[END] MARKBAM RAPPER #มาร์คแบมแร็พเปอร์

ตอนที่ 38 : MARKBAM RAPPER # 29

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,793
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    29 พ.ค. 60

Chapter 29

 

 

 

 

 

 

 

 

แล้วมันก็เป็นอย่างที่คาดไว้ความทรมานจากการปวดแผลเรียกให้มาร์คต้องตื่นมาขอยาเพิ่มกลางดึกก่อนจะพยายามข่มตานอนเพื่อลืมความเจ็บที่สีข้างซึ่งยากพอสมควร หลังจากนั้นเช้าต่อมาก็มีพี่ๆน้องๆที่รู้จักทั้งในและนอกวงการรวมถึงคนจากบริษัททยอยมาเยี่ยมหนาตา ถึงจะรักความสันโดษและอยากนอนพักเงียบๆขนาดไหนแต่มาร์คก็รู้ดีว่าเขาต้องรักษามารยาทตอบรับความเป็นห่วงและยกยิ้มทักทายทุกคน

 

ส่วนครอบครัวก็ติดต่อมาหาทันทีที่รู้ข่าวและบอกว่ากำลังเคลียร์งานและจะรีบเดินทางมาให้เร็วที่สุด มาร์คบอกปัดไปแล้วว่าอาการไม่ได้แย่อะไรแต่ก็พอรู้ว่าสภาพที่มีสายยางโยงเต็มตัวคงจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ใจชื้นขึ้นมาสักเท่าไหร่

 

แม้จะถูกห้ามไม่ให้เข้ามาด้านในแต่กองทัพนักข่าวก็รอทำข่าวอยู่ด้านนอกหลากหลายสำนัก เป็นอีกครั้งที่ทีมาร์คจับจองพื้นที่ข่าวด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพ มีคนให้ความสนใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้มากพอสมควรเพราะมันเกิดขึ้นบนเวทีต่อหน้าผู้คนนับร้อยอีกแล้ว ความตื่นตระหนกและการส่งข่าวปากต่อปากเป็นผลทำให้ข่าวลือมากมายถูกแพร่สะพัด คลิปวิดีโอถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์

 

อาการจริงๆจะหนักเบาแค่ไหนก็ช่างข่าวลือที่ส่งต่อกันไปจะเพิ่มความร้ายแรงยิ่งกว่าอีกหลายเท่า มันเป็นธรรมดาของสังคมเป็นเรื่องธรรมดาของการส่งสาสน์ที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรอผลวินิจฉัยจากแพทย์และการตัดสินใจเรื่องงานจากทางค่าย ทุกอย่างจึงต้องรอเวลาและปิดปากเงียบจนกว่าจะแน่ใจและประกาศอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าช่วงนี้มาร์คก็ต้องกลับมาพักงานอีกครั้งอย่างไม่มีกำหนดทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานหลังจากการพักครั้งก่อนเลย

 

 

แบมแบมยังคงงานยุ่งจากตารางงานเดิมๆของตัวเองที่รับเอาไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้าแต่ทุกครั้งที่มีเวลาซึ่งบางครั้งก็อาจเจียดมาได้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงตอนพักทานกลางวันหรือก่อนหมดเวลาเยี่ยมแต่ก็พยายามมาหาให้ได้ทุกวัน

เกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วที่มาร์ครักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแบมแบมเลยเลือกที่จะกลับมานอนที่หอพักของตัวเองกับผู้จัดการเพราะไม่อยากอยู่ในคอนโดกว้างๆของมาร์คเพียงลำพัง ไม่อยากปล่อยให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านหรือตีตนไปก่อนไข้เพราะรู้ว่าตัวเองต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ

 

“แล้วงานนั้นสรุปคงไม่รับใช่ไหม” จินยองถามถึงตารางงานที่ติดต่อมาหาแบมแบมเร่งด่วนก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องกับมาร์คแค่ไม่กี่วัน เป็นงานที่ต้องถ่ายทำนอกประเทศเป็นเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์และเพราะว่าทางนั้นติดต่อมากะทันหันก็เลยให้โอกาสแบมแบมได้ตัดสินใจจนกว่าจะถึงนาทีสุดท้าย ตอนแรกแบมแบมตั้งใจจะรับเพราะเป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจแต่พอเกิดเรื่องขึ้นกับมาร์คจินยองเลยคิดเอาเองว่าแบมแบมคงไม่อยากไปไหนไกลๆเป็นอาทิตย์แน่

“อื้อ คงต้องอย่างนั้นแหละครับ น่าเสียดายก็จริงแต่แบมไม่อยากปล่อยมาร์คไว้ลำพัง เอาไว้โอกาสหน้าคงได้ร่วมงานกัน”

จินยองพยักหน้ารับพรุ่งนี้เขาจะได้แจ้งไปกับทางนั้น คว้ากระเป๋าสะพายขึ้นพาดบ่าแล้วออกไปรอแบมแบมที่หน้าประตู จนกระทั่งคนตัวเล็กหอบหิ้วสัมภาระที่ตั้งใจจะเตรียมไปให้คนโดนขังในห้องผู้ป่วยเดินตามออกมา

 

 

ทั้งสองคนมาถึงโรงพยาบาลและเลี่ยงกลุ่มแฟนๆที่มาปักหลักหลบมุมรอที่จะได้ข่าวของมาร์ค แบมแบมบอกกับแฟนคลับสองสามคนที่บังเอิญหนีไม่พ้นว่าอาการของมาร์คเริ่มดีขึ้นแล้วไม่ต้องห่วงอีกไม่นานคงได้ออกจากโรงพยาบาล

 

“อ๊ะ..สวัสดีครับ” แบมแบมรีบทักทายเมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ในห้อง “ขอโทษด้วยครับผมไม่คิดว่า..” มือเล็กชี้ที่ตัวเองแล้วก็ชี้ที่ประตูเป็นเชิงอยากจะอธิบายที่เข้ามาโดยไม่ได้เคาะประตูก่อนเพราะไม่คิดว่าท่านประธานและคนจากบริษัทจะอยู่ในห้อง

 

จินยองเลยเลือกที่จะชวนแบมแบมลงไปกินข้าวด้านล่างก่อนเพราะทั้งคู่ยังไม่ได้แตะต้องอาหารเย็นเลย หลังจากเลิกงานก็แวะกลับไปที่หอแล้วตรงดิ่งมาที่นี่ อีกอย่างก็เพื่อปล่อยให้คนที่เหมือนกำลังคุยเรื่องงานได้อยู่กันแบบเป็นส่วนตัวเพราะถึงจะได้มาทำโปรเจ็คร่วมกันแต่ทั้งแบมแบมและจินยองก็ถือว่าเป็นคนนอกบริษัทของมาร์คอยู่ดี

“พี่แจบอมจะทานอะไรไหมครับจะได้ซื้อขึ้นมาให้” ไม่ลืมที่จะถามคนที่แทบไม่เคยอยู่ห่างตัวมาร์ค เมื่อได้รับคำตอบว่าเอาอะไรก็ได้แบมแบมเลยถามคนอื่นๆในห้องแต่ก็ได้รับการบอกปัดว่าเดี๋ยวอีกสักพักก็จะกลับกันแล้ว

 

“ท่าทางจะเรื่องใหญ่ หน้าเครียดกันเชียว” จินยองพูดออกมาเมื่อทั้งคู่เดินพ้นระยะห้องผู้ป่วยแล้ว แบมแบมทำแค่แค่นยิ้มออกมาบางๆไม่ได้ตอบอะไรกดเรียกลิฟต์แล้วยืนรอกันเงียบๆ

 

 

หลังจากจัดการมื้อเย็นของตัวเองด้วยการซื้ออาหารง่ายๆเร่งด่วนในศูนย์อาหารแล้วมานั่งหลบมุมกินรวมไปถึงไม่ลืมที่จะซื้อให้แจบอมด้วย ทั้งสองคนก็กลับขึ้นไปที่ชั้นบนอีกครั้งและหวังว่าคนจากบริษัทจะกลับกันไปหมดแล้ว

 

“คงต้องพักแบบไม่มีกำหนดจนกว่าจะแน่ใจว่าหายดีนั่นแหละ แถมหมอยังบอกว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะกลับมาเป็นได้อีกแบบนี้ฉันว่าค่ายอาจจะ..” เสียงของพี่คนโตสุดข้างในห้องเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินตอนที่มือเล็กกำลังจะเปิดประตู น้ำเสียงเครียดๆที่ได้ยินมันกระตุ้นความอยากรู้จนทำให้หยุดฝีเท้าและมือที่กำลังจะเปิดประตูของแบมแบมเอาไว้ได้

 

“อาจจะสั่งพักงานแล้วดองผมไว้จนกว่าจะหมดสัญญารอจนกว่าจะทนไม่ไหวแล้วออกจากค่ายไปเอง” อีกเสียงที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความประชดประชันผิดหวังโต้ตอบกลับมา

“มาร์ค ฉันไม่ได้จะพูดแบบนั้น เท่าที่คุยๆกันเขามีความคิดที่อาจจะเบนเข็มให้ไปสายงานแสดงหรือไม่ก็อะไรที่มันใช้กำลังน้อยๆกว่าการแร็พ”

“แต่ผมไม่ได้อยากเป็นนักแสดงหนิ แล้วมันจะมีอะไรที่ใช้ร่างกายน้อยๆบ้างอ่ะพี่ เป็นดารามันก็ต้องเล่นบทบู้ บทวิ่งหรือแม้แต่บทดราม่า ทุกอย่างมันก็ข้องเกี่ยวกับเรื่องหายใจทั้งนั้นแหละ”

“ฉันรู้ว่าแกเครียดแต่ตอนนี้ไม่ต้องไปสนเรื่องอื่นโฟกัสแค่สุขภาพตัวเองก็พอ งานมันจะเป็นยังไงก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตตอนนี้เอาร่างกายตัวเองไว้ก่อน”

 

 

 

เสียงในห้องเงียบไปแล้วและคนด้านนอกเองก็เงียบไปด้วยเช่นกัน มือเล็กที่กุมรอบลูกบิดประตูยังคงนิ่งค้างอยู่แบบเดิม แบมแบมไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรมากไปกว่าหลุบตามองต่ำทิ้งความสนใจที่พื้นหินอ่อนสีขาวสะอาด

“เข้าไปข้างในกันเถอะ หายไปนานเดี๋ยวคุณมาร์คจะสงสัยเอานะ” เป็นจินยองที่เรียกสติแล้วเคาะประตูบอกคนด้านใน ก่อนจะเปิดเข้าไปแล้วเอาถุงอาหารในมือไปส่งให้แจบอม

 

แบมแบมเองก็ประทับรอยยิ้มไว้บนหน้าตอนที่ขยับเข้าไปใกล้คนที่เอนหลังนอนอยู่บนเตียง หยิบแผ่นหนังเรื่องที่มาร์คชอบดูออกมาวางเรียงเป็นตั้งให้คนป่วยดู

“อ่ะ ขนมาหมดห้องแล้วเนี่ย อยากดูเรื่องไหนก็เลือกเลยแต่บอกไว้ก่อนนะว่าถ้าเอาแต่ดูหนังไม่ยอมพักผ่อนล่ะก็แบมจะตีให้ช้ำเลย” ไม่พูดเปล่ายังชี้หน้าคาดโทษคนที่มีแนวโน้มว่าจะดื้อด้วย มาร์คเลยทำเป็นยิ้มตาหยีแล้วตอบรับว่าจะเชื่อฟังเป็นอย่างดี

 

“อ้อ อีกสองสามวันป๊ากับม๊าพี่จะมาถึงแล้ว ตอนนั้นน่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลพอดีเราไปกินข้าวกันไหม” มาร์คหยั่งเชิงถามเพราะเอาเข้าจริงพ่อกับแม่ก็รู้เรื่องที่พวกเขาคบกันแล้ว ที่จริงก็รู้อะไรๆมาตลอดนั่นแหละเพียงแต่ยังไม่เคยเจอกันอย่างเป็นทางการสักที เคยแต่คุยกันสมัยเป็นเด็กฝึกและเมื่อช่วงอาทิตย์ก่อนเพื่ออัพเดตอาการของมาร์ค

 

“ถ้าจะออกไปกินที่ร้านข้างนอกเอาไว้ให้ดีขึ้นกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ แบมว่าช่วงนี้ป๊ากับม๊าน่าจะอยากอยู่กับมาร์คมากกว่าจะสนเรื่องนั้นนะ” แบมแบมพูดเตือน เอื้อมมือไปรับแอปเปิลที่จินยองนั่งปอกให้มาส่งเข้าปากให้ผู้ป่วยและตัวเอง

 

“งั้นพี่ใกล้จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วแบมจะทยอยขนของกลับมาที่คอนโดเลยก็ได้นะ หมอบอกว่าน่าจะวันมะรืนนี่แหละ”

 

“อ..อ๋อ เรื่องนั้นแบมว่ายังดีกว่า ให้ป๊ากับม๊าไปนอนที่คอนโดมาร์คเถอะจะได้สะดวกๆไม่ต้องลำบากไปหาโรงแรมจะได้อยู่กับมาร์คตลอดด้วย เดี๋ยวแบมจะแวะไปบอกให้เขาส่งคนขึ้นไปทำความสะอาดให้อีกที”

“แล้วแบมอ่ะ”

“ก็นอนหอตัวเองไง อีกอย่าง.. แบมมีงานด่วนต้องบินไปถ่ายทำที่ต่างประเทศคงไม่ได้กลับคอนโดมาร์คเร็วๆนี้หรอก” คนรับฟังอีกคนที่อยู่ในห้องได้แต่แปลกใจหันเหสายตามามองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ..ก็ไหนเพิ่งตกลงกันเมื่อชั่วโมงที่แล้วว่าจะไม่รับงานนี้

 

“อ้าว! ไม่เห็นบอกกันเลย” คนเพิ่งรู้ข่าวว่าต่อให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วยังไงก็ยังไม่มีโอกาสได้อ้อนแฟนจริงๆจังๆอยู่ดีรีบโวยวายยกใหญ่

“มันเป็นงานด่วนไง”

“แล้วไปนานแค่ไหน”

“หนึ่งอาทิตย์” บอกพลางหยิบน้ำมารินใส่แก้วใส่หลอดเตรียมส่งให้คนขี้โวยวาย

“โห~ ตั้งหนึ่งอาทิตย์”

“มาร์คก็ใช้โอกาสนี้อยู่กับพ่อแม่ตามประสาครอบครัวสิ ไปอ้อนป๊ากับม๊าเยอะๆ”

“อ้อนมากๆจะได้โดนลากคอกลับบ้านไปด้วยสิไม่ว่า”

 

บ่นพึมพำแต่ก็ยอมอ้าปากงับหลอดที่แบมแบมส่งมาให้ ค่อยๆจิบน้ำอย่างระวังแล้วปรับเอนเตียงลงนอน แบมแบมอยู่ด้วยจนหมดเวลาเยี่ยมแต่ทั้งมาร์คและแจบอมก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ขึ้นมา ก็คงจะรอคำตอบที่แน่ชัดจากทางบริษัทก่อนล่ะมั้ง

 

แบมแบมหยิบหูฟังมาเสียบแล้วพาดแขนลงบนที่ว่างข้างเตียงคนป่วย ก้มหน้าหนุนแขนตัวเองแล้วหลับตาพาตัวเองหนีเข้าสู่โลกของเสียงเพลง

“ง่วงเหรอจะกลับเลยก็ได้นะ” มือหนาลูบลงเบาๆบนกลุ่มผมนิ่มที่ก้มลงมาอยู่ข้างเอวของตัวเอง มาร์คคิดว่าแบมแบมคงจะเหนื่อยสีหน้าวันนี้ก็ดูแปลกๆถึงจะยิ้มให้แต่ก็เหมือนเป็นยิ้มที่ดูฝืนๆยังไงชอบกล

“ไม่เอาจะอยู่จนกว่าจะหมดเวลาเยี่ยม ส่วนนี่แบมก็แค่อยากฟังเพลงแล้วก็พักสายตาเฉยๆ” ดึงมือที่แตะศีรษะตัวเองอยู่ลงมาจับไว้ เอียงใบหน้าหามุมที่นอนได้สบายแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

 

 

ยอมรับว่าในหัวมันมีหลากหลายความคิดที่กำลังวิ่งวุ่นโดยเฉพาะเมื่อได้ยินสิ่งที่มาร์คและแจบอมคุยกันก่อนหน้านี้ แบมแบมพยายามมาตลอดที่จะดึงและพาตัวเองออกมาจากเสียงบางอย่างในใจที่คอยแต่จะตอกย้ำว่าตัวเองมีส่วน.. ไม่สิอาจจะเป็นต้นเหตุเลยด้วยซ้ำที่ทำให้เรื่องเลวร้ายทุกอย่างเกิดขึ้นกับมาร์ค

 

เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นมาจากการที่แบมแบมถูกคุกคามจากแฟนคลับโรคจิตของตัวเอง ภาพในวันนั้นยังคงชัดเจนตอนที่มาร์ควิ่งไปจับตัวคนที่ทำร้ายแบมแบมเอาไว้ได้ แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยอาการเจ็บที่ข้อเท้าแล้วมันก็ลากยาวกลายเป็นขาพลิกจากการตีลังกาจนกลายมาเป็นอาการปอดรั่วที่อันตรายอย่างในตอนนี้

 

ถึงจะไม่ใช่ความผิดโดยตรงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขาก็มีส่วน ลึกๆแล้วเขารู้ดีว่าควรต้องรับผิดชอบอะไรสักอย่างแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย อยากจะแบ่งเอาความเจ็บหรือความโชคร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาไว้กับตัวเองแต่มันก็เป็นไปไม่ได้

 

ถ้าวันนั้นมาร์คไม่วิ่งออกไปเราก็คงยังจับตัวคนที่ทำร้ายไม่ได้แบมแบมก็อาจจะต้องถูกคุกคามต่อไป อาจจะถูกทำร้ายแรงขึ้นหรือเกิดอะไรขึ้นก็ช่างแต่มาร์คจะไม่เป็นอะไร เรื่องทั้งหมดมันจะไม่เป็นแบบนี้ จะไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องมากังวลว่าตัวเองจะต้องเลิกเป็นในสิ่งที่ชอบ ทั้งที่ก่อนหน้าที่เราจะทำโปรเจคด้วยกันมาร์คมีชีวิตที่ดีมากอยู่แล้วเชียว

 

 

 

แล้วถ้าเรื่องที่แจบอมพูดเป็นความจริงล่ะ?

 

ถ้าหลังจากนี้มาร์คจะไม่สามารถกลับไปเป็นแร็พเปอร์ได้อีกเขาควรจะทำยังไง มันเป็นความผิดของเขา มันควรจะเป็นเขาที่ต้องเผชิญกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่มาร์ค

 

 

 

 

 

 

 

30%

 

 

 

การพักงานอย่างไม่มีกำหนดของทีมาร์คถูกประกาศออกไปช่วงเวลาเดียวกับที่เจ้าตัวได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล แน่นอนว่ามันย่อมมีผลกระทบที่ตามมาหลายระรอก คลื่นลูกแรกที่แรงที่สุดก็เห็นจะเป็นอนาคตในวงการของแร็พเปอร์ชื่อดังซึ่งสื่อหลายสำนักรวมไปถึงผู้คนในแวดวงบันเทิงและทั้งที่เป็นแฟนคลับและไม่ใช่แฟนคลับต่างก็กำลังถกประเด็นเรื่องนี้กันอย่างออกรสเพราะแนวโน้มที่จะกลับมาจับไมค์อีกครั้งดูจะเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

 

คลื่นลูกถัดไปที่ได้รับผลกระทบก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเซเว่นบีที่เดบิวท์ร่วมในฐานะคู่ดูโอ้ เมื่อเพื่อนร่วมทีมมีเปอร์เซ็นต์ในการจบเส้นทางบนสายงานเพลงเกือบจะแน่นอนอยู่แล้วผู้คนก็หันมาจับตามองว่าอนาคตของแบมแบมจะเป็นไปในทางไหน สุดท้ายแล้วหากโปรเจคจะต้องจบลงเจ้าตัวจะกลับไปทำงานเดี่ยวของตัวเองเหมือนเดิมหรือโผมาซบค่ายของมาร์คถาวรเลยเพราะสัญญาที่มีกับค่ายเดิมก็ใกล้จะจบลงเต็มที

 

 

ความตึงเครียดเกาะกุมสถานการณ์ในตอนนี้จนแทบไม่มีใครอยากย่างกรายออกไปพบเจอผู้คนหรือนักข่าว การต้องปฏิเสธการให้ข้อมูลแก่ทุกคนที่พบเจอมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าภิรมย์สักเท่าไหร่ มีเสียงต่อว่ามากมายที่ถาโถมเข้ามาโดยเฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าแฟนคลับเมื่อบริษัทยังคงนิ่งและเงียบเหมือนไม่กระตือรือร้นที่จะให้ข้อมูลใดๆแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ความผิดของต้นสังกัดอย่างเดียวที่วางเฉย ทุกคนกำลังอยู่ในภาวะของการรอคอยและประวิงเวลา มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประกาศอะไรออกไปโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองหรือประชุม แต่เมื่อเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่เสียงก่นด่าและความผิดหวังของแฟนๆก็มีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

 

ลึกๆแล้วเราทุกคนต่างก็กำลังหวังในสิ่งที่อาจเป็นไปไม่ได้นั่นคือการที่ทีมาร์คจะกลับไปยืนบนเวที กลับไปเป็นแร็พเปอร์เบอร์หนึ่งได้อีกครั้ง ในตอนนี้จึงทำได้แค่รอและหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

 

 

 

 

ตั้งแต่วันที่ออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นอยู่ที่คอนโดโดยมีพ่อกับแม่และผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลแวะเวียนมาคอยดูแลและมีนัดไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลไม่ขาด มาร์คแทบไม่ได้เสพข่าวใดๆจากโลกโซเชียลเลย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะถูกสั่งห้ามเอาไว้เพราะกลัวจะไปเจอข้อความไม่ดีแล้วจะเก็บมาคิดบั่นทอนจิตใจถึงแม้ว่าจริงๆแล้วมาร์คจะไม่ใช่คนที่ใส่ใจกับคอมเม้นด้านลบสักเท่าไหร่

 

แต่อีกส่วน.. มันคือความขมขื่นในใจที่เขาไม่อยากรับรู้ความเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆในความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและแบมแบม

 

 

 

แบมแบมยังคงมาหามาร์คทุกครั้งที่มีเวลาแม้จะไม่ใช่ทุกวันแต่เราก็เจอหน้ากันอย่างน้อยอาทิตย์ละไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ครั้ง ทุกครั้งก็จะหอบหิ้วเอาขนมและอาหารมาให้โดยเฉพาะของเอาใจพ่อกับแม่ของเขาที่มาอยู่ด้วยเป็นเดือนแล้ว

 

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันไม่ใช่การทะเลาะหรือผิดใจอะไรแบบนั้น มาร์คยังมั่นใจว่าความรู้สึกของเราสองคนยังคงเหมือนเดิม รอยยิ้มของแบมแบมยังเป็นรอยยิ้มที่มาร์คชอบแม้ว่าตอนนี้มันอาจจะไม่ได้สดใสเท่าแต่ก่อน เสียงเจื้อยแจ้วที่เล่าว่าตัวเองไปทำอะไรพบเจอกับใครมาบ้างก็ยังคงเป็นเสียงที่มาร์คชอบฟัง

ระหว่างเรายังมีคำบอกรัก มีอ้อมกอด มีช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังหากเช้าวันถัดไปแบมแบมไม่มีตารางงาน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแต่ในความเหมือนเดิมนั้นมาร์คสัมผัสได้ว่ามันมีบางอย่างที่กั้นแบมแบมเอาไว้ มันอาจเป็นกำแพงอะไรสักอย่างที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง บางอย่างที่ทำให้มาร์ครู้สึกว่าแบมแบมได้ก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้น และเป็นส่วนที่ไม่ว่าเขาหรือใครก็จะล่วงล้ำเข้าไปไม่ได้

 

 

 

จินยองคอยบอกเล่าเรื่องราวของแบมแบมให้มาร์คฟังอยู่ตลอดเวลาที่อีกฝ่ายออกไปทำงาน มาร์คสังเกตได้ว่าการรับงานของแบมแบมมันแปลกไป เจ้าตัวหลีกเลี่ยงที่จะรับงานที่เกี่ยวกับเพลงแต่ไปรับงานวาไรตี้หรือเป็นนักแสดงรับเชิญในละครหรือเว็บดราม่า มุ่งมั่นที่จะทำงานในสายงานอื่นที่ไม่ใช่งานเพลงทั้งที่มันผิดวิสัยของคนที่เป็นศิลปิน

 

บางครั้งที่มาร์คถามถึงงานเพลงแบมแบมก็มักจะปฏิเสธด้วยการบอกว่าไม่มีงานแบบนั้นติดต่อเข้ามาเพราะเห็นว่ามาร์คป่วยเขาคงไม่อยากเชิญไปออกคนเดียวแต่ความจริงก็คือจินยองบอกมาร์คว่าเป็นแบมแบมที่เลือกจะปฏิเสธงานเหล่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

“แน่ใจนะว่าเตรียมทุกอย่างไปครบแล้ว” แบมแบมถามขึ้นมาหลังจากเข้ามาเห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบของมาร์คถูกจัดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ร่างเล็กขยับตัวไปนั่งเช็ดผมที่ปลายเตียงแล้วมาร์คที่เมื่อครู่กำลังยืนพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์อยู่ข้างหน้าต่างก็ขยับเข้ามาใกล้ ดึงผ้าขนหนูผืนเล็กในมือมาซับผมที่หมาดจนใกล้แห้งของแบมแบมแทน

 

“ไม่ครบหรอก ขาดตุ๊กตาหมูไว้นอนกอด เอ..จับยัดใส่กระเป๋าไปด้วยดีไหมนะ” ไม่พูดเปล่ายังยื่นมือข้างหนึ่งมาบีบหน้าท้องของคนที่ถูกพาดพิงว่าเป็นหมูอีก

“เป็นคนเถอะไม่ใช่หมู” ตีมือที่นัวเนียตรงช่วงเอวของตัวเองออกแต่สุดท้ายก็โดนจับให้พลิกตัวหันไปหาจนได้

 

 

“พี่อยากให้เราไปด้วยจริงๆนะ ทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่สักแบป ลืมมันให้หมดทุกอย่างแล้วไปพักผ่อนด้วยกัน” ถึงจะพูดเหมือนเอาแต่ใจแต่จริงๆแล้วเขาก็รู้ว่ามันเป็นความปรารถนาที่เป็นไปไม่ได้ ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

 

“แบมก็อยากแต่มันทำไม่ได้นี่นา มาร์คไม่งอแงนะ” สองมือเล็กแตะแก้มของคนตรงหน้าเบาๆแบบที่มักจะทำตอนอีกฝ่ายเริ่มเปิดโหมดน้องมาร์ค

“ต้องคิดถึงมากแน่เลยทำยังไงดี” ทำหน้าออดอ้อนแล้วก็เนียนดึงคนตัวเล็กกว่าให้ขยับมาใกล้อีกนิดจนแทบเกยตัก คนถูกเอาเปรียบจนชินเห็นว่าไม่ได้หนักหนาอะไรเลยยอมให้มือปลาหมึกเกี่ยวเอวตัวเองอยู่อย่างนั้น

 

“ก็คอลมาหาสิ ถ้าแบมมีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะคอลไปดีไหม” เสนอไปแบบนั้นแม้ความจริงแล้วการหาเวลาว่างที่ตรงกันมันดูจะเป็นไปได้ยากเหลือเกินโดยเฉพาะเมื่อต้องไปใช้ชีวิตคนละช่วงเวลาแบบนี้

“แล้วถ้าอยากกอดอ่ะ” คนดื้อดึงยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดงอแง

“อดทนไว้แล้วค่อยกลับมากอดสิ”

มาร์คทำหน้าไม่เห็นด้วยบ่นงึมงำว่าใครมันจะไปทนได้กัน คนรับฟังเลยยอมเอาใจด้วยการวาดแขนโอบรอบคอคนขี้บ่นให้ก้มลงมากอดกัน

“โอ๋ๆ งั้นกอดตอนนี้ตุนไว้เยอะๆเลยดีไหม”

มาร์คเอนลงมาวางคางลงซบบนลาดไหล่เล็ก สองมือไม่ลืมที่จะโอบกระชับเอวบางนุ่มนิ่มอย่างเต็มรัก บางครั้งก็ขยับจมูกโด่งมาคลอเคลียกับลำคอระหงส์ให้อีกฝ่ายได้รู้สึกผะผ่าวยามที่ลมหายร้อนรินรดพาดผ่าน

“มาร์ค.. หยุดเลยนะ” รีบท้วงเมื่อเห็นว่ามือปลาหมึกและจมูกโด่งชักไม่อยู่นิ่ง

“อื้อ อีกนิด เดี๋ยวหยุด”

 

ไม่ใช่แค่การดื้อดึงปฏิเสธแต่คนแรงเยอะกว่าดึงร่างเล็กให้พลิกกลับมานอนราบไปกับผืนเตียงปัดผ้าขนหนูเช็ดผมอันเกะกะให้ร่วงไปกองกับพื้น แบมแบมใช้สองมือกั้นแผ่นอกที่เกือบจะแนบตามลงมาชิดแต่ก็รู้ว่าคงช่วยอะไรไม่ได้

 

อยากจะตีตัวเองด้วยซ้ำที่เผลอเอียงหน้ารับตอนที่มาร์คกดจมูกลงมาบนแก้ม ความคุ้นชินระหว่างกันทำให้มันง่ายดายเหลือเกินที่ร่างกายจะยอมโอนอ่อนไปตามลมหายใจร้อนที่ลากผ่านจากแก้มลงมายังคอ แบมแบมก็แค่ต่อต้านพอเป็นพิธีเท่านั้น

 

“ป่วยก็ไม่เคยจะทำตัวให้เหมือนคนป่วยเลยนะ นิสัยไม่ดี”

ตอนที่แบมแบมบ่นจมูกของมาร์คก็ขยับมาแตะที่ส่วนเดียวกันแล้ว

 

“ก็ทำอยู่ตลอดแหละ”

“ตอนไหนหะ” เกือบจะโวยวายออกไปแล้วที่อีกฝ่ายเถียงกลับมาหน้าตาย

 

“นี่ไงกำลังทำกายภาพบำบัดอยู่”

“หะ?”

 

“บริหารปอดกับฝึกหายใจไง แบบนี้..”

 

ไม่ต้องรอแบมแบมตั้งคำถามมาร์คก็ตอบด้วยการกดริมฝีปากหยักลงบนเรียวปากนุ่ม ให้การกระทำเป็นคำอธิบายแทนดีกว่าว่าฝึกหายใจในแบบฉบับทีมาร์คน่ะเป็นยังไง

 

อยากจะฟาดคนเอาเปรียบแรงๆแต่ก็กลัวจะไปกระทบกระเทือนแผลแบมแบมเลยทำได้แค่ฟึดฟัดโวยวายตอนที่อีกฝ่ายผละออกมาหายใจ

 

“พ.. พอแล้ว”

“ครับ พอแล้ว” ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ก็ยังไม่วายแตะจูบเบาๆตามมาอีกสองสามครั้ง ขยับเอนหน้าออกมาเล็กน้อย คอยปัดปอยผมชื้นที่มาปรกใบหน้าน่ารักออกให้

 

 

 

“พรุ่งนี้ต้องแถลงข่าวก่อนบิน” มาร์คเอ่ยออกมาเบาๆพลางเกลี่ยนิ้วไปบนแก้มนุ่มเบาๆ ความวาบหวิวในใจถูกปัดเป่าหายไปเมื่อนึกถึงความจริงที่จะต้องพบเจอในวันพรุ่งนี้

 

แบมแบมทำได้แค่ถอนหายใจไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรออกไปดี

“สุดท้ายมันก็มาถึงจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย” มาร์คแค่นยิ้มให้กับตัวเอง

 

อยากจะพูดอยากจะปลอบใจว่าไม่เป็นไรแต่มันจะไม่เป็นไรไปได้ยังไง แบมแบมพูดออกไปไม่ได้หรอก ไม่มีสิทธิ์จะไปสรุปให้ว่ามันจะไม่เป็นไร ไม่อยากทำเหมือนว่ามันเป็นเรื่องง่ายดายที่จะพูดได้เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับตัวเอง

 

“คิดแล้วก็ใจหาย ไม่นึกว่าจะลงเอยแบบนี้” มาร์คขยับตัวลงมานอนข้างๆ ทิ้งลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

 

“พี่มาร์คไม่ได้ตัวคนเดียวนะรู้ไหม” แขนเล็กโอบกระชับคนที่นอนเยื้องต่ำลงไปให้ขยับเข้ามาชิดในอ้อมกอด กดจูบเบาๆลงบนกลุ่มผมของคนในอ้อมกอด

“ยังมีแบมอยู่ตรงนี้”

 

 

แบมแบมรู้ว่ามาร์คไม่ได้กำลังร้องไห้แต่ก็พูดไม่ได้ว่าสิ่งที่เป็นในตอนนี้จะเป็นความรู้สึกในด้านที่ดีนัก มันมีบางอย่างที่เราต่างก็กำลังต่อสู้อยู่ในใจของตัวเอง บางอย่างที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงล้ำเข้ามา อาจเป็นความกลัว ความไม่แน่ใจหรืออะไรก็ตามซึ่งได้แต่หวังว่าเราสองคนจะผ่านมันไปได้

 

หลังจากวันพรุ่งนี้อนาคตของเราจะเป็นยังไงต่อไปแบมแบมก็ไม่รู้ เขาไม่ได้ห่วงเรื่องความรู้สึกเพราะเราก้าวผ่านเรื่องนั้นมาไกลจนแน่ใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่ชีวิตในโลกจริงๆการใช้แค่ความรู้สึกมันไม่เคยพอ ยังมีอะไรอีกมากที่เราต้องแคร์ การไม่สนใจสิ่งรอบข้างก็ดูจะเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวเกินไป มันพูดง่ายแต่ทำไม่ได้

 

แบมแบมไม่กลัวใจมาร์คหรอกแต่สิ่งที่กำลังกลัวมันคือใจของตัวเองต่างหาก อยากจะแกร่งให้ได้สักครึ่งของมาร์คจะได้ไม่ต้องหวั่นไหวและรู้สึกอ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

 

 

 

 

 

 

            70%

 

 

 

 

 

 

นาฬิกาปลุกยามเช้าดังเตือนเร็วกว่าที่คิดเอาไว้มากหรือไม่ก็อาจเพราะเพิ่งข่มตานอนไปก่อนหน้านี้ได้ไม่เท่าไหร่ แบมแบมกดปิดแจ้งเตือนในโทรศัพท์แล้วทิ้งสายตาเลื่อนลอยไปบนเพดานกว้าง ตอนที่ถอนหายใจเรียกสติตัวเองแล้วหันมามองคนข้างๆก็พบว่ามาร์คตื่นอยู่ก่อนแล้ว

 

คนตัวเล็กกว่าพลิกตัวไปหาแล้วขยับเบียดเข้าไปใกล้วาดแขนโอบรอบเอวหนาแล้วซุกหน้ามุดลงที่อกกว้างเหมือนลูกแมว

“ไม่อยากลุกเลย”

ริมฝีปากหยักยกยิ้มบางๆให้กับความออดอ้อนที่มีไม่ค่อยบ่อยมากนัก กระชับวงแขนดึงแบมแบมให้ขึ้นมานอนเกือบจะเกยอกแต่ก็ถูกปัดป่ายมือออกเพราะอีกฝ่ายยังคงกลัวว่าถ้ากอดแน่นเกินไปหรือเกยไปทับอกมันจะทำให้มาร์คเจ็บ

“นอนทับไม่ได้นะ”

“แผลมันอยู่ข้างนี้” มาร์คยังไม่ละความพยายาม

“ไม่เอา มันก็กระเทือนถึงกันได้นี่”

แบมแบมพยศและดันตัวลุกขึ้นนั่งจัดผมตัวเองให้เข้าที่แต่ก็ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น

 

“มาร์คจะไปอาบน้ำก่อนหรือให้แบมอาบก่อน” ยื่นข้อเสนอให้เพราะต้องรีบทำอะไรๆให้เสร็จวันนี้ยังมีหลายสิ่งรออยู่อีกมาก

“งั้นขอตัวเลือกที่สามอาบพร้อมกัน”

“จะบ้าเหรอ! ป๊ากับม๊าอยู่ห้องข้างๆนะ!” แบมแบมรีบเบรกความคิดไม่เข้าท่าทันที แค่ทุกวันนี้เขาก็เกร็งจะแย่อยู่แล้ว การมานอนห้องเดียวกันถึงจะแค่บางวันมันก็ดูจะข้ามเส้นไปเยอะ จริงอยู่ว่าด้วยสถานะและการกระทำเราจะเลยเถิดไปไกลแล้วแต่แบมแบมก็ไม่อยากจะทำตัวเหมือนไม่แคร์หรือดูประเจิดประเจ้อในสายตาผู้ใหญ่ ยิ่งพ่อกับแม่ของมาร์คยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขาเลยแม้แต่น้อยแบมแบมยิ่งต้องระมัดระวังการกระทำให้สมกับที่พวกเขายอมรับในความสัมพันธ์ของเรา

 

 

 

 

 

สุดท้ายแล้วแบมแบมก็เป็นฝ่ายได้ใช้ห้องน้ำก่อนเพราะมาร์คให้เหตุผลว่าต่อให้มาร์คอาบน้ำเสร็จแบมแบมก็น่าจะยังแต่งหน้าแต่งตัวไม่เสร็จนั่นแหละ หลังจากจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้วแบมแบมก็ออกมานอกห้องเพื่อช่วยแม่ของมาร์คเตรียมอาหารเช้าเหมือนเคย

 

รู้สึกขอบคุณที่ตัวเองสามารถเข้ากับพ่อและแม่ของมาร์คได้ดี แรกเริ่มตัวเขาก็กังวลและอึดอัดใจ มันไม่เหมือนกับสมัยเด็กฝึกที่เคยพูดคุยกันเพราะสถานะในวันนี้มันเปลี่ยนไปแบมแบมไม่ใช่น้องชายคนสนิทของมาร์คแต่เป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งของคนรัก ซึ่งพ่อกับแม่ของมาร์คก็เหมือนกับมาร์คนั่นแหละที่ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องอะไรแบบนั้น

 

ป๊าบอกกับเขาว่าไม่ต้องกลัวว่าท่านทั้งสองจะรับไม่ได้เพราะทั้งคู่ค่อยๆเปิดใจรับเรื่องนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แบมแบมจำได้ว่าตัวเองเขินอายแค่ไหนตอนที่ป๊าแซวมาร์คว่าเคยโทรไปร้องไห้ตอนช่วงเดบิวท์ว่าถูกแบมแบมเกลียดเข้าให้แล้ว มาร์คโวยวายบอกปัดว่าไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นอย่างเดียวสักหน่อยส่วนแบมแบมก็ทำได้แค่ยิ้ม เรื่องราวในตอนนั้นมันค่อนข้างหนักหนาสำหรับเราทั้งคู่แต่พอผ่านวันเวลามาเรื่อยๆพอเราเข้าใจกันและกันมากขึ้นจากความทรงจำเลวร้ายก็กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายขึ้นมา

 

 

“มาร์คมันดื้อ อยากได้อะไรอยากทำอะไรก็ต้องทำให้ได้แล้วป๊ากับม๊าก็เป็นพ่อแม่นิสัยเสียที่ชอบตามใจลูกซะด้วยสิ จะรักใครชอบใครก็ห้ามมันไม่ได้หรอก”

ถึงคนเป็นพ่อจะพูดแบบนั้นแต่แบมแบมก็รู้ว่าทั้งคู่ไม่ใช่คนประเภทที่ตามใจลูกไปหมดทุกเรื่องและมาร์คเองถึงจะบอกว่าดื้อมันก็ไม่ใช่การดื้อดึงที่ไม่ดี มาร์คเพียงแต่มีจุดยืนและยึดมั่นในการตัดสินใจของตัวเองและพ่อกับแม่ของมาร์คก็แค่เชื่อใจในสิ่งที่ลูกชายของตัวเองเลือกก็เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

แบมแบมช่วยยกจานอาหารเช้าที่หม่าม๊าทำมาจัดเรียงจนครบ ไม่นานนักทุกคนก็พร้อมที่โต๊ะอาหาร เสียงโทรทัศน์จากรายการสอดแทรกเข้ามาอยู่เรื่อยๆทำให้โต๊ะอาหารไม่เงียบถึงจะฟังไม่เข้าใจแต่ป๊ากับม๊าก็ให้ความสนใจไม่น้อย

 

เราทำราวกับว่ามันเป็นปกติธรรมดาเหมือนหนึ่งเดือนที่ผ่านมาที่ได้ร่วมโต๊ะอาหารเช้ากันแบบครอบครัว แต่ความจริงแล้วนี่เป็นวันสุดท้ายที่ครอบครัวของมาร์คจะอยู่ที่นี่ ..และนั่นรวมถึงตัวมาร์คเองด้วย

 

 

 

 

แบมแบมพยายามกินให้ดูเอร็ดอร่อยและพึงใจในรสมือของสุภาพสตรีคนเดียวในห้องแม้ว่าในใจมันแทบไม่อยากอาหารเลยด้วยซ้ำ นั่งฟังบทสนทนาที่ผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังพูดเตือนและย้ำกับลูกชายที่ไม่ได้กำลังฟังแต่จดจ่ออยู่กับรายการสารคดีตรงหน้า

 

“สรุปว่าจะให้ป๊ากับม๊าไปรอที่งานแถลงรึเปล่า” ป๊าเป็นฝ่ายถามขึ้นมาแต่คนถูกถามก็ไม่ได้ตอบกลับทันที ยกแก้วน้ำเปล่าดื่มแถมตายังจดจ้องอยู่กับจอทีวี

“มาร์คหันมาคุยกันดีๆ” พอหม่าม๊าเริ่มเสียงแข็งใส่คนกำลังจะถูกดุถึงได้ยอมหันมา

“ไปรอที่สนามบินเลยเดี๋ยวนักข่าวมาวุ่นวาย”

 

“แล้วแบมแบมล่ะ” ป๊าหันมาถาม

“ไม่ได้ไปครับ”

 

ส่ายหน้าเบาๆประกอบ เช้านี้แบมแบมไม่ได้มีงานแต่ถึงจะว่างก็ไม่สามารถไปอยู่กับมาร์คที่งานแถลงข่าวหรือไปส่งที่สนามบินได้อยู่ดี มันเป็นคำสั่งที่ผู้ใหญ่สั่งมาเพราะไม่อยากจะให้มันเป็นเรื่องเป็นราวไปมากกว่านี้ เพราะหลังจากการแถลงถูกปล่อยออกไปทั้งนักข่าวและบรรดาแฟนคลับจะต้องเข้ามารุมทึ้งแบมแบมแน่ๆ การไม่อยู่ในงานและอยู่ให้ไกลจากผู้คนก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

– MARKBAM RAPPER –

 

 

 

 

 

 

 

ช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้มาถึงดูจะยิ่งขยับมาเร็วเหมือนอยากจะกลั่นแกล้ง ทีมาร์คในชุดลำลองธรรมดาพร้อมผ้าปิดปากและหมวกสแน็ปแบคคุ้นตาก้าวลงจากรถรีบเดินเข้าอาคารไปอย่างรวดเร็วแต่ถึงกระนั้นกล้องทั่วสารทิศจากบรรดาคนที่รู้ข่าวก็รัวเก็บภาพกันไม่หยุด

 

 

ใบหน้าคมชื้นเหงื่อทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องก็ทำงานได้ดีมิหนำซ้ำยังแรงจนมือเริ่มเย็นเฉียบ หัวใจในอกกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าครั้งแรกที่ขึ้นเวทีเสียอีก

 

 

 

 

ราวกับรู้ว่านี่จะเป็นการขึ้นเวทีครั้งสุดท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“จำสคริปต์ได้หมดแล้วใช่ไหม” เสียงที่มาร์คได้ยินทุกวันเป็นเวลาหลายปีดังมาจากเก้าอี้ถัดไป ผู้จัดการส่วนตัวของเขานั่งเงียบอยู่ข้างๆและอันที่จริงตั้งแต่ทักทายกันตอนเข้ามามาร์คก็รู้สึกได้ว่าแจบอมดูจะไม่ยอมสบตาเขาเลย

 

“ครับ”

ตอบออกไปแบบนั้นก็รู้สึกแปลกหูนิดหน่อยที่พูดเพราะใส่อีกฝ่าย ปกติแล้วมาร์คมักจะพูดสบายๆกับแจบอมโดยอ้างว่าตัวเองมาจากอเมริกาเลยไม่เข้าใจวัฒนธรรมเท่าไหร่และหาเรื่องปีนเกลียวอยู่บ่อยๆ อันที่จริงเขาจงใจแกล้งมาโดยตลอดนั่นแหละเพราะเห็นว่าแจบอมเป็นพวกจริงจังกับการลำดับอาวุโสดีนักเลยอยากกวน แรกๆก็โดนดุแต่หลังๆแจบอมก็ไม่ได้บ่นอะไรแถมยังตามใจมาร์คเกือบทุกเรื่อง เขาเป็นคนที่เข้ากับคนยากแต่แจบอมก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มาร์คพูดได้เต็มปากว่าสนิทด้วย

 

 

 

 

“ขอบคุณนะพี่ ..ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่าง ขอบคุณที่ดูแลผมมาตลอด บางที..ผมอาจจะกวนประสาทแล้วก็เอาแต่ใจตัวเอง คอยหาแต่เรื่องปวดหัวมาให้แต่พี่ก็ไม่บ่นสักคำ”

“บ่นไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาใครมันจะไปบ่นให้เหนื่อยล่ะวะ” แจบอมสวนกลับมาแทบจะทันควัน ทั้งสองคนหลุดยิ้มให้กับประโยคยียวนใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใครเหมือนเคยแต่เพียงไม่นานความเงียบก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่อีกครั้ง

 

 

คนอื่นอาจจะมองว่ามาร์คดูเป็นศิลปินที่เรื่องเยอะและเอาใจยาก เวลาทำงานพอไม่ถูกใจก็เหวี่ยงใส่คนอื่นจนบางคนถึงกับขอยกเลิกไม่ร่วมงานด้วย พอหมดโปรโมตก็หยิ่งไม่ยอมรับงานที่ไม่เกี่ยวกับสายงานเพลงเลย สำหรับแจบอมแล้วเขาต้องมาดูแลมาร์คด้วยความจำเป็นเพราะในตอนนั้นไม่มีใครอยากจะมาดูแลหรือทำงานร่วมกับเด็กอวดดีที่กล้าต่อรองเรื่องเดบิวท์กับบริษัท หลายคนตราหน้ามาร์คเอาไว้ว่าเป็นเด็กหัวนอกจองหองและเขาเองก็เคยคิดแบบนั้น

แต่พอได้ลองมาอยู่ด้วยกันมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ใครต่อใครพูดไว้ แรกๆมาร์คมันก็กวนโมโหจนเกือบจะมีมวยกันไปหลายยก เขาไม่ชอบเด็กไม่มีสัมมาคารวะไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ตอนที่มาร์คไม่ยอมพูดสุภาพด้วยก็ยอมรับว่าหงุดหงิดแต่เพราะอีกฝ่ายใช้ข้ออ้างความเป็นต่างชาติก็เลยต้องอดทนยอมๆไป นานวันไปก็เริ่มเข้าใจว่ามาร์คไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรเลยก็แค่เป็นคนเงียบๆรักสันโดษและเกลียดความวุ่นวายก็เท่านั้น ทุกครั้งที่เหวี่ยงวีนหรือโมโหมันก็เป็นผลมาจากการทำงานที่ไม่คืบหน้าหรือคนในทีมไม่กระตือรือร้น ที่ไม่รับงานอื่นก็เพราะอยากจะให้เวลากับการเตรียมงานเพลงในอัลบั้มต่อไป ไม่อยากให้ผู้คนมาโฟกัสที่หน้าตาหรือการเป็นไอดอลแบบที่สื่อพยายามยัดเยียดมาให้ อยากให้สนใจที่ผลงานและตัวตนจริงๆของตัวเองมากกว่า

 

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างมาร์คและแจบอมไม่ใช่ศิลปินกับผู้จัดการที่ตัวติดกันตลอดเวลาแต่มันตรงกันข้ามเพราะว่าต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดีและมีจุดหมายเดียวกันเลยไม่ต้องห่วงอะไรมาก แจบอมเชื่อในความรับผิดชอบต่องานของมาร์คและมาร์คเองก็ไว้วางใจแจบอมเรื่องการเลือกรับงานว่าอีกฝ่ายรู้ดีว่าแบบไหนที่เขาจะทำและแบบไหนที่จะไม่มีทางรับเด็ดขาด เป็นความสัมพันธ์แบบพี่ชายน้องชายที่ไม่ต้องพูดคุยกันมากนักแต่กลับรู้จักกันดีแบบทะลุปรุโปร่ง

 

 

 

 

“แกคงไม่ร้องไห้งอแงเป็นเด็กสามขวบใช่ไหม” แจบอมแกล้งแหย่ขึ้นมาอีกครั้ง

“มีแต่กล้องกับนักข่าวเป็นสิบๆใครมันจะไปร้องออกวะ”

 

มาร์คส่ายหัวให้กับคำแซว เขาไม่มีอารมณ์จะร้องไห้หรอกเครียดมากกว่าว่าอะไรจะตามมาหลังจากที่ทุกอย่างมันจบลง ตัวเขาต้องบินกลับแอลเอเพราะมันเป็นข้อตกลงที่พ่อกับแม่และบริษัทเห็นตรงกัน

 

 

บริษัทอยากให้มาร์คไปอยู่ห่างไกลนักข่าวและวงการบันเทิงจะได้ตัดปัญหาที่จะตามมาบางส่วนไปได้ ส่วนพ่อกับแม่ก็ต้องการให้บินไปรักษาตัวในที่ๆพวกเขาวางใจ หมอที่นี่บอกว่าถ้าไม่ผ่าตัดอาการก็ยังทรงตัวอยู่ได้เพียงแต่ก็ยังมีเปอร์เซ็นเกือบครึ่งที่จะกลับมาเป็นได้อีกแต่ถ้าผ่าตัดโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำก็จะน้อยลงจนเกือบไม่มี

มาร์คทำตามใจตัวเองมามากและเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พ่อกับแม่ไม่ยอมอย่างเด็ดขาดเพราะมันคือเรื่องความปลอดภัยของตัวเขาโดยตรง พ่อกับแม่อยากจะดูแลและอยู่กับเขาตลอดเวลาแต่จะให้ทิ้งการทิ้งงานมาอยู่ที่นี่เป็นเวลานานก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ แค่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทั้งคู่ต้องฝากงานไว้กับพี่สาวให้ช่วยดูแลทางนั้นก็ข้างวุ่นวายพอสมควรแล้ว

 

 

ทั้งที่ติดสินใจได้ตั้งนานแล้วว่าจะไปรักษาตัวที่บ้านเกิดแต่มันก็ไม่สามารถทำได้ปุบปับเท่าใจคิด โรคที่มาร์คเป็นมันเกี่ยวเนื่องกับการหายใจเพราะฉะนั้นการโดยสารบนเครื่องบินที่ความกดอากาศไม่เหมือนกับบนพื้นปกติก็ยิ่งต้องระวัง หมอทางนี้สั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบินเป็นเวลาเกือบสองเดือนจนกว่าแผลที่เจาะตรงซี่โครงจะปิดสนิทดีนั่นเลยทำให้ทั้งมาร์คและทั้งบริษัทต้องอยู่เงียบๆปริปากพูดอะไรไม่ได้เพราะถ้าแจ้งข่าวทั้งหมดออกไปแล้วมาร์คยังอยู่ที่เกาหลีคงจะต้องวุ่นวายหนักเพราะถูกนักข่าวและแฟนๆเข้ามาถามไถ่แน่ๆ

 

หากต้องรับการผ่าตัดที่อเมริกาจริงๆมันก็คงต้องใช้เวลาอีกมากในการรักษาตัวจนกว่าแผลจะหายจนกว่าร่างกายจะปรับสภาพให้กลับมาขึ้นเครื่องบินได้อีกครั้งซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่อให้ผ่าตัดแล้วจะยังสามารถกลับมาร้องเพลงได้อีกไหม ถึงตอนนั้นจะยังมีคนรอเขาอีกสักกี่คนแล้วถ้าหากว่าผลมันออกมาไม่เป็นอย่างที่หวังล่ะ นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ใจร้ายแต่เขาก็แค่ไม่อยากให้ความหวังใคร รวมถึงไม่อยากสร้างความหวังลมๆแล้งๆให้ตัวเองด้วย

 

 

 

 

 

 

– MARKBAM RAPPER –

 

 

 

 

 

 

ทุกอย่างถูกจัดการให้พร้อมในครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชสาดรัวใส่ราวกับปืนกล มาร์คเดินก้มหน้าก้มตาไปยังใจกลางเวทีที่มีโต๊ะและไมค์จากนักข่าวทุกสำนักตั้งรอไว้ กำมือเย็นเฉียบของตัวเองแน่นจนมันชาไปหมดก่อนจะพยายามเรียกความกล้าและแรงฮึดให้ตัวเองแล้วค่อยๆกล่าวประโยคแถลงการณ์ตามที่ค่ายเขียนสคริปต์ให้ออกไป

 

 

 

 

 

 

 

– MARKBAM RAPPER –

 

 

 

 

 

“อยากบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายไหม”

 

แจบอมทักขึ้นตอนที่เราทุกคนมาถึงสนามบินเรียบร้อยแล้ว มาร์คหยุดขาที่กำลังจะก้าวลงจากรถแล้วนั่งนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆตอบรับ แจบอมเลยบอกให้น้องในทีมเมเนเจอร์ไปเตรียมที่ทางให้พร้อม กันให้แฟนๆอยู่เป็นระเบียบตรงด้านนอกอาคารก่อนเข้าเกท

 

 

 

ใจหนึ่งก็ไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้ต้องรู้สึกเศร้าแต่อีกใจก็รู้ว่าหากเขาไม่พูดมันในตอนนี้ก็คงจะเป็นตัวเขาเองที่เสียใจยิ่งกว่า

 

มาร์คก้าวออกไปจากรถมีหมวกและผ้าปิดปากเป็นเครื่องปิดบังใบหน้าเหมือนเคย ทันทีที่แฟนๆเห็นก็ส่งเสียงตะโกนเรียกกันใหญ่ บางคนตะโกนถามซ้ำๆว่ามันจริงเหรอ ล้อเล่นใช่ไหม บางคนต่อว่าเขาทั้งน้ำตาว่าใจร้ายที่ตัดสินใจแบบนี้ หลายเสียงตะโกนให้สัญญาว่าจะรอ

 

มาร์คทำได้แค่โค้งศีรษะให้ มันอาจเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่เขาใช้เวลาในการเดินอยู่ในสนามบินช้าขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะเสียงจากแฟนๆที่รั้งเอาไว้แต่เป็นใจของเขาเองที่มันสั่งให้ก้าวไปให้ช้าที่สุด เพราะนี่คือครั้งสุดท้ายที่เขาจะยืนอยู่ตรงนี้ มีแฟนๆมาส่งขึ้นเครื่องบินในฐานะ T.MARK

 

 

 

 

 

ไม่ไปได้ไหม

สัญญาสิว่าจะกลับมา

พวกเรารอไหว

รักษาตัวให้หายแล้วรีบกลับมานะ

 

 

ประโยคมากมายถูกส่งมาจากกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า ป่านนี้เรื่องของเขาคงจะเป็นข่าวใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว มาร์ครับจดหมายทุกฉบับที่ยื่นมาให้ใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อ ตั้งใจจะอ่านบนเครื่องบิน

 

 

 

 

 

พอคิดอยากจะพูดในหัวก็เกือบจะว่างเปล่า ต้องใช้เวลาสองสามนาทีเรียกสติรวบรวมคำพูดและเอ่ยด้วยเสียงที่เหมือนจะแห้งผากจากการเงียบมานานตั้งแต่ออกจากห้องแถลงจนถึงสนามบิน

 

 

 

“ผมรู้ว่ามันน่าตกใจสำหรับพวกคุณทุกคน ที่ผ่านมาก็พยายามคิดหาวิธีอยู่ตลอดว่าจะบอกลายังไงให้เศร้าน้อยที่สุด” แค่นยิ้มให้กับความคิดของตัวเองแม้จะไม่ได้รู้สึกอยากยิ้มเลยด้วยซ้ำ “คิดเอาเองว่าเวลาที่เงียบหายไปคงจะช่วยให้พวกคุณพอเดาทางออกแล้วจะได้เตรียมใจแต่พอเอาเข้าจริง.. มันก็ยากอยู่ดีเมื่อต้องพูดจากปากตัวเอง”

 

 

มาร์คพยายามข่มอารมณ์ตัวเองให้คงที่ ตอนอยู่ต่อหน้านักข่าวในห้องแถลงมันง่ายกว่ามากเพราะคนตรงหน้าไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับเขา เป็นเพียงนักข่าวกับศิลปินที่ต้องทำงานร่วมกัน คำแถลงการณ์ก็เป็นสคริปต์ที่บริษัทร่างไว้ให้ แต่ตอนนี้.. กลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่เห็นกันบ่อยจนชินตา แม้จะไม่รู้จักชื่อแต่ก็จำได้และสงสัยอยู่ในใจหากเมื่อไหร่ไม่ได้เห็น

เขาจะป่วยหรือเปล่านะ

อาจจะติดธุระ

หรือเปลี่ยนใจไปชอบศิลปินคนอื่นแล้ว

 

 

 

 

“ที่ผ่านมาผมอาจไม่ค่อยได้พูดมากเท่าไหร่แต่ทุกคนก็เข้าใจผมมากกว่าตัวผมเองซะอีก งานก็ไม่ค่อยจะรับเหมือนคนอื่นเลยเจอกันได้แค่ช่วงคัมแบ็คกับในคอนเสิร์ต พอมาคิดเสียดายตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้วเนอะว่าไหม”

 

 

 

ถึงจะไม่อยากทำให้อารมณ์ของตัวเองหม่นลงเพราะการเห็นคนมากมายร้องไห้แต่มาร์คก็เลือกที่จะกวาดตามองแฟนๆหลายสิบชีวิตที่ยืนเรียงกันอยู่ตรงนี้ หลายคนถือป้ายกระดาษที่เขียนด้วยลายมือเพื่อให้กำลังใจเขา อวยพรให้เขาหายดีหรือเขียนเพื่อบอกรัก หลายคนถือกล้องและกำลังอัดวิดีโอ

 

การแถลงผ่านกล้องของนักข่าวเมื่อครู่คือการประกาศอย่างเป็นทางการต่อสื่อว่าทีมาร์คจะจบเส้นทางในวงการบันเทิงนับจากวันนี้ไป แต่เวลานี้.. ต่อหน้าทุกคนตรงนี้มันคือคำอำลาจากเขาที่มีต่อแฟนๆ มีแค่เราโดยแท้จริง

 

 

“ขอบคุณ..ถึงแม้จะรู้ว่ามันน้อยนิดจนเทียบไม่ได้กับสิ่งที่พวกคุณทำให้ผมเลย ขอบคุณนะครับ ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนและปกป้องผมมาโดยตลอด ขอบคุณที่อดทนรอและไม่เคยหนีหายไปไหน พวกคุณไม่ควรต้องมาเสียใจแบบนี้เลยมันเป็นผมเองที่ผิดสัญญา เป็นผมที่อยู่ตรงนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ขอโทษครับ..ขอโทษที่มาได้ไกลแค่นี้”

 

 

มาร์คก้มลงคุกเข่ากับพื้นแล้วโค้งให้แทนคำขอบคุณและคำขอโทษจากใจที่ตัวเขาไม่อาจฝืนเดินในเส้นทางนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

 

น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ทนฝืนต่อไปอีกไม่ไหว ยิ่งแฟนๆเห็นว่าเขาร้องไห้ก็ยิ่งร้องกันมากขึ้นและเขาที่ได้ยินเสียงร้องไห้ดังๆและประโยคที่ตะโกนบอกว่าอย่าร้องหัวใจมันก็ยิ่งเจ็บและร้องหนักกว่าเก่า

 

 

เขาไม่เคยมีฝัน ไม่ได้อยากจะเดินเส้นทางนี้ตั้งแต่แรก ที่ผ่านมามันก็แค่ความอยากรู้อยากลองที่ทำให้ดั้นด้นมาถึงต่างแดน การเดบิวท์เป็นศิลปินเดี่ยวก็ไม่ได้ทำเพราะความฝันแต่ทำเพราะอยากจะรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับแบมแบมว่าจะไม่หนีหายไปไหน

 

แต่ระหว่างทางที่เขาเดินผ่านมากลับมีคนค่อยๆเดินตามมาข้างๆ พอการก้าวเดินของเขามันเร็วเกินไปจนหลายคนเดินตามมาไม่ไหวก็ใช้วิธีผลักหลังให้เขาไปข้างหน้าไกลออกไปเรื่อยๆสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนกระทั่งวันหนึ่งหันกลับมาก็พบว่าเส้นทางนี้ไม่ได้มีแค่เขาเดินเพียงลำพังอีกต่อไป ยังมีคนมากมายคอยอยู่ข้างหลัง ส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจเขาเสมอมา

 

มาร์คไม่เคยเชื่อว่าในโลกนี้จะมีความสัมพันธ์แบบที่ไม่เคยได้รู้จัก ไม่เคยได้เจอกัน รู้จักกันเพียงหน้าจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์แล้วจะสามารถผูกพันกันได้ขนาดนี้ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าความสัมพันธ์แบบที่ใครคนนึงพร้อมจะทำทุกอย่างให้ใครอีกคนไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเห็นเขายิ้มและมีความสุขมันมีอยู่จริง

 

 

 

เสียงร้องไห้และตะโกนเรียกชื่อเขาหรือแม้กระทั่งร้องขอคำสัญญาว่าจะกลับมาเมื่อหายดีดังตามหลังมาไม่ขาด มันเจ็บปวดเมื่อไม่อาจไม่ให้สัญญาหรือคำปลอบโยนใดๆได้เลยว่าตัวเขาจะหายดีเพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นไปได้จริงไหม

 

 

แจบอมแอบใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาที่หางตาตัวเองทิ้งก่อนจะขยับมาพามาร์คไป มือที่หนักแน่นของแจบอมคอยประคองไหล่ของมาร์คเอาไว้แล้วดึงเข้าไปหาพ่อกับแม่ที่รออยู่ด้านใน นับจากวันนี้เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นไปจากผืนดินมาร์คจะไม่ใช่ศิลปินในความดูแลของแจบอมอีกต่อไปและหมดสิ้นสัญญาในการเป็น T.MARK โดยถาวร

 

 

 

“มันจะไม่เป็นไรมาร์ค ลูกจะผ่านมันไปได้เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ”

 

ขยับเข้าไปหาวงแขนที่อ้าออกของพ่อแล้วก็รู้สึกได้ถึงแรงกอดอีกชั้นจากแม่ มาร์คไม่อายที่จะร้องไห้ออกมาเหมือนกลับไปเป็นเด็กเล็กอีกครั้ง ภายนอกเขาอาจดูเหมือนเฉยชา เรื่องไหนไม่สำคัญก็ไม่เคยใส่ใจแต่บางเรื่องที่มีความหมายโดยตรงต่อจิตใจมาร์คจะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวกับมันเอามากๆ

 

 

 

 

 

กระทั่งประคองอารมณ์ตัวเองได้แล้วมาร์คก็ตัดสินใจหยิบกระดาษมาเขียนด้วยลายมือแล้วถ่ายมันลงในช่องทางโซเชียลของตัวเองเพื่อเอ่ยลากับแฟนๆเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งสุดท้าย

 

 

 

 

 

ถึง แฟนๆที่ไม่เคยย่อท้อต่อการรักผม

 

 

 

 

ผมนั่งเขียนและขยำทิ้งเป็นร้อยรอบระหว่างรอเวลาขึ้นเครื่องเพื่อหาคำพูดที่มันเหมาะจะใช้กับการจากลาแล้วสุดท้ายก็พบว่ามันไม่มี ถึงจะหาคำที่สวยหรูมาขอบคุณสักแค่ไหนก็รู้ว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ได้รับจากพวกคุณหรือต่อให้ใช้คำที่มีความหมายเศร้ามากแค่ไหนก็ไม่อาจจะชดเชยความเจ็บปวดของพวกคุณในวันนี้ได้เลยแม้แต่น้อย นั่นเลยทำให้ผมพูดได้แค่คำธรรมดาที่ดูเหมือนไร้หัวคิดสิ้นดี

 

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างและขอโทษที่ทำให้ต้องเสียใจ

 

มันเป็นสองคำที่อธิบายหลายสิ่งมากมายในใจผมออกมาได้ ได้โปรดอย่าโศกเศร้าเพราะผมนานนักเลยนะครับ ถึงวันนี้จะเสียใจแต่วันต่อๆไปเชื่อว่าต้องมีสิ่งที่ทำให้พวกคุณมีความสุขได้แน่เพราะฉะนั้นยิ้มรับมันไว้นะครับ สิ่งดีๆจะต้องเข้ามาหาพวกคุณแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น ดูแลสุขภาพ พาตัวเองไปอยู่ในที่ดีๆ กินอาหารดีๆ อ้อ กินแล้วก็อย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะ อย่าลืมดูแลคนสำคัญที่อยู่ข้างๆด้วย พวกคุณต้องมีชีวิตที่ดีและมีความสุขให้ได้นะ

 

 

 

 

 

ปล. จะจำไว้เสมอว่าพวกคุณคือ

ความทรงจำอันล้ำค่า

ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของผม

 

 

รัก

T.MARK

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

#มาร์คแบมแร็พเปอร์

 

 

 

 

 

 

 

 

มีข่าวสำคัญจะประกาศเรื่องการรวมเล่มในบทความถัดไปนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

4,782 ความคิดเห็น

  1. #4775 onea (@doublebonea) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 12:04
    น้ำตาไหล เป็นบ้าเป็นบอ จะรอนะ T.MARK
    #4775
    0
  2. #4773 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 19:33
    ชั้นหน่ะร้องไห้ใจจะขาด
    #4773
    0
  3. #4725 Lookshin (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 13:16

    โฮ มาร์คคคค

    #4725
    0
  4. #4661 Cher_Cher (@Cher_Cher) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:40
    ฮือออออ ถ้าน้ำท่วม โปรดรู้ไว้นั่นคือน้ำตาของฉันเอง
    #4661
    0
  5. #4602 hiddenhills (@hiddenhills) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 01:31
    ร้องไห้เลยยยยยย ทำไมถึงเป็นแบบนี้TT
    #4602
    0
  6. #4549 0982931436 (@0982931436) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:23
    ถึงขั้นนอนร้องไห้เลยไรท์ พอคิดว่าถ้าเกิดขึเนจริงๆนี่ถึงกับโฮเลยอะ
    #4549
    0
  7. #4534 agasep2 (@Agasep) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:31
    ไรต์เขียนดีมากเลยค่ะ ทำให้เราสามารถคิดภาพตามได้ มันเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ อินมากเลยค่ะ
    #4534
    0
  8. #4498 ChayapornSs (@ChayapornSs) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 05:13
    ร้องไห้หนักมาก มันเศร้ามากจริงๆนะ อาจจะเป็นเพราะอยู่ในฐานะแฟนคลับ เราเลยเข้าใจและอินมากกว่าเดิม
    #4498
    0
  9. #4460 คนสวย (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 19:14
    น้ามมตาาฮื่ออ
    #4460
    0
  10. #4441 - Chompaey (@ployberry00) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 21:03
    โอ้ยน้ำตาาาา TT
    #4441
    0
  11. #4416 grapeberryz (@grapeberryz) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 00:01
    มันเจ็บมากเลยนะ
    #4416
    0
  12. #4340 gummyworm (@gummyworm) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 18:13
    ฮือ ใจบางมาก สงสาร
    #4340
    0
  13. #4313 Jerry Fern (@jerryfern) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 / 11:58
    ห่างกันแบบนี้ มาร์คไม่กลัวคนมาจีบแบมหรอ รีบรักษารีบกลับมาตามหึงน้องเร็วๆนะ
    #4313
    0
  14. #4285 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 21:54
    แล้วเรื่องของแบมกับมาร์คจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ มาร์คจะได้กลับมาอีกไหม จะได้กลับมาอยู่ข้างแบมอีกหรือป่าว
    #4285
    0
  15. #4235 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 10:56
    ไม่เข้ามาอ่านนานมาก เพราะกะแล้วว่าน้ำตาท่วมจอ ฮืออออ
    #4235
    0
  16. #4132 JA2845 (@JA2845) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 05:55
    เศร้าเบอร์แรงง เกือบร้องล่ะแต่ ฮึบไว้55
    #4132
    0
  17. #4128 xstcphpp (@iptmzliaen) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 18:19
    นี้พอคิดสมมุติว่าเป็นแบบนี้จริงๆก็เศร้าเกินไปแล้ว
    คงอีกนานกว่าจะทำใจได้ต่อ2ฝ่าย
    #4128
    0
  18. #4116 Missnight (@missnight17) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2560 / 05:21
    โอ้โห เศร้า คือไม่คิดว่าจุดจบวงการเพลงของมาร์คจะออกมาแบบนี้จริงๆ อ่านแล้วรู้สึกช็อกตามแฟนคลับมาร์ค ละคิดว่าถ้าตัวเองเป็นมาร์คมันจะเป็นอะไรที่โคตรของโคตรเศร้า แต่ที่อยากรู้ตอนนี้คือแบมแบมคิดจะทำอะไร แบมทำตัวเข้มแข็งมาก แต่ดูรู้ว่าแบมอ่อนแอ
    #4116
    0
  19. #4086 Naniile (@Naniile) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 14:23
    นำ้ตาซึมตามแจบอมไปด้วยเย
    #4086
    0
  20. #3971 markbammuay (@markbammuay) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2560 / 19:14
    ไม่ไหววววว
    #3971
    0
  21. #3945 nrtbfx (@qass-) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2560 / 01:31
    น้ำตาไหลเลย เศร้ามากอินมาก
    #3945
    0
  22. #3941 HANAYUN (@xxxpebgot7) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 10:42
    อ่านไปน้ำตาไหลไป ? ?
    #3941
    1
    • #3941-1 HANAYUN (@xxxpebgot7) (จากตอนที่ 38)
      5 มิถุนายน 2560 / 10:43
      น้ำตาไหลแบบนี้สิ ฮือออ T_T
      #3941-1
  23. #3940 giftfully (@raindemon) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 22:31
    เราอินเกินไปละ น้ำตาไหลจนต้องอ่านข้าม
    #3940
    0
  24. #3939 GiftGift852 (@kanokwan-s) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 15:59
    ฮื่ออออ ร้องไห้หนักมากกก ต นเขียนไรท์ร้องไหมคะ?
    #3939
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #3939-2 frozenlemonn (@frozenlemonn) (จากตอนที่ 38)
      4 มิถุนายน 2560 / 20:00
      เละเทะเลยค่ะ T^T พิมพ์ไปน้ำหูน้ำตาไหล เนื้อหาไม่กี่หน้า(ตรงส่วนของสนามบิน)แต่ใช้เวลาหลายชั่วโมงเลย ฮืออออ
      #3939-2
  25. #3938 พยอซัล. (@pyosun) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 01:10
    น้ำตาไหลเลย
    #3938
    0