เพราะ (หยุด) รักคุณไม่ได้

ตอนที่ 2 : 01 : ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่ [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 284
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    12 มิ.ย. 63

 

 

01: ก็บอกแล้วว่าไม่ใช่

 

12.30 น.

หลังจากที่กัญญณัชเสร็จจากการตรวจคนไข้ หญิงสาวจึงกลับเข้ามาที่ห้องพักแพทย์เพื่อทานข้าวกลางวันก่อนจะกลับไปทำงานต่อ วันนี้ที่บ้านอุตส่าห์ทำกล่องข้าวมาให้ทานเป็นผัดผักพร้อมกับไก่ย่าง อาหารคลีนเพื่อสุขภาพที่แม่ของเธอหมั่นทำให้ทุกเช้า

แต่นั่งอยู่ได้สักพักหนึ่ง

“หมอกวางคะ” นางพยาบาลคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาหา

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” แพทย์หญิงเงยหน้าจากกล่องข้าวที่เพิ่งทานไปได้ไม่กี่คำ

“พอดีมีคนไข้รายหนึ่งจะต้องตรวจภายในค่ะ แต่เขาไม่ยอมตรวจ บอกอยากได้หมอผู้หญิง จะไปตามหมอเมย์ เธอก็ติดเคสอยู่”

อีกแล้วหรือ..

“ค่ะ งั้นเดี๋ยวกวางไป” กัญญณัชเก็บกล่องข้าวของตนเองตามเดิมก่อนจะหยิบน้ำมาดื่ม หญิงสาวเคยชินเสียแล้วกับเรื่องแบบนี้

ด้วยแผนกสูตินรีเวช ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือแผนกสำหรับคนไข้ผู้หญิง สาวๆ บางคนก็เขินอายที่จะต้องตรวจกับหมอผู้ชาย แพทย์หญิงอย่างเธอจึงได้ออกโรงเองอยู่บ่อยๆ

ครั้นพอมาถึงภายในห้องตรวจ กัญญณัชก็พบกับเมธานินทร์ที่อยู่ด้านในพร้อมกับคนไข้รายหนึ่ง เขาคงเป็นเจ้าของเคสนี้ ในเวลางานอีกฝ่ายก็มีวุฒิภาวะมากพอที่จะไม่กวนประสาทเธออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากเหน็บแนมหรือรับฟังอะไรที่ระคายหู แต่นอกเวลางานเมื่อไหร่ก็ไม่แน่

“คนไข้บอกว่ามีตุ่มสีขาวอยู่ข้างใน แกก็ตรวจหน่อยแล้วกัน” เขาเอ่ยกับเธอ

กัญญณัชเดินไปหาคนไข้สาวที่นั่งรออยู่บนเตียงตรวจก่อนจะทำการลากผ้าม่านรางปิดบริเวณรอบเตียงตรวจทั้งหมดเหลือเพียงคุณหมอสาว คนไข้สาว แล้วก็นางพยาบาล

“คนไข้บอกว่ามีตุ่มเหรอคะ” แม้ว่าจะได้ข้อมูลจากชายหนุ่มมาแล้ว แต่เธอก็อยากซักประวัติด้วยตนเองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ค่ะ คือว่า..มันอยู่ข้างในแต่ว่าไม่ใช่ภายใน เอ่อ ต้องแหวกดูน่ะค่ะ”

ท่าทางที่ดูประหม่าของคนไข้สาวทำให้กัญญณัชต้องเป็นฝ่ายยิ้มเล็กน้อยแล้วแสดงท่าทางให้ผ่อนคลายมากที่สุด หญิงสาวเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่เคยตรวจมาก่อน เป็นเรื่องปกติที่จะเขินอาย

“ค่ะ ถ้าแบบนั้นเดี๋ยวช่วยถอดกางเกงออกให้หน่อยนะคะ หมอจะได้ดู”

โชคดีที่คนไข้ทำตามอย่างว่าง่าย

“มีตกขาว ความผิดปกติ หรือเจ็บบ้างหรือเปล่าคะ”

“ไม่ค่ะ” อีกคนส่ายหน้า

“อ่า เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือเปล่า” เธอถามไปด้วยระหว่างที่ตรวจแหวกอะไรต่อมิอะไรอยู่

“ไม่เคยค่ะ”

“งั้นหมอจะไม่ตรวจเข้าไปข้างในเนอะ”

เมื่อตรวจเสร็จ คนเป็นแพทย์หญิงจึงบอกให้คนไข้เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาตามเดิมแล้วก็มานั่งฟังผลตรวจ กัญญณัชเดินออกมาจากม่านตรวจก่อนจะพบเมธานินทร์ยังนั่งอยู่ข้างนอกที่เดิม เธอก็สงสัย จะถามว่าเขาไม่มีคนไข้ต้องตรวจเหรอก็ลืมนึกว่านี่มันห้องตรวจของเขานี่นะ

“ก็ไม่เป็นอะไรมากนะ หมอจะจ่ายยาฆ่าเชื้อให้นะคะ เป็นตัวนี้ทานก่อนอาหาร”

“ค่ะ” คนไข้สาวพยักหน้าก่อนจะเริ่มเอ่ยถามอย่างเหนียมอายอีกครั้ง “คุณหมอคะ คือ...มีเรื่องอยากปรึกษาอีกนิดค่ะ”

“ค่ะ ว่ามาได้เลย”

“คือว่า...หนูได้ยินว่ามีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกมันเจ็บ” ใบหน้าของคนไข้สาวแดงระเรื่อเล็กน้อยแต่ก็ยังพูดต่อได้ “มีทางที่จะทำให้ไม่เจ็บบ้างไหมคะ”

“อืม เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับอีกฝ่ายด้วยนะคะ นอกจากนี้ก็มีเรื่องของความพร้อมทางด้านจิตใจและร่างกาย ลองพูดคุยกับคู่ให้มากๆ แล้วค่อยเป็นค่อยไปค่ะ” กัญญณัชเพียงตอบคำถามให้คำแนะนำไปในฐานะหมอ ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น

ทว่าคำถามต่อมากลับต้องทำให้หญิงสาวชะงัก

“คุณหมอเคยมีครั้งแรกรึยังคะ”

“...” ไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เธอจะต้องแอบเงยหน้าไปเหลือบมองนายแพทย์เจ้าของห้องตรวจที่อยู่ด้านหลังเล็กน้อย ปรากฏว่าเมธานินทร์เองก็สบตาเธอเช่นกัน แพทย์สาวเริ่มรู้ตัวว่าใบหน้าเห่อร้อนจึงต้องหายใจช้าๆ

“ขอโทษค่ะ มันเป็นเรื่องส่วนตัว คุณหมอไม่ต้องตอบก็ได้ หนูแค่กังวลไปหน่อย” พอรู้ตัวว่าตนเองถามอะไรที่มันละลาบละล้วง อีกคนก็รีบลนลานขอโทษ

“ไม่เป็นไรค่ะ” กัญญณัชยิ้มเล็กน้อย “เป็นเรื่องปกติที่เราจะกังวล ลองทำใจให้สบาย อย่าคิดว่าเป็นเรื่องน่ากลัว”

เมื่อตรวจคนไข้เสร็จ เจ้าของร่างบางก็เดินกลับมาที่ห้องพักแพทย์ตนเองด้วยความรู้สึกอึดอัดบางอย่างในใจ ตอนนี้เกือบจะหมดเวลาพักแล้วด้วยซ้ำ หญิงสาวทิ้งกายลงบนโต๊ะที่วางกล่องข้าวเอาไว้ ดวงตาหวานจับจ้องไปที่มันสักพัก

กลายเป็นว่าลืมหิวไปเลยนะเนี่ย เฮ้อ...

ในหัวยังคงมีคำถามของคนไข้ที่ถามเธออยู่ดังก้องในหัว ไม่ว่าจะพยายามเลิกคิดเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งพยายามลืมก็ยิ่งจำได้เสียอย่างนั้น เคยมีครั้งแรกไหมอย่างนั้นเหรอ? เธอโดนตั้งคำถามแบบนั้นทั้งที่ไอ้ผู้ชายคนแรกของเธอก็ยืนอยู่ในห้องด้วยกันเนี่ยนะ

เพลงที่เข้ากับชีวิตตอนนี้ก็ต้องยกให้ ลืมว่าต้องลืม ของวงเก็ตสึโนวา แล้วหละ

 

17.30 น.

หลังจากที่เลิกงาน กัญญณัชเดินออกมาที่ลานจอดรถพร้อมกระเป๋าใส่เอกสารและแล็บท็อบใบเดิมของตนเอง มือข้างหนึ่งกดรีโมตน์คอนโทรลเพื่อปลดล็อกรถ ส่วนอีกมือก็เปิดประตูทันทีเมื่อปลดล็อกได้ หญิงสาวเตรียมจะขึ้นไปนั่งด้านใน ทว่ามีมือของใครสักคนเข้ามาจับขอบประตูรถของเธอเอาไว้

พอหันไปมองก็พบเจ้าของร่างสูง คนคุ้นเคย

“มีอะไร” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

“วันนี้ฉันก็ออกเวรแล้ว”

“อ่าฮะ แล้ว?”

“รถฉันเสียอะ เย็นมากแล้ว ตามช่างเขาก็บอกจะมาดูให้พรุ่งนี้” เมธานินทร์พูดจบก็ชี้นิ้วไปยังรถออดี้สีดำเงาซึ่งจอดอยู่มุมในสุดของลานจอดรถ

“เรียกแกร๊บเรียกแท็กซี่สิพ่อคุณ” คิดว่าเธอจะไม่รู้หรือไงว่าเขาคิดจะขอเธอกลับด้วย

“ไหนๆ เราสองคนก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ก็กลับด้วยกันสิ ประหยัดน้ำมัน”

เห็นไหมล่ะ เดาผิดที่ไหน

“ฉันไม่นั่งรถไปกับแกหรอก” หญิงสาวปฏิเสธทันที ถึงแม้ว่าบ้านของอีกฝ่ายจะอยู่ห่างจากบ้านเธอไปแค่สามสี่หลังก็ตาม

“เถอะนะ ฉันไม่อยากนั่งแท็กซี่อะ ฉันกลัว” เมธานินทร์พูดพร้อมกับทำแววตาอ้อนวอน “เนี่ย ยอมคุยดีๆ ด้วยวันหนึ่งเลย สัญญา”

“นั่นมันคือสิ่งที่คนปกติควรทำย่ะ” แล้วเขาจะกลัวอะไรกับแท็กซี่ ต้องให้แท็กซี่มากกว่าสิเป็นฝ่ายกลัวผู้ชายคนนี้

“ไม่เห็นแก่ฉัน ก็เห็นแก่พ่อแม่ฉันก็ได้”

โอ้โห อ้างพ่อแม่แล้วเดี๋ยวนี้ เขาคงคิดว่ามันจะเป็นมุกที่ใช้ได้ผลกับเธอสินะ เพราะสมัยที่ยังเป็นเพื่อนกัน หญิงสาวก็แวะไปที่บ้านของเมธานินทร์บ่อยจนทางบ้านเขาเอ็นดู ทำขนมทำกับข้าวให้กิน

“แกมันน่ารำคาญรู้ตัวป้ะ”

ชายหนุ่มยิ้มกริ่มเมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทางอ่อนลงราวกับใจอ่อน เขาแบมือไปตรงหน้าสาวเจ้า ทำเอากัญญณัชต้องขมวดคิ้วมอง

“กุญแจรถ เดี๋ยวฉันขับให้”

“ไม่เป็นไร รถฉัน ฉันจะขับเอง แกน่ะไปนั่งนู่น” กัญญณัชส่ายหน้า เธอชี้ไปยังฝั่งที่นั่งข้างคนขับก่อนจะตัดสินใจเดินขึ้นรถพร้อมปิดประตูทันที

รอไม่นานเจ้าของร่างสูงอดีตเพื่อนรักก็เดินเข้ามานั่งรถด้วยกัน

หญิงสาวอดถอนหายใจไม่ได้ แค่คิดว่าจะต้องนั่งอยู่ในรถกับเมธานินทร์บนถนนในกรุงเทพฯ เวลาเย็นที่แสนรถจะติดแล้วก็อดเซ็งไม่ได้

“จะว่าไป ฉันก็ไม่ได้เจอพ่อแม่แกมานานมากแล้วนะ” เมธานินทร์เปิดบทสนทนา

“อืม ไม่ต้องไปเจอหรอก” หญิงสาวขานรับในลำคอเบาๆ

“อ้าว”

“ถึงไป พ่อแม่ฉันก็คงจำแกไม่ได้แล้วมั้ง”

ก็เล่นหายไปสิบเอ็ดปี ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นเขาก็หายไปเลย เหตุการณ์ในวันที่ตัดเพื่อนกับเมธานินทร์ พ่อกับแม่ของกัญญณัชก็เอาแต่ถามถึงเขา ว่าเขาหายไปไหนทำไมไม่กลับมาหาบ้างเลย หญิงสาวก็ทำเพียงแค่ตอบไปว่าเขาไปเรียนที่ไกลบ้าน ไม่ได้บอกสาเหตุว่าเลิกเป็นเพื่อนกันแล้ว

แต่ดูสิ อยู่ๆ อีกหลายปีต่อมา ก็ได้กลับมาเจอกันในโรงพยาบาลเดียวกัน ไม่รู้ทำเวรทำกรรมอะไรถึงยังต้องกลับมาข้องเกี่ยวกันอีก

“ก็ดี” อยู่ๆ ชายหนุ่มก็พูดแบบนั้น

“เออก็ดี ขืนไปเดี๋ยวพ่อแม่ฉันก็ทาบทามแกไปเป็นลูกเขยอีก ฉันขนลุกจะแย่ถ้าต้องเอาคนแบบแกมาทำพันธุ์”

พักหลังมานี้พ่อแม่ของเธอก็เร่งเร้าให้เธอหาแฟนแต่งงานเหลือเกิน เห็นผู้ชายบ้านไหนๆ ดีก็เอามานำเสนอหมด ไม่รู้ว่าจะรีบไปทำไม เธอยังอยากทำงานแบบไร้พันธะไปอีกนาน

“โอ้โห แกพลาดแล้วว่ะ เพราะผู้ชายแบบฉันมีแต่คนอยากได้” เมธานินทร์หัวเราะแล้วยืดอกภาคภูมิใจในตัวเอง

“ไม่ใช่ฉันคนนึงแน่ๆ อย่ามั่นหน้าให้มากนัก”

“อ้อเหรอออ” คนด้านข้างลากเสียงยาวอย่างน่าหมั่นไส้

ถ้าไม่ติดว่ากำลังขับรถอยู่แม่จะหันไปฟาดหน้าเข้าไปให้ ไว้จอดไฟแดงเมื่อไหร่เจอดีแน่ อุตส่าห์ยอมให้ขึ้นรถมาด้วยแล้วยังจะกวนประสาทอีกเหรอ

“พูดจาเหมือนแกไม่เคย...”

“ไอ้ไม้หนึ่ง!!” แม้เธอจะไม่มั่นใจว่าเขาจะพูดอะไรแต่ก็ต้องรีบปรามไว้ก่อน

“ทำไมครับ คุณกวาง”

“หุบปากเลยนะ ไม่งั้นฉันจะไล่แกลงจากรถ”

หญิงสาวไม่ได้หันหน้าไปมองคนด้านข้างเพราะต้องจับจ้องไปยังท้องถนนตรงหน้า พยายามควบคุมสมาธิของตัวเองให้มากที่สุด แต่ถึงไม่หันมอง กัญญณัชก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากเมธานินทร์ เขาไม่ได้พูดอะไรอีกตามที่เธอขู่เอาไว้

นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าความผิดจะอยู่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต

 

 

 

Castle-G's Talk

อีคู่นี้มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ!!

เห็นแบบนี้ พวกนางก็เหมือนจะมีซัมติงนะเออ

ฝากส่งฟีดแบคหน่อยน้า เม้นท์เยอะเราจะได้มีใจมาอัพต่อ ;-;

Facebook : Castle-G | Twitter : @castleglint

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #5 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 23:52
    มันต้องมีค่ะต้องมี ตัดเพื่อนไม่เหลือใยแล้ว
    #5
    0
  2. #4 I_wanna_resign (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 18:55
    พวกเธอสองคนนี่ มีอะไรกันห๊า!!!!!!
    #4
    0
  3. #3 9ningnong9 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 18:32
    B1 นายคิดเหมือนเรามะ ^^
    #3
    0