[Quatre] จนกว่าโลกนี้ไม่มีคุณ

ตอนที่ 9 : 08 : เรื่องที่ยังไม่รู้ [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,072
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 122 ครั้ง
    17 ส.ค. 63

จนกว่าโลกนี้ไม่มีคุณ
By Castle-G
08 : เรื่องที่ยังไม่รู้

 

เมอร์เซเดสเบนซ์สีขาวถูกขับผ่านประตูรั้วเข้าสู่ภายในพื้นที่บ้านหลังใหญ่ที่ภูริพัฒน์จะนานทีกลับมาครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มไม่ค่อยอยากมาเหยียบที่นี่มากนัก แต่มันก็เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขามีคอนโดที่ซื้อเอาไว้อยู่ที่หนึ่งซึ่งตอนนี้ก็ยกให้มาเจนตาอยู่ไปแล้ว เขามีไปนอนค้างกับเพื่อนในวงดนตรีด้วยกันบ้างช่วงที่ซ้อมดึกด้วยกัน ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ต้องกลับมานอนที่บ้านเช่นกัน

“แหม พักหลังมานี้กลับบ้านบ่อยจังเลยนะคะ”

เจ้าของคำพูดเมื่อครู่คืออีกสาเหตุที่ทำให้เขาไม่อยากมาเหยียบที่นี่

“บ้านผม ทำไมผมจะกลับไม่ได้ ขนาดบางคนยังหน้าด้านอยู่บ้านคนอื่นไม่ไปไหนสักที เกาะติดเป็นปลิง” ภูริพัฒน์หันไปค่อนขอดหญิงวัยกลางคนที่พูดประโยคก่อนหน้า เสร็จแล้วเขาก็เดินผ่านโถงใหญ่ของบ้านเพื่อขึ้นบันไดไปชั้นสอง ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้า

“ค่ะ งั้นก็รักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของนั้นเอาไว้ให้ดีเถอะ ฉันก็กลัวว่าวันหนึ่งคุณเฟียสจะเก็บมันไว้ไม่ได้”

เพียงดาว คือชื่อของผู้หญิงวัยสี่สิบกว่าตรงหน้า เธอมีสถานะเป็นภรรยาคนใหม่ของพ่อภูริพัฒน์ หรือแม่เลี้ยงของเขา แต่เขาไม่เคยนับผู้หญิงคนนี้เป็นคนในบ้านแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่ที่เพียงดาวพร้อมลูกติดของเธอเข้ามาเหยียบที่นี่ บ้านของเขาก็น่ากระอักกระอวนใจเกินจะอยู่

“ถ้ากลัวก็คงไม่ส่งคนมาทำร้ายผมหรอก วิธีลอบกัดแบบนั้น หมามันยังไม่ทำเลยครับ”

อีกฝ่ายหลุดทำแววตาวูบไหวอยู่แว้บหนึ่งก่อนจะกลับมาทำใบหน้าราวกับเป็นห่วง

“ตายจริง แล้วคุณเป็นอะไรมากไหมคะ ฉันไม่รู้มาก่อนว่าคุณโดนลอบทำร้าย”

“ตลกจัง เป็นคนบงการแต่ไม่รู้”

“กล่าวหาคนอื่นแบบไม่มีหลักฐานแบบนี้ไม่ได้นะคะ”

“เดี๋ยวก็มี หลักฐานน่ะ” พูดจบ เจ้าของร่างสูงก็เดินออกมาทันที เขาไม่อยากอยู่เสวนากับคนแบบนี้ให้เสียเวลาอีก

ซึ่งในระหว่างขั้นบันไดจะไปถึงชั้นสองของบ้าน ชายหนุ่มก็พบกับเจ้ากรรมนายเวรอีกคนหนึ่งของตนเอง ธรรม์ ลูกชายที่เป็นลูกติดของเพียงดาว เข้ามาอยู่ที่นี่หลังจากที่พ่อของเขาแต่งงานกับเธอ

“อ้าวพี่เฟียส สวัสดีครับ”

“อืม” ภูริพัฒน์ไม่อยากให้ความสนใจเด็กคนนี้มากนัก เทียบกับคนแม่แล้ว เขารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้เกลียดแต่ก็ไม่ได้ชอบเช่นกัน

ครอบครัวอันแสนอบอุ่นของภูริพัฒน์สิ้นสุดตั้งแต่ตอนอายุสิบห้าปี เป็นปีที่เขาเสียแม่อันเป็นที่รักไปด้วยอุบัติเหตุ และหลังจากนั้น 3 ปี พ่อของเขาก็แต่งงานใหม่พร้อมกับพาเพียงดาวและธรรม์เข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ของบ้าน ชายหนุ่มไม่ใช่คนใจแคบปิดกั้นความสุขของผู้เป็นพ่อ เขาคงทำใจรับเพียงดาวมาเป็นแม่เลี้ยงได้ง่ายๆ ถ้าผู้หญิงคนนั้นจริงใจมากกว่านี้ เขาไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงได้เลือกเธอ เขาไม่รู้สึกถึงความรักความจริงใจที่เพียงดาวมีให้พ่อเลยด้วยซ้ำ มีแต่หวังในเงินและทรัพย์สมบัติเสียมากกว่า

เมื่อกลางปีที่แล้ว ภูริพัฒน์ก็สูญเสียพ่อไปอีกคนด้วยโรคร้ายที่เรื้อรังมานาน ซึ่งก่อนผู้เป็นพ่อจะเสีย ก็ได้เขียนพินัยกรรมเรื่องยกมรดกต่างๆ โชคดีที่พ่อของเขายังไม่หน้ามืดตามัวถึงขั้นยกทุกอย่างให้เมียใหม่ เพียงดาวและธรรม์ได้รับทรัพย์สินในส่วนของเงินเล็กน้อยเพื่อใช้ชีวิตต่อได้ และยกสมบัติที่เหลือ คือบ้านที่ดินทั้งหมดพร้อมหุ้นส่วนบริษัทให้กับลูกชายคนเดียว

มาถึงตรงนี้ก็ดูไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างราบรื่นดี แต่ปัญหาอยู่ที่ชายหนุ่มยังไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพ่อของเขาได้กำหนดเงื่อนไขให้เขาทำ 2 ข้อ ถ้าภายในระยะเวลา 3 ปีหลังจากพินัยกรรมถูกเปิด แล้วภูริพัฒน์ยังทำไม่สำเร็จสักข้อ ทรัพย์สินที่เขาควรได้จะถูกยกให้เพียงดาวดูแล เขาจึงรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก ลำพังเรื่องหุ้นส่วนหรือเงินทองอื่นๆ เขาก็คงไม่ใส่ใจมาก แต่บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แม่เขารัก บ้านที่แม่ร่วมสร้างกับพ่อมา เขาไม่ยอมเสียมันไปให้สองแม่ลูกนั้นแน่นอน

Rrrrr

เมื่อชายหนุ่มขึ้นมาถึงบนห้องนอนของตนเอง เสียงโทรศัพท์จึงดังอย่างประจวบเหมาะ ซึ่งคนที่โทรมาก็ทำให้เขาขมวดคิ้ว

“ครับ ว่ายังไง”

[เห็นว่าช่วงนี้พี่เฟียสอยู่ที่บ้านบ่อยๆ งั้นช่วงนี้คงว่างสินะคะ]

“มีอะไรหรือเปล่าน้องเพชร”

[เพชรแค่อยากจะนัดพี่เฟียสออกไปทานข้าวด้วยกันน่ะค่ะ เราไม่ได้เจอกันมาเดือนกว่าแล้วนะคะ] น้ำเสียงสดใสดังมาจากปลายสาย บ่งบอกว่าอีกคนกำลังมีความหวังอย่างมาก

“เอาไว้อีกหน่อยแล้วกันนะครับ”

[คำนี้อีกแล้ว นี่พี่จะไม่มาเจอคู่หมั้นตัวเองสักหน่อยเหรอคะ คุณพ่อของเพชรก็ถามหาพี่อยู่บ่อยๆ ด้วย มาทานข้าวที่บ้านเพชรหน่อยไหมคะ]

“ฝากไปบอกคุณอาหน่อยว่าพี่ยังไม่สะดวก แต่จะหาเวลาไปให้ได้นะ” เขาเอ่ย

[เฮ้อ ก็ได้ค่ะ เพชรจะรอนะคะ แล้วพี่เฟียสทำอะไรอยู่เหรอคะ]

“ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ อยู่บ้านเฉยๆ”

[งั้นเพชรเข้าไปหาพี่เฟียสที่บ้านนะคะ อย่าเพิ่งออกไปไหนล่ะ แล้วเจอกันค่ะ]

“เดี๋ยวเพชร..!” ภูริพัฒน์ขมวดคิ้วเมื่อสายถูกวางไปแล้ว เขาห้ามอะไรไม่ทันด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ก่อนจะทิ้งกายลงไปนั่งที่ปลายเตียงนอน ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อยู่ดี เพราะ น้ำเพชรคือคู่หมายที่ถูกจับคู่กับเขาโดยพวกผู้ใหญ่มาตั้งแต่หลายปีที่แล้ว

ที่สำคัญนี่คือเงื่อนไขข้อแรกจากทั้งหมด 2 ข้อในพินัยกรรม ซึ่งเขาจะต้องทำให้ได้ภายใน 3 ปี เงื่อนไขนั้นกล่าวไว้ว่าเขาจะต้องหมั้นหมายและแต่งงานกับน้ำเพชร ลูกสาวคนเดียวของเพื่อนรักผู้เป็นพ่อ ตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่สองปีครึ่งเศษเท่านั้น

  [2]

ยิ่งประวิงเวลาให้นานยิ่งจะทำให้เหตุการณ์มันยิ่งแย่ ภูริพัฒน์รู้ดี ถ้าเขารีบแต่งงานทุกอย่างมันก็จะเรียบร้อย ทว่าชุดความคิดอีกส่วนก็ห้ามเอาไว้ให้รอไปอีกหน่อย

ไวราวกับนิยาย เมื่อน้ำเพชรเดินทางมาถึงบ้านของภูริพัฒน์หลังจากที่วางหูจากโทรศัพท์ไปได้ไม่นาน ราวกับว่าเจ้าตัวอยู่แถวบ้านเขาอยู่แล้ว

น้ำเพชร อายุน้อยกว่าของภูริพัฒน์สองปี เธอกำลังเรียนอยู่ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัย มีใบหน้าสวยหวาน รูปร่างดี รอยยิ้มพึงใจของเธอหากใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก ร่างบอบบางของคู่หมั้นคู่หมายเดินยกยิ้มร่าเริงเมื่อเห็นว่าภูริพัฒน์เดินลงมาพบที่ห้องรับแขกชั้นล่าง เมื่อเขาเข้าไปนั่งโซฟาด้านข้าง หญิงสาวจึงหยิบถุงกระดาษที่ใส่บางอย่างขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“เพชรซื้อขนมที่พี่ชอบมาด้วยค่ะ”

ขนมปังอบของร้านที่อยู่บนถนนเดียวกับบ้านของเขา ภูริพัฒน์จำโลโก้ร้านบนถุงได้

“ขอบคุณครับ น้องเพชรมาหาพี่มีอะไรหรือเปล่า”

“คู่หมั้นมาหาจำเป็นต้องมีธุระด้วยเหรอคะ เพชรแค่อยากมาเจอหน้าพี่เฟียส”

“เรายังไม่ได้หมั้นกันนะครับ แค่ผู้ใหญ่เขาดูตัวเอาไว้เท่านั้น” ชายหนุ่มแก้ไขประโยคนั้น และเมื่อเห็นสาวเจ้าทำหน้าง้ำงอเล็กน้อยก็เอ่ยต่อ “พี่ไม่อยากให้เพชรเสียโอกาสที่จะได้เจอผู้ชายคนอื่น”

“ทำไมเพชรต้องเจอผู้ชายคนอื่นด้วยคะ ตอนนี้ยังไม่หมั้น สักวันนึงก็ต้องหมั้นต้องแต่งงานกันอยู่ดีค่ะ คุณพ่อของพี่เฟียสก็ต้องการอย่างนั้น”

“กินข้าวมาหรือยัง” เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง

“โอ๊ะ ถ้าเพชรตอบยัง พี่จะพาไปกินเหรอคะ” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยนั้นอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าของใบหน้าจะแสดงอาการเสียดาย “กินมาจากที่บ้านแล้วน่ะค่ะ แย่จัง”

“ไว้โอกาสหน้าก็ได้ครับ”

“แล้วคุณน้าอยู่บ้านไหมคะ”

“รายนั้นก็น่าจะอยู่ทุกวันนะ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงแม่เลี้ยงตนเอง

“ไหนๆ ก็มาแล้ว เพชรอยากจะถามพี่ว่าสะดวกไปเจอพ่อแม่ไหมคะ ท่านอยากคุยด้วยเรื่องการแต่งงานของเราสองคน” น้ำเพชรเริ่มเปิดประเด็น

 “พี่ว่ามันยังเร็วไปนะครับ เอาไว้เพชรเรียนจบค่อยคุยเรื่องนี้อีกทีดีกว่า” และนั่นคือหนึ่งในข้ออ้างเพื่อประวิงเวลาของเขา แต่มันก็คงจะใช้ได้อีกไม่นาน เนื่องจากสาวเจ้าก็เรียนเป็นปีสุดท้ายแล้ว

“อีกแค่ไม่กี่เดือนเองนะ”

“ใช่ครับ อีกแค่ไม่กี่เดือนก็รอหน่อย ช่วงนี้พี่ทำงานเยอะยังไม่มีเวลาเลย” ภูริพัฒน์มีทั้งเรื่องงานราษฎร์งานหลวง ไม่ว่าจะเรื่องงานดนตรีหรือแม้กระทั่งงานในบริษัทของผู้เป็นพ่อที่ทิ้งเอาไว้ให้ เขายังไม่ได้เข้าไปรับตำแหน่งอะไรในบริษัทแต่ก็ยังวุ่นวายมาก

“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวถอนหายใจแต่ก็ยอมเข้าใจแต่โดยดี

“หรือถ้าคิดว่ารอนานเกินไป เพชรจะไม่อยากแต่งแล้วพี่ก็เข้าใจนะ”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ เพชรรอได้”

ถึงเขาจะพยายามบอกกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน ให้อิสระด้านความคิดไปเลือกคนอื่นได้เสมอ เขาไม่ได้เป็นอะไรแต่น้ำเพชรก็ยังยืนยันคำเดิมทุกครั้ง

“แล้วนี่เหมือนพี่จะออกไปไหนเลย เห็นแต่งตัว” หญิงสาวถามหลังจากลอบสังเกตการแต่งกายที่ดูดีเกินกว่าจะอยู่แค่บ้าน

“ออกไปซ้อมดนตรีที่บ้านของเฮียพิทช์น่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง ขยันจังเลยนะ ซ้อมทุกวัน” เมื่อเห็นว่าอีกคนมีธุระไปต่อ เธอจึงลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับ “งั้นเพชรมารบกวนเท่านี้นะคะ ถ้ายังไงมีเวลาว่างๆ ไปทานข้าวที่บ้านเพชรหน่อยนะคะ คุณพ่ออยากเจอ”

“ได้ครับ ฝากความคิดถึงไปให้คุณอาด้วย แล้วนี่มายังไง ให้พี่ไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ คนของที่บ้านมาส่ง” น้ำเพชรตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ จากนั้นเธอจึงขยับกายเข้าไปหาร่างสูงที่นั่งตรงหน้าพร้อมกับโน้มลงไปประทับจูบเบาๆ ที่ข้างแก้มของเขา

ภูริพัฒน์อึ้งเล็กน้อย เขาคาดไม่ถึงว่าอีกคนจะทำแบบนี้ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เจ้าของร่างบอบบางก็เดินออกจากบ้านไปเสียก่อน

 

“มึงมาทำอะไร วันนี้ไม่มีนัดซ้อม” ผู้เป็นเจ้าของบ้านถามพร้อมขมวดคิ้วหลังจากที่เห็นร่างสูงของภูริพัฒน์เดินดุ่มๆ เข้ามาข้างในแบบไม่มีการให้สัญญาณอะไร

“มาเฉยๆ เบื่อบ้าน” ชายหนุ่มตอบคนเป็นพี่ก่อนจะทิ้งกายลงไปนั่งที่เก้าอี้รังนกสีขาว

“ทำหน้าเครียดอะไรขนาดนั้น” พิทช์เห็นใบหน้าบูดบึ้งของอีกฝ่ายแล้วก็รำคาญลูกตา

“เรื่องน้องเพชรน่ะสิ”

“อ้อ คู่หมั้นมึง”

“ยังไม่ได้หมั้น” เขาแก้

“แล้วยังไง เขาก็น่ารักดีนี่ นิสัยก็ใช้ได้ ไม่ใช่คนงี่เง่า” พิทช์เคยเจอน้ำเพชรอยู่สองครั้ง ครั้งแรกคือเจ้าตัวมาดูวงเขาเล่นดนตรีที่ร้าน ครั้งที่สองเจอตอนไปเดินเลือกซื้ออุปกรณ์สำหรับเครื่องดนตรี

“ที่พูดมาก็ไม่ผิด” ภูริพัฒน์มองไม่เห็นถึงข้อเสียของน้ำเพชร และเพราะแบบนั้นเขาจึงไม่อยากแต่งงานกับเธอแค่ชั่วคราวเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขในพินัยกรรม มันทำให้ฝ่ายหญิงเสียเวลา เสียโอกาสในการเจอคนใหม่ๆ

“เฮ้อ แล้วยังไง? มึงจะไม่แต่ง? บ้านมรดกของแม่มึงก็จะปล่อยไปเหรอ”

“ไม่มีทาง”

“เห็นมะ มึงก็ต้องแต่งงานกับเขาเพื่อให้เข้าเงื่อนไข หรือว่า...” พิทช์หยุดพูดแล้วลากเสียงคำสุดท้ายเพื่อเว้นวรรคประโยค “มึงจะเลือกทำเงื่อนไขข้อที่สอง?”

เพราะในพินัยกรรมเขียนไว้ว่าต้องทำตามเงื่อนไขให้ได้ อย่างน้อยหนึ่งข้อภายใน 3 ปี นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องแต่งงานกับน้ำเพชรก็ได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขข้อที่สองให้ได้

“ไอ้เหี้ย”

“เฮียครับ ไอ้สัส เรียกกูเฮีย”

“เออไอ้เฮีย ข้อสองอะ แม่งยากกว่าข้อหนึ่งอีกนะเว้ย พ่อกูคิดอะไรอยู่วะเนี่ย” ยิ่งพูด ภูริพัฒน์ก็ยิ่งเบื่อหน่าย ทำไมบ้านหลังนั้นที่ควรจะเป็นของเขาอยู่แล้วต้องมาทำเรื่องแบบนี้ก่อน ถึงจะได้มันมาด้วยก็ไม่รู้

“มึงมาหากูเพื่อบ่นเรื่องแค่เนี้ย?”

“เออ ก็อยากหาคนคุยด้วยไง มันอึดอัดใจ”

“งั้นมึงกลับไปเลย กูรำคาญมึง”

“กลับไปไหน บอกว่าเบื่อบ้าน”

“ไปหาคอนโดที่มึงซุกเด็กไว้นู่นไง” พิทช์รู้ เพื่อนในวงรู้ แฟนคลับ..ไม่รู้

“ไม่อยู่หรอก น้องเขาไปเรียน” พอได้นึกถึงมาเจนตา ความอึดอัดในใจของภูริพัฒน์ก็เริ่มคลายตัวลง และพอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้คือเวลาเที่ยง น่าจะเป็นช่วงพักก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งข้อความไปหาคนที่ตนคิดถึง

Puri : หนูทำอะไรอยู่

รออยู่สักพัก คนที่เขาตั้งชื่อไลน์เอาไว้ว่า ยัยหนูก็ตอบแชทกลับมา

ยัยหนู : ออกมาร้านชานมกับเพื่อนค่ะ

ภูริพัฒน์ยิ้มเมื่อเห็นรูปภาพที่มาเจนตาส่งมาให้ เป็นรูปของแก้วชานมพร้อมกับขนมหวานบนโต๊ะ

Puri : กินเยอะๆ นะ จะได้มีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง

ยัยหนู : วันหลังก็ไปด้วยกันสิคะ

Puri : ครับ อยากกินอะไร พี่จะพาไป

“นั่น แน่ะ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่” พิทช์ที่มองภาพของมือกีต้าร์ของวงกำลังจิ้มกดโทรศัพท์แล้วยิ้มไปด้วยก็เกิดอาการหมั่นไส้ “รำคาญ ออกไป๊!

“น้องนะเว้ย ไล่เหมือนหมูเหมือนหมา” ภูริพัฒน์เงยหน้าไปมองคนเป็นมือกลองอย่างไม่สบอารมณ์

“ระวังเถอะมึง ถ้าน้องน้ำเพชรรู้ มึงโดนดีแน่ บ้านของทางนั้นก็คงไม่พอใจหรอก เขาเข้าใจว่ามึงกับลูกสาวเขาคบกันไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ได้คบ” ชายหนุ่มปฏิเสธอีกครั้ง

“แต่ผู้ใหญ่รับรู้ มึงเคยงงๆ กับชีวิตมึงบ้างป้ะเฟียส”

“กูถึงได้หนักใจนี่ไง”

“แล้วน้องคนนั้น เขารู้ป้ะว่ามึงคู่หมายที่ต้องแต่งงานด้วยอยู่แล้ว”

คำถามล่าสุดจากพิทช์ทำให้เขาถึงกับชะงักไปชั่วขณะ

“ไม่อะ” เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจัดการกับเรื่องนี้แบบไหน ถ้าบอกไปแล้วยังไง เขายังไม่อยากพูดเรื่องที่ยังไม่แน่นอน ใช่ว่าจะได้แต่งงานกับน้ำเพชรในเร็ววันเสียหน่อย ทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนแปลงก็ได้ในเมื่อเขาเองก็ยังเหลือเงื่อนไขข้อที่สองที่แสนยากเย็นนั่นอยู่ แต่จะให้ปฏิเสธน้ำเพชรไปเลยเขาก็ยังทำไม่ได้

ตอนนี้ภูริพัฒน์เหมือนคนเห็นแก่ตัวที่จะเก็บเอาไว้ทุกอย่างจริงๆ

“ระวังเถอะมึง แซวแต่กูให้ระวังรถไฟชนกัน มึงนั่นแหละจะโดนคนแรก” 


[3]


16.25 น.

“ไม่เห็นต้องมารับเลยค่ะ หนูกลับเองได้” มาเจนตารู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆ วันนี้ภูริพัฒน์ก็ส่งข้อความมาบอกตอนที่เธอเรียนเสร็จว่าจอดรถรออยู่

“พี่อยากมารับ จะได้เจอหน้าหนูไวๆ ไง”

หญิงสาวย่นจมูกใส่คนช่างพูด เธอปิดประตูรถพร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยทันที

“มารับนี่จะพาไปไหนคะ”

“พี่จองที่นั่งสำหรับดินเนอร์เย็นนี้เอาไว้ อยากพาหนูไป”

“แบบนั้นหนูก็ต้องกลับไปเปลี่ยนชุดก่อนหรือเปล่า” หญิงสาวถามพลางก้มมองชุดนิสิตของตัวเองเล็กน้อย หากจะใส่ชุดนี้ไปดินเนอร์ก็คงไม่เหมาะ

“เดี๋ยวไปเปลี่ยนที่นู่นเลยแล้วกัน พี่ให้คนเตรียมไว้ให้แล้ว”

และนั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้มาเจนตาคาดไม่ถึงอีกเรื่อง เธอไม่รู้ว่าทุกอย่างจะถูกเตรียมพร้อมมาขนาดนี้ แต่ถึงจะสงสัยอย่างไรก็ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ

“สรุปเราจะไปดินเนอร์ที่ไหนกันเหรอคะ” หากพูดถึงร้านดินเนอร์ เธอก็นึกถึงพวกร้านตามภัตตาคารหรือดาดฟ้าโรงแรมทั่วไป

“ไปล่องเรือ” ภูริพัฒน์ตอบ

“ล่องเรือ?” เขาทำให้เธอคาดไม่ถึงอีกแล้ว

“ใช่ พี่จองโต๊ะดินเนอร์บนเรือเอาไว้ พี่จะพาหนูไปทานข้าวพร้อมกับล่องเรือชมวิวสองข้างทางแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนกลางคืน”

ภูริพัฒน์นี่ขยันหาเรื่องมาให้เธอประหลาดใจอยู่เรื่อยเลย

เป็นอย่างที่ชายหนุ่มบอก เมื่อมาถึงเธอก็ได้รับเสื้อผ้ามาชุดหนึ่งสำหรับเปลี่ยนโดยหญิงสาวนำชุดนั้นไปจัดการตัวเองในห้องที่ทางโรงแรมจัดให้ ชุดที่มาเจนตาสวมอยู่ตอนนี้คือเดรสผ้าโพลีเอสเตอร์สีส้มพีชความยาวถึงเข่า ด้านหลังแหวกต่ำโชว์แผ่นหลัง มีโบว์ผูกเอาไว้

ร่างบางเดินออกมาพบกับภูริพัฒน์ที่ล็อบบี้โรงแรมที่เดิมเมื่อแต่งตัวเสร็จ แล้วนั่นก็ทำให้คนที่ยืนรอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอ

“เป็นอะไรไปคะ ไม่สวยเหรอ”

“สวย แต่แอบโป๊นะ ใครเลือกชุดเนี่ย” ชายหนุ่มไม่รู้เรื่องการเลือกชุด เพราะแค่ขอให้ช่วยเตรียมไว้เท่านั้น แผ่นหลังขาวเนียนนั้นประจักษ์แก่สายตาของคนที่เดินผ่านไปมา

“ไม่โป๊หรอกค่ะ แค่หลังเอง หนูชอบนะ” เธอไม่ค่อยใส่ชุดแบบนี้ นานทีจะใส่ครั้ง

“ครับ ถ้าชอบก็ดีแล้ว เดี๋ยวนั่งรออีกหน่อยดีกว่าค่อยขึ้นเรือ”

โรงแรมแห่งนี้อยู่ติดกับแม่น้ำสี่พระยาและเป็นเจ้าของบริการล่องเรือที่ภูริพัฒน์จองเอาไว้ ชายหนุ่มจึงพาหญิงสาวมานั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ก่อน

“พี่คิดยังไงคะเนี่ย ถึงจะพามาล่องเรือ”

“ก็เห็นว่าเบื่อๆ เลยพามาเปิดหูเปิดตาข้างนอก”

“จริงๆ ก็ไปทานข้าวด้วยกันธรรมดาก็พอค่ะ แบบนี้มันยิ่งใหญ่ไปหน่อย” เธอไม่ค่อยชินกับการเล่นใหญ่ของเขาเลย มาเจนตาชักอยากรู้เสียแล้วว่าอีกคนทำงานอะไรนอกเหนือจากเล่นดนตรีหรือเปล่า เธอไม่เชื่อหรอกว่านักดนตรีตามร้านกลางคืนจะรวยได้ขนาดนี้

“หนูเคยมาล่องเรือตอนกลางคืนหรือยัง”

“ยังค่ะ”

“ก็นั่นแหละ พี่พามาหาประสบการณ์ใหม่ๆ จะได้ไม่จำเจ” ชายหนุ่มตอบ

“เหมือนหนูเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวเลย” ถึงมันจะเป็นข้อตกลงที่มาเจนตารู้ดีมาแต่แรกอยู่แล้ว แต่เธอก็ยังไม่ชิน

“เป็นเด็กดีของพี่ก็พอ”

นั่นสินะ ตอนนี้เธอเป็นเด็กของเขานี่ อะไรที่เขาให้ก็รับไว้เถอะ วันหนึ่งเขาเบื่อแล้วทิ้งขึ้นมาจะได้ไม่เสียใจทีหลัง อย่างน้อยก็กอบโกยมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว... ไม่สิ นี่เธอชักจะเชื่อคำพูดเพื่อนมากเกินไปหรือเปล่า

“พี่เฟียส คือว่าเมื่อวานมีคนมาชวนให้ไปลองเป็นนางแบบถ่ายโฆษณาดูค่ะ เหมือนว่าเป็นทางเข้าวงการบันเทิงด้วย” มาเจนตาตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้ชายหนุ่มฟัง

“อืม บอกพี่นี่จะปรึกษาเหรอ”

“จะขออนุญาต พี่เป็นผู้ปกครองหนูไม่ใช่เหรอ”

ร่างสูงหลุดยิ้มบางเมื่อได้ฟังคำว่าเขาเป็นผู้ปกครองของเธอ ไหนจะคำว่าขออนุญาตนั่นอีก

“ได้ ถ้าแบบนั้นพี่ต้องเช็กประวัติของบริษัทหน่อยแล้ว” ในเมื่อยัยตัวเล็กของเขาบอกแบบนั้น เขาก็จะเล่นให้สมบทบาท “ขอดูหน่อยว่าคนที่ว่านั่นใคร”

“อืม..เขาให้นามบัตรไว้ค่ะ เหมือนจะวางไว้ที่ห้อง ไว้กลับไปจะเอาให้ดูนะคะ”

“ได้ครับ”

 

19.00 น.

เรือเริ่มแล่นออกจากท่าเมื่อถึงเวลา บนโต๊ะดินเนอร์ถูกจัดเอาไว้สำหรับชายหญิงทั้งสองโดยเฉพาะ มีพนักงานเดินมาเสิร์ฟออเดิฟก่อนจะตามด้วยอาหาร มาเจนตาทอดสายตามองไปด้านนอกเรือที่กำลังแล่นอยู่บนผิวน้ำ นี่เป็นประสบการณ์ใหม่อย่างที่ภูริพัฒน์บอก

นี่คือครั้งแรกที่หญิงสาวได้มานั่งเรือท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องจากตึกริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลากลางคืน มีทั้งไฟประดับและหลอดไฟจากบนเรือ ลมเอื่อยพัดผ่านใบหน้าหวานเป็นระยะ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้เทียนบนโต๊ะดับได้ นอกจากนั้นระหว่างที่ทานอาหารก็มีคนบรรยายสถานที่ต่างๆ ริมแม่น้ำว่าคือที่อะไรบ้าง ทั้งชื่อตึก ชื่อสะพานที่ผ่านมา

“เป็นอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าใบหน้าหวานนั้นกำลังซีดเซียวเล็กน้อย

“มีลมเบาๆ แต่ก็หนาวน่ะค่ะ” เธอใส่เสื้อสายเดี่ยวเสียด้วย รู้สึกว่าลมที่พัดผ่านมันพาความเย็นมาให้ด้วย ไหนจะความเย็นจากแม่น้ำเข้ามาสมทบ

พอได้ฟังที่คนน้องพูด คนพี่ก็รีบถอดเสื้อคลุมแขนยาวที่ตนสวมออกมาห่มให้ร่างบางตรงหน้าทันที

“ถ้าอยากกลับแล้วก็บอกได้นะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูอยู่ได้ ขอบคุณนะคะ” หากจะบอกว่ามาเจนตาไม่รู้สึกใจเต้นแรงกับการกระทำของภูริพัฒน์เมื่อครู่เลย ก็คงเป็นโกหก

ถ้าเธอเริ่มชอบเขาจริงจัง มันจะเป็นเรื่องที่ควรทำหรือเปล่านะ



ดูเอาไว้ค่ะว่าคนรวยๆ เขาเลี้ยงเด็กกันยังไง
แต่ตอนนี้เราเหงามาก ไม่มีฟีดแบคให้อ่านเลย ;-; หมดกำลังใจแล้ว
______________________________________________
#เฟียสมากพ่อ
Facebook : Castle-G | Twitter : @castleglint



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 122 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

185 ความคิดเห็น

  1. #161 fonthanya (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 20:57
    โรแมนติกที่สุด
    #161
    0
  2. #119 Acatpx7 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 00:28
    อยากเป็นเด็กพี่เฟียสง่า5555
    ปล.ช่วงนี้ไม่ค่ิยได้แวะมานะคะ ฝึกประสบการณ์ 10 วัน 5555
    #119
    0
  3. #118 saizd (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 23:41
    หอมกลิ่นเงินพี่เฟียส
    #118
    0
  4. #117 Puechsing (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 21:58
    กอบโกยไว้ก่อนนะมาเจนตาอย่างอื่นค่อยว่าทีหลัง สู้ๆจ้าไรท์ติดตามน๊าาาา
    #117
    0
  5. #116 jupiter-nan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 22:41
    อยากรู้เงื่อนไขข้อที่ 2 ค่ะไรท์
    #116
    0
  6. #115 Puechsing (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 21:12
    ข้อสองคืออะไรน้อ
    #115
    0
  7. #114 11booddy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 14:59
    กลิ่นมาม่า มาแล้ว
    #114
    0
  8. #113 Acatpx7 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 00:55
    ฮืออพี่เฟียสส
    #113
    0
  9. #112 saizd (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 23:12
    กลิ่นมาม่าลอยมาแต่ไกลลล
    #112
    0
  10. #111 chari2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 20:59
    พี่เฟียสมีคู่หมั้นแล้ว จะเอากี้ไปไว้ตรงส่วนไหนล่ะ
    #111
    0