[Boy's Life] คุณนางเอกครับ โปรดอย่าเปลี่ยนผมเป็นนายเอกเลย

ตอนที่ 2 : พระเอกและองค์ชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 371 ครั้ง
    23 พ.ค. 62


2

พระเอกและองค์ชาย

 

หลังจากที่เจออาหารตาจนอิ่มสมอง ท้องว่างๆ ของผมก็เริ่มประท้วงขึ้นมาจนได้

หิว...หิวใช้ได้เลยแฮะ

ฝูงชนในชุดยูนิฟอร์มพากันเฮโลออกจากฮอลล์อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ผมกับธาลิเทียสยังนั่งอยู่...หากผมเป็นเวดิอุส เชอร์มาลล่ะก็ จะปล่อยให้องค์ชายอยู่คนเดียวนานเกินไปไม่ได้

ถึงผมจะเป็นเพื่อนเขา แต่ก็เป็นองครักษ์เขาด้วย ปล่อยให้อยู่เฉยๆ ก็คงถือว่าทำหน้าที่ได้บกพร่อง

คงเพราะผมบ้างานด้วยส่วนหนึ่ง ตอนสมัยก่อนป่วยตายก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาผู้บริหารผู้พร้อมสแตนด์บายเหมือนกันยกเว้นช่วงวันหยุด ถ้าตอนนี้ผมไม่ทำงานองครักษ์ตามหน้าที่ผมจะรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับงาน

ที่แน่ๆ ถ้าผมหิวขนาดนี้ ธาลิเทียสก็คงหิวไม่แพ้กัน และเขาเป็นแค่เพื่อนของผมและองค์ชายเอลิออตเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องรอเขาเหมือนผม เลยหันไปบอกยิ้มๆ

“เจ้าไปหาอะไรกินก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวพวกข้าตามไป”

และเป็นไปตามคาด พ่อพระเอกเกมส่ายหัวไปมา “ข้าปล่อยให้ท่านรอคนเดียวไม่ได้หรอกขอรับ อีกอย่าง เพื่อนรอเพื่อนมันปกติไม่ใช่หรือ”

ได้ยินแบบนี้ผมก็ได้แต่ยิ้มค้าง

นิสัยพระเอกชะมัด แต่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีล่ะนะ ถึงอย่างนั้นจะให้รอต่อไปก็คงไม่ดีเท่าไหร่ ขอให้เขาไปดูวานาเซีย  เชอร์มาลให้ผมหน่อยจะได้ไหม...ถ้าถามแบบนี้เดี๋ยวก็จะมีเรื่องความเหมาะสมโผล่ขึ้นมาอีก

ยุ่งยากชะมัด

อะ จะว่าไป ที่มาความเป็นเพื่อนระหว่างดยุกกับมาร์ควิสไม่มีบอกในเกมนี่นา แบบนี้ทำให้ผมอยากรู้ขึ้นมาเลยแฮะ ทำท่าทีถามระลึกความหลัง บรรยากาศตอนนี้ก็ให้มาก ให้สุดๆ ไปเลย

ผมประชดน่ะ

พวกเราอยู่มุมอับด้านข้างเวที ห้องก็เลยสลัวๆ ข้างบนมีเปิดไฟมนตร์เอาไว้ให้องค์ชายทรงงานได้สะดวก แต่สว่างพอจะเล็ดลอดมาถึงพวกเราแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง

ผมเอนตัวพิงกำแพง ยกมือขึ้นกอดอก ส่วนธาลิเทียสก็ลงไปนั่งกับพื้นซะอย่างนั้น สีหน้าบ่งบอกว่าหิวมากอย่างปิดไม่มิดเอาเสียเลย

“ชวนข้าคุยที” ผมตัดสินใจหาเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจตัวเอง ที่สั่งให้อีกฝ่ายชวนคุยเพราะผมคิดหัวข้อบทสนทนาไม่ออกนี่แหละ

คนโดนสั่งดูจะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ “ท่านอยากคุยเรื่องอะไรล่ะขอรับ”

ผมคิดไม่ออกก็เลยให้นายคิดนั่นแหละ อย่าโยนกลับมาแบบนี้สิว้อย!

จะว่าไป เพราะเวดิอุสเป็นนายร้าย แถมยังจีบไม่ได้ด้วย ประวัติตัวละครในเกมเลยไม่มีเขียนถึงผมเลย ยังดีที่พอหัวโขกพื้น ความทรงจำตอนเด็กของผมก็ไม่ได้หายไป อารมณ์เลยเหมือนตัวเองกำลังดูเนื้อเรื่องฝั่งนายร้ายไปด้วยยังไงยังงั้น

เพราะนายร้ายขึ้นว่าเป็นตัวละครที่จีบไม่ได้ และยังเป็นศัตรูกับนางเอกอีกต่างหาก ในเกมเลยไม่มีข้อมูลตัวละครบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับเขามาก ขนาดหน้าแนะนำตัวละครยังไม่มีบอกประวัติให้ แล้วผมดันเป็นพวกชอบเก็บเนื้อเรื่องด้วย เจออะไรแบบนี้จะชอบใจก็ไม่แปลก

หนีเดธแฟล็กไปด้วย เสพเนื้อเรื่องไปด้วยน่าจะดี...

ผมนั่งทวนความทรงจำวัยเด็กของเวดิอุสเล็กน้อย แล้วเหมือนจะเจอความทรงจำเกี่ยวกับการต่อสู้อยู่ด้วย เลยลองถามดูดีกว่า

“ถ้าอย่างนั้น ธาลิเทียส...” ผมเว้นไปเล็กน้อย “พวกเราสนิทกันเพราะสู้กันรึเปล่า”

พระเอกของเรื่องดูจะชะงักไป ผมเลยเหลือบไปมองแล้วเห็นเขาทำสีหน้าคาดไม่ถึงออกมาชัดเจนแจ่มแจ้ง...หรือว่านี่ไม่ใช่นิสัยของตัวร้ายเลยสักนิด เลยตัดสินใจถามต่อ “ข้าพูดอะไรผิดเหรอ”

“อะ เปล่าขอรับ!” เขายกมือขึ้นแย้ง ก่อนจะเกาหัวตัวเองไปตามระเบียบ “พอดีท่านไม่ค่อยพูดอะไรแบบนี้กับใครเท่าไหร่ พอมาพูดกับข้าแล้วรู้สึกแปลกๆ”

ผมนิ่งไป ก่อนที่สุดท้ายจะถอนหายใจออกมา

“คิดซะว่าข้าลื่นล้มหัวฟาดพื้น สติเลยเลอะเลือนก็แล้วกัน”

ตัวคนฟังดูจะอึ้งไปพอสมควร ธาลิเทียสถึงกับหลุดอุทาน “สรุปท่านหัวฟาดพื้นจริงเหรอขอรับ”

...พอโดนถามย้ำแบบนี้แล้วรู้สึกอับอายชะมัด อับอายจนได้แต่พยักหน้ายอมรับอย่างสงบ แต่หน้าของผมดันรู้สึกร้อนขึ้นมานิดหน่อยเลย

“เจคอบบอกมาอีกทีน่ะ” ผมพูดเสียงแผ่ว มือที่กอดอกอยู่ยกมือมาปิดตาตัวเองเพื่อซ่อนสีหน้าหน่ายใจเอาไว้ พอได้ยินเสียงหัวเราะพรืดของคุณพระเอกเกมแล้วผมอยากจะไปกระทืบคนมากกว่าเดิม “เอ้า ข้าชวนคุยแล้วก็ตอบข้าสิ”

เพื่อนของผมนี่ดูจะนิสัยไม่ดีกันทุกคนจริงจัง

“พวกเราเจอกันตอนอายุแปดขวบขอรับ เพราะองค์ชายทรงต้องการที่ปรึกษาและองครักษ์ประจำตัวที่อายุใกล้เคียงกับพระองค์เป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิด” ธาลิเทียสเริ่มเล่าให้ฟัง “เพราะอย่างนั้นบุตรที่อายุเจ็ดถึงสิบสองปีจึงถูกส่งเข้างานประลองกันหมด...”

เป็นเด็กเป็นเล็ก อายุก็แค่เก้าขวบ แต่ความต้องการแก่แดดจังนะองค์ชาย...ไม่สิ ถึงบอกว่าต้องการอย่างคนช่วยงานที่อายุใกล้เคียงกันจะได้คุยกันสะดวกก็เถอะ ผมว่าเขาคงเหงาเหมือนกัน ในวังมีแต่พี่สาวคนเดียวที่อายุใกล้เคียงเขา เป็นใครก็คงอยากได้เพื่อนเพศเดียวกันมาอยู่ด้วยกันบ้าง

พอฟังที่คนร่วมชะตากรรมความหิวเล่า สมองผมเหมือนจะจำเหตุการณ์คร่าวๆ ได้แล้ว

ส่วนหนึ่งเพราะเวดิอุสถือเป็นตัวผมในชาตินี้ด้วยละมั้ง แค่มีความทรงจำชาติก่อนแทรกเข้ามาด้วยเท่านั้นเอง

“การแข่งขันเป็นแบบแพ้คัดออก แล้วก็ปล่อยของทั้งเวทและดาบได้ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นฆ่าแกงกันสินะ” นึกแล้วผมก็รู้สึกว่าตัวเองเก่งใช้ได้ “ข้าชนะเพราะเวท แต่ถ้าประลองดาบกันเพียวๆ ข้าแพ้เจ้าแน่”

ตอนนี้ก็ยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน ธาลิเทียสไม่มีวันชนะเวทผม ธาตุเวทมนตร์แต่กำเนิดเขาคือธาตุไฟ แต่ของผมคือธาตุน้ำ และผมเชื่อว่าตัวเองเก่งมากที่ควบน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็งได้ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ขนาดอาจารย์สอนเวทมนตร์ผมยังเอ่ยชมเลย

อา เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สาวผมในชาติก่อนถึงบ่นเสียดายอยู่ว่าตัวเกมไม่ยอมเปิดให้จีบเวดิอุสสักที ทั้งที่ความจริงนอกจากความเป็นบารอนของนางเอก ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้ด้อยมากถึงขั้นน่าเกลียด แถมตัวนายร้ายเองก็ไม่ได้เป็นพวกเหยียดชนชั้นด้วย

ถ้าว่ากันตามตรง ขุนนางในโลกนี้มีห้าชนชั้น คือดยุก มาร์ควิส เอิร์ล ไวส์เคานต์ และบารอน ผมเป็นดยุก ธาลิเทียสเป็นมาร์ควิส อยู่ชนชั้นต่ำกว่าผมแท้ๆ แต่เพิ่งหัวเราะที่ผมลื่นล้มหัวฟาดพื้นได้หน้าตาเฉยเมื่อกี้อยู่เลย นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเวดิอุสควรจะเป็นตัวละครที่จีบได้

พอคิดแบบนี้ผมก็เริ่มสงสัยขึ้นมาบ้างแล้ว ในเกมก็ไม่มีบอกเหตุผลด้วย แต่เอาไว้ก่อนละกัน

“หลังจากนี้ก็เหมือนเดิมก็แล้วกัน” ผมก้มมองพลางยิ้มบางให้ “รบกวนด้วยนะ”

“ขอรับ!

ดวงตาสีม่วงของเขาฉายประกายแวววาวกว่าที่เป็น ผมเห็นแบบนั้นยังไงก็ต้องรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยตัวเองก็มีเพื่อนที่ดีท่ามกลางสังคมขุนนางจอมปลอม

ตอนแรกที่พวกผมยังเด็ก ผมนึกว่าตระกูลของพวกเราจะระหองระแหงกันแล้ว เพราะตำแหน่งที่ผมอยู่ใครๆ ก็อยากได้ แล้วผมดันได้มาอย่างเฉียดฉิว ซึ่งผมก็กะจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นเพราะมันไม่ใช่ธุระกงการอะไร อย่างไรเสียดยุกก็มียศสูงกว่าตระกูลมาร์ควิส ถ้าตระกูลอีกฝ่ายจะเกลียดตระกูลผม ก็บอกเลยว่ามันมีแต่เสียกับเสีย

ถ้าไม่ติดว่าสีหน้าตอนเขาแพ้ดูไม่ได้เสียใจหรือแค้นเคืองผมเลยสักนิด กลับกัน หน้าของเขาซีดเผือดเหมือนกลัวอะไรบางอย่างจนผมแอบเห็นใจ ตัดสินใจเลือกจะชมเขาตอนนั้นเลยว่าเพลงดาบของเขาดีกว่าผมมาก เป็นไปได้มาช่วยสอนเคล็ดลับหน่อย

แต่รู้ตัวอีกทีผมก็ต้องเรียนนู่นเรียนนี่พร้อมองค์ชายแล้ว เลยคุยกับองค์ชายให้เอาธาลิเทียสเข้าๆ ออกๆ วังจนเป็นเรื่องปกติมาด้วยอีกคน เพื่อที่เขาจะได้ไม่โดนพ่อแม่ด่าด้วยประการฉะนี้

ผมรู้ว่าตัวเองมีความสามารถด้านดาบพอสมควร แต่เจ้าคนอยู่ข้างๆ นี่เก่งกว่าผมหลายขุม...แต่ขอย้ำอีกรอบว่าเพลงดาบไม่ใช่ทุกอย่าง และเวทมนตร์ก็ไม่ใช่ทุกอย่างถ้าไม่ใช่นักเวท ผมจำเป็นต้องขัดเกลาดาบของตัวเองอยู่

“หิวชะมัด...” พอหมดเรื่องคุย ความหิวก็เข้าแทรกเหมือนเดิมจนต้องบ่นอุบ ส่งสายตาจิกกัดให้ตัวต้นเหตุอย่างไม่คิดปิดบัง พอดีกับตัวต้นเหตุที่ว่าคุยเรื่องงานจบแล้วเลยหันหลังกลับมาพอดี

ความจริงผมก็ควรจะไปทำงานที่ปรึกษาองค์ชายเหมือนกัน แต่เฮ้! ผมเพิ่งหัวกระแทกอย่างแรงมานะ รุนแรงจนระลึกชาติได้เลยด้วย ควรจะไปนอนพักมากกว่ามาทำงานด้วยซ้ำเถอะ!

ชาติก่อนผมเป็นพวกบ้างาน แต่ก็ไม่ได้บ้างานจนเกินพอดี ใช้โควตาลากิจลาป่วยได้ครบทุกปีอีก ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่กลับไม่มีใครว่าอะไรเลยสักนิด (ก็คุณภาพงานมันสำคัญกว่าเวลาเข้าทำงานเยอะนี่นา คุณก็เห็นด้วยใช่ไหม)

องค์ชายเอลิออต ริมาเนียส คอร์เวลโบกมือยิ้มให้พวกผมโดยไม่สนสีหน้าของผมเลยสักนิด

“ว่าไงทั้งสองคน” น้ำเสียงขององค์ชายเอลิออตยังคงความน่าฟังเอาไว้ มันเป็นเสียงปกติของเขาอยู่แล้ว ไม่มีการดัดเสียงเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะหันมาทางผม “จูบพื้นจนสลบไปรู้สึกยังไงบ้าง”

...นี่ผมทนเสวนากับไอ้องค์ชายนี่โดยไม่ตั๊นหน้ามันสักครั้งในชีวิตได้ยังไงกันนะ

ผมยิ้มแยกเขี้ยวกลับไปอย่างไม่เกรงใจ “ดีจนเห็นดาวเลยล่ะ อยากลองบ้างไหมพ่ะย่ะค่ะ” อย่าตกใจ พวกเราไม่ได้ทะเลาะกัน แต่บทสนทนาของพวกเราเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว

มันปกติจนคนดีสายพระเอกจ๋าอย่างธาลิเทียสหันหน้าไปอีกทาง กลั้นขำกึกๆ จนไหล่สั่น ทั้งที่ถ้าเจอคนทะเลาะกัน เจ้าหมอนี่จะเป็นคนกระโดดไปห้ามเป็นคนแรก

“ไว้ถ้าข้าอยากลองแล้วจะบอกเจ้าเป็นคนแรกเลยก็แล้วกัน ดีไหม” ผมได้ยินก็ถอนหายใจ พูดอะไรเกรงใจตำแหน่งผมหน่อยก็ดีนะเฮ้ย

“ถ้าอยากไล่กระหม่อมออกขนาดนั้นก็ไม่ต้องลงทุนสั่งให้ประทุษร้ายพระองค์ก็ได้...” ละเหี่ยใจชะมัด ทำจริงเผลอๆ นอกจากโดนไล่ออกแล้ว มีโดนเฉียดหัวออกจากสังคมชนชั้นสูงอีกแหง

องค์ชายเอลิออตเป็นคนที่วางตัวดีมาก แต่ถ้าไม่ได้คุยเรื่องงานงานและอยู่ด้วยกันสามคนแบบไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยก็...ตัวตนที่แท้จริงเขาก็เป็นแบบนี้แหละ

ไม่นับที่อยู่กับวานาเซียนะ อันนั้นนี่คำว่า เมินมันทุกสิ่งอย่าง ถือว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ

คิดแล้วน่าหมั่นไส้ชะมัด

“ไปกันเถอะขอรับ” ธาลิเทียสผายมือให้องค์ชายเดินนำ ส่วนพวกเราก็เดินตามไปทั้งอย่างนั้น

 

“ว่าแต่ท่านเอลิออตคิดจะเตรียมอะไรให้คู่หมั้นล่ะขอรับ” ธาลิเทียสถามในระหว่างทางไปที่จัดงานด้านหลังตึก ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมที่ถ้าใครมีคู่หมั้นก็ต้องเตรียมของขวัญไว้ให้

แน่นอนว่างานนี้มีหรือที่องค์ชายจะพลาด

ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นปิ่นปักผมจากฝั่งตะวันออก...วานาเซียที่เป็นเพื่อนนางเอกจะหวงปิ่นปักผมอันนี้มากแม้จะถูกนอกใจถ้าไปเล่นรูตองค์ชายเข้า แต่เธอจะไม่ได้รังควานนางเอกของเกมเลยนอกจากทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน

ในความคิดผมคือ ถ้านางเอกเข้ารูตองค์ชาย อารมณ์มันเหมือนเราไปเล่นเป็นนางร้ายมากกว่านางเอกเสียอีก ต่างจากเกมอื่นลิบลับ 

ก็พวกเขารักกันขนาดนี้...พี่สาวผมในโลกก่อนยังบ่นเลยด้วยซ้ำว่ารูตองค์ชายเล่นแล้วเหมือนไปแย่งของเขามาเลย ซึ่งผมเห็นด้วยสุดๆ

และรูตของเจ้าองค์ชายปากหมานี่ก็เป็นรูตเดียวในเกมที่ต่อให้เข้าแฮปปี้เอนด์ก็ยังรู้สึกหนัก พี่สาวผมไม่ค่อยชอบ แต่ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลดีนะ

ไปแย่งคนรักเขามา ก็ต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมาด้วยให้ได้

“ปิ่นปักผมน่ะ” เอลิออตตอบ สีหน้าของเขาดูอ่อนโยนขึ้นมากเมื่อนึกถึงคนที่เขาจะให้ของขวัญด้วย “พวกเจ้าคิดว่านางจะชอบไหม”

นั่นไง คิดไว้ไม่ผิดจริงๆ ด้วย

และคำถามนี้ไม่มีใครกล้าตอบแบบขอไปทีเสียด้วย วานาเซียไม่ใช่พวกเรื่องมาก แต่เท่าที่ผมจำได้คือมีช่วงหนึ่งที่พอผมต้องย้ายไปทำหน้าที่ในวัง เธอไม่ชอบใจมากเสียจนพอเจอคู่หมั้นตัวเองครั้งแรก (พวกเขาหมั้นกันตอนองค์ชายสิบขวบ วานาเซียอายุเจ็ดขวบ) ก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่ แลบลิ้นทำหน้าประหลาดให้อีกต่างหาก

เอ่อ ถ้านั่นทำให้องค์ชายหลงรักเธอ ผมคงต้องบอกว่ารสนิยมเขาแปลกประหลาดเกินใครเปรียบจริงๆ

ผมเหลือบมองธาลิเทียสเล็กน้อย ก่อนจะจัดการเปลี่ยนหัวข้อให้เสร็จสรรพ “ปิ่นปักผมจากทิศตะวันออกที่พระองค์ทรงเจรจาเปิดการค้าด้วยสำเร็จตอนอายุสิบสามน่ะหรือ”

“พวกเราช่วยกันต่างหาก” องค์ชายเอลิออตสวนกลับทันควัน

ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลยเถอะ คนเริ่มความคิดสุดโต่งน่ะคือองค์ชาย เขารวบรวมขุนนางมีฝีมือทั้งหมดมาคุยเรื่องความเป็นไปได้การค้าด้วยซ้ำ ผมแค่มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เรียบเรียงเอกสาร แล้วส่งให้องค์ราชาดูเท่านั้นเอง

แน่นอนว่าหลังจากนั้น องค์ชายเอลิออตจึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมกุฎราชกุมารอัจฉริยะ แต่เจ้าตัวดูไม่ชอบใจเท่าไหร่เพราะผมไม่ได้เครดิต...ก็แหงล่ะ การมีองค์ชายสุดปรีชาต้องดีกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาฝีมือดีอยู่แล้ว ตำแหน่งของเขาถือเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศเชียวนะ ถ้าสบโอกาสจะโอ้อวดบ้างก็ไม่แปลกสักหน่อย จะไม่พอใจไปทำซากอะไรเนี่ย

“แล้วพวกเจ้าก็ไม่ตอบคำถามข้า” องค์ชายเดาะลิ้นไม่พอใจจนได้

ก็ใครจะตอบได้วะ เดี๋ยวปั๊ดกระทืบเลยนี่!

ไม่สิ ผมตอบได้นี่หว่า แต่เจ้านี่มันน่าหมั่นไส้เกิน ผมไม่ตอบหรอก!

____________________________

สามารถติดต่อหารือพูดคุยกันทุกเวลาได้ที่ 
- twitter: @InnocentVampir4
- fb page: Blacklight Sonata

ปล. เรื่องนี้มีเปิดระบบโดเนตใน readawrite ด้วยนะคะ ถ้าอยากอ่านเยอะๆ ก็รบกวนโดเนตเราหน่อยน้าา T_T
ถ้าให้สารภาพจริงๆ คือเรามีเวลาแค่สองเดือนในการยืนยันว่าเราสามารถเขียนนิยายแล้วหาเงินได้ ไม่เช่นนั้นเราต้องกลับไปทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนเดิม และคงไม่ได้กลับมาแต่งนิยายเรื่องไหนอีกเลย...หากอยากซัพพอร์ตก็จิ้มลิงก์นี้โลดดด >>ตรงนี้<< 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 371 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

217 ความคิดเห็น