรับโหนออกกำลังกาย เขาเดินไปที่เตียง  ถอดรองเท้าออก ทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่ม ครางออกมาอย่างพอใจ นานแค่ไหนที่แผ่นหลังไม่ได้แตะที่นอนดีๆ แบบนี้  เซดริกล้วงหยิบไข่มุกเม็ดเล็ก ที่ไม่ได้กลมสวยเหมือนมุกที่อยู่บนเครื่องประดับต่างๆ เพราะว่าเขางัดมันออกมาจากเปลือกเองตอนที่ดำนำในทะเลตรงอ่าวของเกาะบารากัน เซดริกใช้ปลายนิ้วหมุนไข่มุกธรรมชาติขนาดเท่าผลบลูเบอร์รี่ในมือเล่น ก่อนจะพลิกตัวนอนคว่ำ สอดมือเข้าไปลากกล่องไม้ใต้เตียงออกมา แล้วเปิดฝากล่องออก ในนั้นมีของอยู่เกือบเต็ม เซดริกหยิบผ้าทอผืนเล็กที่เขาได้มันมาจากแคชเมียร์เมื่อฤดูหนาวที่แล้ว ก่อนจะวางไข่มุกลงไปแล้วพับผ้าห่อมันไว้ หย่อนลงกล่องเหมือนเดิม ผลักมันเข้าไปไว้ใต้เตียงอย่างเก่า มันกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม เซดริกจะต้องนำบางอย่างกลับมาเสมอ แล้วก็เก็บลงกล่องไม้นี่ มันเหมือนเป็นไทม์แคปซูล ที่เขาจะสามารถเอามานั่งดูแล้วย้อนคิดได้ว่า เขาได้มันมาจากที่ไหน ชายหนุ่มพลิกตัวนอนหงายตามเดิม ประสานมือสองข้างรองศีรษะไว้ คิ้วหนาขมวด เขาไม่ได้เข้ามาบริษัทนานมากแล้ว ไม่แปลกที่พนักงานรักษาความปลอดภัยด้านล่างจะไม่รู้จักตนเอง นั่นไม่สำคัญ เพราะว่าเขาไม่ถือสา แต่ว่าบ้าน... บ้านที่ไม่ได้กลับมาชาตินึงได้แล้ว จะมีคนลืมเขาแบบนี้บ้างหรือเปล่านะ ซาแมนต้าคงไม่ เพราะลองโทรมาร้องได้ด้วยได้แสดงว่าพี่สาวยังคิดถึงเขาอยู่ แล้วคนอื่นล่ะ... ภาพใบหน้ากลมๆโผล่มาในความคิด เซดริกย่นคิ้วก่อนจะส่ายหน้า เขาหมายถึงอาโทมัสนะ อาโทมัสจะลืมเขาหรือยัง

“ไร้สาระ”

เซดริกพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะพลิกตัวนอนคว่ำตามเดิม แล้วปิดเปลือกตาลง หลับได้แล้ว ชายหนุ่มบอกตัวเอง เขาต้องพักผ่อน พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายอย่างให้ต้องทำ อาทิเช่น เขาควรใช้สนับมือไหม ตอนตะบันหน้าผู้ชายที่เป็นพี่เขย แต่ทำให้พี่สาวเขาผู้ไม่เคยร้องไห้ต้องเสียน้ำตาอย่างอ่อนแอที่สุด 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

185 ความคิดเห็น

  1. #66 Love Have (@rakmee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กันยายน 2558 / 09:35
    งานนี้ถ้ารู้ว่าโดนหลอกจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะคะ
    #66
    0
  2. #50 ภาวนา ยะถาเทศ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 22:22
    โหดจริงพ่อคุณเอ๋ยถ้ารู้ว่าตัวเองโดนพี่สาวหลอกมาเหอๆจะเกิดไรขึ้นนะ
    #50
    0
  3. #49 โหล่วโล้ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 18:08
    ผู้ชายที่ทำให้พี่สาวสุดแสบขนาดนั้นร้องไห้ได้คงไม่รอน้องเขยมาชกเฉยๆแน่ๆ ตกหลุมคุณพี่แหงๆ
    #49
    0
  4. #48 sornza (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 17:22
    เสียรู้แซมมี่รึปล่าวเนี่ย
    #48
    0
  5. #47 Coldheartsheep (@Coldheartsheep) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 09:31
    โห~แร๊งส์อ่ะพ่อคู๊ณณณ เดี๋ยวพี่เขยหมดหล่อพอดี ^^
    #47
    0
  6. #46 patty (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 09:21
    รอร๊อรอ
    #46
    0
  7. #45 sa_ sa_sa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 08:26
    สนับมือเลยหรา ^^
    #45
    0