[Quatre] จนกว่าโลกนี้ไม่มีคุณ

ตอนที่ 2 : 01 : รู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,993
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 161 ครั้ง
    11 ก.ค. 63

จนกว่าโลกนี้ไม่มีคุณ

By Castle-G

01

“น้ำชา แกเขียนข้อความไว้ว่าอะไรอะ” หญิงสาวรีบปริปากถามเพื่อนตัวดีทันทีเมื่อกลับมานั่งโต๊ะ

“ก็แค่ขอเพลงอะ” น้ำชาไม่ได้โกหกเพียงแค่เล่าไม่หมดเท่านั้น

มาเจนตาหรี่ตามองผู้เป็นเพื่อนอย่างไม่ไว้ใจก่อนจะรีบเบนเป้าหมายไปยังเพื่อนสาวอีกคนอย่างพริมแทน “ยัยพริม บอกฉันมานะ”

“บอกอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง” พริมทำหน้าตาเหลอลาพลางปฏิเสธสุดตัว

ใบหน้าหวานพ่นลมหายใจออกมา เธอไม่เชื่อหรอกว่าเพื่อนจะแค่เขียนขอเพลง ไม่อย่างนั้นพ่อนักร้องนำคนนั้นก็คงไม่พูดจาแปลกๆ กับเธอ

หญิงสาวเก็บความสงสัยของตนเองเอาไว้ จนกระทั่งถึงเวลาร้านปิด...

มาเจนตาและเหล่าเพื่อนสาวทั้งสองต่างก็ออกจากร้านซึ่งตั้งใจจะแยกย้ายกันกลับใครกลับมัน ไม่มีใครคิดจะไปต่อให้ดึกดื่นเนื่องจากพรุ่งนี้ก็ยังต้องไปเรียน

“เดี๋ยวครับ”

เสียงทุ้มดังอยู่ไม่ไกล แม้ว่าเธอจะไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นเรียกเธอหรือเปล่าแต่ก็ยังหันไป ครั้นหันไปมองก็พบร่างสูงคุ้นตายืนอยู่ด้านหน้าร้าน ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่หญิงสาวเป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาเรียกเธอจริงๆ

หนุ่มนักดนตรีคนนั้น

“คะ เรียกเราเหรอ” มาเจนตาออกจะงงไปชั่วขณะ เธอไม่คิดว่าตนเองจะมีธุระอะไรกับชายตรงหน้านี้

ในขณะเดียวกันในหัวก็พลันนึกถึงกระดาษเจ้าปัญหาที่เพื่อนสาวเขียนให้เธอ

“ก็คุณบอกว่าอยากฟังดนตรีสดนอกรอบ”

อ่า..ยัยน้ำช้า

“คือว่าเราไม่ได้เขียนค่ะ เพื่อนมันน่าจะแกล้งเล่น” เพราะเธอไม่อยากเอาเรื่องหนักหัวมาให้ตัวเองอีก จึงรีบตอบปัดไปทันที

ภูริพัฒน์ยิ้มเล็กน้อย เขาไม่ได้แปลกใจหรือเสียหน้าที่ได้ยินสาวเจ้าตอบกลับแบบนั้น เพราะชายหนุ่มก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเธอไม่ได้เขียน ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำหน้าฉงนใส่ และถึงรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ฝีมือของสาวตรงหน้าเขาก็ยังรู้สึกชอบเธออยู่ดี จะแปลกอะไรถ้าอยากรู้จักจริงๆ

“แบบนั้น...ถ้าขอเบอร์ไว้ จะเป็นอะไรไหมครับ

“เอาไว้ถ้าได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สอง เราจะให้เบอร์คุณค่ะ” ใบหน้าหวานฉีกยิ้มเล็กน้อย ก่อนเจ้าของร่างบอบบางจะเดินออกมา

เธอเพียงแค่พูดไปอย่างนั้น หวังว่าอย่างไรก็คงไม่ได้เจอเขาอีกอยู่แล้ว แต่เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นผิดมหันต์ 


หลายวันต่อมา

“อืม ฉันกำลังถึงหอแล้ว”

[เคๆ ดูแลตัวเองด้วยนะแก]

“จ้า”

มือเรียวกดปุ่มวางสายหลังจากที่เพิ่งคุยกับเพื่อนเสร็จ ในวันนี้มาเจนตาและกลุ่มเพื่อนต่างรวมตัวกันไปทานข้าวหลังเรียนเสร็จแล้วจึงแยกย้าย ด้วยความที่ค่อนข้างดึกทำให้เพื่อนสาวโทรมาตรวจสอบว่าเธอกลับถึงหอปลอดภัยดีหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าหญิงสาวกำลังไปถึงหอ

หอพักของเธออยู่ในซอยลึก เมื่อนั่งรถเมล์มาลงตรงป้ายของถนนใหญ่แล้วหญิงสาวก็เดินเท้าไปต่อ ถึงแม้ใกล้ๆ ปากซอยจะมีวินรับจ้างแต่มาเจนตาก็เลือกที่จะเดินเสียมากกว่า ซอยที่คับแคบแห่งนี้ในยามกลางวันมีร้านรวงของผู้คนออกมาค้าขายกันตามปกติ แต่เพราะเวลานี้มืดแล้วจึงกลายเป็นซอยที่มีแสงริบหรี่และดูเปลี่ยว

ตามปกติแถวนี้ไม่มีโจรหรืออาชญากรให้ระแวง หญิงสาวแค่คิดว่าวันนี้ก็คงเหมือนในทุกวัน แต่เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองคิดผิด

เสียงฝีเท้าหนักกระทบกับพื้นถนนดังตึงตังราวกับมีคนตัวใหญ่หลายคนกำลังวิ่งตามหลังเธอมา กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป เมื่อคอระหงของหญิงสาวถูกแขนแกร่งล็อกไว้จากด้านหลัง แรงกระชากที่รุนแรงทำให้ร่างบางเกือบจะเซล้มไปกับถนน

“อ๊ะ!!

“อย่าส่งเสียง” เสียงเข้มดังอย่างน่ากลัว

พวกมันมีกันสองคน คนแรกล็อกคออยู่ด้านหลัง หญิงสาวไม่เห็นหน้าแต่คำขู่นั้นสร้างความกลัวจนจับใจ ส่วนอีกคนกำลังเดินอ้อมมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“แกคือลูกสาวนังจิตราใช่ไหม”

มาเจนตาเบิกตากว้างเมื่อเสียงของคนที่สองดังกระโชกโฮกฮากกว่าคนแรก พวกนี้บอกไม่ให้เธอส่งเสียงแต่กลับทำเสียงดังเองได้อย่างไรกัน

“ตอบสิวะ อยากตายหรือไง”

“ก็บอกว่าอย่าส่งเสียง จะให้ตอบได้ไง” เธอว่า

“อีนี่ วอนโดน” ชายแปลกหน้าที่อยู่ด้านหลังพูดแล้วก็ผลักร่างบางออกไป

ถึงจะเป็นอิสระแล้ว แต่หญิงสาวกลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิดเพราะเธอเอาแต่เดินถอยหลังมาจากการไล่ต้อนของพวกมันสองคน ในยามกลางคืนที่มีเพียงเสียงไฟริบหรี่อีกทั้งทั้งคู่ยังสวมหมวกปิดผ้าคาดหน้าคาดตาทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นหน้าได้

“พวกคุณต้องการอะไร” มาเจนตาทำใจกล้าถามกลับ

“แม่แกติดหนี้เจ้านายพวกฉันอยู่ แล้วมันก็ไม่มีจ่าย เลื่อนมาเรื่อยๆ จนวันสุดท้ายแล้ว มันบอกว่าให้มาเอากับแก ถ้ามีก็ส่งมา”

คำว่า แม่ทำให้เธอเม้มริมฝีปากแน่น ผู้หญิงคนนั้นมักสร้างความเดือดร้อนให้เธออยู่เสมอ ถึงขนาดเธอหนีออกมาอยู่ข้างนอกแล้วก็ยังสร้างความลำบากให้ไม่จบไม่สิ้น

“เข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่มีแม่”

หากความกตัญญูคือเครื่องหมายของคนดี หญิงสาวก็ขอเป็นคนเลวแล้วกันหากต้องมารับผิดชอบชีวิตของแม่แย่ๆ ที่ไม่เคยเลี้ยงดูเธอเลยสักนิด ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ทำหน้าที่แม่เลย ทำไมเธอต้องทำหน้าที่ลูกด้วย

“อย่ามายึกยัก นังจิตรามันบอกแกเป็นลูกมัน หน้าตาแบบในรูป อาศัยอยู่ในซอยนี้”

มาเจนตาเริ่มวิตกกังวลมากขึ้น หญิงสาวไม่เคยบอกที่บ้านว่าตัวเองย้ายมาอยู่ที่นี่ แล้วผู้หญิงคนนั้นรู้ได้ไงว่าเธออยู่แถวนี้ หากเป็นเช่นนี้เธอต้องแย่แน่ๆ

“ถึงใช่ ฉันก็ไม่ให้เงินพวกแกหรอก ใครสร้างหนี้ก็ไปเอาคนนั้นสิ” หญิงสาวยังคงทำใจกล้าทั้งที่ใจสั่นตัวสั่นราวกับลูกนกตกรัง

“ปากมาก แกเป็นลูกมันก็ต้องใช้แทนมันสิวะ มึงไปเอามา” ชายคนแรกเอ่ยกับอีกคน

“ไม่ ปล่อยนะ” มือเล็กพยายามยื้อกระเป๋าสะพายของตนเองเอาไว้เมื่อชายร่างสูงคนดังกล่าวพยายามจะเข้ามาแย่งมันไป

“ปล่อยสิวะ อยากโดนหรือไง”

“โอ๊ย!

มันไม่เพียงแต่พูดขู่เท่านั้น แต่ยังใช้กำลังผลักหญิงสาวจนร่างบางทรุดล้มลงกับพื้นอย่างแรง ความเจ็บแปลบก่อเกิดตามร่างกายตั้งแต่แขน ขา และหลัง เธอไม่สามารถจะประคองร่างกายให้ลุกขึ้นยืนได้ในเวลานี้ บาดแผลเริ่มซึมลึกมาจนถึงหัวใจ ถ้าเป็นแผลตามร่างกายไม่เจ็บมากนัก แต่แผลในใจมันเจ็บปวดจนทนไม่ไหว

ทำไมเธอถึงได้เจอแต่เรื่องแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น เมื่อไหร่เธอจะสามารถหลุดพ้นจากมัน ต้องหนีไปไกลมากแค่ไหนถึงจะมีความสุขเหมือนคนอื่นเขา

เปลือกตาสีอ่อนกระพริบไปมาอยู่สองสามทีก่อนจะปิดลงด้วยความเหนื่อย

ผลัวะ!

“เห้ย มึงเป็นใครวะ”

“ผู้ชายสองคนทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวนี่เหี้ยเกินไปไหม”

ครั้งนี้เป็นเสียงที่แปลกไป ไม่ใช่พวกมันสองคนนั้นแล้ว หญิงสาวพยายามเงยหน้าไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็เจ็บตัวจนไม่กล้าขยับมากกว่านี้

เสียงของความวุ่นวายนั้นดังอยู่พักใหญ่ มันเป็นเสียงของการทำร้ายร่างกายอย่างหนัก แต่หญิงสาวไม่รู้ว่าฝ่ายไหนกำลังถูกทำร้ายกันแน่ จนกระทั่ง...

“ลุกขึ้นมาสิ”

มือของใครบางคนมาวางอยู่ตรงหน้าเธอพร้อมน้ำเสียงทุ้มลึก

มาเจนตาไม่รู้จักว่าเขาคือใคร ไม่เห็นหน้าตา แต่เขากลับเป็นคนแปลกหน้าที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจและไว้ใจได้ หญิงสาวจึงยื่นไปจับก่อนจะถูกประคับประคองให้ยืนขึ้นด้วยความระมัดระวัง เมื่อยืนขึ้นได้ก็ทำให้เธอได้มองเห็นหน้าชายผู้ใจดีอย่างเต็มตา

“คุณ...”

ถ้าเขาเป็นคนแปลกหน้าที่มาเจนตาไม่เคยเจอมาก่อนก็คงไม่น่าตกใจเท่านี้ เพราะเจ้าของร่างสูงที่อยู่ตรงนี้คือนักดนตรีหนุ่มที่เธอเคยโดนเพื่อนแกล้งให้เดินเอากระดาษไปให้

“อ้าว คุณนั่นเอง” ชายหนุ่มทำเสียงแปลกใจเช่นเดียวกับเธอ เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าหญิงสาวผู้โชคร้ายคนนี้จะคือคนเดียวที่เคยเจอเมื่อหลายวันก่อน

“ขอบคุณนะคะที่ช่วย พวกนั้น...”

“หนีไปแล้ว เสียดายยังไม่ทันเห็นหน้า” ภูริพัฒน์มองบาดแผลตามร่างกายจากการถูกทำร้ายเมื่อครู่นี้แล้วก็ขมวดคิ้ว ชายหนุ่มเคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาก่อนและพวกสองคนนั้นก็มีดีแค่ตัวใหญ่ทำให้คนกลัว แต่ถึงเช่นนั้นพวกมันก็มีตั้งสองคน เขาจะพลาดท่าบ้างคงไม่แปลก “คุณเจ็บมากหรือเปล่า ไปทำแผลที่โรงพยาบาลกัน”

“ของเราแค่แผลถลอก แต่ของคุณน่ะ...” ถึงจะมืด แต่มาเจนตาก็มองเห็นคราบเลือดที่ไหลออกมาตรงมุมปากและรอยฟกช้ำตามใบหน้าหล่อ

“งั้นก็ไปกันทั้งคู่นี่แหละ”

“อื้อ”

[ต่อตรงนี้]


ณ โรงพยาบาล

นี่คงเป็นสถานการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับชีวิตของมาเจนตาในรอบปี การมานั่งทำแผลที่โรงพยาบาลพร้อมกับชายหนุ่มที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เธอได้รับการทำแผลเสร็จแล้วเพราะมีเพียงแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ แต่ก่อนหน้านั้นที่เจ็บมากคงเป็นเพราะสภาพจิตใจที่ตกใจกลัว ส่วนผู้ชายที่มาช่วยเธออยู่ทำแผลนานกว่าเล็กน้อยเพราะได้รับบาดเจ็บมากกว่า

 “เสร็จแล้วเหรอ” ภูริพัฒน์เดินออกมาจากห้องทำแผลก่อนจะพบร่างบางนั่งรออยู่

“อืม ขอบคุณนะ”

“พอดีผมผ่านไปแถวนั้นพอดี เห็นเหตุการณ์ทัน” ชายหนุ่มเอ่ยพลางทิ้งกายนั่งลงด้านข้างหญิงสาว “จะกลับเลยไหม ผมไปส่ง”

“อืม” มาเจนตาพยักหน้าอีกครั้ง

“พวกนั้นเป็นใคร รู้จักหรือเปล่า”

“...ไม่”

“แล้วพวกมันต้องการอะไรจากคุณ”

“เงินน่ะ”

“อ๋อ โจรปล้นทรัพย์เหรอ แปลกจัง...แถวนั้นไม่น่าจะมีนี่นา” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้สงสัยอะไรมากกว่านั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกวันนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเสียด้วย

“คือเขาเป็นลูกน้องของเจ้าหนี้น่ะ”

“อะไรนะ นี่คุณโดนทวงหนี้เหรอ”

“ก็ใช่ แต่เราไม่ได้เป็นคนติดหนี้นะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “คือ..แม่ที่ให้กำเนิดน่ะติดหนี้ แล้วพวกนั้นมาทวงกับเรา”

“แล้วมันได้เงินไปหรือเปล่า”

“ไม่”

“คุณไม่ปลอดภัยแล้วนะ มันจะย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้” ภูริพัฒน์มองร่างบางที่นั่งอยู่ด้วยกันก่อนจะถอนหายใจ หญิงสาวตัวเล็กที่อยู่ในชุดนิสิต เรียนยังไม่ทันจบต้องมาเจอเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้อย่างไรกัน

“เราก็คิดแบบนั้น”

ใช่ว่าหญิงสาวจะไม่คิดถึงข้อนั้นเลย ถ้าเธอยังอยู่ที่เดิม สักวันหนึ่งเธอก็ต้องโดนตามรังควานเช่นนี้ไม่จบไม่สิ้นจนกว่าจะยอมให้เงินไป แต่เงินที่เป็นของเธอ ที่ต้องใช้มันไปจนกว่าจะเรียนจบ เงินที่ทำงานพาร์ทไทม์เก็บสะสมไว้ เธอไม่ยอมเสียมันไปโดยที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองหรอก

“ออกจากโรงพยาบาลเดี๋ยวไปแจ้งตำรวจกันดีกว่า” ชายหนุ่มถามว่า

“แจ้งตำรวจเหรอ”

“ใช่สิ คุณโดนทำร้ายนะ”

“เอาแบบนั้นก็ได้” มาเจนตาลืมคิดถึงเรื่องแจ้งตำรวจไปเสียสนิทเลย เธอควรจะแจ้งว่าอย่างไรดี...แม่ของเธอไปกู้หนี้นอกระบบมาแล้วโดนทวงหนี้โหดหรือ?

“จะว่าไป ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนะ” อยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนประเด็นมาถามชื่อเธอแทน

“ชื่อมาเจนตาค่ะ คือว่าเราไม่มีชื่อเล่นหรอกแต่เพื่อนชอบเรียกแม็กกี้” สาวเจ้าแนะนำตัวแล้วก็เอ่ยถามอีกฝ่ายบ้าง “แล้วคุณล่ะ”

“เรียกว่าพี่เฟียสก็ได้ เพราะเห็นใส่ชุดนิสิตแล้วคุณก็น่าจะอายุน้อยกว่าผม” เพราะภูริพัฒน์เรียนจบไปได้ปีกว่าๆ แล้ว เขาจึงมั่นใจตนเองเป็นพี่

“ค่ะ”

 

หลังจากกลับจากโรงพยาบาล ภูริพัฒน์ก็พาหญิงสาวไปสถานีตำรวจใกล้ๆ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีเอาไว้ พอเสร็จเขาก็อาสากลับมาส่งที่หอพักของเธอที่เคยลั่นวาจา แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้เดินเข้าไปในตัวตึกของหอ ชายหนุ่มก็รีบเรียกเธอเอาไว้

“เดี๋ยวกี้”

กี้...เมื่อครู่นี้เขาเรียกเธอว่ากี้อย่างนั้นเหรอ

“กี้เคยบอกว่าถ้าได้เจอกันเป็นครั้งที่สองจะยอมให้เบอร์” ภูริพัฒน์ว่าพร้อมล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะยื่นไปไว้ตรงหน้าหญิงสาว

มาเจนตามองโทรศัพท์ในมือของอีกฝ่ายแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบมากดบันทึกเบอร์ตัวเองลงในเครื่อง เสร็จแล้วจึงส่งคืนให้เจ้าของที่กำลังยิ้มรอ

“งดโทรตอนกลางวันวันจันทร์ถึงศุกร์นะคะ คือ...หนูเรียนอยู่”

“ได้สิ พี่จะไม่โทรหาตอนเรียน” ชายหนุ่มยิ้มรับพลางกดเบอร์โทรออก ทำให้ได้ยินเสียงเรียกข้าวของโทรศัพท์อีกครั้ง “นั่นเบอร์พี่นะ ถ้ามีเรื่องอะไรก็โทรหาได้”

“ค่ะ”

ในขณะที่ภูริพัฒน์กำลังยิ้มเล็กน้อย แต่มาเจนตากลับมีแต่เพียงความรู้สึกเฉยชา เธอไม่ได้คิดอะไรนอกจากรู้สึกขอบคุณเท่านั้น เรื่องของความรักไม่ได้อยู่ในหัวของหญิงสาวแม้แต่น้อย แต่ถ้าเขาสนใจเธอ เธอก็จะไม่ปฏิเสธอะไรอีก

เพราะมาเจนตามั่นใจว่าไม่มีผู้ชายคนไหนทนเธอได้เกินหนึ่งเดือนอยู่แล้ว เธอเองก็ใช่ว่าจะไม่มีใครผ่านเข้ามาในชีวิต แต่แทบจะร้อยทั้งร้อยคนเหล่านั้นไม่สามารถจะเอาชนะใจเธอได้สักคน เพราะกำแพงที่ตั้งสูงและหนามันกั้นหัวใจของหญิงสาวไม่ให้มอบความรักให้กับใคร

กับเขาคนนี้ก็คงเป็นอย่างนั้น

 

กระดาษสัญญาเช่าหอที่ถืออยู่ในมือทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเป็นรอบที่สิบ เธอเซ็นสัญญาเช่าหอเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ซึ่งตอนนี้ก็เพิ่งผ่านไปแค่สี่เดือนเท่านั้น แถมเพิ่งจ่ายค่าห้องไปเมื่อวันก่อนนี้เอง จะให้ฉีกสัญญาก็ต้องยอมเสียค่ามัดจำห้องไป ซึ่งเป็นเงินจำนวนหมื่นกว่า

ใช่..เธอกำลังเสียดายเงินจำนวนนั้น ไม่รู้ว่าต้องทำงานอีกเท่าไหร่ถึงจะได้คืนมา เงินมรดกจากผู้เป็นพ่อก็ต้องมีวันหมด แถมถ้ายังมีแม่ก่อหนี้ก่อสินแบบนี้จะไปเอาความปลอดภัยเรื่องทรัพย์สินมาจากไหน

มาเจนตาคิดหนักยิ่งกว่าเดิม เธออยากย้ายออกแต่ก็เสียดายเงินเหลือเกิน แต่หากอยู่ต่อก็ไม่มีอะไรมารับรองความปลอดภัยในชีวิตได้


ต่อ [3]


เพราะเป็นเช่นนั้นหญิงสาวจึงต้องถ่อมาปรึกษาเพื่อนในวันต่อมา

“อะไรนะ แกจะย้ายออกจากหอเก่า” น้ำชามองหน้าเพื่อนสาวแล้วทำตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า หรือหอไม่ดี”

มาเจนตาตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับเพื่อนสาวฟัง ที่เธอเจอคนมาข่มขู่เอาเงินแต่หญิงสาวไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร หลังจากนั้นปฏิกิริยาของน้ำชาก็ตกใจยิ่งกว่าเดิม อีกฝ่ายเข้ามาจับแขนจับตัวของเพื่อนเพื่อสำรวจถึงความเสียหาย

“แผลพวกนี้คือเรื่องเมื่อคืนเหรอแก”

“อื้อ” ผ้าก็อตปิดแผลเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยม

“เห้ย แล้วแจ้งตำรวจหรือยัง”

“ก็แจ้งแล้ว แต่คิดว่าทำอะไรได้ไม่มากหรอก”

เพราะคนที่มีเงินปล่อยกู้นอกระบบแถมยังสามารถส่งคนตามทำร้ายร่างกายลูกหนี้แบบนี้ได้ก็ต้องไม่ใช่คนธรรมดาดาษดื่น อาจจะเป็นพวกมีอิทธิพลและมีเส้นสายเยอะ แล้วปลาเล็กอย่างเธอจะเอาอะไรไปสู้ปลาใหญ่แบบนั้น

“แบบนั้นแกก็ต้องรีบย้ายออกมาจากหอนั้นนะ ถ้ายังหาตัวคนร้ายไม่ได้แกอาจโดนพวกมันวนกลับมาทำร้ายแกอีกเมื่อไหร่ก็ได้”

“ใช่ แต่ฉันยังอยู่ไม่ครบตามสัญญาเลยนะ อีกตั้งหลายเดือน ฉันเสียดายเงินมัดจำ”

“แกต้องเสียดายชีวิตแกด้วยดิ เงินน่ะหาใหม่ได้” น้ำชาเอ่ยเสียงเครียด เธอแสนจะเป็นห่วงเพื่อนคนนี้เหลือเกิน ตัวก็เล็กนิดเดียวทำไมถึงได้เจอเรื่องร้ายมากถึงขนาดนี้

“จะหาเงินจากไหนกันล่ะ หาหอใหม่ตอนนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะ หอที่ราคาถูกก็เต็มหมดแล้ว เมื่อเช้าฉันลองโทรเช็คหลายที่มันก็เต็มกันหมด จะไปอยู่หอที่มีห้องว่างก็ราคาสูง ไหนจะค่ามัดจำแรกเข้าอีก เงินเก็บที่มีอยู่ฉันก็อยากเก็บไว้ใช้มาเรียนใช้กินมากกว่า”

ถ้าเธอมีเงินมากกว่านี้ ถ้าเธอรวยมากกว่านี้ เธอก็ไม่ต้องมาเครียดในเรื่องแบบนี้เลย ชีวิตของหญิงสาวที่ยังเรียนไม่จบควรเอาเวลามาเครียดเรื่องเรียน เรื่องจะทำเกรดยังไงให้ได้เยอะๆ มากกว่าเครียดเรื่องเงินด้วยซ้ำ

“แก...” แววตาของน้ำชาเศร้าหมองลง เพราะเธอเองก็อยากช่วยเพื่อนแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

“ถ้าให้ทำงานพาร์ทไทม์เพิ่มก็ต้องรอไปอีกหลายเดือนถึงจะพอเก็บเงินย้ายไปได้” มาเจนตาลองนั่งคำนวนดูแล้วเรื่องเก็บเงิน เธอคงต้องงดเที่ยวกับเพื่อนแล้วก็เน้นทำงานอย่างเดียว ไวที่สุดก็คงเป็นสามเดือน แม้ว่าหญิงสาวจะไม่ต้องคิดมากเรื่องค่าเทอมเพราะได้ทุนจากมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่เรื่องอยู่เรื่องกินก็ไม่ได้มีใช้ถึงขั้นเหลือเฟืออะไรนัก

“เอางี้ไหมแก ฉันรู้จักอยู่ที่หนึ่งที่เป็นกองทุนช่วยนิสิตนักศึกษา แกจำกุ๊งกิ๊งได้ไหม เพื่อนจากภาควารสารฯ อะ” น้ำชาเอ่ยชื่อบุคคลที่สามขึ้นมา

“อ้อ ก็จำได้พอรางๆ”

“นั่นแหละ เห็นนางมาเล่าให้ฟังว่าไปมาแล้วได้เงินทุนมาใช้ทำอะไรก็ได้ นางให้นามบัตรฉันมาด้วยนะแกบอกเผื่อสนใจ แต่ฉันยังไม่เคยไปเลย แกลองไปดูสิ” เพื่อนสาวว่าพลางหยิบกระเป๋าสตางค์มาล้วงกระดาษแผ่นเล็กที่เก็บเอาไว้ในช่องเสียบบัตร จากนั้นจึงยื่นมาให้เธอ

“มันคือกองทุนแบบไหนกัน?” มาเจนตารับมันมาอ่านข้อความบนบัตรแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไม่รู้สิ ก็น่าเชื่อถือดีนะ เป็นบริษัท”

“แล้วฉันต้องทำงานแลกหรือเปล่าเนี่ย” หญิงสาวเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ หรอก

“เดี๋ยวลองโทรถามกุ๊งกิ๊งให้”

และเพราะเหตุนั้นนั่นเอง มาเจนตาพร้อมกับน้ำชาจึงเดินทางมาที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้มหาวิทยาลัยเนื่องจากนัดเพื่อนสาวต่างภาคออกมาคุยกัน

กุ๊งกิ๊งเป็นผู้หญิงวัยยี่สิบที่หน้าตาดี รูปร่างสูงสมส่วน ผิวเนียนละเอียด จมูกเป็นจมูก ปากเป็นปาก ดวงตาหวานเชื่อม เธอสวยหมดจนชนิดที่ว่าผู้หญิงด้วยกันยังรู้สึกชอบ

“ว่าไงน้ำชา เห็นว่าสนใจเรื่องกองทุนเหรอ” กุ๊งกิ๊งเปิดประเด็นกับน้ำชาและหันหน้ามายิ้มให้มาเจนตาที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ไม่ได้เจอนานนะแม็กกี้”

“อ่อใช่ พอดีว่าแม็กกี้เขาสนใจน่ะ” น้ำชาตอบ

“งั้นเหรอ แกสนใจเหรอ”

“ก็แค่อยากรู้น่ะ” มาเจนตาเอ่ยตอบอย่างเลี่ยงๆ

“อืม งั้นแกลองไปเองเลยไหมล่ะ ฉันจะลองโทรถามทางนั้นให้ รู้จักอยู่น่ะ เขาชอบช่วยเหลือพวกนักศึกษาที่เดือดร้อนเรื่องเงินน่ะ”

ถึงจะฟังดูแปลกๆ และไม่น่าไว้ใจ แต่หญิงสาวก็ยังอยู่ฟังต่อ ซึ่งดูเหมือนกุ๊งกิ๊งจะพอเห็นแววตาเป็นกังวลของเธอได้จึงอธิบายเสริม

“ไม่ต้องคิดมากหรอก เขาไม่ทำร้ายร่างกาย ทวงหนี้โหดแน่นอน ไม่ใช่การปล่อยกู้นอกระบบด้วย ก็ลองไปคุยก่อนก็ได้ ถ้าไม่โอเคก็แค่กลับอะ” เพื่อนต่างภาคยิ้มหวาน

มันง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ

“ลองไปดูไหมแก” น้ำชาหันไปสะกิดแขนของมาเจนตาเบาๆ

“ก็ได้นะ ถ้างั้นกุ๊งกิ๊งก็ช่วยนัดไว้ให้เราแล้วกัน”

“ได้เลยจ้า”

 

และเพราะเหตุนั้นเอง มาเจนตาจึงมาโผล่อยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านทองหล่อ หญิงสาวแปลกใจตั้งแต่โลเคชันที่ได้รับมาแล้ว พวกกองทุนช่วยเหลือนักศึกษาจะมาทำอะไรแถวนี้? แต่เมื่อมาถึงมันก็ไม่ใช่สถานที่เลวร้ายอะไรมากนัก เพราะดูเป็นร้านอาหารทั่วไป ออกจะติดหรูหราเล็กน้อย

ร่างบอบบางก้าวเดินเข้าไปด้านในโดยมีพนักงานต้อนรับคอยเปิดประตูให้ กุ๊งกิ๊งบอกกับเธอว่าให้ไปนั่งรอที่โต๊ะหมายเลขสิบสี่ได้เลย เพราะจองเอาไว้แล้ว

เมื่อมาถึง มาเจนตาก็พบกับผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เขาเป็นชายค่อนข้างมีอายุ รูปร่างท้วมปานกลาง แต่งกายด้วยแบรนด์ดังตั้งแต่หัวจรดเท้า ชนิดที่ว่าไม่ต้องบอกก็รับรู้ได้ว่าเป็นคนที่ฐานะแน่นอน มันน่าแปลกไม่น้อย แต่มาถึงที่ขนาดนี้ หญิงสาวก็จำต้องเดินเข้านั่งเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่

บางทีเธออาจจะมาผิดที่

“หนูชื่อแม็กกี้เหรอ” ชายคนดังกล่าวถามด้วยรอยยิ้มบาง

“ค่ะ” มาเจนตาตอบโดยที่ใบหน้านิ่งเฉย เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรในสถานการณ์แปลกๆ เช่นนี้

“กุ๊งกิ๊งเขาคงแนะนำหนูมาสินะ”

“ใช่ค่ะ”

ถ้าคนตรงหน้ารู้จักกุ๊งกิ๊งและชื่อเธอด้วย งั้นเธอก็ไม่ได้มาผิดที่หรอก

“หนูน่ารักกว่าที่ป๋าคิดอีกนะเนี่ย ดูดีกว่าในรูปเยอะเลย” อีกฝ่ายไม่พูดเปล่า ซ้ำยังมองเธอด้วยแววตากรุ้มกริ่ม ไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า

สายตาที่ไม่น่าไว้ใจนั้นทำให้มาเจนตาเสียวสันหลังไม่น้อย พอเริ่มจับสังเกตได้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดเอาไว้ ก็เตรียมจะลุกออกจากโต๊ะ ทว่ามือหยาบกร้านนั้นเข้ามาจับมือของหญิงสาวเอาไว้เสียก่อน

“เห็นว่าขัดสนเรื่องเงินเหรอ ป๋าช่วยได้นะ อยากได้อะไรก็ขอให้บอกได้เลย เด็กสาวสมัยนี้ก็คงชอบการช็อป ป๋าให้เงินค่าเลี้ยงดูเดือนละแสน สนใจไหม”

“คือหนูคิดว่าหนูเข้าใจผิดค่ะ” มาเจนตาเหงื่อตก ถึงว่าทำไมรู้สึกแปลกตั้งแต่คราแรก หญิงสาวไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไปและไม่ควรมาตั้งแต่แรก

“หรือว่าแสนเดียวมันน้อยไป ป๋าให้สองแสนเลยเป็นไง” รอยยิ้มที่น่าหวาดกลัวพร้อมแววตาไม่น่าไว้ใจถูกส่งมาให้หญิงสาวอีกครั้ง

“ขอบคุณสำหรับความหวังดีค่ะ แต่หนูคงรับไว้ไม่ได้”

“งั้นจะมาที่นี่ทำไมแต่แรก ไม่เอาน่า ไม่ต้องมากความหรอก อยากได้อะไรเท่าไหร่ก็บอกได้ สวยๆ แบบนี้เราคุยกันได้นะ”

หญิงสาวกัดฟันพลางกำมือที่วางอยู่บนตักแน่น เธอทั้งกลัวและโกรธเพื่อนคนนั้น กุ๊งกิ๊งรู้อยู่แล้วว่ามันคืออะไรแบบนี้แต่กลับหลอกลวงเธอว่าเป็นกองทุนเพื่อนักศึกษา กองทุนประเภทไหนกันที่ต้องเอาร่างกายเข้าแลกกับคนรุ่นราวคราวพ่อ

“หนูขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ” ในเมื่อหนีออกไปทางตรงไม่ได้ มาเจนตาจึงเลือกจะใช้ทางเลี่ยงอื่นแทน หญิงสาวหยิบกระเป๋าสะพายแล้วเดินออกมาจากโต๊ะโดยที่ไม่ทันได้แตะอาหารหรือเครื่องดื่มบนโต๊ะสักอย่าง

เรียวขาทั้งสองข้างสลับกันก้าวเดินไปตามทางด้วยความรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากช้าลงจะโดนจับได้เสียก่อน ร่างบางเดิมดุ่มๆ ออกมาโดยไม่ทันระมัดระวัง เป็นเหตุให้หญิงสาวเดินชนกับใครสักคนเข้า

ถ้าใครคนนั้นเป็นคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาแถวนี้ก็คงทำเพียงขอโทษแล้วเดินจากไป แต่มันกลับไม่ใช่

“ขอโทษค่ะ เอ๊ะ..”

“ไง รีบไปไหนล่ะ”

เป็นภูริพัฒน์อีกแล้ว

“พี่อยู่ทุกที่ที่หนูอยู่เลยเหรอ” มาเจนตารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นคู่กรณีที่เดินชน เขายังคงเหมือนเมื่อคืนที่เจอกันนั่นก็คือมีผ้าปิดแผลอยู่

“พี่มาทำงาน” ภูริพัฒน์ตอบก่อนจะเหลือบสายตามองเข้าไปในร้าน เนื่องจากร้านอาหารมีกำแพงกั้นเป็นกระจกใส จึงไม่ยากที่คนข้างนอกจะเข้าไปได้ “แล้วเธอล่ะ...มาทำอะไร”

“ก็ธุระนิดหน่อยค่ะ” หญิงสาวใช้คำตอบเลี่ยง

“อืม กับคุณโอภาสน่ะเหรอธุระ”

“พี่รู้จักเขาด้วยเหรอ” เธอเบิกตากว้างเมื่อเขารู้จักชื่อของหนุ่มใหญ่คนเมื่อครู่

“ทำไมจะไม่รู้ เขาชอบเหมาร้านพาลูกน้องมาเลี้ยงบ่อยๆ เขารวยมาก เป็นเจ้าของธุรกิจ”

“อ่า ใช่ค่ะ” มาเจนตาพยักหน้าในขณะที่ยังทำงงอยู่ เธอไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดจะพูดอะไรกับเธอกันแน่

“แล้วที่สำคัญเขามีภรรยาอยู่แล้ว”

“คะ?” หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน เธอก็ไม่คิดหรอกว่าคนที่รวยและมีอายุขนาดนั้นจะยังไม่มีเจ้าของ ก็คงเป็นป๋าเลี้ยงเด็กที่หาความสุขนอกบ้านไปทั่ว

“พี่ไม่รู้หรอกว่าเธอจะขัดสนเรื่องเงินมากแค่ไหน แต่อย่าไปยุ่งกับเขาเลย”

ดูเหมือนว่าเขากำลังเข้าใจเธอผิด

“คือว่า..”

“ถ้าภรรยาของเขาจับได้ เธอมีสิทธิหมดอนาคตในการทำงานได้เลยนะ ภรรยาคุณโอภาสเขามีเส้นสายสามารถเอาชื่อเธอขึ้นแบล็คลิสต์ไม่ให้บอไหนรับเข้าทำงานได้”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” มาเจนตาลืมไปชั่วขณะว่าตนเองต้องปฏิเสธความผิด เพราะเรื่องที่ได้ฟังนั้นน่าทึ่งไม่น้อย

“กี้” อีกคนเรียกชื่อเธอเสียงอ่อน

“คะ”

“ถ้าเดือดร้อนเรื่องเงินจนต้องไปเป็นอีหนูของเสี่ยแก่คราวพ่อขนาดนั้น มาเป็นให้พี่ดีกว่าไหม พี่เลี้ยงเธอได้เหมือนกัน พี่ยังไม่มีลูกไม่มีเมีย”

 



พี่เฟียสอยากมีอีหนูเป็นของตัวเองเหรอคะ 555555

เราเรียกใหม่กันค่ะ ไม่เรียกพี่เฟียส เรียกป๋าเฟียสขา

______________________________________________

ฝากส่งฟีดแบคด้วยน้า #เฟียสมากพ่อ

Facebook : Castle-G | Twitter : @castleglint


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 161 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

185 ความคิดเห็น

  1. #30 My_smile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 20:05
    พี่เฟียสสสสส55555555555
    #30
    0
  2. #26 Tankky (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 23:44
    น่ารักจังพี่เฟียสส ความขายตัวเอง555555
    #26
    0
  3. #25 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 22:01
    อยากเป็นเด็กป๋าาาาาาาาาพี่เค้า
    #25
    0
  4. #24 chari2 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 19:29
    พี่มีความใจป้ำพร้อมเปย์
    #24
    0
  5. #23 My_smile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 22:09
    "พี่จะไม่โทรเวลาเรียน"โหพี่เฟียสสส ว่านอนสอนง่ายยยยย
    #23
    0
  6. #22 My_smile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 22:24
    คุรพี่เค้าไม่เจ็บหรอก กำลังจะได้เบอร์สาวนี่นาาาา
    #22
    0
  7. #21 chari2 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 21:30
    มีความปกป้อง
    #21
    0
  8. #20 My_smile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 17:52
    กิ้ดดดดดด คุรพี่ยยยยยยย
    #20
    0
  9. #18 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 08:50
    เอาไปเลยคร้า 0123456789 กร๊ากก
    #18
    0
  10. #16 fahoung (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 21:06
    เจิมมมม
    #16
    0
  11. #15 yeenyyn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 20:55
    เจิมมมมม
    #15
    0
  12. #7 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 00:31
    แซ่บโอ๊ยยยยยยยยย
    #7
    0
  13. #6 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 09:51
    อร๊ายยยยยยยยังไงคะยังไง
    #6
    0
  14. #5 Lililllll (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 23:18
    รอออออออค่า
    #5
    0