[Boy's Life] คุณนางเอกครับ โปรดอย่าเปลี่ยนผมเป็นนายเอกเลย

ตอนที่ 20 : เรื่องชวนกุมขมับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,382
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 174 ครั้ง
    26 ก.ค. 62



*แก้เนื้อหาตัวนิยายนิดหน่อย
- ตัวเกมคลาเฟนาจบในหนึ่งปีค่ะ (เดี๋ยวย้อนกลับไปแก้อีกทีตอนรีไรต์)

ตอนนี้แต่งง่ายกว่าที่คิด แต่ก็ยากกว่าที่คิดเหมือนกันแฮะ...

___________________________________

 

20

เรื่องชวนกุมขมับ

 

พวกเราแก้เอกสารกันจนถึงเย็นกว่าจะถึงสองแผ่นสุดท้าย ผมจิบชาเข้าไปกี่แก้วแล้วก็ไม่รู้ แต่มันก็มีเติมมาเรื่อยๆ เช่นกัน

คิดไปคิดมา นี่ก็เหมือนเป็นการฝึกงานของเอลิออตเลยแฮะ เห็นว่าเดี๋ยวเอกสารพวกนี้ก็ต้องไปผ่านตาองค์ราชาโดยตรงอีก...ทางผมไม่ค่อยได้เจอเขาเท่าไหร่ จะเจอก็แค่ตอนบังเอิญ ตอนเขามาหาเอลิออต หรือช่วงงานใหญ่เท่านั้นเอง แถมผมไม่เคยคุยกับเขาด้วยเลยไม่รู้ว่านอกเวลางานเขาเป็นคนยังไง

ผมเคยถามเอลิออตเหมือนกัน เขาตอบกลับมาว่า เป็นคนที่น่าเคารพและไม่น่าเคารพที่สุดเท่าที่เคยเจอมา เท่านั้นเอง แล้วก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยเหมือนไม่อยากพูดถึง ผมเลยไม่ถามต่อ

“ประเทศซาร์มาขอวิทยาการการเพาะปลูกในเขตหนาวที่ทางเราคิดขึ้นมา แลกกับทรัพยากรที่ทางเราขาดแคลน?” ธาลิเทียสทวนเนื้อหาในเอกสารทั้งที่ยังขมวดคิ้ว ทำท่าเหมือนจะท้วงขึ้นมา ก่อนจะเป็นฝ่ายชะงักซะเอง “...แบบนี้เปิดสัญญาการค้าขายกับพวกเราเลยดีกว่าไหมขอรับ”

“เนอะ” ผมพยักหน้าเห็นด้วยสุดฤทธิ์ ผมจำได้ว่าตัวเองเขียนสรุปเอง พอองค์ชายเห็นเอกสารแผ่นนี้ถึงกับอ้าปากค้างไปเลย แถมมีพึมพำประมาณว่า ต้องใจกล้าหน้าด้านปานไหนกันด้วย

ประเทศซาร์มา...ให้ถูกคือราชอาณาจักรซาร์มาเป็นประเทศที่ติดกับทางตอนเหนือของราชอาณาจักร ภูมิประเทศหลายส่วนเต็มไปด้วยน้ำแข็ง และหิมะตกอยู่แทบจะตลอดเวลา เพราะงั้นเลยปลูกอะไรไม่ขึ้น อาหารจำพวกพืชผักจึงต้องนำเข้าลูกเดียว

แต่ตัวทางนั้นเองก็มีทรัพยากรน่าสนใจอยู่คือหินพลังงานความร้อน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมอัญมณีมนตราที่มากที่สุดในโลกด้วย ซึ่งทั้งสองอย่างไม่ค่อยมีในราชอาณาจักรซิลวาเรส

ไม่สิ หินพลังงานความร้อนนั่นพวกเราไม่มีด้วยซ้ำ

“ที่จริงข้าก็อยากรับอยู่” องค์ชายพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ถ้ามันมีวิธีที่ทำให้เขาผูกขาดเราทางอ้อมน่ะนะ”

ไอ้เด็กนี่...ผมหันขวับไปมองเขาด้วยสีหน้าละเหี่ยใจ

นายแน่ใจนะว่านายอายุสิบเจ็ด ทำไมถึงมีความคิดอยากผูกขาดประเทศอื่นโดยการถือไพ่เหนือกว่าแล้วล่ะ...

เอาเถอะ การสนับสนุนเขาเป็นหน้าที่ของผมนี่นะ

“ที่จริงก็มีอยู่สองวิธี...” ผมถอนหายใจออกมาพลางหยิบกระดาษเปล่า “วิธีแรกก็อย่างที่ธาลิเทียสพูดนั่นแหละ ตอบกลับไปว่าจะขายผลผลิตให้ประเทศนั้นมากกว่าเดิม แลกกับทางซาร์มาต้องส่งอัญมณีมนตราในปริมาณมากกว่าเดิมมาให้พวกเราด้วย”

อัตราส่วนราคาปล่อยให้พวกพ่อค้าไปคิดกันเอง พวกเราไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องส่วนนี้แต่แรกแล้ว

การค้าขายระหว่างประเทศในโลกนี้ยังต้องพึ่งการอนุมัติจากราชวงศ์อยู่ แต่ตัวคำสั่งจะถูกส่งต่อเป็นทอดๆ จนแทบไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคนอนุมัติ และเพราะพวกเราไม่ได้ไปยุ่งเรื่องราคาด้วย พวกพ่อค้าเลยไม่ค่อยโยงมาถึงราชวงศ์สักเท่าไหร่ ถึงความจริงจะไม่ใช่ความลับอะไรเลยก็เถอะ

“แต่ต้องเป็นปริมาณมากพอที่จะทำให้พวกเขาพึ่งพาเราสินะขอรับ” ธาลิเทียสพยักหน้า “ตอนกลางกับตอนใต้ของทางเราอุดมสมบูรณ์มาก น่าจะเป็นไปได้อยู่...”

“แต่แบบนั้นก็ไปเบียดการค้าประเทศอื่นเอารึเปล่า” องค์ชายเปรยขึ้นมาบ้าง “ข้าว่าไม่ควรให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นบาดหมางกันเท่าไหร่นี่สิ แถมถ้าส่งเยอะไป คนของเราจะมีกินไหมด้วย”

ก็กำลังจะเสนอวิธีที่สองอยู่นี่ไง ใจร้อนกันชะมัด

ผมยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว แต่ก็อธิบายไปด้วย

“อีกวิธีคือส่งคนของเราไปสร้างสิ่งที่เขาต้องการ โดยไม่ให้ความรู้เรื่องวิทยาการของเราแม้แต่อย่างเดียว” ผมไม่พูดสุภาพในเวลางานเพราะขี้เกียจมาก อีกอย่างคือถ้าให้พูดยาวเกินมีหวังลืมไปแล้วว่าอยากสื่ออะไร “เหมือนปล่อยเช่าวิทยาการไป ถ้าเขาทำอะไรตุกติกก็เผาทิ้งยกของกลับเลย”

มันเป็นวิธีคล้ายกับบริษัทผมในชาติก่อน คือเข้าไปติดตั้งนู่นนี่แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เขาเช่า ถ้าเบี้ยวไม่จ่ายเกินกำหนด ทางบริษัทก็จะริบชิ้นส่วนที่ติดตั้งของตัวเองคืนเป็นการสิ้นสุดสัญญาตามเงื่อนไขที่ให้เขาเซ็นเอาไว้ แต่ถ้าฝ่ายนั้นจัดหาพวกเหล็ก พวกเราก็แค่ไปแงะมันออกจนใช้การไม่ได้เท่านั้นเอง แน่นอนว่ามีระบุในสัญญาเรียบร้อยเลยเอาผิดไม่ได้

แต่ต่างกันหน่อยตรงที่รูปแบบวิทยาการที่พวกเรากำลังพูดถึง...คือสิ่งจำเป็นระดับปัจจัยสี่นี่แหละ

“น นั่นก็เลือดเย็นไปนะขอรับ...” ธาลิเทียสเหงื่อตกนิดหน่อย “ปรับให้เบากว่านี้หน่อยน่าจะดีกว่า”

และเพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ เลยมีประเด็นเรื่องมนุษยธรรมมาเกี่ยวข้องด้วย วิธีนี้สำหรับหลายคนจึงเห็นว่ามันโหดเกินไป ขนาดผมเสนอไปเองยังแย้งไม่ออกเลย

เอลิออตพยักหน้าเสริมอีกต่อเหมือนเห็นด้วยกับธาลิเทียส มือก็เขียนข้อความลงไปในกระดาษ “นอกนั้นให้ท่านพ่อคิดละกัน สมองข้าจะระเบิดแล้ว”

...โยนงานได้หน้าตาเฉยเลยวุ้ย แต่ก็ดีเหมือนกัน ผมอยากพักเต็มแก่แล้ว ตอนนี้รู้สึกเหมือนสมองทำงานจนโอเวอร์ฮีตยังไงชอบกล

เมื่อองค์ชายเขียนแนวทางแก้ปัญหาพร้อมประทับตราเสร็จ ผมถึงกับเอาหัวฟุบโต๊ะ รู้สึกหมดเรี่ยวแรงยิ่งกว่าตอนเรียนหนังสือในห้องเสียอีกหลายเท่า หากต้องทำต่ออีก วิญญาณคงออกจากร่างไปแล้ว

พอเหลือบไปมองอีกสองคนที่เหลือถึงรู้ว่าสภาพพวกเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมเท่าไหร่นักหรอก

ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ฟ้าก็เริ่มมืดจนมองอะไรไม่เห็น ธาลิเทียสเลยกลายเป็นคนจุดตะเกียงเวทรอบศาลาไปโดยปริยาย

“ขอบใจ” องค์ชายพูดยิ้มๆ แต่สีหน้าของเขาก็ดูเหนื่อยพอกันกับคนจุดตะเกียง

ถ้าบอกว่าใช้สมองอย่างเดียวไม่เหนื่อยหรอก ขอให้ไปบอกตรงนู้นนะ อย่ามาบอกกับพวกผมเด็ดขาดเชียว

หลังจุดไฟเสร็จ เขาก็เอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นสุดท้ายด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเป็นฝ่ายชะงักไป “เรื่องนี้...แลกเปลี่ยนเหรอขอรับ”

ในที่สุดหัวข้อนี้ก็มาสักที

ผมจัดการลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง “ข้าว่าน่าสนใจอยู่นะ”

“ข้าคุยกับท่านพี่แล้ว...” คนต้องไปแลกเปลี่ยนยิ้มแห้งให้ “นางบอกว่าให้พวกเจ้าตัดสินใจอีกทีหลังรู้เรื่องนี้น่าจะดีกว่า” ว่าเสร็จองค์ชายก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับอยู่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมา ผมมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าแม้แต่ผมก็ยังไม่เคยอ่าน

ไม่ใช่เพราะความจำดีหรอก ผมเคยบอกไปแล้วว่าความจำผมไม่ได้ดีเด่อะไรขนาดนั้น แต่ปกติเอกสารที่ผ่านมือผ่านตาผมแล้วจะต้องมีลายมือผมเขียนทับไปด้วยน่ะ

อีกอย่างคือลายมือในกระดาษนั่น ดูยังไงก็ขององค์หญิงไอริเซียชัดๆ

ผมมองมันแบบไม่ใส่ใจอะไรมากมายเพราะอยากกินข้าวอาบน้ำนอนใจจะขาดแล้ว ลายมือของเธอยังสวยสง่าอ่านง่ายเหมือนเดิมไม่มีผิด แถมเนื้อหานั่นก็ยัง...

เอ๊ะ?

เดี๋ยวนะ ไอ้บรรทัดนั่น...

ผมไม่ได้อ่านผิดไปแน่นะ

จากที่กำลังเบลอๆ อยู่เมื่อกี้หายเป็นปลิดทิ้ง ตามมาด้วยความรู้สึกหนาวไปถึงไขสันหลัง นิ้วมือผมกลายเป็นเย็นเยียบ

 

หนึ่งในเมืองขึ้นเริ่มแข็งข้อแล้ว ระวังตัวด้วย

 

...บรรลัยแล้วไง

ผมหันขวับไปมองธาลิเทียสอีกต่อ สีหน้าเขาจากที่ดูไม่ได้อยู่แล้วกลายเป็นดูไม่ได้หนักกว่าเดิมอีก แต่พอมองหน้าเอลิออตแล้วถึงพบว่าเขาดูไม่ยี่หระกับข่าวจากไอริเซียเลยแม้แต่น้อย

เฮ้ ขอเถอะ ช่วยใส่ใจข่าวนี้สักหน่อยได้รึเปล่า! นี่เรื่องตัวเองนะเฮ้ย!

“ท่าน/เจ้าห้ามไปเด็ดขาด!” พวกเราตวาดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แต่เขากลับมุ่ยหน้าออกมาซะงั้น

“แต่ข้าอยากไปนี่”

“ไม่ได้” ผมตอบกลับทันควัน รีบคว้ากระดาษจากมือองค์ชายมาอ่านดีๆ

เนื้อหาใจความในกระดาษแผ่นนั้นเป็นลายมือขององค์หญิงล้วนๆ แต่รายละเอียดยาวมาก

สรุปคือหัวเมืองทางตอนกลางไม่ได้ส่งเครื่องบรรณาการรายปีตามที่เซ็นสัญญากันไว้มาสองปีแล้ว แน่นอนว่าทางพวกเราส่งคนไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยคร่าวให้แล้ว แต่พวกเขากลับยืดเยื้อไม่ยอมส่งมาอีก แถมสายข่าวมีการส่งหลักฐานการซ่องสุมกำลังพลและอาวุธจำนวนมากอีกด้วย

ถ้าไม่ใช่กบฏล่ะก็ ผมยอมเสกแท่งน้ำแข็งมาแทงตัวเองเลยเอ้า!

อีกอย่าง ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าใครก็เดาได้ว่าเจ้าพวกนั้นจะทำอะไรต่อ

วิธีที่ทำให้การทหารต้องหยุดชะงัก วิธีที่ทำให้พวกเราทำอะไรไม่ได้แม้จะรู้สถานการณ์อยู่แล้วก็ตาม

การลอบฆ่าราชวงศ์

หากราชวงศ์สำคัญระดับมกุฎราชกุมารขึ้นไปสวรรคต ยังไงก็ต้องจัดงานศพ นี่ยังไม่นับกำลังใจการรบของทหารจะหดหายไปเกินครึ่ง ความสมดุลภายในสั่นคลอน

...แล้วโลกของผมก็จะพัง

“อันนี้ข้าอยู่ฝั่งท่านไม่ได้จริงๆ ขอรับ ท่านเอลิออต” ธาลิเทียสพูดเสียงเครียด “จริงอยู่ที่หากท่านไปจิกะจะมีโอกาสปลอดภัยสูงมากเพราะพวกเขาไม่ปล่อยให้ท่านตายแน่...แต่ระหว่างทางล่ะขอรับ!

เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาตะคอกออกมา เอลิออตดูตกใจมาก แต่สุดท้ายกลับยิ้มออกมา

ยิ้มทั้งที่เห็นว่าตัวเองมีโอกาสตายเนี่ยนะ

แกไม่ได้ป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายเหมือนฉันนะเว้ย มันป้องกันได้ไม่ใช่รึไง

ในเมื่อป้องกันได้ก็ทำมันซะสิโว้ย!

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นรอยยิ้มเขาแล้วรู้สึกเหมือนในอกกำลังเดือดปุดๆ

ไม่ได้ ใจเย็นไว้

อย่าเพิ่งโกรธนะตัวผม...

“ใจเย็นก่อนน่า” องค์ชายยกมือสองข้างเป็นเชิงบอกให้ใจเย็นลงหน่อย “ไม่ลองฟังเหตุผลข้าก่อนเหรอ”

“ว่ามา” ผมพูดออกมาบ้าง คราวนี้เสียงของผมกลับเรียบจนขนาดตัวเองยังตกใจ แต่ตอนนี้ไม่สนหรอก ไม่สนแล้วก็ไม่อยากจะสนด้วย “เหตุผลขององค์ชายน่ะ ว่ามาสิ”

ผมเหลือบตามองเขา แต่ตัวการถึงกับสะดุ้งเฮือก ถอยกรูดไปตัวติดกับธาลิเทียสแบบชาตินี้จะไม่จากกันเด็ดขาดยังไงยังงั้น

เอลิออตนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะยอมพูดออกมา

“แบบว่ายังไงดี เป้าหมายคือข้า ท่านพี่ ท่านพ่อแล้วก็ท่านแม่ใช่ไหม...ถ้าข้าไปจิกะได้ อย่างน้อยพวกเจ้าก็ปลอดภัยแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ” เขาทำท่าเหมือนจะยิ้มระรื่น แต่พอสบตากับผมเข้าดันกลายเป็นตัวแข็งทื่อ แล้วพยายามเค้นเสียงพูดต่อ “อีกอย่าง ข้าเองก็ไม่อยากให้วานาเซียเป็นอะไรไปด้วย”

...ไม่ไหว

ยิ่งฟังเหตุผลของไอ้เวรนี่ ผมก็ยิ่งโมโห

“บอกตรงๆ เลยก็ได้ ขอแค่วานาเซียไม่เป็นอะไร ข้าก็พอใจแล้ว” เขายิ้มออกมาอีกครั้ง “เจ้าเองก็น่าจะเข้าใจใช่ไหม เวดิอุส”

มาใช้น้องผมเป็นข้ออ้างอีก

ไม่ทงไม่ทนมันแล้วโว้ย!

โครม!

ผมลุกขึ้นพรวดจนโต๊ะเหล็กล้มเสียงดังลั่น ถลาไปใช้มือขวาคว้าคอเสื้อไอ้คนปัญญาอ่อนนั่นมาเขย่าสองสามทีหวังจะเรียกสติมันให้กลับมาบ้าง

“เจ้าบ้าไปแล้วรึไงหา! สมองกลับเรอะ!” ผมตวาดออกมาจนได้ แต่ช่างมันสิ ช่างมันทุกอย่างนั่นแหละ! “คิดว่าชีวิตของเจ้าเป็นของเจ้าคนเดียวรึไงหาไอ้โง่นี่! คิดว่าตัวเองเป็นใคร ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีญาติพี่น้องเหรอถึงกล้าตัดสินใจชุ่ยๆ แบบนั้น! คิดว่าถ้าเซียรู้ว่าเจ้าคิดอะไร นางจะดีใจเรอะ ตอบมา!

ผมทั้งตวาดทั้งตะคอกรวดเดียวจนหมด แต่น่าแปลกที่คราวนี้เขากลับกล้าสบตาผมที่ยังโมโหจนเลือดขึ้นหน้าโดยตรง ก่อนจะหลุบตาแล้วยิ้ม

“เซียคงไม่ดีใจหรอก...แต่ถ้านางมีชีวิตอยู่ต่อแล้วคิดถึง ข้าตลอดไปก็พอแล้วล่ะ”

“...”

ได้ยินแบบนี้ ผมถึงกับผ่อนแรงที่มือขวาลง แต่มือซ้ายกำหมัดแน่น

ไม่ไหวละ ขอสักทีเถอะว่ะ

ผัวะ!

ผมเงื้อหมัดซ้ายขึ้น แล้วชกหน้าเขาเต็มแรง

เอลิออตดูไม่คิดมาก่อนว่าผมจะกล้าชกหน้าเขา เขาถึงไม่แม้แต่จะหันหน้าเพื่อผ่อนแรงกระแทก สีหน้าจึงดูมึนไปพักหนึ่ง พอได้สติขึ้นมาแล้วถึงพ่นอะไรบางอย่างออกมาจากปาก

ฟันกรามหนึ่งซี่ที่ผมเป็นคนต่อยหน้าจนมันหลุด...

ผมผลักคอเจ้านั่นออกจากตัวอย่างแรงด้วยความโมโห ก่อนจะยื่นคำขาด

“หลังจากนี้จะไปฟ้องวานาเซียหรือปลดตำแหน่งข้าก็เชิญ ข้าไม่ยุ่งด้วยแล้ว” ผมพูดเสียงเย็น หยิบกระเป๋าที่กองอยู่บนพื้นแล้วเดินจากมาทั้งอย่างนั้น

_____________________________

สุดท้ายนี้ ทิ้งท้ายเหมือนเดิม
สามารถติดต่อหารือพูดคุยกันทุกเวลาได้ที่ 
- twitter: @InnocentVampir4
- fb page: Blacklight Sonata

ปล. เรื่องนี้มีเปิดระบบโดเนตใน readawrite ด้วยนะคะ ถ้าอยากอ่านเยอะๆ ก็รบกวนโดเนตเราหน่อยน้าา T_T
          ถ้าให้สารภาพจริงๆ คือเรามีเวลาแค่สองเดือนในการยืนยันว่าเราสามารถเขียนนิยายแล้วหาเงินได้ ไม่เช่นนั้นเราต้องกลับไปทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนเดิม (ออกจากบ้านเช้า กลับบ้านตีสองเกือบทุกวัน) และคงไม่ได้กลับมาแต่งนิยายเรื่องไหนอีกเลย...
          หากอยากซัพพอร์ตก็จิ้มลิงก์นี้โลดดด >>ตรงนี้<< 

ปปปล. เป็นไปได้อยากให้ไปลองอ่านนิยายเรื่องยาวของเราอีกสักเรื่องจังเลยค่ะ แค่กๆๆ! >>กดตรงนี้ๆ<<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 174 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

217 ความคิดเห็น

  1. #146 ononno (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 14:29
    เป็นเราเราก็โกรธ
    #146
    1
    • #146-1 เจ้าหมาในกะละมัง(จากตอนที่ 20)
      2 สิงหาคม 2562 / 01:59
      แต่ลงมือนี่ก็ไม่ดีนาาาา มันผิดอยู่ดีนะคะ เอลี่ยังไม่ได้ชกใครเลย!
      #146-1
  2. วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 17:24
    น่าจะเตะด้วยหมัดเดียวยังน้อยไป เจ้าช๊ายยยยยสติ!!!
    #135
    1
  3. #134 Deffy-Deefey (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 17:24
    ฟังประโยคที่ว่าแค่คิดถึงตลอดไป แล้วเดือดปุดๆแทนเวดิอุสเลยค่ะ เจ้าช๊าย นอกจากรากฟันไม่แข็งแรงแล้วยังเห็นแก่ตัวแบบน่าตบอีกสักฉาดด้วย พูดมาได้ยังไงน่ะคะ อย่างกับตัวเองไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตายงั้นแหละ ฮึ่ยยยย(,-,
    #134
    1
    • #134-1 เจ้าหมาในกะละมัง(จากตอนที่ 20)
      26 กรกฎาคม 2562 / 19:59
      รากฟันเอลี่แข็งแรงดี แต่เวดิอุสแรงแขนเยอะตามประสาคนแกว่งดาบฟันดาบทุกวันเองค่ะ 55555
      #134-1
  4. #133 Phoenix Wind (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 13:05

    เวดีอุสนายควรจะซ้ำเจ้าชายอีกสักหมัดนะ เจ้าชาย นายจะให้วานาเซียเศร้าไปตลอดชีวิตเลยรึไง

    #133
    1
    • #133-1 เจ้าหมาในกะละมัง(จากตอนที่ 20)
      26 กรกฎาคม 2562 / 21:22
      นั่นแหละค่ะเอลี่ ความคิดพี่แกไม่เหมือนคนทั่วไปสักเท่าไหร่ 555555
      #133-1
  5. #132 Blue magic (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 11:47

    รากฟันอ่อนเเอไปนะคะเจ้าชาย ทำไมต่อยทีเดียวฟันกรามหลุดออกมาเเบบเน้!! (กรีดร้องรัวๆ) ปกติมีเเค่ปากเเตกเท่านั้นเองนะ ฮือๆๆ

    #132
    1
    • #132-1 เจ้าหมาในกะละมัง(จากตอนที่ 20)
      26 กรกฎาคม 2562 / 12:53
      มือซ้ายมือถนัดเวดิอุสค่ะ อย่าดูถูกแรงแขนของคนที่แกว่งดาบฟันดาบมาทั้งชีวิตเชียว...
      #132-1
  6. #131 Hikaerin (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 09:21

    บอกว่าถึงตัวเองไม่อยู่แต่แค่เซียคิดถึงตลอดไปก็พอแล้ว

    นายจะบ้าเหรอเอลี่! แบบนั้นมันเห็นแก่ตัวไปหน่อยมั้ย แทนที่จะห่วงตัวเองทำอะไรไม่นึกถึงคนอื่นเล้ยย

    แต่เวดี้นายก็ดุไป๊... แต่อีกใจนึกก็คิดว่าสมควร -,- //อินจัด

    #131
    1
    • #131-1 เจ้าหมาในกะละมัง(จากตอนที่ 20)
      26 กรกฎาคม 2562 / 13:05
      เราก็ผิดเองที่อธิบายได้โกรธไม่พอ แต่ไว้ไปแก้ตอนรีไรต์รวมเล่มละกัน เย่

      //แต่สมน้ำหน้าจริงๆ
      #131-1
  7. #130 amyhunter (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 07:12

    ฟันหักเลย ขุ่นพระ!!

    #130
    0
  8. #129 Jerina (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 07:08
    เข้าใจน้องเลย เวลาอ่านนิยายเจอพวกตัวเอกเอาตัวเองไปเป็นเหยื่อล่อนี่คืออยากตบกระโหลกมาก ทำอะไรไม่คิดถึงความรู้สึกคนรอบข้าง
    #129
    1
    • #129-1 (จากตอนที่ 20)
      28 กรกฎาคม 2562 / 03:29
      เอลี่เขาก็เห็นความสำคัญของตัวเองนะคะ!
      #129-1
  9. #128 chinalovely (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 05:35
    เกรี้ยวกราดมากค่าา
    #128
    0