[Quatre] จนกว่าโลกนี้ไม่มีคุณ

ตอนที่ 11 : 10 : ใกล้ถึงทางตัน [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 97 ครั้ง
    29 ต.ค. 63

จนกว่าโลกนี้ไม่มีคุณ
By Castleglint

10 : ใกล้ถึงทางตัน

 

เวลาผ่านไปประมาณสามชั่วโมง หนุ่มๆ ในวงดนตรีก็คิดเห็นตรงกันว่าควรเลิกซ้อมแล้วเตรียมตัวกลับ

“อ้าว แล้วนี่น้องเพชรกลับไป” คนที่อายุมากสุดอย่างพิทช์เอ่ยถามน้ำเพชร

“เดี๋ยวโทรให้คนที่บ้านมารับก็ได้ค่ะ”

“เห้ย ให้ไอ้เฟียสไปส่งก็ได้นี่ น่าจะต้องกลับทางเดียวกัน”

“อะไรนะ” ภูริพัฒน์ที่โดนโบ้ยมาถึงกับงง

“เออๆ มึงก็ไปส่งน้องเขาหน่อย เขาอุตส่าห์มาให้กำลังใจมึงซ้อมถึงที่” อยู่ดีๆ เพื่อนในวงก็เริ่มแสดงความเห็นสนับสนุน

“พี่สะดวกไหมคะ” น้ำเพชรถามเสียงเบา คล้ายเธอเตรียมใจเอาไว้ว่าจะโดนปฏิเสธ

“เออ เดี๋ยวกูไปส่งน้องกี้เอง รุ่นน้องกูทั้งที” พิทช์แสยะยิ้ม

“อะไรนะ”

“อ้าว กูจะไปส่งรุ่นน้องกู มึงงงไร ใช่ไหมน้องกี้” คราวนี้พิทช์หันหน้ามาถามมาเจนตาบ้าง

“อ้อ ใช่ค่ะ เรากลับกันเถอะค่ะ”

จบประโยคนั้น หญิงสาวก็เดินออกมาจากห้องซ้อมดนตรีก่อนจะตามด้วยสมาชิกทุกคนที่อยู่ในห้อง

เหตุการณ์มันกลายเป็นว่าเธอต้องนั่งรถกลับไปกับพิทช์จริงๆ อย่างช่วยไม่ได้ เพราะผู้ชายคนพาเธอมาด้วยดันไม่ว่างพากลับเนื่องจากต้องไปส่งคู่หมั้นตัวเองแทน

“เลิกกับมันสิ”

“อะไรนะคะ” มาเจนตาที่นั่งเหม่อมองข้างถนนก็เรียกสติเพื่อคุยกับคนที่กำลังขับรถอยู่

“โกรธมันหรือเปล่า ไอ้เฟียสน่ะ” พิทช์เปลี่ยนมาถามแทน

“ไม่รู้สิคะ ไม่ได้ถึงขั้นโกรธ” หญิงสาวแค่คิดว่ามันน่าหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

“ปฏิกิริยาผิดคาดนะเนี่ย” เขาหัวเราะเล็กน้อย

“แล้วแบบที่พี่คาดไว้คือยังไงเหรอคะ”

“พี่คิดว่าจะหึงหวงมากกว่านี้ นิ่งกว่าที่คิด”

“หึงหวงไปทำไมกันคะ หนูไม่ใช่เจ้าชีวิตของพี่เฟียส เขาจะทำอะไรหรือมีใครก็เรื่องของเขา สุดท้ายความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ได้ไปไกลกว่านี้อยู่ดี” เธอรู้ดี มันคือสิ่งที่เธอคิดมาตลอด

“อืม โลกหมุนเร็วจังแฮะ” พิทช์หัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม “ให้พี่ไปส่งที่ไหน”

“คอนโดนิมมานของพี่เฟียสค่ะ”

“โอเค เดี๋ยวน้องส่งข้อความไปบอกมันด้วยนะว่ากำลังกลับและยังอยู่ดี ตอนก่อนออกมาก็กลัวไอ้นั่นจะกินหัวเข้าที่อาสามาส่ง” พิทช์นึกถึงสายตาของรุ่นน้องตนเองแล้วอดขนลุกไม่ได้ “ดูท่าทางมันจะหวงน้องมากเลย”

“เหรอคะ”

“ไม่รู้ตัวหรือรู้แต่แสร้งไม่รู้ บางทีมันอาจจะจริงจังกับน้องมากกว่าที่น้องคิดก็ได้นะ”

“พี่รู้ได้ไงคะ”

“พี่รู้จักมันมาตั้งหลายปีนะ ยังไม่เคยเห็นมันเอาใครมาห้องซ้อมด้วยเลย”

“พี่สนิทกับเขาก็อาจจะพูดเข้าข้างก็ได้”

พิทช์ไปต่อไม่ถูกเมื่อโดนประโยคนั้นตอบกลับมา เขาทำได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วขับรถต่อไป

 

@Nimman Condominium

มาเจนตากลับมาถึงคอนโดเสร็จก็ทิ้งตัวลงไปนอนบนโซฟาที่โถง ในหัวพลางคิดถึงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่ทันไรโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าก็สั่นครืดๆ อยู่สองสามครั้ง

บนหน้าจอมีแจ้งเตือนข้อความจากภูริพัฒน์

Puri : ถึงห้องยังครับ

Magenta : ค่ะ ถึงแล้วค่ะ

Puri : เดี๋ยวพี่ไปหานะ

Magenta : วันนี้อย่าเพิ่งเลยค่ะ หนูอยากพักผ่อนแล้ว

จะบอกว่าเธอไม่อยากคุยกับเขานั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด ก็เพราะไม่อยากคุยจริงๆ ตอนนี้เธอแค่อยากอยู่กับตัวเองพร้อมคิดทบทวนให้ดี

Puri : ก็ได้ งั้นพักผ่อนนะครับ

ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้เธอหงุดหงิดอยู่ตอนนี้ ก็อยากให้มันหมดไปเสียที

 

วันต่อมา มหาวิทยาลัย

“เรื่องแคสโฆษณาเป็นไงบ้าง” เป็นเสียงของน้ำชาที่เปิดประเด็นถามเพื่อนสนิทหลังจากเลิกคลาส

“ก็โอเคนะ ฉันทำเต็มที่แล้ว” มาเจนตาตอบ

“แค่เนี้ย?”

“แล้วจะให้เล่าอะไร”

“โห อุตส่าห์ได้ไปแคสงานทั้งที ไม่มีประสบการณ์น่าสนใจมาเล่าให้เพื่อนฟังเลยนะ”

หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าไปมองเพื่อนสนิท “จะฟังอะไรล่ะ ฉันก็ไปแค่แป๊บเดียวแล้วกลับอะ”

“ก็อยากรู้นี่”

สุดท้ายมาเจนตาก็ตัดสินใจเล่าเรื่องแบบละเอียดให้น้ำชาฟัง เธอเล่าตั้งแต่ก้าวขาข้างไหนเข้าสตูดิโอจนกระทั่งใช้มือข้างไหนรับรายละเอียดบท จนเพื่อนสนิทตัดสินใจเขกหัวทีหนึ่งให้สาสมกับความเล่นใหญ่

“เนี่ย หัดเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ยัยแม็กกี้ ไปติดนิสัยยัยพริมมาแน่ๆ”

“ก็ไม่ขนาดนั้นไหม” มือเล็กเอื้อมมือลูบหัวตนเองป้อยๆ พร้อมมองค้อนเพื่อน “เออ พูดถึงยัยพริมแล้ว ว่าแต่ไหนมันไปไหนอะ ทำไมยังไม่มา”

“ไม่รู้สิ วิชาที่แล้วมันก็ไม่ได้เข้าเรียน” น้ำชาส่ายหน้าจากนั้นจึงทำตาโต “หรือว่า...!

“ว่าอะไร อย่าเล่นใหญ่ รีบพูด” มาเจนตาชักหน่ายยัยคนที่แสดงออกเกินเหตุ

“มันจะติดผู้ชาย”

“เพ้อเจ้อ พริมไม่ใช่แกป้ะ”

“โอ้โห กล้ามาว่าฉันคนเดียวนะยะ ทีแกอะ เป็นไงบ้างกับพ่อหนุ่มนักดนตรีนั่น” น้ำชาเบ้ปากใส่มาเพื่อนรักหนึ่งทีแต่ก็ยังสนใจเรื่องราวของอีกคน

“ใกล้เลิกกันละ”

“ว้อท?”

ปฏิกิริยาของเพื่อนไม่ได้เกินคาดเธอนัก

“ก็ตามนั้น คิดว่าคงอีกไม่นาน ถ้าฉันไม่มีที่ไปฉันจะไอยู่กับแก” มาเจนตาพูดจบก็ถอนหายใจ

“ทำไมอะ ก็นึกว่าจะราบรื่น”

หญิงสาวเม้มริมฝีปาก พลางนึกถึงเรื่องเมื่อวานที่มันวนเวียนในหัวทั้งคืน ข่มตานอนได้ก็ยังเก็บไปฝันอีกรอบ ผู้ชายที่ชื่อภูริพัฒน์ชักจะมีบทบาทกับชีวิตเธอเกินไปแล้ว เธอต้องรีบตัดออกไปก่อนความรู้สึกจะถลำลึกไปมากกว่านี้

“เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว” เพราะไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง มาเจนตาตัดสินใจบอกไป

“ไอ้เชี่ย นี่เขาหลอกแกเหรอ” น้ำชาสบถออกมาพร้อมทุบโต๊ะดังปึง เกือบทำให้แก้วชานมที่วางอยู่หก

“ไม่ได้หลอก จะเรียกหลอกก็ไม่ได้หรอก ต้องเรียกว่าไม่เคยบอกมากกว่า”

อีกอย่างเขากับเธอก็ไม่ได้มีสถานะถึงขั้นจะเรียกหลอกได้

“ไม่ต้องรอแล้ว เลิกวันนี้แหละ” ยังรับบทเพื่อนสาวใจร้อนที่พร้อมปกป้องเธอได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“เอาน่า ขอฉันเคลียร์อะไรบางอย่างก่อน”

“แล้วแกโอเคป้ะเนี่ย ทำไมพูดได้หน้าตานิ่งเฉยงี้วะ”

“โอเคดิ ฉันไม่ใช่คนอ่อนไหวสักหน่อย” หญิงสาวถอนหายใจอีกครั้ง แม้ปากจะบอกว่าโอเคแต่ในใจกลับว้าวุ่นไม่หยุด เธอกลายเป็นคนย้อนแย้งประจำปี 2020 เสียแล้ว


[2]


Puri : เย็นนี้พี่ไปรับนะ

 

เธอมองเห็นข้อความที่แสดงบนหน้าจอ แต่ไม่คิดจะกดเข้าไป  ปล่อยให้เขาเข้าใจไปว่าเธอยังไม่เห็นข้อความ มาเจนตาไม่คิดว่าการกระทำของตนเองจะเป็นปัญหา

จนกระทั่งเวลานั้นมาถึง

เมื่อหญิงสาวเดินแยกกับเพื่อนออกมาหลังจากเรียนเสร็จ เธอก็ตั้งใจจะออกมาที่ป้ายรถเมล์หน้าคณะเพื่อจะรอรถกลับคอนโด จริงอยู่ที่คอนโดนั้นติดรถไฟฟ้าสามารถนั่งไปได้ แต่ค่าเดินทางด้วยรถไฟฟ้านั้นก็แพงแสนแพงสวนทางกับรายได้ขั้นต่ำของคนในประเทศ นั่งแค่ไม่กี่สถานีแต่เสียเงินไปครึ่งร้อย หญิงสาวจึงเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการนั่งรถเมล์มากกว่า กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

“เจอตัวสักที กี้!

แค่ก้าวเท้าออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยยังไม่ทันไปถึงป้ายรถ ร่างบางก็ถูกรวบตัวจากบุคคลหนึ่งทันที

“พี่เฟียส” มาเจนตาทำเสียงตกใจเมื่อเห็นว่าเจ้าของร่างที่เข้ามารวบตัวจากด้านหลังคือใคร

“ขึ้นรถกับพี่”

นั่นไม่ใช่ประโยคขอความเห็น แต่เป็นประโยคคำสั่งพร้อมกับการที่เขาดึงตัวเธอให้เข้าไปนั่งในรถที่จอดอยู่ไม่ไกล หญิงสาวที่ไม่ทันตั้งตัวก็ยังคงนั่งเหวออยู่ในรถ

ท่าทางฉุนเฉียวแบบนั้นทำให้มาเจนตารู้สึกหวาดหวั่น

“โทรศัพท์อยู่ไหน” ภูริพัฒน์เอ่ยถามทันทีเมื่อเขาเข้ามานั่งในรถ

“คะ”

“พี่ถามว่าโทรศัพท์อยู่ไหน”

“ก็..อยู่นี่” แม้จะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคำถามนั้น แต่มาเจนตาก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า

แล้วนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มจ้องมันเขม็ง มือหนาเข้าไปฉวยมันมาถือเอาไว้พร้อมกับเปิดดูหน้าจอที่ขึ้นแจ้งเตือนทั้งข้อความและสายที่ไม่ได้รับเต็มไปหมด จากนั้นเขาก็หันไปมองเจ้าของโทรศัพท์ด้วยความโกรธ

“ถ้ามีโทรศัพท์แต่ไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความ ทีหลังก็ไม่ต้องพกดีไหม”

“พี่เฟียส”

ท่าทางฉุนเฉียวของอีกฝ่ายทำให้เธอไปต่อไม่ถูก

“พี่บอกแล้วว่าจะมาคุยด้วย แต่นี่กี้ไม่สนใจพี่แล้วพี่จะคุยได้ยังไง”

“หนูไม่ว่าง”

“แล้วตอนนี้ว่างยัง”

มาเจนตาคิดหาคำตอบไม่ออก หญิงสาวจึงมีท่าทีอึกอักและสายตาล่อกแล่ก

“พี่มีอะไรคะ”

“อ๋อ มีอยู่แล้ว” ชายหนุ่มพูดจบก็สตาร์ทรถเพื่อขับออกไปทันที

คราวแรกเธอนึกว่าเขาจะพากลับคอนโด ทว่าเส้นทางที่เลี้ยวไปอีกฝั่งนั้นทำให้รู้ว่าไม่ใช่ หญิงสาวทำเพียงขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย ไม่กล้าถามคนด้านข้าง

 

เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงเศษ ปลายทางของรถมาจอดอยู่ที่สุสานแห่งหนึ่ง สถานที่ที่แปลกตานี้ทำให้หญิงสาวนึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายจะพามาทำไม

“นี่มันที่ไหนกันคะ”

“พี่จะพามาเจอคนคนหนึ่ง” ภูริพัฒน์ที่ใจเย็นลงบอกกับเธอก่อนเปิดประตูลงไป

ร่างบางรีบเดินลงจากรถตามร่างสูงไปติดๆ อยากรู้ว่าคนคนหนึ่งที่เขาว่านั้นเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ เธอก็หวังว่าจะเป็นคนจริงๆ

บรรยากาศรอบกายทั้งเงียบและวังเวง เพียงแค่ก้าวเดินก็ยังได้เสียงย่ำเท้า หญิงสาวเดินตามเจ้าของแผ่นหลังไปโดยไม่ได้ปริปากถามอะไรสักคำ หากเขาจะลวงเธอมาฆ่าทิ้งก็คงทำได้ง่ายดาย จนกระทั่งชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลุมสุสานของใครสักคน

“แม่พี่...ท่านเสียไปตั้งแต่พี่อายุสิบห้า ประสบอุบัติเหตุ”

คำพูดของชายหนุ่มทำให้ข้อสงสัยในใจมาเจนตาหายไป

“เสียใจด้วยนะคะ”

“หลังจากที่ท่านเสียพักใหญ่ พ่อของพี่ก็แต่งงานใหม่กับผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายมีลูกติดหนึ่งคน” ภูริพัฒน์เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแม่เลี้ยงของตนเอง “ถ้าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนดีพี่ก็พอทำใจปล่อยวางได้ แต่เปล่าเลย ในขณะที่พ่อทำงานอย่างหนัก เธอก็แอบนำเงินไปเล่นการพนันที่บ่อน เสียเงินไปเป็นแสนเป็นล้านโดยอ้างว่านำเงินไปลงทุน พี่ก็เลยเอาไปบอกพ่อ แต่พ่อก็ไม่เชื่อหลงเขาหัวปักหัวปำจนเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกแท้ๆ”

ในน้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเศร้า เสียใจ โกรธ และผิดหวัง

“ในขณะที่พ่อทำงานอย่างหนัก แต่เมียใหม่ของเขากลับไม่ทำอะไรเลยแล้วเอาแต่สูบเลือดสูบเนื้อ ทำแบบนั้นตั้งแต่พ่อยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งจากไปอีกคน”

หญิงสาวตกใจเล็กน้อย คราแรกเธอคิดว่าชายหนุ่มจะเสียแค่แม่คนเดียว ไม่คิดว่าเขาจะเสียพ่อไปอีกคนด้วย

“นั่นแย่มากเลยค่ะ”

“ใช่ไหมล่ะ ขนาดเขาตายไปแล้วก็ยังทิ้งปัญหาให้พี่ต้องปวดหัวอยู่เลย” ภูริพัฒน์หัวเราะเบาๆ ทั้งที่ในใจไม่ได้ตลกสักนิด “เขาเขียนพินัยกรรมเอาไว้ ว่าจะยกทรัพย์สินให้พี่ถ้าพี่ทำตามข้อตกลงหนึ่งในสองข้อนั้นได้ ถ้าทำไม่ได้สักข้อภายในสามปี บ้านและทรัพย์สินจะเป็นของแม่เลี้ยงพี่ ของอย่างอื่นพี่ยังพอทน แต่บ้านที่เป็นของแม่พี่ พี่ทนไม่ได้ถ้ามันต้องเป็นของคนอื่น”

“ข้อตกลงหนึ่งในสองเหรอคะ” เธอไม่เข้าใจเลย ทำไมการจะยกมรดกให้ลูกชายจะต้องมีเงื่อนไขด้วย

“อืม มีเงื่อนไขสองข้อที่เขียนเอาไว้ ให้เลือกทำสักข้อหรือทั้งสองก็ยิ่งดี” ภูริพัฒน์พูดเสร็จก็ถอนหายใจ “แต่นี่ก็ผ่านครบปีแล้ว พี่ยังทำไม่ได้สักข้อ”

“เงื่อนไขที่ว่านั่น..” เธอกำลังเอ่ยถาม ทว่าคนด้านข้างชิงตอบเสียก่อน

“ข้อแรก พี่ต้องแต่งงานกับน้ำเพชร ลูกสาวของคนสนิทพ่อ”

มาเจนตานิ่งงันไปเมื่อได้ฟัง เธอมองเห็นแววตาเป็นกังวลของภูริพัฒน์ ที่สำคัญเธอได้รู้เรื่องที่ว่าเขามีคู่หมั้นก็คงเป็นเพราะแบบนี้

“งั้นเหรอคะ แล้วพี่จะแต่งวันไหน” เจ้าของใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากหลังจากถามไป

“พี่ไม่ได้บอกว่าจะแต่ง อีกอย่างพี่กับน้ำเพชรก็ไม่ได้หมั้นกัน” เขาขมวดคิ้ว ยิ่งเห็นว่าเธอหลบสายตาไปแบบนั้นก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ

“แต่ยังไงก็ต้องแต่งนี่คะ เพื่อมรดกบ้านของพี่”

“แต่พี่ไม่ได้ชอบน้ำเพชร พี่ชอบกี้”

มาเจนตาชะงักไปที่จู่ๆ ผู้ชายตรงหน้านี้ก็บอกชอบเธอด้วยสายตาจริงจัง เพราะสถานที่นี้ไม่มีคนอยู่นอกจากพวกเขา ทำให้หญิงสาวรับรู้การเต้นที่เร็วขึ้นของหัวใจตนเอง แต่มันจะมีประโยชน์อะไร

“แล้วยังไงคะ พี่จะเลือกแต่งงานกับหนูแล้วยกมรดกทั้งหมดให้แม่เลี้ยงเหรอคะ”

“เรื่องนั้น...”

“เห็นไหม พี่ลังเลแปลว่าพี่คงเลือกหนูไม่ได้อยู่แล้ว” เธอไม่ได้โกรธ เธอเข้าใจอย่างดีเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นเช่นนั้น “เราสองคนรู้จักกันได้ไม่นานและไม่สามารถจะนานได้ วันหนึ่งหนูกับพี่ก็ต้องจบกันไปอยู่ดี พี่ก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอคะ”

“กี้..” เขาได้ยินคำพูดแบบนั้นจากมาเจนตามาหลายต่อหลายครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งที่จุกอกมากที่สุดแล้ว

“เราจบกันไปให้เร็วที่สุดน่าจะดีกว่า ถ้าคุณน้ำเพชรเขาจับได้แล้วเขาไม่อยากแต่งงานกับพี่แล้ว มันจะเดือดร้อนนะคะ”

“แต่พี่ไม่ได้อยากจบ” ถ้าหากเป็นวันแรก ชายหนุ่มก็คงตัดสินใจง่ายกว่านี้ แต่เพราะเขารู้สึกชอบน้องมากๆ จนมันน่าเสียดายถ้าต้องจบไปเสียดื้อๆ หากไม่มีเรื่องการแต่งงานตามเงื่อนไขบ้าบอนั่น เขาก็อาจจะได้สานต่อความสัมพันธ์กับน้องให้มากกว่านี้

“งั้นพี่จะทำไงคะ จะให้หนูคบกับพี่จนพี่แต่งงานเลยไหมแล้วกลายเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหรอ” มาเจนตาถอนหายใจอีกครา เธอไม่แน่ใจว่าวันนี้ตัวเองถอนหายใจไปกี่รอบ “ถึงตอนนี้หนูจะเริ่มรู้สึกดีกับพี่ก็เถอะ แต่หนูก็ไม่อยากถลำลึกไปมากกว่านี้”

นี่เป็นการยอมรับความรู้สึกครั้งแรกของมาเจนตา เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลอดเวลาที่มีเขามันดีกว่าการอยู่คนเดียวมากแค่ไหน แต่ระหว่างที่กำลังงุ่นง่านใจ หญิงสาวก็เพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้

“เดี๋ยวนะคะ พี่บอกว่ามีเงื่อนไขสองข้อ ต้องทำให้ได้สักข้อ..แล้วข้อที่สองคืออะไรคะ” เธอเพิ่งรู้ไปแค่ข้อแรกเองนี่นา

“มัน...ยากนิดหน่อย” ชายหนุ่มอึกอักเมื่อถูกถามถึงเงื่อนไขอีกข้อ

“ยาก?”

“อืม ยาก”

ยิ่งเห็นกิริยาขมวดคิ้วและเป็นกังวลของภูริพัฒน์ ก็ยิ่งทำให้มาเจนตายิ่งอยากรู้

“แล้วมันคืออะไรคะ พี่ต้องเลิกเล่นดนตรีหรือไง”

“เปล่า อย่าสนใจเลย” ชายหนุ่มปฏิเสธแล้วก็รีบหันมองซ้ายมองขวา “ถ้างั้นเรากลับกันเถอะนะ เริ่มมืดแล้ว อยู่ไปนานๆ เดี๋ยวยุงกัด”

“ทำไมต้องทำเป็นความลับด้วย”

“ไม่ใช่ความลับ”

“แล้วพี่บอกหนูไม่ได้เหรอคะ”

ภูริพัฒน์สบตากับหญิงสาวตรงหน้าครู่หนึ่ง เขาจึงยอมแพ้ในที่สุด

“เงื่อนไขข้อที่สอง คือพี่ต้องมีลูก”

[3]

ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อได้ฟังเงื่อนไขอีกข้อนั่น เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเล็กน้อย

“ถ้าแบบนั้น...มันยากตรงไหนเหรอคะ”

ในยุคที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขนาดนี้ การจะมีลูกสักคนก็ไม่ใช่เรื่องยากเสียหน่อย ต่อให้ไม่มีคู่สมรสแต่ก็สามารถใช้การแพทย์เข้าช่วยได้

“ถ้าสำหรับคนอื่นก็คงไม่ยาก แต่สำหรับพี่...” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ พลางถอนหายใจแล้วพูดต่อให้จบประโยค “พี่มีลูกไม่ได้”

“คะ?”

แต่สิ่งที่ได้ยินสร้างความตกใจให้มาเจนตาเป็นอย่างมาก

“ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ”

“งั้นหนูว่ากลับกันเลยก็ดีค่ะ” หญิงสาวไม่รู้จะถามอะไรต่อจึงเป็นฝ่ายชวนเขากลับแทน

เธอเดินกลับหลังหันไปตามทามเดิมเพื่อขึ้นรถ ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไรแต่เธอไม่อยากรู้ไปมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะกลัวว่ามันอาจจะกระทบจิตใจของอีกคน

“แวะทานข้าวเย็นเลยไหม” ภูริพัฒน์เดินตามติดๆ หลังจากที่เห็นว่ามันเริ่มมืดเขาจึงเอ่ยชวนสาวเจ้าแบบนั้น

“ก็ได้ค่ะ พี่อยากกินอะไรเอาเป็นเน้นข้าวหรือว่าเน้นเนื้อ”

“เลือกคนนี้ได้ไหม” เขาใช้ปลายนิ้วชี้มาที่เธอ

เมนูแบบนั้นไม่มีในตัวเลือกสักหน่อย

“พี่นี่มัน” ร่างบางถอนหายใจ เธอเหนื่อยใจพูดคุยกับผู้ชายคนนี้ซะแล้ว

ท้ายที่สุดแล้วปัญหาที่ค้างคาก็ยังไม่ถูกแก้ไขในวันนี้ ราวกับกำลังประวิงเวลาออกไปเรื่อยๆ

 

@Nimman Condominium

“พี่จะค้างที่นี่เหรอคะ” มาเจนตาเอ่ยถามหลังจากยืนสบตากับภูริพัฒน์มาพักหนึ่ง พอทานข้าวเสร็จเขาก็มาส่งเธอที่คอนโด แต่ยังไม่มีทีท่าจะกลับไป

“ก็ได้นะ”

“หนูถามไม่ได้ชวนนะคะ”

อีกคนยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ

“ได้ไหมล่ะ”

“ห้องพี่นี่คะ พี่จะอยู่ไม่อยู่ก็สิทธิของพี่”

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นตรงนี้ก็สิทธิของพี่ด้วยหรือเปล่า” เขาถามพร้อมใช้นิ้วเกลี่ยไปตามข้างแก้มของร่างตรงหน้า

คนที่โดนรุกเตรียมจะถอยหลังออกไปทว่าโดนคนที่รู้ทันเข้ามารวบตัวเอาไว้ เธอติดกับเขาอีกแล้ว

“พี่จะเอาแบบนี้ใช่ไหมคะ”

“อืม” อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธและโน้มหน้าลงมากดจูบที่ริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นเบาๆ เป็นเวลาเพียงครู่เดียวเขาก็ผละใบหน้าออกมาสบตากับร่างบางแล้วจึงเข้าไปประกบจูบอีกครั้ง คราวนี้เป็นจูบที่หนักหน่วงกว่าเดิม

ภูริพัฒน์ทำแบบนั้นซ้ำๆ จนคนในอ้อมกอดตรงใช้มือมาไปปิดปากเขาไว้

“พอแล้วค่ะ”

เขาทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูด จัดการช้อนร่างบางตรงหน้าขึ้นมาไว้กับอ้อมอก สองเท้าก็ก้าวสลับกันเข้าไปในห้องนอนซึ่งติดกับห้องโถง ชายหนุ่มวางหญิงสาวลงบนเตียงนอนแล้วจึงใช้ร่างกายคร่อมเจ้าตัวเอาไว้

เพียงแค่การกระทำนั้นเกิดขึ้น มาเจนตาก็รับรู้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

จูบของเขาเข้ามาสัมผัสกับริมฝีปากบางอีกครั้ง พร้อมกับมือหนาที่สอดเข้าไปใต้กระโปรงทรงเอที่หญิงสาวสวมอยู่ จากนั้นมันก็ถูกเลิกขึ้นมากองบริเวณต้นขา มือข้างหนึ่งลูบวนอยู่บริเวณนั้น ส่วนอีกข้างก็เข้ามาจับล็อกต้นคอให้รับจูบของเขา

“เดี๋ยวก่อนค่ะ” มาเจนตาดันไหล่ของร่างสูงเอาไว้พยายามหนีการจู่โจมของเขา แต่ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนอีกคนก็ตามไปจูบได้ทุกที

“ทำไมคะ” ในที่สุดภูริพัฒน์ก็ยอมหยุดคุย

“ไม่เอา หนูยังไม่อาบน้ำเลย”

“พี่ไม่ติด ตัวหอมออก” พูดจบเขาก็เข้าไปสูดดมที่แก้มนิ่มนั่นหนึ่งฟอด

“พี่เฟียส”

“จ๋า หนูเรียกป๋าทำไมคะ”

เธอละเกลียดคำว่าป๋าของเขาเสียจริง

“เสร็จแล้วค่อยไปอาบด้วยกัน” ชายหนุ่มหัวเราะ เขาหยัดกายไปนั่งตัวตรงเพื่อถอดเสื้อตัวบนของตนเองออกเผยให้เห็นผิวกายท่อนบน

เขาไม่ได้ทำแค่ถอดเสื้อตนเอง ชายหนุ่มยังเข้ามาปลดกระดุมเสื้อนิสิตของสาวเจ้าต่อ แต่ยังไม่ทันจะปลดมันจนหมดทุกเม็ดเจ้าตัวก็เปลี่ยนเป้าหมายไปถอดกางเกงซับในด้านล่างต่อและตามด้วยแพนตี้ตัวเล็กชั้นสุดท้าย

“พี่รีบเหรอคะ”

“เปล่า” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยตอบ ภูริพัฒน์หัวเราะแล้วกดจูบที่ต้นคอของอีกคน “แต่ไม่ต้องถอดหมดแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ”






ฮั่นแน้ เรารู้ว่าทุกคนคิดอะไรอยู่ คิดว่ามีลูกกับน้องกี้ก็จบละซี้
คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้น เอ๊ะ จริงเหรอออ ง่ายจริงเหรอ

ป.ล. เราขอคัทออกนิดนึงเนอะ นิดเดียวจริงๆ ค่ะ 5555 
ไม่ค่อยมีอะไรแต่ก็ไม่อยากลงหมดกลัวโดน
อ่านอีก 3 ย่อหน้าทีเหลือได้ที่ Fictionlog หรือ ReadAwrite 

อัพเดทค่า ตอนนี้อยู่ระหว่างปิดต้นฉบับ มุแง
ช่วงนี้มีแต่เหตุการณ์วุ่นวาย แต่พยายามไม่หายไปไหนน้า
______________________________________________

#เฟียสมากพ่อ
Facebook : Castle-G | Twitter : @castleglint



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 97 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

185 ความคิดเห็น

  1. #177 9ningnong9 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 10:29
    พูดไม่เคลียร์เลยนะพี่
    #177
    0
  2. #176 Acatpx7 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 01:37
    เรียกป๋าทำไมคะ ว่าส้านนน
    #176
    0
  3. #175 Acatpx7 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 01:37
    มีลูกไม่ได้เพราะพี่ยังไม่มีเมียหรอคะ555555
    #175
    0
  4. #174 saizd (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 20:28
    มีลูกกับกี้หรอ กรี๊ดดด ข้อสันนิษฐานไว้ก่อนน
    #174
    0
  5. #173 isunxtlcas (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 06:25
    ละ...แล้วพี่ต้องมีกับใครก่อน น้ำเพชรใช่มุ้ยหรือใครก็ได้..... y-y
    #173
    0
  6. #172 Puechsing (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 07:42
    สงสารแมกกี้จัง
    #172
    0