TRY ME ลองรักจะได้รู้

ตอนที่ 1 : #ลองรักเกส | 00 : PROLOGUE

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,262
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    27 ธ.ค. 62

Prologue

 

“ค..คุณฉายคะ” น้ำเสียงร้อนรนของ‘พีช’ หนึ่งในพนักงานฝึกงานนั้นทำให้ฉันวางแก้วชาร้อนในมือลงบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองเธอ เจ้าของเสียงนั้นกำลังวิตกกังวลอะไรสักอย่างซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องดี

“มีอะไรคะคุณพีช”

“ก็คุณเจน่าน่ะสิ ยังไม่ไปที่สตูดิโอเลยทั้งที่อีกหนึ่งชั่วโมงจะเริ่มถ่ายกันแล้ว”

“อะไรนะ?” ถึงจะตั้งรับไว้แล้วว่ามันคงไม่ใช่ข่าวดีแต่ว่านี่มันชวนประสาทเสียไปหน่อย “ลองโทรตามดูหรือยัง แล้วผู้จัดการส่วนตัวยัยนั่นล่ะ”

“โทรแล้วค่ะแต่ไม่รับเลย ส่วนคุณเอ้ผู้จัดการก็โทรตามไม่ได้เหมือนกัน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉันก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อติดต่อหายัยตัวปัญหานั่นบ้าง แล้วก็เป็นอย่างที่พีชบอกนั่นก็คือไม่รับสาย ไม่แม้แต่จะมีข้อความตอบกลับอะไรทั้งนั้น

“เอางี้ บอกให้เขาถ่ายทำของคนอื่นไปก่อนแล้วในส่วนของเจน่าจะเลื่อนออกไปถ่ายตอนบ่าย ฝากขอโทษทีมงานไว้ด้วย” ฉันพูดสั่งงานจบก็คว้ากระเป๋าสะพายขึ้นมาพร้อมกับกุญแจรถเพื่อเตรียมจะออกจากบริษัทแล้วตรงไปยังสถานที่ที่หนึ่ง

 

UNIM CONDO

ฉันขับรถมาถึงหน้าคอนโดยูนิมซึ่งเป็นคอนโดส่วนตัวของเจน่า ในเมื่อโทรหาไม่รับส่งข้อความไม่อ่านก็ต้องมาหาถึงห้องแบบนี้แหละ ตั้งแต่เรียนจบแล้วทำงานมาสักพักสิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือยัยคนนี้นี่แหละ แม่ของฉันหรือคุณหญิงนาวิกา เป็นเจ้าของบริษัททางด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ทำค่ายเพลง มีศิลปินในค่ายจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีค่ายของนักแสดงอีกด้วย ในส่วนของฉัน คุณหญิงเธอยกหน้าที่ในด้านบริหารจัดการเกี่ยวกับศิลปินให้

ซึ่งแน่นอนว่าเจน่าก็เป็นหนึ่งศิลปินที่ฉันดูแลอยู่

มือข้างหนึ่งยกขึ้นไปกดออดหน้าประตูห้องเมื่อเดินมาถึง และไม่ว่าจะกดมันสักกี่ครั้งก็ไร้วี่แววของคนในห้องออกมาเปิดให้ จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะต้องถือวิสาสะใช้คีย์การ์ดเปิดเข้าไปเอง

ฉันก้าวเท้าเข้ามาด้านในและตรงที่ไปที่ห้องนอนทันที มันเป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้นั่นก็คือยัยผู้หญิงที่ชื่อเจน่ากำลังนอนเหยียดอย่างสบายใจบนเตียงนอนหลังกว้าง

สบายใจจริงนะ

“ไอ้เจ!” ฉันตะโกนร้องเรียกชื่อของมันพร้อมกับเข้าไปคว้าหมอนใบที่มันนอนหนุนอยู่ออกมาแล้วจัดการฟาดเข้าไปที่ลำตัวอย่างแรก “ตื่นเดี๋ยวนี้”

กระหน่ำตีลงไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะตื่น

“งือออ อะไรเนี่ย” เจน่าสะลืมสะลือพร้อมกับกลิ้งตัวไปยังเตียงนอนอีกฝั่ง มันลืมตาขึ้นมามองหน้าฉันปริบๆ แล้วก็ยันกายขึ้นมานั่งอย่างเชื่องช้า “มีอะไร”

อื้อหือ กลิ่นเหล้าหึ่งมาเชียว

“เมื่อคืนมึงไปดื่มมาใช่ไหม”

“เอ่อ..ก็นิดหน่อย” ยัยตัวดีตอบพลางยกมือขึ้นมาขยี้ผมไปมา

“ไม่นิดแล้ว กลิ่นขนาดนี้ ทำไมกูต้องมาคอยบ่นมึงเรื่องนี้อยู่เรื่อง มึงไปปาร์ตี้เมาทั้งที่วันนี้มึงมีตารางงานถ่ายปกนิตยสารตั้งแต่เช้าเนี่ยนะลืมเหรอไง”

“เห้ย! จริงด้วย กี่โมงแล้วเนี่ย ตายๆๆ” เจน่าเบิกตาโพลงจนลูกตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า มันกุลีกุจรเข้าไปหยิบโทรศัพท์ซึ่งชาร์ตแบตเอาไว้ตรงหัวเตียงเพื่อดูเวลาก่อนจะทำหน้าประสาทเสีย

“มึงโตแล้วไอ้เจ เลิกทำตัวเหลวไหลแบบนี้ได้ไหม สมัยเรียนที่มึงดื่มหนักไปเรียนไม่ไหวฝากกูเช็คชื่อให้ จดเลกเชอร์ให้นั่นมันก็พอไหวอยู่หรอก แต่นี่มึงทำงานแล้วนะกูทำแทนมึงไม่ได้” ฉันน่ะบ่นเรื่องนี้มาเป็นหลายล้านรอบกับยัยตัวดีนี้แล้ว แต่ก็เหมือนไม่มีการพัฒนาอะไรทั้งนั้น “ถ้ามึงยังทำตัวแบบนี้อีก กูสามารถยกเลิกสัญญาว่าจ้างกับมึงได้เลยนะ”

“โว้วๆๆ ใจเย็นแม่คุณ โอเค..กูจะรีบไปเตรียมตัวแล้วออกไปสตูดิโอเดี๋ยวนี้แหละ” เจน่ารีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วก็เซ็ตผมของตนเองให้เรียบร้อย

“ประจำเลย โทรไปบอกพี่เอ้ด้วยว่ามึงจะไปในหนึ่งชั่วโมง” ฉันมองผู้ที่เป็นทั้งศิลปินในสังกัดและเพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนแล้วก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้

“จ้าบอส”

ก็นั่นแหละ ฉันรู้จักเจน่ามาตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย เราเรียนมาด้วยกันและจบมาด้วยกัน เจน่าเริ่มร้องเพลงตั้งแต่ยังเรียนแต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการcover เพลงของคนอื่นแล้วอัพลงยูทูปเท่านั้นไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพ จนกระทั่งเจ้าตัวก็ได้เป็นที่ต้องตาต้องใจของแม่ฉัน แม่เลยทาบทามเธอมาเป็นศิลปินในค่าย ในช่วงแรกเจน่าโดนปรามาสไว้เยอะว่าเจ้าตัวเป็นเด็กเส้น เข้ามาโดยไร้ความสามารถ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปมันก็พิสูจน์ตัวเองได้ว่าเป็นศิลปินที่มากความสามารถและสมกับชื่อเสียงที่ได้รับ กลบคำว่าเพื่อนสนิทของลูกสาวเจ้าของค่ายได้

ฉันพูดถึงความสามารถน่ะ ส่วนเรื่องอื่นก็อย่างที่เห็นกัน ทั้งที่ฉันมีศิลปินอีกหลายคนต้องดูแลแต่ดูเหมือนว่า80% ของชีวิตการทำงานฉันต้องมาจัดการแต่ยัยเจน่า

“แล้วมึงจะออกไปด้วยกันป้ะ”

“กูมีงานต้องทำนะ” พอหันไปตอบอีกฝ่ายจบ ยังไม่ทันขาดคำเสียงริงโทนก็ดังขึ้นเลย

Rrrrrrr

“สวัสดีค่ะ”

[ฉาย นี่แม่เองนะ] และปลายสายคือคุณหญิงนาวิกา คุณหญิงแม่ผู้เป็นที่รักของฉันนั่นเอง

“ค่ะ ว่ายังไงคะ”

[ทำอะไรอยู่ลูก]

“อ๋อ ทำงานน่ะค่ะ” การมาตามจิกศิลปินในความดูแลก็ถือเป็นหนึ่งในงานเหมือนกัน “แม่มีอะไรหรือเปล่า”

[แม่มีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะ กลับมาบ้านหน่อยสิ]

ไอ้คำว่ามีเรื่องอยากคุยด้วยแล้วให้กลับไปที่บ้านน่ะ ทำฉันใจสั่นขึ้นมาเพราะนึกกังวลไปว่าจะมีเรื่องใหญ่อะไรอีกหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเรื่องทั่วไปคุยผ่านโทรศัพท์ก็ได้นี่นา

“แต่ว่าตอนบ่ายนี้ฉายมีคุยงานกับโปรดิวเซอร์”

[ส่งคนอื่นไปแทนก็ได้นี่คะ แต่ลูกฉุยฉายต้องมาหาแม่ก่อน]

โอเค คุณหญิงว่ายังไงฉันก็ว่าแบบนั้น

หลังจากที่จัดการกับเจน่าจนเสร็จเรียบร้อยว่ามันไปถึงสตูดิโอแล้ว ฉันจัดการฝากงานให้คนสนิทที่ไว้ใจได้เพื่อไปทำธุระแทนในช่วงบ่าย ส่วนตัวเองก็ขับรถกลับไปที่บ้านทันที ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงจนได้

เป็นบ้านที่ฉันไม่ค่อยได้กลับมาสักเท่าไหร่หลังจากที่เริ่มทำงานเต็มตัว ฉันมักจะใช้เวลาอยู่มี่เพนท์เฮ้าส์ของตัวเองไม่ก็นอนที่บริษัทเลยเสียมากกว่าจนมักจะโดนคนที่บ้านบ่นอยู่บ่อยๆ ว่าโหมงานหนักเกินไปแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้เพราะถ้าไม่ทำงานฉันก็ไม่รู้จะทำอะไร

“ลูกฉายยย” คุณหญิงนาวิกากางแขนพร้อมกับเดินมาหาฉันแต่ไกล และเมื่อประชิดตัวก็จัดการโอบกอดร่างของฉันทันทีก่อนจะดึงตัวฉันที่โซฟารับแขกกลางโถงใหญ่ของบ้าน “มานั่งนี่มา”

“แม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉายหรือเปล่าคะ”

“แหม มาถึงก็เข้าเรื่องเลยเหรอแม่คุณ” แม่ทำหน้าน้อยใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมเข้าเรื่องตามที่ฉันถาม “ฉายยังจำพี่เกสได้ไหม”

พี่เกสไหน? ใครคือพี่เกส..

คงเพราะผู้เป็นแม่เห็นฉันทำหน้างงท่านจึงขยายความต่อ

“พี่เกสลูกชายของคุณชิราไง”

คุณอาชิราเหรอ? ลูกชายของคุณชิรา... พอมานั่งนึกดูอีกทีคุณอาชิราเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนของคุณหญิงเขา แล้วเหมือนเธอจะมีลูกชายอยู่คนหนึ่งด้วยนี่นา ฉันเคยเจอสมัยเด็กแต่ว่านั่นมันนานมากแล้ว

“อ้อค่ะ มีอะไรหรือคะ”

“ตายจริง ยัยลูกคนนี้ลืมได้ยังไง” ผู้เป็นแม่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งมีตีแขนของฉันเบาๆ “พี่เกสก็ว่าที่เจ้าบ่าวของเราไงล่ะ”

อ้อ ว่าที่เจ้าบ่าว..

“อะไรนะแม่! เจ้าบ่าวใคร? เจ้าบ่าวฉายอะนะ” ฉันแสดงอาการตกใจผ่านทางสีหน้าออกมาในรอบหลายเดือน เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้ออกมาจากคนตรงหน้า

“ก็ใช่ไง แม่กับคุณชิราเราคุยกันไว้ว่าจะให้ทั้งสองคนแต่งงานกันก่อนที่เกสจะไปเรียนต่อที่อเมริกา แล้วฉายกับเกสก็หมั้นกันไว้แล้วด้วย”

“หมั้นแล้ว? ตอนไหน” ฉันคิดว่าตัวเองอาจจะโดนแม่อำเล่นก็ได้

“ก็คุณชิราเขามาขอหมั้นฉายไว้ แม่ก็รับหมั้นแล้วเรียบร้อย แม่คิดว่าแม่บอกเราไปแล้วครั้งหนึ่งนะ”

“ฉายนึกว่าแม่พูดเล่น” มันคือเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วเพราะตอนนั้นแม่บ่นว่าฉันไม่มีแฟนหรือมีคนรักสักที แม่เลยคิดจะหาคู่ให้แล้วก็จะจับฉันหมั้นกับผู้ชายที่แม่เลือกมา

“ไม่ได้พูดเล่น แม่รับปากชิราไว้แล้วว่าถ้าเกสกลับจากอเมริกาเมื่อไหร่ก็จะจัดงานแต่งงานให้เราทั้งสองคน”

“แม่ นี่แม่กำลังคลุมถุงชนลูกตัวเองอยู่นะ” ฉันน่ะไม่ได้เจอผู้ชายคนนั้นมาตั้งนานเท่าไหร่แล้ว หน้าตานิสัยใจคอเป็นยังไงก็ไม่รู้ ไม่ทันได้ศึกษาดูใจก็จะต้องแต่งงานกันแล้วหรือ

“ฉาย คุณชิราเขาดีกับแม่มากๆ เลยนะ ฉายจำไม่ได้เหรอตอนที่ฉายยังเด็กแล้วครอบครัวเราเกือบล้มละลายก็ได้ชิราเข้ามาช่วย แม่รับปากไว้แล้วว่าจะยกลูกสาวให้เป็นสะใภ้บ้านเขา ฉายจะให้แม่ผิดคำพูดเหรอลูก”

แล้วแม่ไปรับปากแต่แรกทำไมเล่า

“ทำไมไม่ปรึกษาฉายก่อนล่ะคะ” นี่การแต่งงานนะไม่ใช่แต่งกลอนสุภาพ เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะให้ฉันทำใจยอมรับได้ง่ายดายเชียวเหรอ

“ก็เราน่ะไม่มีแฟนสักที อายุอานามจนป่านนี้เคยคิดจะรักใครกับเขาบ้างหรือเปล่าหืม? แม่น่ะนับวันยิ่งแก่ตัวลงเรื่อยๆ นะ อยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝามั่นคงกับเขาบ้าง อยากใช้ชีวิตบั้นปลายเลี้ยงหลานตัวเล็กๆ” แล้วอยู่ๆ คุณนายเธอก็ดึงดราม่าเฉยเลย อีกคนเอื้อมมือมาแตะกอบกุมมือทั้งสองข้างของฉัน “ทำเพื่อแม่หน่อยนะลูก”

“แล้วคุณอาชิราโอเคเหรอคะ ลูกชายคุณอชิราก็โอเคเหรอคะ”

“อืม เกสเขาก็โอเคนะ เขาเป็นคนดีนะ หน้าตาก็ดี เรียนก็เก่งด้วย แม่เชื่อว่าเขาดูแลลูกสาวของแม่ได้”

เยี่ยม ทุกคนโอเคกันหมดยกเว้นฉันเนี่ยนะ

“แม่ แต่ฉายไม่ได้รักเขานะ”

“แล้วตอนนี้ฉายรักใครล่ะ” คำถามของผู้เป็นแม่นั้นเหมือนหมัดฮุกที่ส่งเข้ามาใส่หน้าฉันอย่างจัง แล้วแน่นอนว่ามันทำให้ฉันอ้ำอึ้งเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

“ก็ไม่มีอะ”

“เห็นไหม เอาน่านะ แม่เชื่อว่าฉายจะชอบเกส”

“ไม่มีทางอะ” ฉันบ่นอุบอิบในลำคอ ก่อนจะได้ยินคำถามต่อมาจากคุณหญิงนาวิกา

“ทำไมล่ะ”

...

19.20 น.

“ก็เพราะว่ากูไม่ได้ชอบผู้ชายไง” ฉันโอดครวญพร้อมกับฟุบหน้าลงกับหมอนอิงใบโตบนโซฟา นี่เป็นการโอดครวญติดต่อกันอย่างยาวนานเป็นเวลา 1 ชั่วโมงหลังจากที่โทรเรียกไอ้เจน่ามาหาที่เพนท์เฮ้าส์

“สรุปก็คือแม่มึงจะจับมึงแต่งงานกับลูกชายเพื่อนเขา” เจน่ายกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบในระหว่างที่กำลังนั่งฟังฉันเล่าเรื่องด้วยความเคร่งเครียด

“เออดิ มึงรู้ป้ะ แม่กูน่ะชอบถามหาแฟนกูบ่อยๆ ว่าทำไมไม่เห็นกูมีแฟนเลยสักที แล้วจากนั้นก็คิดจะจับฉันแต่งงานกับคนที่เขาหามาให้ มันไม่ใช่ป้ะวะ คนเราไม่ได้รักกันงี้จะอยู่ด้วยกันรอดได้ไง” ฉันทุบหมอนอิงในมือไปอีกครั้งหนึ่ง

“แม่มึงรู้ป้ะว่ามึงสนใจผู้หญิงมากกว่า”

“ไม่อะ” เพราะฉันไม่เคยบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

ความจริงแล้วฉันสนใจผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อันที่จริงมันไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เคยชอบผู้ชายนะ.. มันมีครั้งหนึ่งที่ฉันมีแฟนเป็นผู้ชายซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่ได้บอกแม่ว่าเราคบกัน แต่ก็เพราะเหตุการณ์เกี่ยวกับไอ้เวรนั่นที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่อยากคบผู้ชายไปชั่วชีวิต จึงเลือกมาสนใจผู้หญิงแทน

“เห้ย แต่คนนี้อาจจะดีก็ได้นะมึงลองไปเจอก่อนก็ได้”

“นี่มึงเห็นดีเห็นงามกับคุณหญิงนาวิกาเหรอ” ฉันมองไอ้เจตาเขียวปั๊ดทันที

“ก็ใช่ไง กูจะได้ตัดศัตรูหัวใจตัวเป้งอย่างมึงได้สักที” เจน่าหัวเราะร่วนแล้วก็ตอบออกมาอย่างนั้น มันเองชอบผู้หญิงเหมือนกัน และชอบมาตั้งแต่เกิด ซึ่งไอ้คำว่าศัตรูหัวใจที่มันพูดถึงก็คงเป็นเพราะผู้หญิงหลายคนที่มันไปจีบไม่ชอบมันแต่ดันมาชอบฉันมากกว่า

ฉันเลยกลายเป็นศัตรูหัวใจตัวเป้งของมัน

“ไอ้เจ! กูซีเรียส” นี่เพื่อนไง แล้วฉันก็ยังเป็นเจ้านายของมันอีกด้วย

“สวัสดีซีเรียส เราชื่อเจน่า”

“อีเหี้ย” คราวนี้ฉันใช้หมอนอิงใบเดิมเขวี้ยงใส่หน้าของผู้เป็นเพื่อนที่นั่งจิบไว้อยู่เก้าอี้โซฟาด้านข้าง ทำเอาไวน์ราคาแพงในมือหกกระเด็นออกมา

“เห้ย ของแพงนะ”

“เรื่องของมึง” ฉันกำลังหงุดหงิดอยู่

“เอางี้ มึงก็หาแฟนปลอมๆ หลอกแม่ไงว่าเนี่ยมึงมีแฟนอยู่แล้วแต่งงานไม่ได้ แม่มึงก็ต้องจำยอมยกเลิกงานแต่ง ส่วนมึงกับแฟนปลอมก็ต้องแสดงให้สมบทบาท เอาไปเอามาก็จะเริ่มหวั่นไหวให้กันและกันแล้วตกหลุมรักอีกฝ่ายจริงๆ คราวนี้มึงก็ไม่จำเป็นต้องหลอกแม่อีกต่อไป”

“เออ กูเห็นควร”

“ใช่มะๆๆ”

“เห็นควรว่ามึงต้องเลิกอ่านนิยายได้แล้ว” เจน่ามันเป็นคนชอบอ่านนิยายรักน่ะ ไม่ว่าจะแนวชายหญิง ชายชายหรือหญิงหญิงมันก็อ่านได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกับอีนักเขียนอะไรนะที่นามปากกาCastle-G โคตรเพ้อเจ้อเลย

“นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา งั้นมึงก็เตรียมตัวมีผัวได้เลย”

“ก็กูไม่อยากแต่งอะ มันไม่มีทางออกดีๆ แล้วเหรอ” จะให้ฉันเดินไปยกเลิกงานแต่งกับคุณอาชิราก็ไม่ได้ ฉันเองก็เกรงใจฝ่ายนั้นอยู่มากโขเนื่องขากเขาช่วยครอบครัวของเราเอาไว้เยอะมาก

“นี่ไอ้ฉาย กูคิดออกแล้ว ในเมื่อมึงยกเลิกเองไม่ได้มึงก็ให้ฝ่ายชายเป็นคนยกเลิกดิ”

“บ้าเหรอ กูก็บอกไปแล้วว่ากูเกรงใจคุณอา”

“ก็ให้ลูกชายของเขาเป็นฝ่ายขอยกเลิกไง” คราวนี้เจน่าเริ่มพูดจาเข้าหูฉันมากขึ้น

“ยังไงอะ ก็ได้ยินว่าเขาโอเคเหมือนกันนี่” คุณหญิงเป็นคนบอกฉันเองกับปากว่าไอ้คนชื่อเกสอะไรนั่นไม่คัดค้านงานแต่งงานสักนิด

“มึงก็ต้องไปเจอเขาแล้วทำให้เขาไม่โอเคกับมึงไง”

ทำให้เขาไม่โอเคกับฉันเหรอ?

“แล้วมันต้องทำยังไงวะ” ฉันคิดไม่ออกเลย

“มีสมองก็คิดเอาเองบ้างป้ะ กูเกริ่นให้แล้วที่เหลือมึงไปหาทางเอาเอง” เจน่าพูดจบมันก็ปาหมอนอิงที่ฉันเคยปาใส่มันกลับมา และเจ้าตัวก็เดินหายเข้าไปในห้องครัวประหนึ่งที่นี่คือบ้านของมันเสียเอง

อืม..ที่เพื่อนมันแนะนำก็น่าสนใจนะ ในเมื่อฉันกระอักกระอวนใจที่จะคัดค้านงานแต่งนี้ฉันก็ต้องให้อีกฝ่ายเป็นคนคัดค้านแทนซะสิ

“เฮ้ เดี๋ยวนะเจน่า พรุ่งนี้มึงมีถ่ายเอ็มวีตอนเช้าอย่าดื่มเยอะอย่าตื่นสายนะเว้ย ไม่งั้นกูปรับเงินแน่” ไม่ได้ขู่ธรรมดานะแต่ทำจริงด้วย

“เออรู้แล้วน่า เป็นบอสหรือเป็นแม่กันแน่วะ”

 

 

Image result for Irene 2019 gif
บอสฉุยฉายแห่ง NV ENTERTAINMENT
Image result for moonbyul mamamoo gif
เจน่า ศิลปินเดี่ยวแห่ง NY ENTERTAINMENT

 

Castle-G's Talk

กลับมาอัพแล้วนะคะ ;^; แต่ว่ารีไรท์เนื้อหาเล็กน้อย

ส่วนพล็อตยังมีเค้าโครงเดิม คาแรกเตอร์ตัวละครเปลี่ยนแปลงบ้าง

แนวไหนคงตอบให้ไม่ได้ เอาเป็นว่ามันคือแนวของจีค่ะ 555

___________________________________________

เข้าไปพูดคุยกันได้ที่ #ลองรักเกส ในทวิตเตอร์ได้ค่า

อยากปล่อยให้จีเล่นอยู่คนเดียว 55555555555

เฟซบุค : Castle-G | ทวิตเตอร์ : @castleglint

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

116 ความคิดเห็น

  1. #81 My_smile (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 10:17
    มีความนิยายcastle-g55555555555555
    #81
    0
  2. #78 ✨•P•u•y•z•Z•i•i•✨ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 21:44
    ทั้งเจ้านายทั้งลูกน้อง กวนนนนนนน
    #78
    0
  3. #2 P A L M M Y (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 14:55
    รอค่าาาาาาาา
    #2
    0
  4. #1 Meawwk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 05:27
    รอค่าาาา
    #1
    0