I smell your love

ตอนที่ 2 : ISYL | 01 : เด็กแก่แดดแก่ลม [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 77 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63


I smell your love

01

 

ไอ้พี่ก้องรีบวิ่งเข้าดึงตัวฉันออกแล้วก็จ้องมองมาที่ฉันด้วยใบหน้าราวกับยักษ์ขมูขี

“อะไรเล่า พี่ขัดจังหวะจังวะ” ฉันถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เมื่อกี้นี้เกือบจะแหวกเสื้อของเขาได้อยู่แล้วเชียว

“เป็นสาวเป็นนาง ทำอะไรกลางวันแสกๆ”

“ฉันไม่ได้จะปล้ำมันนะ” กล่าวหาอะไรหน้าด้านๆ แบบนั้น ถึงฉันจะสายบวกมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ถึงบวกถึงขั้นไปไล่ปล้ำผู้ชายเสียหน่อย

“มันไหน เรียกใครมัน ตีปากนะ นี่น้องยอน รุ่นน้องกู” พี่ก้องถอนหายใจแล้วบอกชื่อของหนุ่มคนนี้ให้ฉันฟัง

“เออๆ ยอนก็ยอน ฉันไม่ได้จะปล้ำเว้ย ฉันก็แค่อยากดูหน้าอกเขาอะ”

ความตรงไปตรงมาของฉันทำเอาทั้งอีพี่ก้องและยอนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“อีเด็กผี เดี๋ยวเถอะ ยอนขึ้นไปเรียนไป เดี๋ยวสาย” พี่ก้องพูดกับฉันแล้วหันไปบอกรุ่นน้องของตัวเอง

ยอนที่ยังมึนงงปนตกใจอยู่ก็ทำเก้ๆ กังๆ เล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็รีบเดินหนีออกไปจากบริเวณที่พวกเราอยู่ ฉันเห็นแบบนั้นก็รีบจะเดินตามไป

“หยุดนะ โอริ จะไปไหน เราต้องคุยกัน” พี่ก้องเข้ามาล็อกคอฉันเอาไว้จนฉันเดินไปไหนไม่ได้

“โอ๊ยอะไรของพี่ ยุ่งวุ่นวายเรื่องของคนอื่นจังวะ”

ไม่นะ ลูกหมาของฉันไปนู่นแล้ว โธ่เว้ย

“แกคิดจะทำอะไรไอ้ยอนมัน”

“ก็บอกว่าอยากดูหน้าอกไง อยากดูว่ามีปานหรือเปล่า ฉันไม่ได้จะปล้ำรุ่นน้องพี่หรอกนะ เจ้ายอนอะไรนั่นน่ะคือผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งที่เอาสร้อยข้อมือฉันไป”

“เห็นหน้าเด็กงั้นแต่เขาเป็นพี่มึงตั้งสองปี มาเรียกเจ้ายอนอะไร”

“เออๆ พี่ก็พี่ ปล่อยสักทีดิ๊” ฉันเริ่มอารมณ์เสียแล้วนะ ไอ้พี่คนนี้จะล็อกคอฉันเอาไว้อีกนานไหมเนี่ย

“จะปล่อยก็ต่อเมื่อมึงต้องยอมเล่าว่ามันเป็นเรื่องอะไรทำไมต้องบุกมาทำเรื่องบัดสีในคณะกู”

โห เรื่องบัดสีเลยเหรอ...

“เออ บอกๆ” วินาทีนี้ยอมตกลงไปก่อนก็แล้วกันวะ

และแล้วฉันก็ถูกปล่อยตัวพร้อมกับถูกลากมานั่งที่โต๊ะไม้ใต้ตึกแทน ซึ่งจะใช้จังหวะนี้หนีก็ไม่ได้เนื่องจากสายตอขงไอ้พี่ก้องเตรียมจะตะครุบฉันเอาไว้อยู่ตลอดเวลา

“อะพูดมา”

“เรื่องมันยาว พี่มึงไม่มีเรียนเหรอ”

“กูว่าง”

แหม เรื่องคนอื่นนี่ว่างเก่ง

“เอ้า เล่าก็เล่า” ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากันแล้วย่นคิ้วด้วยความคิดหนักนิดหน่อย เพราะหากเล่าความจริงไปฉันก็ไม่กล้าหรอก แต่ถ้าจะแต่งเรื่องให้ใกล้เคียงก็ไม่รู้ว่าควรแต่งแบบไหน ฉันไม่ใช่นักเขียนนิยายสักหน่อย

“ลีลา”

เร่งจังเลยวะ ไอ้พี่คนนี้หนิ

“คืองี้ คืนก่อนฉันกับเพื่อนๆ ไปเลี้ยงฉลองหลังสอบเสร็จมาอะ แล้วฉันก็ไม่เจอผู้ชายคนหนึ่งที่บาร์นั้น ตอนนั้นฉันเมาเว้ย แล้วฉันก็ยืนคุยกับเขาพักหนึ่ง เลยพาเข้าห้อง”

“เดี๋ยวๆๆ พาเข้าห้อง?” พี่ก้องทำตาโตหลังจากที่ได้ฟังฉันเล่าจนประโยคนี้

“เออดิ คือแบบ..” ฉันรู้สึกละอายใจจนกว่าจะเล่าต่อ

“โอเค กูเก็ต คืองี้นะ มึงคิดว่าผู้ชายคืนก่อนของมึงคือไอ้ยอน? กูว่ามึงเข้าใจผิดโอริ” อีกคนเอามือนวดขมับไปมาเบาๆ แล้วเงยหน้ามาสบตาฉันอย่างจริงจัง

“เข้าใจผิดยังไงวะ ถึงฉันจะสายตาสั้นแต่ฉันไม่ตาบอดนะ หน้าตาแบบไอ้รุ่นน้องของพี่เลย เนี่ย...สร้อยข้อมือฉันหายอะ ไม่รู้ว่าเอาไปหรือเปล่า นั่นของมีค่าทางจิตใจนะพี่” ฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจผิดไปเองเสียหน่อย เมื่อคืนนั้นฉันก็จ้องหน้าเขาอยู่หลายชั่วโมง จะหน้าตาผิดไปจากนี้ได้ยังไง

“ข้อแรกเลยนะ ไอ้ยอนมันเป็นคนไม่เที่ยวกลางคืน ถ้ามึงบอกว่าเจอมันที่หอกลางในคืนก่อนสอบ กูจะเชื่อแบบไม่ติดใจเลย”

หอกลางก็คือหอสมุดรวมของมหาวิทยาลัย

“ไม่ใช่ ฉันเจอหลังสอบเสร็จ”

“จะก่อนสอบหรือหลังสอบ ยอนมันก็ไม่เที่ยวกลางคืน เพราะกูเคยชวนมันไปเลี้ยงตั้งหลายครั้งแต่มันไม่ไป” พี่ก้องพูดพลางขมวดคิ้วไปด้วย “มันเป็นพวกเนิร์ดอะ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร นิสัยขี้อาย หงิมๆ เหมือนลูกหมาเชื่องๆ มันไม่ใช่ผู้ชายในคืนก่อนของมึงหรอก”

“พี่อาจจะเดาผิดก็ได้ป้ะ บางทีเขาอาจจะชอบเที่ยวก็ได้ คนสมัยนี้ตัดสินแค่ภายนอกไม่ได้นะ”

“ไม่ใช่หรอก ตอนไปออกทริป มันดื่มแก้วเดียวก็หลับแล้ว คออ่อนจะตาย”

“เอ๊ะ ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่าเจอเขาอะ” ฉันยังยืนยันคำเดิม ความมั่นใจของฉันเต็มร้อยตอนนี้ให้เก้าสิบเก้าเลย อีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์เหลือไว้กันหน้าแตก “ฉันจำได้ด้วยว่าที่อกผู้ชายคนนี้มีปานแดง ถ้าพี่ไม่มาขัดฉันก็พิสูจน์ได้แล้วป้ะ”

“สรุปกูผิด”

“เออดิ”

“เอางี้ เดี๋ยวกูจะช่วยดูให้เองว่ามันมีปานแดงไหม” พี่ก้องเสนอความคิดเห็น

“ให้ฉันดูเอง”

“มึงเป็นผู้หญิง อีกอย่างไม่รู้ว่าเขาจะใช่คนของมึงจริงหรือเปล่า ให้กูดูน่ะดีแล้ว”

“เออได้ ถ่ายรูปมาให้ด้วยล่ะ” เพราะกลัวว่าพี่มันจะแอบงุบงิบปิดบังหลักฐานด้วยการโกหกว่าไม่มี จึงต้องมีภาพถ่ายมายืนยันด้วย

โอ้ รอบคอบเหมือนกันนะฉันเนี่ย

“โว้ย นี่จะเห็นอกเขาให้ได้เลยใช่ไหม”

“ก็อยากเห็นด้วยสายตาตัวเอง อยากได้หลักฐานอะ ถ้าไม่ใช่จริงก็แล้วไปไง แค่ท่อนบนเองหน่า ปานไม่อยู่ตรงหัวหน่าวก็ดีแค่ไหนแล้ว”

“โวะ! เออๆ ก็ได้”

“ขอเย็นนี้ ดีล” ฉันเอ่ยจบก็ลุกขึ้นจากโต๊ะไม้เตรียมจะเดินทางกลับ ป่านนี้รถเมล์ที่นั่งกลับหอได้คงวิ่งผ่านป้ายไปสิบคันแล้วมั้ง

 

19.00 นาฬิกา

ฉันเดินออกจากห้องน้ำพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมเปียกหมาดๆ ที่เพิ่งสระเสร็จ ก่อนทิ้งกายลงไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ไดร์เป่าผมถูกนำออกมาจากลิ้นชักแล้วจัดการเสียบปลั๊กก่อนจะถูกเปิดมาเป่าผมให้แห้ง เพราะผมของฉันไม่ได้ยาวจึงไม่ได้ใช้เวลานานนัก

จะว่าไปผมก็ยาวประบ่าแล้วนี่นา เดี๋ยวอาทิตย์ไปตัดออกสักห้าเซนต์ดีกว่า

Line~

ฉันวางไดร์ลงบนโต๊ะแล้วเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือเมื่อได้ยินเสียงข้อความเข้าจากแอพแชทสีเขียว

 

Kong : โอริ

Me : ว่าไงพี่ ได้เรื่องป้ะ

Kong : วันนี้กูแวะมาห้องของยอนมัน กว่ากูจะแอบถ่ายรูปอกมันมาให้มึงดูได้ รู้ป้ะเสียแรงไปเท่าไหร่

Me : พี่ใช้กำลังปลุกปล้ำเขาเหรอ

Kong : ไม่ใช่ว้อย

Me : อย่าลีลา ไหนรูป

Kong ได้ส่งรูปภาพ

Kong : เชี่ย มีปานแดงจริงอย่างที่มึงบอกว่ะ

 

ฉันรีบเปิดรูปภาพที่ได้รับมาก่อนจะใช้นิ้วมือซูมดูที่แผงอกของคนในรูป ใช่เขาจริงๆ ด้วย!! ปานแดงหน้าตาประมาณนี้... ผู้ชายในคืนนั้น

เห็นไหมล่ะ ใช่เขาจริงด้วย แล้วทำไมตอนฉันพูดเรื่องนั้นเจ้าตัวต้องตกใจต้องอายด้วยเล่า? หรือจะเป็นเพราะว่าเขาเมามากจนจำไม่ได้... บ้าน่า ของแบบนั้นมีแค่ในละครไม่ใช่เหรอ เมามีอะไรกันตื่นมาจำไม่ได้นั่นดูไม่น่าจะเป็นจริงได้สักเท่าไหร่นะ

 

Kong : โอริ แต่กูลองเอารูปสร้อยข้อมือที่มึงส่งให้ไปถามแล้วนะว่ารู้จักมึงหรือเคยเห็นสร้อยข้อมือหรือเปล่า

Kong : มันก็ยืนกรานว่าไม่รู้อะ

Me : จะไม่เห็นสร้อยจริงๆ ก็พอเข้าใจ แต่ไม่รู้จักฉันเนี่ยนะ?!

Me : ขอคอนแท็ครุ่นน้องพี่มึงหน่อย ฉันจะคุยกับเขาเอง

Kong : เออๆ ลองคุยดู กูปวดหัวละ

 

สักพักฉันก็ได้รับช่องทางการติดต่อผู้ชายที่ชื่อยอนนั่นมาจากพี่ก้อง เขาไม่เล่นโซเชียลอะไรทั้งนั้น เขามีแค่เบอร์โทรกับไอดีไลน์เอาไว้ใช้คุยกับคนอื่น แต่เท่านี้ก็โอเคแล้ว

เรื่องนี้มันแปลกจนปล่อยไปไม่ได้เลยจริงๆ

ฉันไม่ได้ขี้เสือกนะ ฉันแค่อยากได้สร้อยข้อมือคืน



หลังจากที่เพิ่มเขาเป็นเพื่อนในไลน์เสร็จ ฉันก็จัดการเปิดห้องแชทแล้วพิมพ์ข้อความหาเจ้าตัวทันที ประโยคแรจะต้องทักทายแล้วขอโทษก่อน

 

Me : สวัสดี คุณยอน ฉันชื่อคาโอริค่ะ เรียกโอริก็ได้ เมื่อตอนกลางวันต้องขอโทษที่บุ่มบ่าม

Yoen : ครับ

 

ตอบครับแค่เนี้ย?? เอาจริงดิ

 

Me : คุณจำฉันไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ เราเพิ่งเจอกันเมื่อคืนก่อน

Yeon : ไม่ครับ ขอโทษด้วย คุณจำผิดคน

Me : ไม่ผิดหรอก ฉันมั่นใจว่าคือนาย นายมีปานแดงตรงอกด้วย

Yeon : เด็กอะไร พูดจาห้วนจริง

 

ฮะ? อยู่ๆ เขาก็เปลี่ยนประเด็นเฉยเลย บอกว่าฉันพูดจาห้วนอย่างนั้นเหรอ...นี่ฉันประนีประนอมที่สุดแล้วนะ

 

Me : ต้องการอะไร

Yeon : พี่ก้องบอกคุณอยู่ปี 1 คุณเป็นน้อง พูดจาดีๆ

Me : ได้ค่ะ พี่ยอน

 

โชคดีนะที่เป็นการพิมพ์แชท ถ้าตอนนี้พูดอยู่ต่อหน้ากันฉันคงกัดฟันพูดพร้อมกำหมัดแน่น ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ทำตัวน่ารำคาญกว่าที่คิด

หรือเขาคิดว่าฉันจะมาย้อนความหลังแล้วเรียกร้องความรับผิดชอบ?

 

Me : ฉันไม่ได้จะมาเรียกร้องอะไรจากพี่หรอกนะ ไม่ได้ต้องการความรับผิดชอบ

Me : ฉันแค่อยากได้สร้อยข้อมือคืน เท่านั้น ถ้าพี่เอาไปจริงๆ ก็คืนมาเถอะนะ มันสำคัญกับฉันมากๆ มันมีชิ้นเดียวบนโลก อะไรก็ทดแทนไม่ได้อีกแล้ว

 

พิมพ์ไปขนาดนี้ก็หวังว่าจะเข้าใจแล้วกัน หน้าตาก็ดูฉลาดคงไม่เข้าใจอะไรยากๆ หรอกใช่ไหม

 

Yeon : ผมยืนยันอีกครั้งว่าไม่รู้

Yeon Blocked you

 

ฉันนั่งอ่านข้อความล่าสุดที่ส่งมาจากยอนแล้วก็เริ่มจะหัวร้อนนิดหน่อย แต่แล้วก็แทบจะกรี๊ดออกมาแบบไร้เสียงเมื่อเห็นแจ้งเตือนห้องแชทล่าสุด จากความหัวร้อนก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแทน

ไอ้ลูกหมาเอ๊ย กล้าบล็อกฉันเหรอก ได้! เราได้เจอกันแน่

 

ในตอนเช้าของการมาเรียนวันต่อมา ฉันตื่นมาเรียนด้วยความคุกรุ่นหลังจากที่นอนไม่หลับมาทั้งคืน เพราะพยายามคิดหาวิธีเข้าหาผู้ชายที่ชื่อยอนนั่นอยู่ แล้วนั่นก็ทำให้กลุ่มเพื่อนของฉันมองร่างไร้วิญญาณที่เข้ามาในห้องเรียนอย่างตื่นตระหนก

“เป็นอะไรวะ เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ” สฟิงซ์ เพื่อนชายคนหนึ่งเอ่ยถาม เจ้าตัวนั่งอยู่ทางซ้ายของไตเติ้ล และฉันก็มานั่งด้านขวาไตเติ้ลอีกที

“เออ เมื่อวานมึงก็ง่วง วันนี้มึงก็ง่วงอีก มึงรับจ๊อบพิเศษกะดึกหรือไง” เติ้ลสมทบ

“ไม่ต้องยุ่ง ตั้งใจเรียนไป” ฉันตอบเสียงแข็งเพราะกำลังอารมณ์ฉุนเฉียว

“ไอ้สัส ถามดีๆ เว้ย”

“พอแล้วมึง กูว่าอย่าถามอีกเลย เดี๋ยวมันหันมาแดกหัวมึง”

“น่ากลัวจริงๆ ด้วย”

พวกมันต้องเป็นคนแบบไหนถึงได้นินทาเพื่อนระยะเผาขนอย่างนี้ ถ้าไม่หยุดพูด ฉันจะหันไปเขมือบหัวพวกมันทีละคนอย่างที่บอกจริงๆ นะ

ตอนนี้ต่อให้อาจารย์จะสอนเรื่องอะไรก็ไม่เข้าหัวฉันเลยแม้แต่น้อย การมามหาลัยวันนี้จึงเป็นการมานั่งเหม่อมองหน้าจอสไลด์เสียมากกว่า เหมือนว่ามันจะเป็นอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เก้าโมงยันเที่ยง เมื่อหมดชั่วโมงเรียนตอนเช้าแล้วฉันก็ลงมาทานข้าวที่โรงอาหารคณะ

ปกติแล้วฉันไม่ค่อยทานข้าวที่มอถ้าวันนั้นไม่มีเรียนต่อตอนบ่าย

“มึงมีเรียนต่อใช่ป้ะวันนี้ กูจำได้ว่ามี” ไอ้เติ้ลที่จำตารางฉันแม่นกว่าตัวฉันเองทักถามในระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะกินข้าวกันอยู่

“อ่าฮะ เป็นเจนเอดน่ะ”

“อ๋อ อีเจนเอดที่มึงเข้าเรียนเดือนละสองครั้งอะนะ” มันหัวเราะ

เจนเอดใช้เรียกแทนวิชาเลือกที่ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้นิสิตเรียนอย่างน้อย 12 หน่วยกิต ฉันลงเรียนเอาไว้เป็นตัวดึงเกรดจากวิชาบังคับ แล้วที่ผู้เป็นเพื่อนบอกว่าเข้าเรียนเดือนละสองครั้งนั่นก็ไม่เกินจริงนัก เพราะมันไม่มีเก็บคะแนนเข้าเรียน สามารถอ่านหนังสือไปสอบอย่างเดียวได้เลย คนขี้เกียจแบบฉันก็เข้าเรียนบ้างไม่เข้าเรียนบ้างแล้วแต่ความขยันในแต่ละวัน

และเผอิญว่าวันนี้ฉันขยันเพราะเพิ่งสอบมิดเทอมเสร็จไปหมาดๆ เข้าไปนั่งสักหน่อยเผื่อวันนี้มีประกาศผลคะแนนสอบ

เจนเอดของฉันในวันนี้มาเรียนไกลถึงคณะสหเวชศาสตร์ ซึ่งมันอยู่คนละฝั่งแบบคนละฟากกับคณะวิศวะของฉันเลย ก็นั่งรถมาไกลสักหน่อย เมื่อมาถึงฉันก็เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ ตอนนี้เพิ่งเที่ยงห้าสิบ นั่นหมายความว่าถ้าฉันขึ้นห้องไปก็คงไปนั่งรอ เอาเถอะ ดีกว่านั่งรอใต้ตึก ขึ้นไปตากแอร์รอดีกว่า

ฉันเปิดประตูห้องเข้ามาในห้องเรียนขนาดกลาง วิชานี้เปิดรับเพียงเซคเดียวโดยเป็นเซคขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ รับนิสิตได้ประมาณ 80 คน สำหรับฉันมันกำลังพอดี ไม่ได้รับน้อยแค่ 30-40 คนแบบบางวิชา แล้วก็ไม่ได้เปิดรับเยอะเป็น 200 คนเหมือนพวกวิชาเซคใหญ่

แอบตกใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าตัวเองมาถึงเร็วแล้วแต่คนกลับเริ่มเต็มห้อง โต๊ะด้านหลังที่ฉันอยากได้ไม่ค่อยเหลือที่ว่างแล้ว สุดท้ายจึงจำใจเดินขึ้นไปนั่งโต๊ะด้านหน้า ด้านข้างของฉันมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่พร้อมกับก้มจดๆ จิ้มๆ อะไรสักอย่างบนไอแพดของเขา

จะว่าไปเจ้าคนนี้หน้าตาคุ้นๆ ดีเหมือนกันนะ แอบก้มลงไปส่องหน้าสักหน่อยดีกว่า ฉันแสร้งทำปากกาหล่นลงใต้โต๊ะจากนั้นก้มตัวลงไปเก็บแล้วทำเนียนมองหน้าคนด้านข้างไปด้วย ก่อนจะ..

“เห้ย” เผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ

“...!!” ชายหนุ่มคนดังกล่าวเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นฉันเขาก็ตกใจไม่แพ้กัน

“นาย...”

“นี่คุณแอบตามผมมาถึงห้องเรียนเชียวเหรอ” ยอนขยับแว่นตาให้เข้าทรงดังเดิมก่อนจะใช้ปากกาไอแพดชี้หน้าฉันอย่างตกใจ “คุณเข้าขั้นสตอล์กเกอร์แล้วนะ ไปเอาตารางเรียนของผมมาจากไหน นี่มันโรคจิตชัดๆ”

“หยุดปรักปรำกันสักที ฉันไม่ได้ตามนาย ฉันมาเพราะมีเรียนวิชานี้ย่ะ”

“...” อีกคนหรี่ตามองอย่างไม่อยากเชื่อ

ฉันถอนหายใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตนเองแล้วเปิดหน้าจอที่ตั้งวอลเปเปอร์เป็นตารางเรียนเอาไว้ให้เขาดู เป็นการยืนยันหลักฐานว่าฉันมีเรียนวิชานี้จริงๆ พอเขาเห็นอย่างนั้นเจ้าตัวก็ดูลังเลเล็กน้อย จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ฉันเรียนวิชามาครึ่งเทอมแล้วแต่ไม่เคยเห็นเขาสักครั้ง

อืม..อาจจะเพราะฉันเข้าเรียนเดือนละครั้งสองครั้ง แถมนั่งอยู่ด้านหลัง ส่วนเขาชอบนั่งหน้าเลยไม่ได้เจอกันก็ได้

“เจอตัวก็ดี บังอาจมากที่กล้าบล็อกฉัน”

“ผม...ผมกลัวคุณ”

บอกตามตรงถ้าเขาไม่ใช่คนแล้วเป็นเต่า เขาคงหดหัวเข้าไปในกระดองแล้ว ท่าทางระแวงกับสายตาที่เหมือนตกเป็นเหยื่อนั่นมันน่าโมโหนิดหน่อย เพราะคนที่ตกเป็นเหยื่อนั่นคือฉันไม่หรือไง

“กลัวอะไร ฉันอุตส่าห์คุยด้วยดีๆ” ฉันเอ่ยแล้วก็สูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ พลางนึกถึงสมัยมัธยมที่โดนลากไปเข้าค่ายธรรมมะแล้วต้องนั่งสมาธิ

“เราไม่รู้จักกันมาก่อนสักหน่อย” ยอนก็ยังพูดแบบเดิม แววตาของเขาไม่ได้หลบเลี่ยงไปไหน

ฉันพยายามหากลิ่นความรู้สึกของเขาเพื่อจับโกหก แต่ก็รับรู้ได้เพียงกลิ่นของความสงสัย ความงง เท่านั้น

“เรานอนด้วยกันเชียวนะ ฉันรู้ ฉันเห็น ร่างกายของนายตอนเปลือยน่ะมีปานแดงที่อก เถียงสิว่าไม่จริง ต่อให้ตอนนั้นเหงื่อจะท่วมตัวนายแต่ฉันก็จำได้”

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติการพูดเรื่องแบบนั้นฉันก็คงเขินอยู่หรอก แต่เพราะมันไม่ปกตินี่สิ แถมที่น่าตกใจก็คือคนที่เขินแทนฉันกลับกลายเป็นยอนเสียเอง ผิวขาวบนใบหน้าของเขามีสีแดงขึ้นอย่างชัดเจนมันแดงลามไปจนถึงใบหู ประกอบกับกลิ่นของความเขินประเดประดังเข้าจมูกฉันเต็มๆ

“ด...เด็กแก่แดด”

อะไรนะ? เมื่อกี้เขาบอกใครแก่แดดนะ

“ในห้องเรียนแท้ๆ แต่กลับคิดเรื่องแบบนั้นกับผมได้ยังไง” เขาพูดไปโดยที่ใบหน้ายังแดงเถือกอยู่


เขากล่าวหาว่าฉันคิดอะไรติดเรตกับเขาในห้องเรียนเหรอ โอเค...ยอมรับว่ามันอาจจะเรตไปบ้าง แต่ว่าฉันไม่ได้คิดหรือพูดด้วยอารมณ์แบบนั้นหรอกนะ

“เอาหละ พี่ยอน พี่ต้องใจเย็นๆ” ฉันลองเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกใหม่เผื่อเขาจะฟังฉันมากขึ้น “ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับพี่แล้ว คืองี้นะ..”

“สวัสดีค่ะนิสิตทุกคน คะแนนสอบกลางภาค อาจารย์จะเอาขึ้นให้ในแบล็คบอร์ดนะคะ วันนี้ก็มาเริ่มเรียนเรื่องต่อไปกันเลยเนอะ”

ทำไมอาจารย์มาเร็วจังเลย ฉันยังเคลียร์กับคนด้านข้างไม่จบ

ด้วยความที่ฉันนั่งหน้าห้อง ชนิดที่ว่าเกือบจะหน้าสุดฉันจึงไม่สามารถพูดคุยหรือทำอะไรๆ ที่มันเห็นชัดแจ้งเกินไปได้ อีกอย่างการคุยกันในห้องเรียนต่อหน้าอาจารย์มันก็ออกจะดูไม่ดีนิดหน่อย

ไม่เป็นไร ไหนๆ วันนี้เขาก็นั่งอยู่ข้างฉัน เอาไว้เรียนเสร็จก็ค่อยลากตัวไปคุยอีกทีก็ได้

หลังจากที่นั่งเรียนไปจนประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ อาจารย์ก็ยอมปิดสไลด์แล้วเลิกคลาส นิสิตทุกคนในห้องเริ่มเก็บข้าวของแล้วทยอยออกจากห้อง รวมถึงฉัน

“เดี๋ยวสิ” ฉันเดินไล่หลังร่างสูงของยอนมาติดๆ เมื่อออกจากลิฟต์ของตึกเรียนมาแล้ว ก่อนหน้านั้นคนเยอะจึงไม่มีโอกาสคุยกับเขาเสียที

“มีอะไรอีก” เขาดูหงุดหงิดนิดหน่อยแล้วนะ

“พี่ลองไปตามหาสร้อยข้อมือให้ฉันหน่อยไม่ได้เหรอ นะ..” ฉันกำลังทำสิ่งที่เป็นตัวเลือกสุดท้ายของตัวเองอยู่ นั่นก็คือการขอร้อง วิงวอน ถ้าไม่จนปัญญาจริงฉันก็ไม่ทำแบบนี้หรอก “ลองดูในกระเป๋าหรือในห้องให้หน่อยก็ได้ เผื่อมันติดไป”

จุดประสงค์ของฉันก็มีเท่านี้จริงๆ

คนตรงหน้าทำเพียงมองหน้าฉันและถอนหายใจเบาๆ “มันสำคัญอะไรขนาดนั้นครับ”

“สำคัญสิ นั่นคือของขวัญที่พ่อให้ฉันตอนงานวันเกิดเมื่อสองปีก่อน..เป็นของชิ้นที่สุดท้ายที่ท่านให้ ก่อนที่อุบัติเหตุจะมาเอาชีวิตพ่อของฉันไป มันเหมือนเครื่องแทนใจที่ฉันเอาไว้มองเวลาคิดถึงท่าน”

“...”

“มันไม่ได้ราคาแพงอะไร แต่มันไม่มีขายที่ไหนอีกแล้ว ต่อให้มีชิ้นที่เหมือนกันเป๊ะมันก็เอามาแทนกันไม่ได้”

“ร้องไห้ทำไม...” เขาทำเสียงตกใจเล็กน้อย

ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน ไม่รู้ตัวเลยว่าขอบตาร้อนผ่าวจนมีน้ำตาไหลออกมา ฉันไม่ใช่คนที่ร้องไห้ง่าย แต่เมื่อครู่เพียงนึกถึงพ่อเท่านั้น พอรู้ว่าตัวเองกำลังร้องไห้ก็รีบบังคับตัวเองให้หยุด

“ฉันไม่รู้ ฮือ” ทำไมยิ่งห้ามถึงได้ยิ่งร้องไปกันใหญ่ล่ะ

“ใจเย็นนะ โอเค ผมจะไปตามหาให้” มือของยอนเข้ามาแตะที่บ่าของฉันเบาๆ

เพราะฉันเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ฉันจึงไม่เห็นหน้าของเขาว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังมีสีหน้าแบบไหน แต่ฉันก็รับรู้ได้ด้วยกลิ่นว่าเขากำลังสงสารฉันอยู่

“จริงนะ” ฉันเงยหน้าขึ้นไปพร้อมกับรีบใช้หลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองออก ทั้งน้ำตาทั้งน้ำมูกนี่มันอะไรกัน น่าอับอายชะมัดเลย ขนาดเพื่อนสนิทที่คบมาหลายปีฉันยังไม่กล้าร้องไห้ต่อหน้ามันเลยนะ แต่ผู้ชายตรงหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันนี่ทำให้ฉันร้องไห้ได้เลยเหรอ

“ครับ ผมจะลองหาให้”

ไม่รู้ว่าเขาแค่ตอบไปส่งๆ อย่างนั้นหรือเปล่า แต่ในใจก็แอบมีความหวังเล็กๆ

 

Yeon’s Talk

ผมมองร่างเล็กของผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินออกไปจนลับตาในที่สุดก่อนจะถอนหายใจ เธอยอมรามือจากผมหลังจากที่ผมเอ่ยปากตอบรับว่าจะช่วยหาสร้อยข้อมือของเธอ ผมคิดหนักเล็กน้อยที่ต้องมาทำเรื่องแบบนี้ ผมจำเธอไม่ได้ แต่เธอก็ยังยืนยันว่าเราเคยเจอกัน

ผมกลับมาที่คอนโดของตัวเองจากนั้นจึงวางกระเป๋าสะพายลงบนเตียงนอน จากนั้นจึงเริ่มเดินไปรอบห้องพร้อมกับอาการคิดไม่ตก ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องบ้าที่ต้องมาหาของที่ตัวเองไม่รู้ว่าเคยมีมันจริงๆ หรือเปล่า แต่ก็ยอมทำตามเพราะตอนเห็นน้ำตานั่นก็อดใจอ่อนไม่ได้

รูปภาพที่ถูกส่งมาในไลน์หลังจากที่ผมปลอดบล็อกคาโอริไปโชว์หราอยู่บนมือถือ มันคือสร้อยเงินเส้นเล็กมีจี้รูปทรงดอกไม้ห้อยเอาไว้

แล้วผมจะไปหาจากที่ไหน? ตอนนี้ผมเดินไปเดินมารอบห้องแล้วก็เป็นกังวล ถ้าสร้อยของเธออยู่ผมจริง คำถามก็คือผมเอามันมาทำอะไร ไอ้ตัวไหนที่เป็นคนก่อเรื่องกันนะ? ทำไมมันถึงไม่ ออกมาหา ทำไมผมต้องมารับหน้ากับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้เรื่องด้วยล่ะ

ออด~

เสียงออดดังตื๊ดดังอยู่ครั้งหนึ่งทำให้ผมหลุดจากความคิดในหัวแล้วเดินออกไปเปิดประตู แล้วพบกับนิติของคอนโดที่ยืนอยู่ด้านหน้า

“มีอะไรครับ”

“อ๋อ พอดีผมเอาคีย์การ์ดสำรองมาให้ครับ เห็นว่าอันเก่าคุณทำหายอีกแล้ว” เขาบอกพร้อมกับยื่นคีย์การ์ดมาให้ผม “เนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งที่ห้าแล้วที่คุณทำหาย ผมจำเป็นต้องคิดค่าทำใหม่ด้วยนะ”

“อ่าครับ ผมไปหยิบกระเป๋าเงินก่อนนะ” ผมถอนหายใจก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเพื่อหยิบกระเป๋าเงินออกมาจ่ายค่าคีย์การ์ดอันใหม่

ผมไม่ได้ทำหายหรอก ใครก็ไม่รู้ทำหาย แล้วคนที่ต้องรับผิดชอบดันเป็นผมเสียอย่างนั้น

“นี่ครับ” ผมล้วงกระเป๋าเงินแล้วหยิบธนบัตรสีม่วงหนึ่งใบไปให้เขา แต่ในระหว่างที่กำลังเก็บกระเป๋าเงินวัตถุบางอย่างก็หล่นออกจากช่องเสียบบัตร

ผมขมวดคิ้วมองวัตถุแปลกตาซึ่งไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ด้วยความสงสัย จากนั้นจึงก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาดูให้ชัดๆ ครั้นพอเห็นว่ามันคืออะไร ผมจึงเบิกตากว้างอย่างตกใจ

สร้อยข้อมือจี้ดอกไม้...มันอยู่ในกระเป๋าเงินนี่เอง

นอกจากมันจะพิสูจน์ได้แล้วว่าผมคือคนเอาไปจริงๆ มันยังพิสูจน์อีกว่าเรื่องที่เด็กคนนั้นพูดก็เป็นเรื่องจริง เธอบอกว่าเราเคยเจอกันเมื่อคืนนั้น และนอนด้วยกัน พอนึกได้ว่ามันคือเรื่องจริงผมก็ก้มหน้าลงแล้วเอามือปิดหน้าตัวเองทันที  ใบหน้าของผมร้อนไปหมด

อีกแล้วเหรอเนี่ย

“เอ่อ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” นิติคอนโดเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีประหลาดที่ผมแสดงออกมา

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร ขอบคุณมากครับ” ผมตัดบทก่อนจะปิดประตูหลังจากได้รับคีย์การ์ดอันใหม่มา

หลังจากทิ้งกายลงไปนอนบนเตียง ผมก็พยายามหายใจเข้าออกเพื่อตั้งสติกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ผมยังไม่อยากส่งข้อความไปบอกเธอว่าเจอสิ่งของที่เธอตามหาแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นอุตส่าห์ยืนกรานหนักแน่นว่าไม่รู้เรื่องแน่นอน พอมันไม่ใช่อย่างที่คิดก็รู้สึกอับอาย

เสียงโทรศัพท์ที่สั่นครืดๆ ทำให้ผมเอื้อมมือไปหยิบมันมาเปิดดู เป็นกล่องโนติที่เด้งข้อความหนึ่งเข้ามาบนหน้าจอโดยที่ผมไม่ได้กดเข้าไปอ่าน

ยอน เสาร์นี้อย่าลืมนัดนะ เธอเลื่อนนัดไปสองครั้งแล้ว

ก็คงต้องเป็นแบบนั้น



Castle-G's Talk
สรุปแล้วอีพีนี้คุณยอนเขาเขินอายทั้งตอนเลยนะคะ

soft:hyunjin | Tumblr
Ryujin shared by daisylie on We Heart It


ฝากคอมเม้นท์นิยายด้วยนะคะทุกคน >_<
เล่นแท็ก #กลิ่นของยอน ให้ยอนกันเถอะ
FACEBOOK : Castle-G / TWITTER : @castleglint




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 77 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

71 ความคิดเห็น

  1. #71 Tankky (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 01:45
    เอ็นดูวววพี่ยอนน
    #71
    0
  2. #66 Kanijang_1630 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 07:29
    สรุปอิพี่จำไม่ได้แต่เอาไป
    #66
    0
  3. #65 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 23:42
    คุณพี่อยู่จังหวัดอะไรคร้าาาาา // น้องยอนเรานั้นนนนน
    #65
    0
  4. #64 ArohaJn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 19:00
    แงงงงน้อนค้าบบ
    #64
    0
  5. #63 kkimmyy2 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 07:37
    โอ๋โอ๋นะคะน้องยอนของพี่
    #63
    0
  6. #62 baebaeaomsm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 20:50
    บุคลิกนี้ขอเรียก น้องยอน นะ 5555น่ารักไม่ไหวว
    #62
    0
  7. #61 suchada15 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 20:29
    เราอะ ๆๆๆ ผู้ตกใจหมดแล้วลูก5555555555
    #61
    0
  8. #27 Sawlyyy1 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 01:15
    อยากอ่านแล้วค้าบบบ
    #27
    0
  9. #26 thiti_bew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 17:03

    อยากอ่านต่อแล้ว รอนะค้าาไรท์

    #26
    0
  10. #25 comtoontrans (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 15:04
    เดี๋ยวไรท์. ตะต๋อยลูกยายน้อยใช่ปะยอนอะ คือชื่อนี้เหงแระผวา ฟิวเดอะซัน
    #25
    0
  11. #24 Parawee17 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 13:59
    รอค่าาาาา
    #24
    0
  12. #23 HaSu. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 13:20
    รอๆๆๆๆๆๆๆ
    #23
    0
  13. #22 Venitah (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 12:54
    ว้อยยยยย ชื่อ 55555
    #22
    0
  14. #21 ตาป๋อง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 12:50
    ตะต่อนยอน5555555555555555555555
    #21
    0