[CONTRAST] Dragon Effect เคราะห์จากมังกร

ตอนที่ 2 : เคราะห์จากมังกร | 01 : มือชงของเรือกับคนล่มเรือ [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63


01

 

“กรี๊ดดดด กูเขินอ่า” ตั้งแต่เดินออกจากตึกเรียนมาจนถึงโรงอาหาร ยัยยี่สุ่นตัวดีก็ยังไม่หยุดเขินบิดตัวไปมา บิดจนจะกลายเป็นขนมเกลียวชุบน้ำตาลอยู่แล้ว

“กูก็เขิน” สมทบด้วยซูเวียที่ไม่แพ้กันแถมอาการหนักกว่า

“มึงคิดเหมือนกูไหม B1

“กูก็คิดเหมือนมึงเลย B2

ถามจริงนะ เพื่อนกูมีคนที่อาการปกติสักคนไหม

“เป็นเหี้ยอะไร พวกมึง” ฉันชักเริ่มทนไม่ไหวเพราะพวกมันกำลังทำให้ข้าวหน้าหมูทอดราดแกงกะหรี่ของฉันฝืดจาง เรื่องกินเรื่องใหญ่นะ

“มึงไม่รู้สึกอะไรเหรอ อีตายด้าน” ยี่สุ่นหันมาแขวะเล็กน้อย “พี่พอร์ชงานดีมาก ตอนมึงล้มใส่เขามึงไม่ใจเต้นบ้างเลยเหรอไง กูเขินแทน”

ก็นึกว่าเรื่องอะไร ไอ้พวกบ้าผู้ชาย

“ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย มึงก็รู้ว่ากูเฉยชากับทุกสิ่ง” ด่าอะไรก็ไม่โกรธ

“เออมึงมันคนตายด้าน อีคนไม่มีหัวใจ” ซูเวียเริ่มออกปากด่า แต่คำด่าของมันไม่ได้ทำให้ฉันสะเทือนนักเท่าไหร่

“เฉยๆ” ไม่โกรธจ้า

“นังคนไม่เคยมีผัว” ยี่สุ่นร่วมสมทบ

“งั้นๆ มาก” ฉันไม่สะทกสะท้านต่อคำด่า ฉันไม่โกรธ

“อีคนรองพื้นไม่ตรงกับกับสีคอ”

“หน้าตากูสวยอะไรก็รอดป้ะ” ฉันว่าตัวเองก็ไปเลือกคุชชั่นมาใหม่แล้วเถอะ ทำไมเพื่อนถึงได้ไม่เข้าใจว่าแฟชั่นผิวสองสีล่ะ กำลังมาแรง หน้าสีหนึ่ง คออีกสีหนึ่งไง

“นายกเป็นคนดี เรารักนายก”

“อันนี้กูเริ่มขึ้นละ” โอเค..กูเริ่มโกรธนิดๆ

“แต่มึง กูว่าพี่พอร์ชเขาน่าจะสนใจมึงอยู่นะ” ก่อนที่นังยี่สุ่นจะโดนเด้งออกจากกลุ่มมันก็รีบเปลี่ยนเรื่องใหม่ทันที

“เพ้อเจ้อ เจอกันแค่ไม่กี่วิจะมาสนใจอะไรกู ไม่ใช่ปลากัดป้ะ” ฉันมองไม่เห็นเลยว่าไอ้พี่พอร์ชนั่นจะมาชอบอะไรฉัน หรือสนใจฉันทั้งนั้น ยังจำน้ำเสียงหงุดหงิดนั้นได้ตอนที่ฉันวิ่งชนเขาล้มน่ะ เหมือนจะกินหัวฉันเข้าไปอยู่แล้ว นั่นคนหรือปลาฉลามกันแน่วะ

“เห้ยมึง แต่เขาบอกให้มึงระวังตัวเองหน่อยอะ ปกติพี่เขาไม่ค่อยคุยกับผู้หญิงนะ ขนาดเพื่อนผู้หญิงก็ยังถามคำตอบคำเลย แต่นี่พี่เขาคุยกับมึงมันก็น่าคิดป้ะ มึงอาจจะต้องตาพี่พอร์ชเข้าแล้วก็ได้” เพื่อนมันร่ายยาวถึงบุคลิกไอ้พี่คนนั้นอย่างละเอียด

จนฉันเริ่มสงสัยว่าเพื่อนกูห่อกล่องข้าวเดินตามเขาหรือเปล่า ถึงได้รู้ลึกถึงขั้นคุยไม่คุยกับใคร

“จีง เห็นหล่อๆ งั้นแต่หยิ่งมาก โคตรเย็นชาเลยเถอะ” ซูเวียพยักหน้ารู้ลึกตามไปด้วย

“กูว่าเขาจะต้องแอบสนใจมึงแน่ๆ ตอนนี้มึงกำลังจะมีดวงชะตาเรื่องความรัก ฟันธง”

ให้ตายสิ ตั้งแต่ใช้ชีวิตมาเคยดูดวงให้คนอื่นมาตั้งมากมายแต่ไม่คิดว่าจะโดนเพื่อนเอากลับมาย้อนเข้าตัวเองแบบนี้

“กูลงเรือลำนี้” ยัยเพื่อนตุ๊ดเอ่ยแล้วตบโต๊ะดังปัง

ใจเย็นมึง คนทั้งโรงอาหารจะมองพวกมึงแล้ว

“กูจะช่วยมึงพายเอง พอร์ชเพนจงเจริญ”

ฉันเครียดจริงจังแล้วตอนนี้

“จะบ้าเหรอ หยุดเดี๋ยวนี้” ฉันเลิ่กลั่กหันรีหันขวาง ตอนแรกก็นึกว่าเพื่อนเป็นคนตลกเท่านั้น ตอนนี้ต้องคิดใหม่ว่าเพื่อนเป็นบ้า

“เอาหน่ามึง กูเห็นว่ามึงโสดมานาน กูก็อยากเลือกผู้ชายดีๆ ให้เพื่อนไง พี่พอร์ชหล่อจะตาย เรียนเก่งด้วยนะเป็นตัวแทนมหาลัยไปแข่งโปรแกรมระดับประเทศมาแล้วด้วย” ยี่สุ่นเอื้อมมือมาตบไหล่ฉันเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาเป็นห่วงมาให้

“เราจะเริ่มโครงการพิเศษชื่อโครงการว่า อยากเห็นเพื่อนมีผัว” ซูเวียกำหมัดแน่นพร้อมแววตามุ่งมั่น

ไม่เอาว้อย!

“เพน มึงเชื่อมือพายอันดับหนึ่งอย่างพวกกูได้เลย กูจะชงให้เต็มที่ยิ่งกว่าบาริสต้าในร้านกาแฟ”

อีพวกเหี้ย กับเรื่องเรียนตั้งใจกันขนาดนี้ไหมก่อน ชงอะไรก่อน พายอะไร!

“มึงๆๆ  เก้านาฬิกา พี่พอร์ชเดินเข้าโรงอาหารมาว่ะ” ยัยซูเวียเข้ามาสะกิดฉันยิกๆ เพื่อให้หันไปมองยังประตูทางเข้าของโรงอาหาร

แน่นอนว่าฉันหันไปมองก่อนจะพบรุ่นพี่หนุ่มที่เพิ่งเจอกันเพราะอุบัติเหตุก่อนหน้านั้น

“หยุดเลยนะมึง ห้ามคิดจะทำอะไรเด็ดขาด” ฉันยกมือชี้หน้าพวกมันทั้งคู่ทันที

“อีเพน อย่าล่มเรือได้ป้ะ” ยัยยี่สุ่นชักสีหน้าใส่ก่อนจะยกมือพร้อมกับพูดขึ้นในจังหวะที่ร่างสูงนั้นกำลังเดินผ่านโต๊ะของพวกเราไป “พี่พอร์ชคะ มานั่งโต๊ะนี้ก็ได้ค่ะ”

เขาหยุดยืนแล้วมองมาที่พวกเราอย่างนิ่งๆ

สายตานั้นของพี่มัน ถ้าเป็นมีดป่านนี้พวกน้องคือพรุนไปทั้งตัวแล้วค่ะพี่

“เรารู้จักกันเหรอ” พี่พอร์ชเอ่ย

เป็นไงล่ะ หน้าแห้งเหมือนปลาแดดเดียวเลยไหมทีนี้

“หนูชื่อยี่สุ่น นี่ซูเวีย แล้วก็คนนี้ชื่อยัยเพนค่ะ” ยัยยี่สุ่นเริ่มชี้ที่ตัวเองก่อน จากนั้นจึงตามด้วยซูเวีย จบด้วยฉัน “เพื่อนหนูไปวิ่งชนพี่ มันรู้สึกผิดมากน่ะค่ะ เลยอยากจะเลี้ยงข้าวขอโทษ”

เดี๋ยว! ใครเลี้ยงข้าวใครนะ ฉันมีเงินติดตัวแค่ห้าสิบบาทเอาไว้เป็นค่ารถกลับบ้านนะเว้ย ทุกวันนี้เลี้ยงกุมารทองก็หมดตัวอยู่แล้ว เด็กนั่นกินจุ นี่จะต้องเลี้ยงผู้ชายอีก ไม่ไหวมั้ง

“ไม่เป็นไรอะ ช่างมันเถอะ” พี่พอร์ชพูดจบ เขาก็เหลือบสายตามาที่ฉันที่นั่งหน้าแห้งไม่เลิก “ส่วนน้องน่ะ เก็บเงินไว้ซื้อข้าวตัวเองเถอะ”

พี่มันพูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่นขนาดนี้ทำไมเพื่อนฉันถึงยังชอบวะ! ฉันกำหมัดแน่นเตรียมต่อยหน้าคนแต่ทำไม่ได้

แต่ว่าในขณะนั้นเองเขาก็หยิบสมุดโน้ตเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับใช้ปากกาจดอะไรสักอย่างในนั้น พอเสร็จเจ้าตัวจึงฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากสมุดและยื่นมาให้ฉัน

ถึงจะยังงงอยู่แต่ก็รับไว้นะ

“นี่เบอร์พี่ ไว้ถ้าอยากขอโทษจริงก็โทรมา” พี่พอร์ชพูดจบเขาก็เดินออกไป เห็นเพียงแผ่นหลังไวๆ ที่ไปนั่งตะรวมกลุ่มกับเพื่อนของเขาเท่านั้น

“อี๊ดดดด”

อี๊ดไหน อี๊ดวงฟลายเหรอ

“เป็นอะไร” ฉันหันไปมองยัยตัวที่ทำเสียงแปลกประหลาดเมื่อกี้นี้อย่างยี่สุ่น

“กูกรี๊ดแบบเสียงเบาๆ ไง อี๊ดดดด”

“โถอี...!” ฉันเหลืออดกับอีพวกเพื่อนทั้งสองของตัวเองมาก ไม่เห็นเหรอว่าพี่มันปากไม่ดีกับฉันมากแค่ไหน “มึงไม่เห็นเหรอว่า พี่มันหน้าหล่อแต่เป็นคนยโส”

“อ้าว กูเข้าใจมาตลอดว่าพี่พอร์ชเป็นคนกรุงเทพ ไม่ใช่บ้านเขาอยู่แถวพระรามเก้านี่เหรอ” ซูเวียกระพริบตาปริบๆ เหมือนมันงงจริง

“อีโง่ หมายถึงหยิ่ง”

ว่าแต่นี่เพื่อนฉันมันรู้ถึงที่อยู่บ้านเขาเชียวเหรอ?

“ไม่นี่ เขาก็เฟรนลี่กับมึงดีออก”

“เฟรนลี่บ้านป้า ไม่เห็นสายตาเหรอจะแดกหัวกูอยู่แล้ว”

ฉันพูดไปแล้วก็โมโห คิดว่าตัวเองหล่อมากมั้ง ผู้หญิงทุกคนต้องชอบมั้ง แจกเบอร์โทรคนอื่น นี่คิดว่าฉันอยากได้มากมั้ง โถ...

 

16.00 น.

หลังจากที่เรียนตัวสุดท้ายเสร็จ ฉันก็เดินลงจากตึกแล้วออกมาหยุดยืนด้านหน้าป้ายรถเมล์เพื่อรอรถพากลับบ้าน ฉันเป็นคนไม่ชอบเที่ยว เรียนเสร็จก็จะกลับบ้านโดยทันที จนเพื่อนมันบ่นใหญ่ว่าใช้ชีวิตน่าเบื่อ ก็ไม่นี่ ชีวิตฉันก็ปกติดีออก น่าเบื่อตรงไหน

“มึง เย็นนี้ไม่ไปด้วยกันจริงดิ”

“ไม่อะ กูขี้เกียจ ฝากบอกพวกไอ้มินทร์ด้วยว่ากูไม่ไป”

“เออๆ เค กลับดีๆ ล่ะมึง”

เสียงของบทสนทนาผู้ชายสองคนดังอยู่ไม่ไกลจากฉัน คนแรกเดินผ่านร่างฉันไปแล้ว ส่วนอีกคนมาหยุดยืนอยู่ด้านข้าง แต่เพราะไม่ได้สนใจเลยไม่ได้หันไปมอง

“อ้าวน้องคนเมื่อตอนกลางวัน”

ใคร...คุณพี่คุยกับใครค้าาาา

ฉันหันไปมองเพราะมั่นใจว่าเขาคุยกับฉัน เนื่องจากแถวนี้ไม่มีวิญญาณสักดวง

“เอ่อ..พี่พอร์ช!” สาบานว่าตกใจมาก เพราะตั้งแต่ขึ้นมหาวิทยาลัย ฉันก็มายืนรอรถอยู่ป้ายหน้าคณะตรงนี้ตลอด ตั้งแต่ปี 1 ขึ้นปี 2 ฉันมารอรถตรงนี้ทุกวัน แต่ไม่เคยเห็นเขามาก่อน

นี่เป็นครั้งแรก

“ทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น หน้าพี่เหมือนผีเหรอ”

“ไม่เหมือนค่ะ ถ้าผีตัวจะจางๆ กว่านี้” ฉันไม่ได้กวนประสาท แต่การที่ฉันมีสัมผัสที่หกแล้วเห็นผีมาตั้งแต่เด็กมันคือข้อเท็จจริง

“เอ่อ..” เขาทำหน้างงไปเลย

“พี่มีอะไรพูดมาเลย ตรงๆ เลยพี่” เห็นท่าทีอ้ำอึ้งไม่พูดอะไรสักอย่างของเขาแล้วฉันอึดอัด

“เรื่องเมื่อตอนกลางวัน ที่ให้เบอร์ไปน่ะ”

“อ่าฮะ”

“พี่มีเรื่องอยากให้น้องช่วย คือพี่พอได้ยินชื่อของน้องมาสักพักแล้ว”

คำพูดคุ้นๆ ทำให้คิ้วฉันกระตุก ไดอาล็อกแบบนี้ก็น่าจะมีอยู่อย่างเดียว คนที่รู้จักฉันมาก่อนแล้วพยายามจะเข้าหา มันไม่เหตุผลอะไรอีกแล้วนอกจาก..

“พี่จะให้เราดูดวงให้ใช่ป้ะ ต่อชะตาเสริมเสน่ห์ชีวิต เอาไว้ว่างๆ หาวันหยุดแล้วมาที่บ้านเราได้เลยนะ”

“ฮะ?” พี่พอร์ชทำหน้างงกว่าเดิม

“ใช่ บ้านเรานั่งรถสาย 3x ลงป้ายศาลเจ้า หาวินมอไซด์แถวนั้นแล้วบอกว่าไปสำนักอาจารย์อู๋ เดี๋ยวเขาก็พาไปส่งเอง” พูดก็พูดเถอะ คนแถวศาลเจ้าก็รู้จักบ้านฉันกันหมดนั่นแหละ

“เดี๋ยว”

“หรือพี่อยากได้หวย หนูไม่ค่อยใบ้หรอกเพราะไม่ชอบเรื่องรวยทางลัด” ฉันโดนเพื่อนมาขอหวยอยู่ตลอดทุกวันที่ 1 กับวันที่ 16 มันน่าเบื่อ

“ไม่ใช่เว้ย ฟังก่อนดิ” อีกฝ่ายเริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “พี่จะบอกว่าได้ยินมาว่าน้องเรียนเก่ง เลยอยากชวนมาช่วยเป็นพี่ติวเตอร์ให้รุ่นน้องที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย พี่ไม่ค่อยมีเวลาสอน เลยอยากหาคนช่วย น้องสนใจไหม”

อ้าว..เรื่องนี้เองเหรอ

นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ฉันโดนคนเข้าหาด้วยเรื่องนี้ เพราะปกติทุกคนที่เข้าหาจะชอบเข้ามาในเรื่องทางไสยศาสตร์พวกนั้นมากกว่า

“มั่วแล้วพี่ เราไม่ได้เรียนเก่ง” ถึงบางครั้งฉันจะมีคะแนนท็อปเซคก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่าจะเก่งจนถึงติวให้คนอื่นได้

“ค่าจ้างชั่วโมงละห้าร้อย”

ฉันตาลุกวาวทันทีกับคำว่าชั่วโมงละห้าร้อย นั่นมันค่อนข้างเยอะเชียวนะสำหรับการติวรายชั่วโมง

“สอนที่ไหนอะ...”

“บ้านพี่”

“ฮะ? ให้เราไปบ้านพี่อะนะ” จะบ้าเหรอ เป็นสาวเป็นนางขึ้นบ้านผู้ชาย ถ้าเตี่ยรู้เตี่ยต้องตีฉันตายแน่

“ทีงี้ทำตกใจ ทีเมื่อกี้บอกทางไปบ้านตัวเอง”

นั่นมันคนละประเด็นกัน!

“ก็บ้านเรากับบ้านพี่มันไม่เหมือนกันอะ” ฉันนึกว่าเขาสนใจจะมาหาเรื่องดูดวงเสียอีก ก็เลยบอกให้ไปที่บ้านตัวเองซึ่งเป็นสำนักดูดวงด้วยในคราวเดียวกัน

“ไม่เหมือนยังไง ไม่ได้อยู่กันสองคนหรอก มีน้องๆ มาเรียนด้วยสี่ห้าคน แถมยังมีเพื่อนพี่อีก”

“เราขอคิดดูก่อน”

แต่ไอ้ชั่วโมงละห้าร้อยนั่นก็น่าสนใจไม่เบา ได้เงินไปกินชาบูหม้อใหญ่ตั้งสองมื้อแน่ะ

“คิดเสร็จก็โทรมา”

“พี่จะจีบเราป้ะเนี่ย” เร่งจังวุ้ย

“ขอโทษที แต่พี่ไม่มีรสนิยมชอบผู้หญิงที่สูงน้อยกว่าร้อยหกสิบห้า น้องไม่ใช่สเปคพี่”

ไม่อยากเรียกพี่พอร์ชแล้ว เรียกไอ้พอร์ชได้มั้ย

กำลังจะอ้าปากด่ารถเมล์ก็ดันมาเสียก่อน ช่วงเวลาเร่งรีบเช่นนี้ฉันก็ต้องรีบวิ่งขึ้นไปบนรถเพราะสายนี้มาขั่วโมงละคัน (ฉันประมาณเอาน่ะ เพราะบางวันมันก็มาช้ามาก ช้าจนเผลอคิดไปแล้วว่ามันยกเลิกการวิ่งสายนี้ไปแล้วหรือเปล่า) หึ กรุงเทพ...ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

 

บ้าน (สำนักอาจารย์อู๋)

“เตี่ย เพนกลับมาแล้ว” ฉันเปิดประตูเหล็กยืดที่ปิดหน้าบ้านเอาออกจนมันมีเสียงเหล็กดังกระทบกันเกร๊งๆ วันนี้สำนักไม่เปิดทำการ เป็นวันพักผ่อนประจำบ้าน ฉันมองหาผู้เป็นพ่ออย่างฉงนแล้วจึงเดินขึ้นไปบนห้องนอนเพื่อวางสัมภาระให้เสร็จทั้งหมดพร้อมเปลี่ยนชุดนักศึกษาออก

ทันทีที่เสร็จก็เดินกลับลงมาด้านล่าง ไร้วี่แวว ไร้เงา ไร้เสียง หายไปไหนกันหมดโว้ยยย

“วีรภัทร! อยู่ไหม” ฉันเอ่ยชื่อของเจ้าเด็กแสบนั่น จากนั้นก็หยุดยืนเงียบๆ รอกุมารทองที่เตี่ยเลี้ยงเอาไว้ปรากฏกาย

“มาแล้วจ้า เพนมีอะไรให้เราช่วยเหรอ” แสงสีขาวส่องกระทบตาของฉันพร้อมกับการมาของเจ้าเด็กวีรภัทรซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์ม

ใครบอกว่ากุมารทองต้องแต่งชุดไทยผมจุกกันล่ะ

“เตี่ยไปไหนอะ บ้านเงียบจัง”

“ไปช่วยเขาไล่ผีที่ท้ายหมู่บ้าน ลูกยายแดงน่ะ เห็นว่าผีสิงสู่เพราะโดนของแรง” วีรภัทรพูดแล้วก็ไหวไหล่เล็กน้อย “อันที่จริงลูกยายแดงแกก็ไปทำอะไรไม่รู้นะ ถึงได้มีวิญญาณอาฆาตตามติด”

“อ้าว วันนี้เตี่ยไม่ทำงานนี่ ทำไมถึงออกไป”

“ก็มันเรื่องด่วน แถมวิญญาณตนนั้นก็น่ากลัว ตาสีแดง แผลเหวอะหวะ มีแต่อายสีดำแผ่ออกจากตัว ตอนตายก็คงโดนฆ่าแน่ๆ”

ฉันถอนหายใจดังเฮือก อันที่จริงแล้วฉันไม่ค่อยชอบยุ่งกับเรื่องวิญญาณร้ายสักเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่วิญญาณที่เลี้ยงไว้ฉันก็ไม่สนใจด้วยซ้ำ แค่เรื่องของปลุกเสก นำโชค ก็น่าปวดหัวจะแย่

บ้านฉันเป็นบ้านที่มีการผสมผสานระหว่างไทยกับจีนน่ะ เพราะพ่อฉันจีนจ๋า ส่วนแม่ฉันก็ไทยจ๋า แต่งงานกันได้ยังไงไม่รู้ แต่ทั้งคู่เป็นคนมีซิกเซนส์เหมือนกัน แล้วก็มีฉันออกมา เป็นสำนักทรงที่มีทั้งกลิ่นอายไทยและกลิ่นอายจีนปนเปกันไป บันเทิงดีออก

เรื่องมีซิกเซนส์ก็ทำให้ฉันตกอยู่ในอันตรายบ่อยครั้ง เพราะมองเห็น พวกมันบางตัวจึงอยากพาฉันไปอยู่ด้วย มาในรูปแบบน่ากลัวบ้าง คอขาดบ้าง ไส้ทะลักบ้าง แบบดีๆ ก็มีแต่น้อย เฮ้อ

“แล้วกินอะไรรึยังน่ะ”

“หูย พูดถึงก็หิว เพน เราอยากกินแซนวิชไว้กรอกชีส”

หากคุณคิดว่ากุมารทองบ้านฉันจะกินน้ำแดงล่ะก็ คุณคิดผิด เพราะว่าเจ้าเด็กนี่นอกจากจะไม่กินแล้วยังทำหน้าแหวะเลี่ยนใส่อีกต่างหาก วีรภัทรชอบทานชาเขียวนมสดใส่คาราเมล

“เออ รอแป๊บจะไปทำให้”

ฉันเดินเข้าไปในครัวซึ่งอยู่ห้องท้ายสุดของบ้าน มาถึงก็จัดการเปิดตู้เย็นเพื่อหาไส้กรอก ขนมปัง และชีสมาทำอาหารให้วีรภัทร

แซนวิชเป็นเมนูง่ายๆ ที่ฉันมักจะทำกินบ่อยๆ ในตอนเช้า แถมมันก็อร่อย ฉันจัดการทำมาสองอัน อันหนึ่งให้ตัวเองอีกอันก็ไปเลี้ยงเด็ก

ธูปที่อยู่หลังตู้เย็นถูกหยิบออกมาจุดให้เรียบร้อยพลางปักลงไปบนแซนวิชชิ้นหนึ่ง

“ให้วีรภัทรกินได้คนเดียวเท่านั้น”

ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะเดี๋ยวจะมีตัวอื่นมาแย่งเขาไปหมด ต้องระบุชื่อชัดเจน ถึงแม้ว่ารอบบ้านจะมีผ้ายันต์แปะเอาไว้กันวิญญาณเร่ร่อนเข้ามาก็ตาม แต่กันไว้ดีกว่าแก้

“โห ฝีมือเพนอร่อยเหมือนเดิม”

“เหอะ กินเสร็จก็กลับไปหาเตี่ยล่ะ บอกด้วยว่าฉันไม่อยู่กินข้าวเย็น จะไปนอน” ฉันบอกเช่นนั้นแล้วทำทีจะเดินออกจากครัว

เมื่อกลับขึ้นมาในห้องนอนก็จัดการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถเล่นไปเรื่อยๆ ในระหว่างนั้นก็เหลือบไปเห็นเศษกระดาษที่อยู่ด้านข้างกระเป๋าก่อนจะนึกอะไรได้ขึ้นมา

เบอร์โทรพี่พอร์ชนี่

อันที่จริงเรื่องที่เขาชวนฉันไปเป็นติวเตอร์กับเด็กๆ นั่นก็น่าสนใจไม่น้อย แถมให้ชั่วโมงละตั้งห้าร้อยแน่ะ ราคาดีขนาดนี้ก็เป็นลูกคนรวยมาเรียนแน่นอน เฮ้อ..แต่ก็ไม่มั่นใจอยู่ดีว่าคนอย่างฉันจะไปทำอะไรแบบนั้นได้จริงเหรอ ไหนลองเช็คยอดเงินคงเหลือบัญชีหน่อยดีกว่า

220.03 บาท

เยี่ยมไปเลย ฉันจะต้องอยู่ไปอีกอาทิตย์ด้วยเงินแค่สองร้อยบาท ทุกวันนี้รายได้ที่บ้านก็ไม่ได้มีมากนัก เพราะพ่อไม่ค่อยเก็บเงินคนที่มาขอความช่วยเหลือเท่าไหร่ บางเคสก็ทำให้ฟรีจนเกือบขาดทุน ตัวฉันเองก็ต้องกินต้องใช้ เงินส่วนใหญ่มักจะได้มาจากการขายของนำโชค ถ้าไปช่วยติวช่วงวันหยุด หลายชั่วโมง คงได้หลายตังค์

ลองเอาเบอร์โทรมาแอดไลน์หน่อยดีไหมนะ

PorscheP

คุณเพิ่มผู้ใช้นี้แล้ว

ฉันมองหน้าจอพร้อมรูปโปรไฟล์ของอีกคนอยู่หลายนาที ด้วยความลังเลว่าจะทักไปดีไหม แต่ระหว่างนั้นเองเขาก็ทักมา

PorscheP : ไงน้อง แอดพี่คือตัดสินใจได้แล้ว?

Me : พี่รู้ได้ไงอะว่าเป็นเรา

ทั้งๆ ที่ฉันไม่มีรูปโปรไฟล์เลยนะ เป็นแค่รูปตุ๊กตากิ๊กก๊อกเท่านั้น

PorscheP : ดูชื่อก็รู้ คนที่แอดเบอร์นี้มาก็มีไม่เยอะหรอก พี่ไม่ใช่คนแจกเบอร์มั่วซั่ว

จริงด้วย ฉันตั้งชื่อไลน์ตัวเองว่า penguinwu นี่นา แต่เขาเอาเบอร์ให้ฉันดื้อๆ ที่โรงอาหารวันนี้อะนะ?

Me : ถ้าเราตกลง เราเริ่มงานได้วันไหน

PorscheP : เสาร์นี้เลยก็ได้นะ

Me : โอเค งั้นได้ เราต้องทำอะไรบ้าง

PorscheP : รับสายหน่อยสิ

หลังจากที่อีกฝ่ายส่งข้อความนั้นมาให้ เสียงริงโทนโทรศัทพ์ในมือจึงดังขึ้นพร้อมการโทรมาของพี่พอร์ช

“อื้อ ว่ายังไง”

[สรุปว่าตกลงใช่ไหม]

“ก็น่าสนใจ”

[โอเค งั้นเสาร์นี้ก็มาเจอกันที่บ้านพี่ จะส่งโลเคชั่นไปให้ ถ้ามาไม่ถูกก็นั่งรออยู่หน้าปากซอยก็ได้ พี่จะออกไปรับ]

“อ่า อืม” แม้จะงงๆ อยู่แต่ฉันก็ทำเข้าใจไป “แค่นี้เลยเหรอ ไม่ต้องมีเซ็นสัญญามัดจำอะไรใช่ไหม”

[นี่ ติวให้น้องพี่เฉยๆ น่ะ ไม่ใช่สถาบันการศึกษาที่จริงจังขนาดนั้นหรอก แต่พี่ไม่เบี้ยว]

อ้าว สรุปว่าไปติวให้น้องเขานี่เอง แล้วทำไมเขาไม่ทำเองล่ะวะ

หลังจากที่คุยรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเนื้อหาการติว การเดินทางจนเสร็จเรียบร้อย ฉันก็วางสายพี่พอร์ชไป แล้วหลังจากนั้นก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นร่างเล็กของเจ้าเด็กวีรภัทรที่นั่งจ้องหน้าฉันเขม็งตรงปลายเตียง

“เราจะฟ้องจารย์อู๋ ว่าเพนคุยกับผู้ชาย! เพนจะไปบ้านผู้ชาย!

อะไรกันเนี่ย โว้ย ทำไมยังอยู่อีก

“เฮ้ย มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ” ฉันรีบอธิบาย “ฉันแค่จะไปทำงาน ไปหาเงินอะ”

“งานแบบไหนต้องไปทำที่บ้านผู้ชาย ไอ้นั่นมันเป็นใคร”

ก็ลืมบอกไปว่านอกจากความแสบแล้ว ความขี้หวงฉันของวีรภัทรก็เป็นที่หนึ่งเช่นกัน เจ้าเด็กนี่ถูกพ่อของฉันคอยอบรมเอาไว้ว่าให้ช่วยเป็นหูเป็นตาด้วยหากมีไอ้หนุ่มคนไหนเข้ามายุ่งกับเธอ

“เขาเป็นรุ่นพี่ที่มหาลัย ไม่มีอะไรหรอกน่า”

“ถ้าไม่มี วันเสาร์นี้เราจะไปกับเพน”

โอ๊ย กรรม มันต้องวายป่วงมากแน่ๆ 


 

#เคราะห์จากมังกร
โถ เจ้าเด็กขี้หวง พี่พอร์ชนี่ต้องสู้กับอะไรหลายอย่างดีนะคะ ทั้งคนทั้งผี 55555

kim mingyu; discovered by smores on We Heart It
txtzy: LIA .::. ITZY? ITZY! – ITZY

Twitter : @castleglint
Facebook : Castle-G

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #13 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 00:42
    อย่าหือกะน้องแล้วกัน
    #13
    0
  2. #12 kanokradaparima (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 12:26
    เราชอบวีรภัทรอ่ะ
    #12
    0
  3. #11 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 16:18

    555555555555

    #11
    0
  4. #9 kanokradaparima (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 20:19
    จ้าๆ ตอนนี้ไม่ใช่สเปค อนาคตไม่รู้เนอะ
    #9
    0
  5. #8 annmarie-a (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 10:20
    คนหนี่งชง อีกคนช่วยพาย เป็นเพื่อนที่เลิศมากค่าา 5555
    #8
    0
  6. #7 Kanni🍑 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 13:55

    พี่แกจะมานั่งมั้ย5555
    #7
    0