[ตอนพิเศษ] Racing on you ใครรักก่อน 'แพ้'

ตอนที่ 42 : DIFFAIR | 25 : BROKEN GLASS [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    17 ก.พ. 63




 DAY6 (데이식스) - Not Fine



RACING ON YOU
[DIF x AIR]

25 : Broken Glass

 

ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างนั่นยังคงมืดมิดดั่งเช่นทุกที แต่มีสิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือฉันเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันเอาแต่เหม่อและเฝ้ามองวัตถุสีเงินแวววับที่อยู่ในมืออย่างไร้จุดสิ้นสุด มันคือสร้อยข้อมือที่พี่ดิฟให้เอาไว้ในวันที่เขาขอคบกับฉัน และฉันก็ยังคงเก็บมันเอาไว้อยู่ ทั้งที่ควรจะทิ้งไปแล้วแต่ก็ไม่กล้า

เขามีความรู้สึกดีๆ ให้กันอยู่อย่างนั้นเหรอ?

ทำไมถึงไม่บอกว่าเกลียดฉันให้จบๆ ไปเลยจะได้ตัดใจได้ง่ายขึ้น แต่นี่ดันมาบอกว่าชอบกันอยู่แล้วฉันจะทำยังไง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูนั่นดังขึ้นอยู่สองสามครั้งก็จะตามด้วยการเปิดประตูเข้ามาภาพในห้องของฉัน ฉันที่นั่งอยู่ที่ระเบียงของห้องไม่ได้หันหลังกลับไปมองเพราะรู้อยู่แล้วว่าใครเข้ามา

“พี่นึกว่าแกนอนแล้ว ทำไมนั่งอยู่มืดๆ ไม่เปิดไฟ” พี่อันเอ่ยจบ แสงไฟก็สว่างไปทั่วห้องจากการเปิดสวิตช์ไฟ

“นอนไม่หลับ” ฉันเอ่ยตอบ

ผู้เป็นพี่ชายจึงเดินเข้ามาหาฉันที่ระเบียงและหันหลังไปพิงขอบของมันเพื่อมายืนคุยด้วย

“รู้ไหม เวลาเห็นแกเสียใจแล้วพี่ทำอะไรมันโคตรแย่เลย”

“...”

“ทำไมถึงชอบมันขนาดนั้นกัน”

“ไม่รู้ ทั้งที่เขาเคยทำร้ายขนาดนั้นแต่พอเขาบอกว่ามีความรู้สึกให้เหมือนกันฉันก็เขวไปหมด” ไขว้เขวทั้งที่ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเรื่องจริงหรือเปล่า “บางทีฉันก็คิดว่าถ้าไม่มีเรื่องเกิดขึ้น ในตอนนี้ฉันก็คงกำลังมีความสุขและรอยยิ้มดั่งเช่นทุกครั้ง”

“...”

“ฉันขอโทษนะ” ฉันเอ่ยออกไปพร้อมความชื้นของน้ำที่ปริ่มอยู่ขอบตา

“แกว่าพี่ทำเกินไปหรือเปล่า”

“ไม่หรอก พี่เกลียดเขานี่ ฉันก็ไม่ควรทำให้พี่ลำบากใจ”

“แกอยากจะกลับไปคบกับมันหรือเปล่า” คำพูดล่าสุดที่พี่อันพูดทำให้ฉันเงยหน้าจากสร้อยข้อมือที่ถือไว้ไปมองผู้เป็นพี่ชายทันที

“พี่คงเสียใจแย่”

“ความรู้สึกของพี่ไม่สำคัญเท่าความสุขแกหรอก”

“ความสุขของฉันก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกพี่เหมือนกัน อีกอย่างฉันยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงหรือโกหก” แม้ใจจะเชื่อไปแล้วก็ตาม

สักพักพี่อันก็เดินเข้าดึงร่างของฉันเข้าไปกอด พร้อมกับใช้มือลูบหลังเบาๆ

“พี่ผิดเอง พี่ผิดทุกอย่างเลย...ตอนนี้พี่เริ่มเกลียดตัวเองมากกว่าแล้ว”

“พี่ผิดเรื่องอะไรล่ะ”

“หลายเรื่อง พี่ดูแลแกไม่ดีเอง” น้ำเสียงแผ่วเบานั้นเอ่ยขึ้นก่อนที่เข้าจองคำพูดจะผละกายออกไป “นอนพักเถอะ ช่วงปิดเทอมน่ะคือเวลาพักผ่อนนะ”

“อื้อ พี่ก็เหมือนกันล่ะ” ฉันพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้หน้าระเบียงแล้วเดินกลับเข้าไปในตัวห้องนอน

ส่วนพี่อันเองก็เช่นกัน เขาเดินไปเปิดประตูออกเพื่อจะออกไปโดยก่อนที่พี่เขาจะปิดประตูก็เอ่ยบอก ฝันดีนะกับฉันเสียงเบา ทันทีที่เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับการล็อกห้องให้ของผู้เป็นพี่ชาย ฉันก็ทิ้งกายลงไปนอนบนเตียงขนาดใหญ่กลางห้องคล้ายคนอ่อนแรง

คำว่าฝันดีน่ะ บางทีฉันก็ไม่อยากมี เพราะอยากให้เรื่องดีๆ มันเกิดขึ้นในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ความฝัน

ฉันยังคงนอนแน่นิ่งอยู่แบบนี้มาเป็นเวลาหลายนาที จนในที่สุดก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับตนเองจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์ตแบตเอาไว้ที่หัวเตียงขึ้นมากดเปิดและเช็คข่าวสารหน้าไทม์ไลน์ของตนเอง ตามปกติแล้วฉันมักจะทำแก้เบื่อ ส่วนใหญ่แล้วหน้าไทม์ไลน์ของฉันจะเป็นร้านเสื้อผ้า ไม่ก็พวกคลิปหมาแมวเรื่อยเปื่อย

แต่ในวันนี้มีอะไรบางอย่างที่เด่นเป็นพิเศษ

ข่าวอุบัติเหตุที่แชร์กันเต็มไปหมดนี่ทำให้ฉันเริ่มสนใจจะคลิกเข้าไปอ่าน เพื่อนในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะในคณะของฉันต่างก็สนอกสนใจข่าวนี้เป็นพิเศษ ด้วยเนื้อหาที่บอกประมาณว่าเป็นเด็กคณะฉัน

ฉันไม่ได้สนใจเนื้อข่าวจึงเลื่อนมากดอ่านคอมเม้นท์ก่อน

 

Fafa away ต้องขับรถเร็วมากแน่เลย ถึงได้รถคว่ำ

               Castle-G @Fafa away ยังไม่คว่ำอีสัส อ่านข่าวดีๆ ก่อน แค่ชนเสาข้างทาง

               Fafa away @Castle-G ใช่คนที่มึงไปหวีดว่าเขาเป็นผัวมโนมึงป้ะ อิจี

               Castle-G @Fafa away เออคนนี้แหละ ป.ล.ถ้ากูไม่มโนกูเป็นนักเขียนไม่ได้หรอกอิฟ้า

Thanuxx เห้ยยยย รุ่นพี่ในคณะไม่ใช่เหรอ

               Holyhol @Thanuxx ใครวะมึง

               Thanuxx @Holyhol เขาชื่อพี่ดิฟอะ เรียนปีสี่มั้ง

Soh Theera ไอ้เชี่ย ปกติดิฟมันไม่เคยประมาทนี่หว่า

 

ชื่อของคนที่เห็นบนคอนเม้นท์ทำให้ฉันรีบกดเข้าไปดูเนื้อหาข่าวทันที ก่อนจะพบว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุเป็นเขาจริงๆ ถึงแม้ว่าคนชื่อดิฟในคณะฉันจะมีแค่ไม่กี่คน เผลอๆ มีแค่คนเดียว แต่ฉันก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นมันไม่ได้ผิดคน

มือที่จับโทรศัพท์อยู่ก็อ่อนแรงขึ้นมากะทันหันเมื่อเห็นความคิดเห็นที่ว่าตอนนี้เจ้าตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เจ้าคนบ้านั่น ขับรถเร็วจนประสบอุบัติเหตุ เหอะ..ขับยังไงกันเนี่ย

ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะดีใจแต่ว่าตอนนี้กลับรู้สึกตกใจและร้อนรนมากกว่า ยอมรับเลยว่าหลังจากอ่านข่าวนี้ฉันเป็นห่วงผู้ชายคนนั้นมากๆ ทั้งที่ฉันเคยบอกไว้แล้วเชียวว่าอย่าขับรถให้มันเร็วมากนัก สุดท้ายก็เป็นงี้จนได้

ทำไงดีล่ะ ฉันกลายเป็นคนเจ้าน้ำตาอีกแล้วกับเรื่องแบบนี้

ฉันชอบเขามากเกินกว่าจะเกลียดเขาได้ลง  เอาแต่นั่งคิดว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ  

แต่ก็แปลกดี ในครั้งที่ฉันโดนเพื่อนรักและแฟนเก่าหักหลังในคราวนั้นฉันคิดหาวิธีแก้แค้นเพื่อที่จะได้ให้คนพวกนั้นได้รับความเจ็บปวดเหมือนที่ฉันได้รับ แต่คราวนี้ฉันเจ็บปวดยิ่งกว่าคราวนั้นมาก ฉันกลับทำอะไรไม่รู้ ไม่มีความคิดอยากจะเอาคืนอะไรเลย

เพราะกลัวยิ่งทำแบบนั้นต่อไป เรื่องราวมันก็คงไม่จบสักที ก็จะกลายเป็นว่าแก้แค้นกันไปมา ตลกจังนะ..

 

วันต่อมา

Diff’s Talk

“พวกมึงนี่มันยังไง เดือนนู้นไอ้มะลิก็เข้าโรงบาลรถชน เดือนนี้มึงก็เข้าโรงบาลรถชนอีก” คนแรกที่บ่นขึ้นหลังจากยกโขยงกันมาเยี่ยมผมก็คือไอ้ไพน์ “กูอยากเจอเพื่อนตอนนัดตี้ในงานฉลองกันนะ ไม่ใช่มานัดตี้ในโรงบาลแบบนี้”

“ของกูคู่กรณีประมาทป้ะ กูไม่ผิด แต่ไอ้ดิฟมันประมาทเองล้วนๆ” คนที่โดนพาดพิงในประโยครีบแสดงตัวออกมาแก้ต่างให้ตนเองทันที

แต่ก็ถูกอย่างที่มะลิมันพูด ผมประมาทและขับรถเร็วเองจนประสบอุบัติเหตุนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลแบบนี้ เมื่อคืนนี้ก็คิดว่าตัวเองน่าจะไม่รอดแล้วเหมือนกัน

บางทีตายไปก็น่าจะดี

“แล้วขับรถยังไงของมึงให้ชนข้างทาง ปกติมึงขับเร็วแต่ก็ไม่เคยเป็นงี้” คราวนี้เป็นไอ้แซคที่มีปากมีเสียงบ้าง

“จะอะไร กูว่าเหม่อ ไม่ก็ไม่มีสตินั่นแหละ” ไอ้ไพน์ตอบให้เสร็จสรรพ

“อือ” และเพื่อนมันก็ไม่ได้พูดผิดอีกแล้ว ผมแทบไม่มีสติเลยด้วยซ้ำเมื่อคืนนี้ ผมไม่ได้เมาไม่ได้ดื่ม..แต่ว่าผมแค่ไม่มีสติ “ในเวลานั้นกูเอาแต่คิดเรื่องของใครบางคน”

เรื่องของแอร์..

ภาพที่เธอเดินหันหลังกลับไปนั้นยังติดอยู่ในหัวและพร้อมรีเพลย์อยู่ตลอดเวลา ผมไม่อยากให้เรื่องของเราจบแบบนี้เลย แต่ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อคนที่เริ่มมันก็คือผมทั้งนั้น

นิยามของคำว่าเจ็บปวดคืออะไรไม่รู้นะ แต่ตอนนี้มันอัดแน่นอยู่ในใจจนล้นปรี่

“ใครวะ? นี่เพื่อนกูเฮิร์ต” ไอ้แซคขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของผม

“มั้ง”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องผู้ป่วยดังขึ้น ผมและเพื่อนพร้อมใจกันเงยหน้าไปมองต้นเสียง ตอนแรกผมคิดว่าอาจจะเป็นพยาบาลเข้ามาตรวจเช็ค แต่ว่าไม่ใช่.. คนที่โผล่มาหาผมในตอนนี้เป็นคนที่ผมไม่คาดคิดเลยด้วยซ้ำ ถ้าให้ลิสต์รายชื่อคนที่จะมาเยี่ยมผม รายชื่อมันคงอยู่อันดับสุดท้ายที่จะมา

“คนเยอะดีจริงนะ” บุคคลดังกล่าวหลังจากเปิดประตูเข้ามาแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ไอ้อัน..” เพื่อนผมทุกคนก็ช็อกเช่นกัน

“กูมีเรื่องจะคุยกับมึง” เจ้าของชื่อที่โดนเรียกไม่ได้สนใจแล้วก้าวฉับๆ เข้ามาหาผม แต่ว่าด้วยความที่เพื่อนสามคนของผมตอนนี้ห้อมล้อมเตียงเอาไว้อยู่จึงเป็นเรื่องยาก

“พวกมึงออกไปก่อนนะ” ยังไงซะมันก็เป็นเรื่องน่าอึดอัดใจที่จะมีคนอยู่รอฟังเยอะแยะ

“นี่มันเรื่องอะไรกันวะ ทำไมพวกมึงสองคนถึง..” ไพน์ดูจะงงกับสถานการณ์ตรงหน้าเล็กน้อย

“กูไม่ทำอะไรมันหรอก” คนที่มาใหม่พูดอีกครั้ง

สุดท้ายแล้วพวกเพื่อนทั้งสามคนนั้นก็ยอมเดินออกจากห้องไปตามที่ผมขอ เหลือไว้ก็เพียงไอ้อันแล้วก็ตัวเองอยู่ในห้องพักสองคน

“มีอะไร จะซ้ำเติมกูเหรอไง ไหนบอกเลิกยุ่งเกี่ยวกันแล้ว” ผมคิดหาสาเหตุที่มันมาไม่ออกเลย

“กูก็ไม่ได้อยากมา แต่กูแค่อยากถามมึงให้แน่ใจ” มันเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งเครียดนิดหน่อย จนผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาว่ามันคือเรื่องอะไร

เมื่อวานยังดูโกรธจะเป็นจะตาย

“อยากรู้อะไร”

“มึงรักน้องกูจริงหรือเปล่า”

วันนี้จะมีอะไรให้ตกใจอีกกี่เรื่องกันวะ

“อือ กูรักแอร์” ผมตอบไปแบบไม่ต้องฉุกคิด เพราะผมเองก็ได้พูดต่อหน้ามันไปเมื่อวานนี้แล้ว “กูไม่ได้โกหกอะไรมึง และไม่มีความจำเป็น”

“อะไรที่ทำให้มึงรู้สึกแบบนั้น” อีกฝ่ายไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรและได้ถามต่อไปอีก

“กูไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร แต่กูชอบรอยยิ้มของแอร์มากกว่าน้ำตา กูเจ็บที่ตัวเองเป็นคนทำให้เขาร้องไห้” ผมอยากจะพูดต่ออีกว่าผมเสียใจและขอโทษด้วย

แต่ว่า

“กูก็รู้สึกแบบมึง กูเจ็บที่น้องกูต้องมาร้องไห้เสียใจเพราะมึง”

“...ขอโทษ” ผมได้เอ่ยมันออกไปแล้ว

“ขอโทษใคร? กู?” มันแค่นหัวเราะเบาๆ หลังจากที่เห็นว่าผมเงียบไป “กูไม่เคยคิดเลยว่าตลอดเวลาหลายปีมานี้กูจะได้ยินคำขอโทษจากปากมึง”

“กูเกลียดมึง แต่กูก็เกลียดตัวเองในตอนนี้มากเหมือนกัน”

“เหมือนกัน กูก็เกลียดมึง”

ผมกำลังคิดอยู่ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราสองคนเกลียดกันได้มากถึงขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเราคือเพื่อนที่สนิทกันมากที่สุด แล้วเมื่อผมจำมันได้ผมก็รู้สึกแย่เหมือนเดิม

“มึงเกลียดกูเพราะอะไรล่ะ”

ผมเพิ่งได้ถามคำถามนี้กับมันเป็นครั้งแรกหลังจากเวลามันล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ และบางทีนี่ก็คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมกับมันมาคุยกันดีๆ

“แล้วมึงล่ะ” มันไม่ตอบแต่ถามย้อนกลับ

ก็ได้ ถ้าอยากรู้ผมจะเริ่มพูดก่อน

“กล้าถามนะ ในเมื่อก็เป็นมึงเองที่หักหลังกูก่อน ในตอนที่กูคบกับเกรซ พวกมึงสองคนทำอะไรลับหลังเอาไว้กูก็ไม่พอใจนิดหน่อย ถ้าพวกมึงชอบกันกูก็แค่จะยอมหลีกทางให้ กูไม่อยากทะเลาะกับมึงด้วยเรื่องแบบนั้น แต่กูไม่เข้าใจเลยที่มึงไม่ยอมมาคุยกับกูตรงๆ แถมจะใช้วิธีเหี้ยๆ ให้คนพวกนั้นมารุมทำร้ายกูคนเดียวอะนะ”

หมาหมู่ฉิบหาย

“...”

“แค่มาบอกแค่นั้นอัน”

ในวันที่ผมรู้เรื่องของเกรซและอัน ผมยอมรับว่าตัวเองไม่พอใจมากเลยมีปากเสียงกับมัน แต่ในตอนเย็นของวันเดียวกันผมโดนคนกลุ่มหนึ่งมาดักทำร้ายผมระหว่างทางจนต้องเข้าโรงพยาบาล พวกนั้นคือพวกที่ไอ้อันส่งมา มันบอกเองเองกับปาก

“กูไม่ได้ชอบเกรซ ไม่เคยคิดจะชอบ” อยู่ๆ มันก็ยอมปริปากออกมาหลังจากเงียบมาสักพัก

“ตลก ไม่ชอบเกรซแล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้มึงทำกับกูถึงขนาดนี้” ผมหัวเราะ ผมบอกว่าตลกทั้งที่ในใจผมรู้สึกขมขื่น “มึงรู้ไหม ลำพังกูบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลน่ะมันไม่เท่าไหร่ แต่การที่มึงให้คนมาดักตัดสายเบรกรถของพ่อแม่กูมันร้ายแรงไปหน่อยว่ะ”

หลังจากที่วันนั้นผมโดนรุมทำร้ายจนเข้าโรงพยาบาล ครอบครัวของผม พ่อ แม่และน้องสาวก็เดินทางมาหาผมที่โรงพยาบาล ขามาก็ไม่ได้มีอะไร แต่ว่าขากลับบ้านรถของพวกเขาเบรกเสียทำให้บังคับการหยุดไม่ได้ และเส้นทางที่ลาดชันของถนนเส้นหนึ่งทำให้รถคว่ำในที่สุด ตำรวจที่มาทำคดีบอกว่า สายเบรกโดนตัด.. และมันโดนตัดตอนจอดที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวได้พบว่าเป็นคนกลุ่มเดิมที่มาทำร้ายผม

พ่อกับแม่ของผมบาดเจ็บแต่รักษาไม่นานก็หาย ที่หนักจริงๆ ก็คือน้องสาวในวัย 6 ขวบของผม ที่ได้ความกระทบกระเทือนรุนแรงมากที่สุด เธอขยับตัวแทบไม่ได้เพราะสมองส่วนหนึ่งได้รับความเสียหาย ถูกส่งไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ พ่อแม่ของผมก็อยู่ที่นั่น ตอนแรกพวกท่านจะให้ผมไปด้วย แต่ผมไม่อยากไปอยู่ต่างประเทศเลยขออยู่ที่บ้านคนเดียว

“กูยอมรับว่าการที่มึงโดนทำร้ายน่ะเป็นเพราะกู แต่เรื่องตัดเบรกนั่น..กู..ไม่รู้เรื่อง” คงจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีอีกเช่นเคยที่ได้เห็นสีหน้าตกใจแบบนั้นมาจากไอ้อัน “ไอ้พวกนั้นต้องทำกันเองแน่ กูไม่รู้เรื่อง”

“มึงจะไม่รู้ได้ไง หลังจากวันนั้นมึงก็หันไปคบเพื่อนกับพวกเหี้ยนั่น พวกเหี้ยที่ครอบครัวแม่งเส้นสายใหญ่จนทำผิดขนาดนั้นก็ยังไม่โดนลงโทษอะไรรุนแรง” ผมโกรธมากจริงๆ โกรธจนเกลียดถึงทุกวันนี้ “แค่ผู้หญิงคนเดียว มึงต้องทำกับกูขนาดนี้เหรอวะ”

“กูไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ กูแม่งก็โคตรเกลียดมึง แต่ที่กูเกลียดไม่ใช่เพราะเกรซ.. แต่ก็เป็นเพราะตัวมึงเองดิฟ และเรื่องตัดเบรกกูก็ยืนยันว่ากูไม่รู้จริงๆ”

ตลกดี ที่คนเกลียดกันสองคนกำลังนั่งเล่าเรื่องของตัวเองให้กันฟังอยู่

“งั้นก็พูดมาดิวะว่าทำไม อะไรที่ทำให้มึงต้องทำร้ายกู” ผมจะได้หายค้างคาใจสักที

“ก็เพราะกู..!!” มันคล้ายกับว่ากำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ว่าก็ไม่พูดออกมา “ช่างเถอะ ความจริงกูไม่ได้จะมาคุยเรื่องตัวเองด้วยซ้ำ กูจะคุยเรื่องแอร์”

“ทำไม มึงจะยอมให้กูคบน้องมึงเหรอ”

“เออ แต่กูแค่ยอม ส่วนสุดท้ายจะเป็นยังไงน้องกูจะตัดสินใจเอง”

“ทำไมมึงยอม”

“เพราะกูไม่อยากเห็นน้องเสียใจแล้ว และกูหวังว่ามึงจะไม่ทำให้แอร์มันเสียใจอีกรอบ ถ้ามึงจริงใจกับแอร์จริง แต่ถ้าไม่กูพร้อมฆ่ามึงรอบสอง” อันพูดจบประโยคดังกล่าวมันก็เตรียมเดินออกจากห้องไป แต่ถึงแบบนั้นมันก็ยังหันมาพูดกับผมอีก “กูรู้ว่านิสัยจริงของมึงไม่ได้เหี้ยขนาดนั้นหรอก เพราะคนที่เหี้ยคือกูเองอย่างที่มึงบอก”

บทจะยอมรับก็ง่ายจังวะ เหี้ยไรของแม่ง

“มึงจะไม่บอกกูจริงๆ เหรอว่าทำไม”

“บอกไปก็ไม่ได้ทำให้มึงเกลียดกูน้อยลง เผลอๆ มึงคงเกลียดกูมากกว่าเดิม” มันยังคงยืนกรานคำเดิม

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็คงไม่สนใจหรือใคร่ถามอะไรอีก แต่ตอนนี้อย่างที่เคยบอกไป ผมเหนื่อยแล้ว ผมเหนื่อยมากๆ ในการที่ต้องมาเกลียดใครสักคน

สุดท้ายแล้วคนที่ทุกข์ใจคือผมเอง

“กูแค่อยากฟังมุมของมึงบ้าง กูไม่อยากเก็บความรู้แย่แบบนี้เอาไว้อีกแล้ว อย่างน้องก็ให้กูรู้เหตุผลของมึงบ้างเถอะ เราแม่งเคยเป็นเพื่อนไม่ใช่อ่อวะ กูรักแอร์มากจนกูพร้อมจะยอมทุกอย่าง แม้กระทั่งเลิกเกลียดมึง”

ผมจะมองหน้าน้องสาวมันได้ยังไง ในเมื่อผมยังไม่เคลียร์กับมันอยู่แบบนี้

“เหอะ” ไอ้อันแค่นหัวเราะอีกครั้ง “หวังว่าจะยอมทุกอย่างแบบที่พูดจริงๆ ล่ะ ก่อนจะเคลียร์กับกู มึงเคลียร์กับน้องกูก่อนเถอะ”

และนั่นคือประโยคสุดท้ายที่มันบอกกับผมก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปจริงๆ

ผมนั่งคิดเรื่องที่คุยกับมันเมื่อครู่อยู่นาน ส่วนหนึ่งในหัวก็ระแวงที่มันมาพูดอะไรแบบนั้นเป็นครั้งแรก แต่อีกมุมหนึ่งก็เหมือนจะมีความหวังเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา

เหมือนได้เปิดใจคุย แต่ถึงสุดท้ายจะไม่เคลียร์ข้อข้องใจที่ผมสงสัยก็เถอะ

End Diff’s Talk

 






หากอ่านแล้วระวังตัวและหัวใจไว้ให้ดี #อย่ารักดิฟ
สุดท้ายนี้ฝากส่งฟีดแบคให้ดิฟแอร์ด้วยจ้า
Facebook : Castle-G  Twitter : @castleglint


ฝากนิยายเรื่องพี่เกสได้มั้ยคะ 55555555555




"พี่ไม่มีปัญหาถ้าคุณอยากจะหย่า" 
เพราะแม่บังคับให้ฉันแต่งงานกับเขาฉันจึงทำข้อตกลงว่าเราจะหย่ากันภายใน 2 ปี ซึ่งเขาก็มีข้อตกลงเช่นกัน 
"งั้นก่อนจะหย่า คุณก็มีลูกให้พี่สักคนได้ไหม"





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,078 ความคิดเห็น

  1. #1072 R.SS (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 13:08
    เอาจริงดิ ว้าวมากกก
    #1,072
    0
  2. #1071 rayne-frofretier (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 20:37
    อันชอบดิฟจริงๆอ่อ55555
    #1,071
    0
  3. #1070 Ployly Kwankamon (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:37

    กลับมาแล้ว
    #1,070
    0
  4. #1069 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:57

    เคลียร์แล้วก็สบายใจhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-02.png

    #1,069
    0
  5. #1068 firstzy93 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:40
    คิดถึงมากเลยค่าา
    #1,068
    0
  6. #1053 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 16:00
    ขอบคุณที่อัพให้อ่านและขอบคุณสำหรับของรางวัลนะคะ ทุกไปที่อินบ็อกแล้วนะจร้าาาาา
    #1,053
    1
  7. #1052 ssnew11 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 15:55
    ขอบคุณที่อัพให้อ่านจะค้าบ ♥️
    #1,052
    0
  8. #1051 9ningnong9 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 15:32
    ขอบคุณมากกกกกนะคะ
    #1,051
    0