My Only 1 เพราะคุณเท่านั้นคนเดียวของใจ

ตอนที่ 64 : MY ONLY 1 | 23 : ทบทวนเรื่องราว [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 699
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    11 มิ.ย. 63

 

23 : ทบทวนเรื่องราว

 

4 ปีผ่านไป

สี่ปี มันคือระยะเวลาที่เจ้าจันทร์มาอยู่ที่นี่ แม้จะดูเป็นเวลาที่เนิ่นนานแต่หญิงสาวกลับรู้สึกว่ามันผ่านไปเร็วเหมือนเหตุการณ์วันที่นั่งเครื่องบินมาที่นี่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง ตั้งแต่มาถึงที่นี่หลายสิ่งในชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปเยอะ จากที่มีคนคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาก็กลายเป็นว่าต้องจัดการมันด้วยตัวเอง

การอยู่คนเดียวไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด หญิงสาวใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเสียมากกว่าจะมาคิดเรื่องอื่น  

หลังจากที่ทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์ เจ้าจันทร์ตั้งใจจะนำจักรยานมาปั่นเล่นในช่วงวันหยุด เพราะอากาศที่นี่ไม่ได้ร้อน แถมยังดีอีกด้วย สามารถปั่นจักรยานไปได้เรื่อยๆ หญิงสาวปั่นมาหยุดอยู่หน้าร้านผลไม้แห่งหนึ่งในย่านชุมชน ผลไม้ร้านนี้มีแต่ลูกโตๆ เชียวหละ

ร่างเล็กยืนมองดูผลไม้หลากหลายชนิดด้านหน้าร้าน เธออยากซื้อไปทำสลัดทานในมื้อเย็นสักหน่อย

“โอ๊ะ คุณ..เจ้าจันทร์” เสียงทุ้มของใครสักคนดังมาจากข้างกาย

เจ้าของชื่อหันไปมองก่อนพบว่าเขาคือเจ้านายที่ทำงานของเธอเอง เขาเพิ่งย้ายมาใหม่แทนคนเก่าที่เพิ่งลาออกไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว

“สวัสดีค่ะคุณคิมุระ”  

คิมุระ ริว เขาเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบปลายๆ ใกล้ขึ้นเลขสี่ แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับยังดูเด็กและแข็งแรงราวกับผู้ชายอายุยี่สิบปลายๆ ในที่ทำงานก็เป็นเจ้านายที่ค่อนข้างใจดี นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ได้มาเจอกันในสถานที่นอกที่ทำงานยามวันหยุดเช่นนี้

“มาซื้อผลไม้เหรอครับ”

“ใช่ค่ะ ช่วงนี้เป็นหน้าของพีชกับเมล่อนพอดีเลยค่ะ ฉันเลยตั้งใจมาซื้อ” เจ้าจันทร์เอ่ยตอบเจ้านายจากนั้นจึงทำหน้าหนักใจครู่หนึ่ง “แต่ฉันไม่รู้วิธีเลือกเลยค่ะว่าแบบไหนถึงจะดี”

ระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ที่นี่ เจ้าจันทร์ละอายใจเล็กน้อยที่จะตอบว่าเธอไม่เคยเลือกซื้อผลไม้สดด้วยตัวเอง เพราะสาวเจ้ามักจะชอบซื้อแบบสำเร็จรูปปอกเปลือกพร้อมทานแล้วเรียบร้อย

“ถ้าแบบนั้นผมช่วยนะ” ริวยกยิ้มแล้วเสนอตัวเข้าช่วย

เจ้าจันทร์ในตอนแรกแค่หวังจะได้คำแนะนำเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาจะเข้ามาช่วยเลือกด้วย

การมาทำงานที่นี่ทำให้เธอได้เอาเรื่องราวไปแชร์ให้เพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้ฟัง เหล่าเพื่อนๆ ต่างก็แสดงความยินดีพร้อมกับตื่นเต้น ยิ่งไปกว่านั้นหญิงสาวเองก็เล่าทุกอย่างรวมถึงเจ้านายคนนี้ด้วย ผลที่ได้รับกลับมาก็คือเหล่าเพื่อนสาวกรี๊ดกร๊าดเชียร์ให้เธอชอบเขายกใหญ่

พวกบ้าผู้ชายญี่ปุ่นนี่มัน...เฮ้อ  

การที่สาวไทยจะมีโมเม้นท์กุ๊กกิ๊กกับหนุ่มหล่อญี่ปุ่นนั่นก็เจอแต่ในนิยายกับการ์ตูนนี่นา ถึงคุณคิมุระเขาจะใจดีก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไปล้ำเส้นในเรื่องแบบนั้นได้นะ อีกอย่างเธอไม่อยากมีความรักในตอนนี้ด้วย อยากทุ่มเทให้งานมากกว่า ไม่อยากเปิดใจให้ผู้ชายคนไหนทั้งนั้น

หลังจากที่ซื้อผลไม้เสร็จเจ้าจันทร์จึงปั่นจักรยานกลับมายังที่พักของเธอ ซึ่งที่พักของเธอคืออพาร์ทเมนต์คอนโดที่อยู่ห่างจากที่ทำงานไม่มาก ในที่แรกทางบ้านของเธอจะซื้อบ้านให้อยู่เพราะกลัวจะลำบาก แต่เจ้าจันทร์ปฏิเสธเพราะการซื้อบ้านนั้นราคาสูง อีกอย่างเธอก็เป็นแค่คนจากต่างแดนเข้ามาทำงานที่นี่เท่านั้น ไม่ต้องถึงขั้นอยู่เป็นบ้านหรอก

มือเล็กวางถุงกระดาษที่ใส่ผลไม้ลงบนโต๊ะ พลางมองไปรอบห้องที่เริ่มมีข้าวของรกระเกะระกะ

วันนี้หญิงสาวอาจจะต้องทำความสะอาดห้องเสียหน่อยและคงจะเป็นการทำยกใหญ่เลยด้วย จะว่าไปแล้วเธอวางน้ำยาทำความสะอาดเอาไว้หลังตู้นี่นา

เมื่อคิดได้แบบนั้น เจ้าจันทร์จึงเดินไปหยิบเก้าอี้ไม้ที่แข็งแรงพอจะให้เหยียบขึ้นไปจนถึงหลังตู้เสื้อผ้าได้ หวังจะหยิบขวดน้ำยาทำความสะอาดแต่ว่ามือดันพลั้งไปปัดโดนของอย่างอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ลงมาด้วย

แกร๊ง

เสียงตอนที่ของปริศนานั้นตกลงพื้น หญิงสาวรีบลงจากเก้าอี้เพื่อจะเข้าไปเก็บมัน การที่สิ่งของตกจากที่สูงแบบนี้ก็เสี่ยงพังอยู่เหมือนกัน

พอหญิงสาวก้มลงไปมองก็พบกับกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ตอนนี้ฝาของมันเปิดออกพร้อมข้าวของด้านในหลุดออกมากระจายบนพื้น

เจ้าจันทร์หยุดมองมันอย่างตกใจ

เธอลืมไปแล้ว..ว่าครั้งนึงเคยมีมันอยู่

เมื่อสี่ปีที่แล้วหญิงสาวได้รับมันมาจากผู้ชายคนหนึ่ง ทว่าเธอกลับไม่มีความกล้าที่จะเปิดดูมัน... ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นอยากดูมากแค่ไหน พอตอนได้มาจริงกลับไม่อยากดูไม่อยากเห็นแต่ก็ทำใจที่จะทิ้งไปไม่ได้ เจ้าจันทร์จึงเลือกที่จะซ่อนมันเอาไว้ที่หลังตู้เสื้อผ้าไว้ยังจุดที่ลึกที่สุดเพื่อหลบซ่อนสายตาของเธอ

จนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไป เจ้าจันทร์ก็เริ่มลืมเลือนสิ่งของชิ้นนี้ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่

อะไรกันนะที่ทำให้มันมาตกลงพื้นในวันนี้..อะไรกันที่อยากให้เธอจำมันได้

มือเล็กเอื้อมไปหยิบเหล่ากระดาษสามสี่ใบนั้นขึ้นมาทีละใบ ทั้งที่ควรลืมไปแล้วแต่หัวใจกลับยังเต้นรัว กระดาษขนาดสี่เหลี่ยมที่พับไว้อย่างดีถูกคลี่ออกมา

แผ่นแรกคือแผ่นที่หญิงสาวเคยอ่านมันมาก่อน

 

‘ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กว่าจะรู้ตัวผมก็ชอบเธอมากๆ เลย  

ผมชอบที่จะได้เห็นรอยยิ้มของเธอ มันดูสว่างไสวและอบอุ่นราวกับดวงจันทร์เต็มดวงในยามกลางคืน’

 

และแผ่นที่สองเธอยังไม่เคยเปิดเจอ  

 

'ถ้าเปรียบเธอเป็นดวงจันทร์ ผมก็คงเป็นบริวารของดวงจันทร์

เอาแต่โคจรอยู่รอบๆ เธอ โดยที่เธอคงไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของผมด้วยซ้ำ'

 

มือของเจ้าจันทร์เริ่มสั่นเทามากขึ้นเมื่อเปิดไปถึงแผ่นที่สาม

 

‘อาจจะฟังดูประหลาด ชนิดที่ว่าหากใครได้รับรู้คงคิดว่าผมเป็นพวกชอบความเจ็บปวด

แต่เพราะผมรักเธอไปแล้ว ไม่ว่าเธอจะทำร้ายผมมากแค่ไหน

ผมกลับเลิกชอบเลิกรักเธอไม่ได้เสียที’

 

มาจนถึงแผ่นสุดท้ายก็ถูกคลี่ออก

 

‘ผมเก็บเรื่องนี้เอาไว้กับตัวเองมานาน เพราะรู้ว่ายังไงคุณก็คงไม่ชอบผม

แต่ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะบอกให้คุณรับรู้ ว่าผมรักคุณ.. เจ้าจันทร์’

 

กระดาษจดหมายที่หญิงสาวถือเอาไว้เริ่มเปียกเป็นหยดวงกว้าง เพราะน้ำตาที่ไหลรินลงไปตอนไหนก็ไม่รู้ นี่เธอกำลังร้องไห้ให้กระดาษหรือไงกัน

เจ้าจันทร์ละสายตาจากจดหมายแล้วมองไปที่กล่องไม้อีกครั้ง คราวนี้เธอพบกับวัตถุชิ้นน้อยแต่แวววับส่องแสงเป็นประกายอยู่ข้างๆ กล่อง คาดว่าคงจะกระเด็นออกมาพร้อมกับกระดาษ เธอก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาพลางลูบไปมาอย่างทะนุถนอม

แหวนหมั้นของเธอ..มันอยู่ในนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ

แล้วตอนนี้คนที่มอบแหวนวงนี้ให้เธอตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ระยะเวลาที่ผ่านมาสี่ปีเขาจะเปลี่ยนไปเยอะแค่ไหน หรือว่ายังคงเหมือนเดิม ป่านนี้ก็คงเรียนจบแล้วได้เป็นคุณหมอเต็มตัวไปแล้วสิ ทั้งที่พยายามปฏิเสธหลีกหนีความจริงมาตั้งหลายปี สุดท้ายเธอก็หนีไม่พ้น

หัวใจหญิงสาวเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ได้อ่านจดหมายแต่ละฉบับที่ถูกเขียนมาให้เธอ จดหมายที่เมินเฉยมาหลายปีเพราะไม่กล้าเอามาอ่าน ความอึดอัดอะไรบางอย่างในใจทำให้เธอเริ่มคิดถึงเจ้าของจดหมายนี้

เจ้าของร่างเล็กได้แต่ทิ้งตัวลงไปนั่งกับพื้นแล้วอ่านจดหมายสี่ฉบับซ้ำแล้วซ้ำเล่า พินิจพิจารณาทั้งตัวหนังสือ หมึกปากกา กลิ่นของกระดาษ เจ้าจันทร์ยอมรับอย่างเต็มปากว่าตั้งแต่จากมา เธอไม่เคยสามารถเปิดใจให้ผู้ชายคนไหนได้เลย เธอเอาแต่หลอกตัวเองว่าเป็นเพราะยุ่งเรื่องทำงาน

พอได้รู้ตัวว่าตนเองคิดถึงเขา...มันก็หยุดคิดถึงไม่ได้เลย รังแต่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ

ทนมาได้ถึงขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ  

 

9.30 น. ประเทศไทย

แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลอนันต์พิพัฒน์

“สถานที่พักรอบๆ มีการก่อสร้างหรือเปล่าครับ” มือหนาหยิบประวัติคร่าวๆ ของคนไข้รายปัจจุบันขึ้นมาจากนั้นจึงเงยหน้าถามผู้ปกครองคนไข้ที่นั่งอยู่ด้วยกัน

“เอ่อ ไม่มีค่ะ”  

“น้องไม่มีเสมหะเลยใช่ไหมครับ รู้สึกว่ามีอะไรเหนียวๆ หรือเปล่า” แพทย์หนุ่มวัยยี่สิบแปดเอ่ยถามจากนั้นจึงก้มไปมองเด็กหญิงวัยห้าขวบที่มาด้วยอาการไอ

“ไม่เลยค่ะ”

“ถ้างั้นหมอขอฟังเสียงปอดหน่อยแล้วกันนะครับ หายใจเข้าลึกๆ นะครับ” เขาเอ่ยหลังจากที่หยิบสเต็ตโทสโคปขึ้นมาเพื่อตรวจความผิดปกติ

การทำงานของณภัทรก็เป็นอยู่แบบนั้นไปเรื่อยๆ จวบจนเวลาผ่านไปได้หลายชั่วโมง หลังจากที่ตรวจร่างกายของคนไข้เคสสุดท้ายและเขียนใบสั่งยาให้เสร็จเรียบร้อย มือหนาจึงยกขึ้นมาเพื่อดูนาฬิกาที่ข้อมือด้านซ้าย ได้เวลาเลิกงานในรอบหลายวันแล้ว

เจ้าของร่างสูงเดินเข้ามายังห้องพักแพทย์พร้อมกับถอดชุดกาวน์ออก เพื่อเตรียมตัวเลิกงาน

“เย็นนี้พี่ก็จะออกเวรแล้วดิ” ในเวลาเดียวกันก็มีชายหนุ่มอีกคนทักขึ้น  

“อืม”

“ผมมีคำถาม...คือเมื่อกี้คนไข้มาด้วยอาการหอบหืดแถมยังมีอาเจียน แบบว่าหน้าน้องซีดมาก ต้องจัดยาตัวไหนโดยเฉพาะหรือเปล่า” เจ้าของคำพูดเมื่อครู่มีชื่อว่าอิศรา เป็นนักศึกษาแพทย์รุ่นน้องที่วันนี้ถูกส่งตัวมาอยู่ Ped หรือ Pediatrics Center แผนกกุมารเวช แต่ดูสภาพของรุ่นน้องคนนี้จากชื่อว่าอิศรา ก็อาจจะได้เป็นเปลี่ยน อิศ (อิด) โรย แทน

ในตอนนี้ณภัทรใช้ทุนเป็นแพทย์พี่เลี้ยงหรือ Fix ward หน้าที่ของชายหนุ่มทำงานใช้ทุนไปด้วย สอนรุ่นน้องนักศึกษาแพทย์ พร้อมทั้งเรียนต่อเฉพาะทางไปด้วย ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 แล้ว อีกไม่นานเขาก็คงเรียนจบแล้วได้เป็นแพทย์เฉพาะทางทั่วไป

“อาจจะต้องเฝ้าดูต่อไปสักพัก จัดยาตามอาการไปก่อน”

มองอิศราแล้วณภัทรก็เหมือนเห็นตัวเองเมื่อก่อน  

“หมอนะ อยู่นี่เอง” คราวนี้เป็นคำพูดของบุคคลที่สามซึ่งเพิ่มเข้ามา เจ้าของเสียงเป็นพยาบาลชื่อลาลิตา ซึ่งเธอทำงานอยู่ที่นี่มานาน เป็นรุ่นพี่ของเขาในโรงพยาบาลนี้ก็ว่าได้

“ครับ มีอะไรเหรอ”

ไม่ใช่ว่าเคสด่วนอะไรอีกหรอกนะ

“คือว่ามีคนฝากข้าวกล่องนี้มาให้หมอน่ะ รับไว้ก่อนกลับสิ” พยาบาลสาวว่าพร้อมกับยื่นกล่องข้าวมาให้เขา  

“ใครเหรอ” คุณหมอหนุ่มมองอย่างแปลกใจ

“เปิดดูเองเถอะ”

ณภัทรหยิบการ์ดใบเล็กที่ติดอยู่ด้านข้างกล่องขึ้นมาเปิดอ่าน แล้วก็พบว่ามันคือของหญิงสาวคนหนึ่งที่เพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่ “ของหมอเฟย์”

“โอ้โห” อิศราทำผิวปากแซวเมื่อได้ยินบทสนทนา “วันก่อนพี่ก็เพิ่งได้ขนมจากพยาบาลวอร์ด med วันนี้ได้ข้าวกล่องจากหมอ OPD เสน่ห์แรงจริงเว้ย”

“เอาไปสิ นายต้องอยู่อีกยาวไม่ใช่เหรอ” ณภัทรตัดสินใจยื่นกล่องข้าวนั้นให้กับรุ่นน้อง ทำเอาคนได้รับตาโต

“ให้จริงดิ แบบนี้เขาไม่เสียใจแย่”

“เอาเก็บไว้พี่ก็ไม่ได้กิน วันนี้พี่จะกลับไปกินข้าวฝีมือแม่น่ะ” เขาพูดจบแล้วก็หยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมทับแล้วเดินออกจากห้องพักไป  

อิศรากับลาลิตามองร่างคุณหมอหนุ่มที่เดินออกไปแล้วถอนหายใจพร้อมกัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีสาวเข้ามาตามจีบเขา เพราะนายแพทย์ณภัทรทั้งหน้าตาดี รูปร่างดี แถมนิสัยก็ใจดี อบอุ่นขนาดนั้น ถ้าไม่มีผู้หญิงมาชอบน่ะสิถึงแปลก แต่โชคร้ายที่ผู้หญิงเหล่านั้นกลับไม่รู้ว่าคุณหมอเขามีคนรักอยู่แล้ว

ณภัทรไม่ได้สนใจว่าใครจะให้ของอะไรเขามา บางครั้งเขาก็ยกให้คนอื่นบ้าง กินเองบ้าง แต่ส่วนใหญ่เขาเลือกที่จะไม่รับเสียมากกว่า พอเขาไม่รับเอง ก็จะโดนฝากมาให้เหมือนเมื่อครู่นี้ แต่ก็ช่างมันเถอะ  

ชายหนุ่มเดินทางกลับมาถึงที่บ้านในระยะเวลาสองชั่วโมง เพราะโรงพยาบาลที่อยู่กับบ้านห่างกันพอสมควร อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไม่ได้อยู่บ้านแล้วเพราะเขาเช่าคอนโดที่นึงใกล้โรงพยาบาลเอาไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการทำงานมากยิ่งขึ้น การได้กลับมาบ้านจึงเป็นเรื่องของโอกาสที่จะมีนานครั้ง

“ไงคุณหมอ กินข้าวมายัง” ภัสสรเอ่ยปากถามเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาในบ้าน

“ยังครับ รอทานฝีมือแม่” ณภัทรยิ้มหวานพร้อมกับเข้าไปกอดผู้ให้กำเนิดอย่างออดอ้อน “ฝีมือแม่อร่อยที่สุดเลยเนี่ย”

“แหม ทำมาเป็นนะ ไม่ไปทานฝีมือแฟนล่ะจ๊ะ คนสาวๆ เขาก็น่าจะรู้ใจมากกว่าคนแก่ๆ อย่างแม่นี่นะ”

“โธ่ คนแก่ขี้น้อยใจจริงเลย ต่อให้ผมมีแฟนผมก็จะรักแม่เหมือนเดิมนะ”

“ปากหวาน วันนี้แม่ทำของโปรดเรารอไว้ทั้งนั้น” พอรู้ว่าลูกชายจะกลับมาที่บ้านวันนี้ ภัสสรก็จัดการลงครัวครั้งใหญ่แล้วทำอาหารมากมายไว้ให้

“เยอะแยะขนาดนี้เลยเหรอครับเนี่ย” ชายหนุ่มมองจานอาหารบนโต๊ะที่ละลานตาแล้วก็หัวเราะ “ผมมีกระเพาะเดียวนะครับ”

“กินไปเถอะน่า กินเยอะๆ จะได้มีแรงทำงาน”  

“ขอบคุณครับ”

ตั้งแต่ที่เริ่มทำงานจริงจังหลังเรียนจบ ผู้เป็นลูกก็แทบหายไปเลย ณภัทรยุ่งอยู่กับการทำงาน การดูแลคนไข้ แล้วก็ต่างๆ อีกมากมาย ไหนจะขึ้นเวรที่ข้ามวันข้ามคืน ทำให้เขาแทบไม่มีเวลาอยู่กับคนในครอบครัว วันนี้ได้กลับมาบ้านก็อยากจะใช้เวลาให้คุ้มค่า

“ปีนี้เราก็ยี่สิบแปดแล้วนา เกือบสามสิบละ..” จู่ๆ ผู้เป็นแม่ก็เอ่ยขึ้นเกี่ยวกับอายุของลูกชาย

“อ้อใช่ครับ เดี๋ยวผมก็เรียนเฉพาะทางจบทำงานจริงจังแล้ว”

“ยังจะมีทำงานที่จริงจังกว่านี้อีกเหรอ? เท่านี้ลูกแม่ก็ทำงานจนคร่ำหวอดแล้ว แม่เองก็แก่ลงทุกวัน” หญิงวัยกลางคนพูดไปก็ทำหน้าเศร้าหมองลงเรื่อยๆ  

“แม่..มีอะไรจะบอกผมหรือเปล่า” ท่าทีนั้นทำเอาณภัทรแปลกใจไม่น้อย

“จะอะไรล่ะ แม่ก็เห็นเราทำงานงกๆ อยู่แทบทุกวัน เวลาพักก็ไม่มีแม่เองก็เป็นห่วง อยากให้นะมีคนคอยดูแล มีครอบครัวเป็นของตัวเอง อีกอย่างตอนนี้แม่ก็เหงาด้วย”

โธ่..ก็นึกว่าเรื่องอะไร

“ผมซื้อหมามาให้แม่เลี้ยงดีไหมครับ จะได้ไม่เหงา”

“ไม่ได้อยากเลี้ยงหมา อยากเลี้ยงหลาน แม่อยากเป็นคุณย่าแล้ว”

และสิ่งที่แม่ของเขาต้องการจริงๆ ก็ทำให้เขาอึ้ง

 

Castle-G's Talk

มาค่าาาา 4 ปีผ่านไปแล้ว คุณหมอนะมาแล้ว

คุณหมอมีแฟนหรือยังน้าาา คิกค้าก

 

#ณเจ้าจันทร์

เปิดพรีออเดอร์หนังสือแล้ววันนี้ - 30 มิถุนายน

http://castlegfiction.lnwshop.com/

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

704 ความคิดเห็น

  1. #634 ssnew11 (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 06:24
    คูมย่าอยากเลี้ยงหลานแล้ว คูมหมอนะว่าไงคะ
    #634
    0
  2. #632 Ployly Kwankamon (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 22:26
    อยากให้ได้ซีนนะมูฟออนจริงๆจังๆอ่ะ
    #632
    0
  3. #631 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 17:22
    สะใภ้อยู่หนายนร้าาาาาา
    #631
    0
  4. #630 chari2 (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 11:35
    ต้องรอให้แม่กับพ่อของหลานเคลียร์ใจกันก่อน ถึงจะมีหลานได้ค่ะคุณย่า
    #630
    0