[END] MARKBAM RAPPER #มาร์คแบมแร็พเปอร์

ตอนที่ 14 : ตอนพิเศษ : [Mark's Diary] - mistake - 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    6 ธ.ค. 59

 

 

 

- mistake -

 

 

 

เมื่อ ความถูกต้อง กับ ความถูกใจ

มันไปด้วยกันไม่ได้

 

สุดท้ายชีวิตก็จะบังคับให้เราต้องเลือก

ไม่ว่าจะยินดีหรือไม่ก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

2012 : September

 

จากการปรับความเข้าใจกันในครั้งนั้นรวมไปถึงการกระทำที่มันเกินกว่าพี่น้องทั่วไป มาร์คและแบมแบมก็ดูจะตัวติดกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเรายังคงเป็นไปเหมือนเคย ไม่ได้ก้าวกระโดดอย่างที่ใจเคยอยากคิด เพราะมาร์ครู้ดีว่าแบมแบมยังเด็กและยังไม่ถึงเวลา ยังไงซะสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้มันก็ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคำใดหรือสถานะไหนมากำหนดให้เราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกอย่างที่เคยทำมาก็ยังทำเหมือนเคย ถึงไม่เคยพูดชัดๆออกมาเป็นถ้อยคำยืนยัน มาร์คก็มั่นใจว่าแบมแบมรู้

 

 

หลังจากที่แบมแบมร้องไห้ขอร้องให้มาร์คอยู่ เด็กน้อยของมาร์คก็ตั้งเป้าหมายให้กับเราทั้งคู่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มันดูจะพอมองเห็นความเป็นไปได้เร็วกว่าการเดบิวท์ นั่นคือการกระโดดข้ามค่ายย้ายไปเป็นเด็กฝึกในสังกัดค่ายใหญ่

 

เราซ้อมกันหนักและทำมันออกมาได้ค่อนข้างดี และเพราะการทดสอบมันอยู่ในเดือนเกิดของมาร์คด้วย มาร์คเลยคิดว่ามันมีความหมายและอยากจะทุ่มลงไปให้สุดตัว เหมือนกับที่แบมแบมอวยพรให้เขาในวันเกิด ซึ่งมันก็สัมฤทธิ์ผลออกมาดั่งคำที่อีกคนขอ .. แต่มาร์คไม่ดีใจหรอก

 

“ฉันไม่ไปก็ได้นะ”

“ได้ยังไงล่ะพี่มาร์ค โอกาสดีขนาดนี้ พี่จะทิ้งมันไม่ได้นะ”

 

“แต่ ..”

“หน่า คิดซะว่าแบมขอก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวรอบหน้าแบมก็จะตามพี่มาร์คไป”

 

“จริงนะ .. ต้องตามมาให้ได้นะ สัญญากับพี่ก่อน”

“อื้อ แบมสัญญา!

 

 

 

ครั้งนี้มาร์คเป็นฝ่ายร้องขอคำสัญญาจากแบมแบมเอง มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าการย้ายบริษัทในครั้งนี้มีแค่เขาที่ผ่านออดิชั่นเพียงคนเดียว เขาจะรอแบมแบมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

 

ก่อนหน้านี้มาร์คได้รับการทาบทามและคำเชิญชวนมากมายจากค่ายใหญ่ตลอดเวลาสองปีที่อยู่ที่นี่ ก็อย่างที่คนพูดกันนั่นแหละ มันอาจจะฟังดูหลงตัวเองไปหน่อยแต่ในบรรดาเด็กฝึกจากหลายๆค่าย มาร์คคือคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดในตอนนี้แล้ว แต่เขาก็ไม่เคยบอกให้ใครรู้ ไม่บอกแม้กระทั่งแบมแบมเพราะมาร์คไม่ได้มีความต้องการอยากจะย้ายค่ายตั้งแต่แรก การออดิชั่นใหม่ในครั้งนี้ทั้งหมดก็เป็นเพราะคำชวนจากแบมแบม มาร์คแค่อยากให้เราได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่มันจับต้องได้และดูมีความหวัง อีกอย่างก็เพราะความรู้สึกผิดและรู้สึกแย่กับตัวเองที่เป็นต้นเหตุทำให้แบมแบมร้องไห้ขนาดนั้น เลยอยากจะทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้แบมแบมมั่นใจว่าเขาจะไม่ทิ้งแบมแบมไปไหน

 

 

 

 

 

2012 : December

 

แต่โลกนี้คงไม่มีใครไม่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ต่อให้อยากจะเลี่ยงแค่ไหนสุดท้ายแล้วเราก็มาถึงจุดที่ต้องแยกห่างจากกันจนได้ มาร์คหวังว่าระยะห่างมันจะไม่ทำให้อะไรๆเปลี่ยน พยายามจะทำทุกอย่างให้เป็นเหมือนเคย แต่ก็อย่างว่า .. ความต้องการมันไม่ได้เป็นดั่งใจเสมอไป

 

 

เดือนนี้มาร์คออกจากการเป็นเด็กฝึกค่ายเก่าโดยถาวรแล้ว ต้องย้ายข้าวของเพื่อไปอยู่หอใหม่ ซึ่งมาร์คก็ทำให้มันยืดเยื้อและประวิงเวลามาจนวันสุดท้าย พยายามขนของออกไปทีละชิ้นสองชิ้นตลอดเดือนที่ผ่านมา เพราะไม่อยากให้แบมแบมรู้สึกว่าเขาหายไป ไม่อยากให้แบมแบมที่ขี้กลัวที่แม้แต่จะนอนปิดไฟคนเดียวยังทำไม่ได้ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว จนกระทั่งเวลาของมาร์คในค่ายเดิมหมดลงจริงๆนั่นแหละ ถึงต้องขนของทั้งหมดออกมา และครั้งนี้แบมแบมก็ช่วยจัดกระเป๋าและตามมาส่งด้วย

 

ทั้งที่มันก็แค่ห่างกันไม่กี่ป้ายรถเมล์เท่านั้น มาร์คกลับรู้สึกอยากให้รถที่นั่งอยู่วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่อยากจะลงไปจากรถ แต่สุดท้ายมันก็ทำได้แค่คิดเพราะทุกเส้นทางมันย่อมมีจุดสิ้นสุดเสมอ

 

มาร์คและแบมแบมช่วยกันขนของที่มีไม่มากนักไปยังห้องพักใหม่ของมาร์ค ซึ่งโชคดีหน่อยที่มาร์คได้อยู่กับแจ๊คสันที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องไปปั้นหน้ายิ้มทำความรู้จักเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ ที่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเข้ากันได้รึเปล่า มันคงเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวที่มาร์คคิดออกในตอนนี้แล้วมั้ง

 

 

ตลอดทางมาร์คจับสังเกตได้ว่าทั้งแบมแบมและตัวเขาเองต่างก็เลี่ยงที่จะพูดถึงอะไรก็ตามที่ฟังดูคล้ายการจากลา แบมแบมชวนคุยนู่นนี่ ชี้ให้ดูรอบข้างทำเหมือนกับว่าตื่นตาตื่นใจกับย่านพักอาศัยใหม่ของมาร์ค แต่ถึงอย่างนั้นมาร์คก็สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงหงอยๆที่เจือความเสียใจของแบมแบมได้

 

แบมแบมช่วยจัดของอยู่เกือบสองชั่วโมง จนมาร์คเห็นว่ามันน่าจะถึงเวลากลับได้แล้ว ไม่อยากให้แบมแบมกลับช้าจนเกินไป มาร์คตั้งใจที่จะไปส่งแต่อีกคนกลับบอกปัด อยากให้เขาจัดการธุระทางนี้ให้เรียบร้อยมากกว่า ยืนยันว่าจะกลับเองเพื่อที่มาร์คจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา เขาเองอยากจะขัดแบมแบมแต่ธุระของตัวเองก็ยังต้องทำ มีข้าวของให้ต้องจัด และพรุ่งนี้ก็ต้องเข้าบริษัทวันแรก

 

 

มาร์คเดินมาส่งแบมแบมที่ป้ายรถเมล์ แล้วมันก็เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าระหว่างเรามันมีบางอย่างแทรกกลางเข้ามา ตอนที่ส่งแบมแบมขึ้นรถแล้วโบกมือลา ตอนที่อีกคนคลี่ยิ้มกว้างแล้วโบกมือตอบกลับมาให้ รอยยิ้มของแบมแบมยังคงเป็นรอยยิ้มที่มาร์คชอบเสมอ แต่ความสดใสนั้นมันเหมือนจะหายไปยังไงไม่รู้ ราวกับว่าหน้าร้อนของมาร์คได้ถูกเมฆครึ้มปกคลุมหม่นหมองไม่ต่างอะไรกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ของเราตอนนี้

 

 

 

 

 

 

 

2013 : February

 

การย้ายค่ายก็ไม่ต่างอะไรจากการเริ่มต้นใหม่เหมือนตอนมาที่เกาหลีครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว มาร์คต้องทำความรู้จักเพื่อนใหม่แม้จะไม่ได้กระตือรือร้นมากเท่าเก่าก็เถอะ หลายๆคนก็พอคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้างเพราะอาจเคยเจอกันตามร้านคาเฟ่ หรือเป็นเพื่อนของเพื่อนที่รู้จักกันอีกที นอกจากเรื่องเพื่อนใหม่ที่ต้องเชื่อมความสัมพันธ์ไว้บ้าง ก็ยังมีเรื่องคลาสเรียน เรื่องครูฝึก ไหนจะเรื่องตารางซ้อมและกฎระเบียบของบริษัทใหม่ มันเลยกินเวลาในแต่ละวันของมาร์คไปซะหมด

 

 

จากช่วงแรกๆที่ยังพอได้เจอกับแบมแบมสามสี่วันต่ออาทิตย์ก็กลายเป็นว่าตอนนี้มันลดลงไปมาก มาร์ครู้ว่าแบมแบมเองก็เกรงใจไม่อยากให้ไปหา ถึงได้เป็นฝ่ายมาหามาร์คอยู่ตลอด ซึ่งเขาเองก็พยายามที่จะหาเวลามาเจอแบมแบมทุกครั้งที่เจ้าตัวโทรหรือแชตมาบอกว่าแวะมา ต่อให้เจอกันแค่ห้านาทีก็ยังดี มาร์คตั้งใจหรือจะเรียกว่าตั้งกฎกับตัวเองก็ได้ว่าอย่างน้อยๆ เขาก็จะยกเวลาในวันอาทิตย์ทั้งวันให้แบมแบม ยังไงซะมาร์คก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะใช้เวลาว่างที่มีแค่วันเดียวต่อสัปดาห์ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนในค่ายอยู่แล้ว เรื่องนั้นเอาไว้ทำวันอื่นก็ได้ยังไงก็เจอกันได้ตลอด

 

 

อย่างวันวาเลนไทน์ที่ดูเหมือนคนที่นี่จะให้ความสำคัญกับมันค่อนข้างมาก มาร์คก็เจียดเวลาจากการต้องแสดงโชว์ย่านคนพลุกพล่าน นัดให้แบมแบมมาหา มันไม่ใช่การเดทอะไรแบบนั้นหรอก มาร์คก็แค่ซื้อไอศกรีมให้เราคนละอัน แล้วก็เดินเล่นมองดูผู้คนรอบข้างไปเรื่อยๆ ไม่มีการจับมือ ไม่มีของขวัญอะไรพิเศษ ที่จริงมันไม่มีแม้กระทั่งถ้อยคำหวานๆที่คนมักจะหยิบยกมาใช้ เพราะมาร์คยังคงคิดเหมือนเดิมว่า แบมแบมยังเด็กและมันยังไม่ถึงเวลา เขารอได้และจะรอจนกว่าจะถึงเวลาที่มันเป็นของเราจริงๆ

 

 

 

 

 

 

2013 : May

 

 

ช่วงหลังๆมานี้มาร์คเพิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของแบมแบม เหมือนกับว่าถ้าคนเราอยู่ด้วยกันทุกวันมันก็คงดูไม่ออกเพราะความเคยชิน แต่ตอนนี้มาร์คและแบมแบมได้เจอกันน้อยลงและทุกครั้งที่เจอก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียงแค่ไม่นานจนพอลองมองดูดีๆ มาร์คก็พบว่าเด็กน้อยของเขาน่าจะตัวสูงขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ความอ่อนล้าที่ปรากฏออกมาให้เห็นก็ทำให้มาร์คเป็นห่วง

 

แต่แบมแบมก็คือแบมแบมเด็กดื้อนั่นแหละ มาร์ครู้จักน้องที่เขาเลี้ยงมากับมือดีมากกว่าเจ้าตัวเองซะอีก เขารู้ว่าแบมแบมก็คงเจอเรื่องยากลำบากเหมือนกัน แล้วยิ่งต้องคอยมาหามาร์คอยู่ตลอดแบบนี้ก็คงยิ่งเหนื่อยมากขึ้นไปอีก แต่จะให้ไปบอกให้อีกคนหยุดมาหาเขา หรืออย่าทำอะไรที่ทำให้ตัวเองลำบากมันก็คงเป็นไปไม่ได้ แบมแบมไม่ฟังหรอก

 

 

ไม่ใช่ว่ามาร์คไม่หนักใจที่เห็นแบมแบมเอาแต่พยายามวิ่งไล่ตามเขาจนละเลยตัวเองแบบนี้ เขาควรจะเตือนหรือดุแบมแบมตั้งแต่แรก แต่มันก็เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเขาเองด้วยนั่นแหละที่ยังอยากเจออีกฝ่ายมากเท่าที่จะเป็นไปได้

 

จนกระทั่งมาร์คบังเอิญเจอครูฝึกคนสนิทจากบริษัทเก่า ตอนนั้นอีกฝ่ายเลยพาเขาไปเลี้ยงข้าว ถามสารทุกข์สุขดิบ แล้วก็เล่าเรื่องที่แบมแบมโดดซ้อม บาดเจ็บและไม่ผ่านการประเมินเดือนก่อนให้ฟัง

 

เขารู้สึกเหมือนถูกตบจนหน้าชา พูดอะไรไม่ออกเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้แบมแบมเป็นแบบนี้ ได้แต่ขอโทษขอโพยแล้วฝากฝังให้คุณครูช่วยดูแลแบมแบม ให้เบอร์ติดต่อหากว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับแบมแบมอีก

 

 

- mistake -

 

 

 

 “มีคนบอกฉันว่านายไม่ผ่านการประเมินเดือนก่อน” มาร์คถามขึ้นมาในวันที่เราทั้งคู่หาเวลาไปกินเนื้อย่างแบบที่ชอบด้วยกันได้

 

“...”

 

แบมแบมไม่ตอบอะไรกลับมา เอาแต่ก้มหน้ามองชิ้นเนื้อในจานอย่างคนโดนจับได้ มาร์คได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะถึงคาดคั้นไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ก็บอกแล้วไงว่าแบมแบมหน่ะดื้อ

 

 

“ได้พักบ้างรึเปล่าเราน่ะ ทำไมตาช้ำขนาดนี้”

 

 

พูดพลางยื่นนิ้วไปเกลี่ยดวงตาช้ำๆของคนตรงหน้า ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาร์คไม่เคยปล่อยให้แบมแบมอดนอนหรือทรมานร่างกายตัวเองเลยสักครั้ง หน้าที่ของเขาตั้งแต่วันที่แบมแบมยอมให้เข้าไปอยู่ในชีวิตก็คือการเป็นที่พักพิงและดูแลเด็กน้อยคนนี้ พอเห็นแบบนี้หัวใจมาร์คก็เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดจนหายใจไม่ออก แบมแบมหลับตารับสัมผัสนั้นก่อนจะร้องไห้ออกมา น้ำตาของแบมแบมมันมีอิทธิพลกับมาร์คเสมอนั่นแหละ

 

 

“พี่ไม่อยู่แบมต้องดูแลตัวเองด้วยสิ ต้องโตแล้วนะรู้ไหม”

 

 

แบมแบมปาดน้ำตาทิ้งแล้วส่งยิ้มกว้างมาให้ มาร์ครู้ดีว่ามันเป็นรอยยิ้มที่จงใจฝืน แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าน้ำตา แบมแบมก้มหน้าก้มตาจัดการชิ้นเนื้อในจานที่มาร์คคอยหยิบจากตะแกรงปิ้งไปให้ หลังจากนั้นก็เดินไปส่งแบมแบมที่ป้ายรถเมล์เพื่อแยกย้ายกันกลับ ตอนนั้นนั่นแหละที่อยู่ๆคนที่มาร์คไม่คาดคิดว่าจะเจอก็โผล่พรวดเข้ามา

 

 

เจนนี่เป็นเด็กฝึกเพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่กี่เดือน แล้วก็เหมือนว่าแค่นี้ชีวิตของมาร์คยังวุ่นวายไม่พอ ค่ายถึงได้ยัดเยียดให้มาร์คเป็นคนดูแลเพียงเพราะแค่เรามาจากอเมริกาเหมือนกัน

 

 

“คนนี้เองแบมแบม น่ารักจัง”

 

มาร์คปัดมือเจนนี่ที่กำลังจะยื่นมือไปจับแก้มแบมแบมออกทันที ได้ยังไง รู้จักกันก็ไม่ใช่ มีสิทธิ์อะไรมาจะมาแตะตัวแบมแบมของเขากัน

 

“อะไรล่ะ ฉันแค่อยากเจอเด็กคนที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์นายแค่นั้นเอง อย่าขี้งกหน่อยเลยน่า”

 

เจนนี่เคยเห็นรูปที่มาร์คสอดไว้ในกระเป๋าสตางค์ด้วยความบังเอิญ แล้วก็ตั้งคำถามน่ารำคาญมากมาย เซ้าซี้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ชมว่าน่ารักน่าเอ็นดูเป็นน้องของมาร์คเหรอ พอบอกว่าไม่ใช่น้องแท้ๆแต่เป็นเด็กที่ฝึกมาด้วยกัน ก็รบเร้าทำท่าอยากจะเจอยกใหญ่ มาร์คไม่ชอบการต้องแบ่งแบมแบมให้กับใครทั้งนั้น เพราะงั้นหลายๆครั้งถึงต้องสลัดเจนนี่ให้หลุดถึงจะปลีกตัวมาหาแบมแบมได้

 

 

เจนนี่แนะนำตัวเองกับแบมแบมเสร็จสรรพ มาร์คเห็นแววตาที่เหมือนจะร้องไห้ของแบมแบมแล้วก็ต้องรีบอธิบายว่าเจนนี่เป็นใครมาจากไหน กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไป แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเสียเวลาไปกับการต้องมาเถียงกับเจนนี่ จนกระทั่งรถของแบมแบมมาถึงมาร์คเลยบอกลาแล้วก็เดินหนีออกมาเลย ปล่อยให้คนโดนทิ้งตะโกนไล่หลังด่าตามมาแบบไม่สนใจ

 

 

- mistake -

 

 

มาร์คเคยเจอคนน่ารำคาญในชีวิตมาก็เยอะแต่ยอมรับเลยว่าเจนนี่น่ะเป็นคนที่น่ารำคาญขั้นสุด แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องบอกว่านิสัยเหมือนถอดมาจากตัวเขาเลยในเรื่องความหยิ่งจองหอง ปากดี และกวนประสาท บวกกับนิสัยพูดมาก อยากรู้อยากเห็นไปหมดที่เหมือนกับแจ๊คสัน โชคดีที่เกิดมาเป็นผู้หญิงไม่อย่างนั้นคงจะได้โดนใครดักกระทืบทุกหัวมุมถนนไปแล้ว

 

 

ทำไมมาร์คจะไม่รู้ว่าหลายๆคนมองว่าระหว่างเขากับเจนนี่มันมีอะไรที่มากไปกว่าเพื่อน แต่มาร์คขอนั่งยันนอนยันตรงนี้เลยว่ามันไม่ใช่และเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่ภายนอกเราอาจดูเหมาะกัน แต่ถ้าใครได้ลองรู้จักก็จะรู้ว่าเจนนี่ไม่ได้มีความเป็นผู้หญิงอยู่ในตัวเลยแม้แต่น้อย แจ๊คสันเคยพยายามจะจีบเล่นๆ ด้วยความที่คึกคะนองและอยากจะลองของนั่นแหละ สุดท้ายก็ถอยทัพกลับแทบไม่ทันเมื่อโดนขายาวๆที่ผู้หญิงหลายคนอิจฉานั่นถีบเข้ากลางอกพร้อมคำปฏิเสธ อับอายท่ามกลางสายตาเด็กฝึกคนอื่นเพราะตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาพักและเราทุกคนกินข้าวกันอยู่ที่โรงอาหารของบริษัทที่ชั้นใต้ดิน

 

 

 

ถ้าจะถามว่าความจุ้นจ้านวุ่นวายของเจนนี่มีมากแค่ไหน ก็เอาเป็นว่ามันมากถึงขนาดรู้เรื่องที่มาร์คพยายามจะเก็บเอาไว้ไม่บอกใคร แม้แต่แจ็คสันที่เป็นเพื่อนสนิทยังไม่เคยกล้าถาม

 

 

 

 

“ไม่ไปหาน้องแบมแบมบ้างเหรอ อยากเจอน้องแบมแบม”

“เจอทำไม ไม่ให้เจอ”

 

 

“อย่างกไปหน่อยเลยหน่า”

 

เจนนี่มาบ่นงุ้งงิ้งน่ารำคาญในวันนึงที่มาร์คเพิ่งซ้อมเสร็จแล้วแวะไปเอาของจากล็อคเกอร์ ช่วงหลังๆมานี้ มาร์คไม่ต้องดูแลอะไรมากเท่าไหร่เพราะเจนนี่เริ่มปรับตัวได้แล้ว อันที่จริงก็แทบไม่ได้ดูแลอะไรตั้งแต่แรกนั่นแหละ มาร์คแค่ช่วยเรื่องในบริษัท บอกว่าอะไรอยู่ตรงไหน ช่วยอธิบายเรื่องที่ไม่เข้าใจบ้างเล็กน้อย เพราะคนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่คล่องนัก ไม่ค่อยอยากจะสุงสิงด้วยเพราะส่วนนึงคือมาร์ครำคาญ การดูแลเจนนี่มันขโมยเวลาที่มาร์คควรจะเอาไปให้อีกคนซะหมด และอีกส่วนคือมันไม่เหมาะนักที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะสนิทกันมากเกินควร แม้ว่าทั้งมาร์คและเจนนี่จะไม่มีใครคิดพิศวาสกันขึ้นมาเลยก็เถอะ

 

 

เพราะอะไรน่ะเหรอ? เพราะมาร์คมีแบมแบมอยู่แล้วไง และสำหรับเจนนี่ มาร์คก็ไม่ใช่ผู้ชายแบบที่เจนนี่ชอบ เพราะอีกคนน่ะชอบแบบใสๆ น่ารักน่าเอ็นดู แบบที่เห็นแล้วกระชุ่มกระชวย สดชื่นในหัวใจมากกว่า .. ที่คิดไว้น่ะไม่ผิดหรอก เจนนี่เคยบอกว่าคิดจะเคลมแบมแบม แล้วใครจะไปยอมกันวะ!

 

 

มาร์คยอมรับว่ากลัว ถึงได้ไม่ค่อยไปเจอแบมแบม มันเป็นความคิดโง่ๆของตัวเองที่รู้ว่าเจนนี่จะต้องหาเรื่องตามมาร์คไปเพื่อเจอกับแบมแบม และมาร์คไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น กลัวแบมแบมจะหวั่นไหว เพราะทุกวันนี้มาร์คไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วอีกคนคิดยังไงกับเขากันแน่ ถึงจะบอกว่ารอได้และจะรอ แต่ถ้าหากว่าแบมแบมไม่ได้คิดแบบนั้นล่ะ ถ้าแบมแบมแค่บังเอิญหวั่นไหว และยอมเพียงเพราะว่าเป็นมาร์คล่ะ

 

 

“อย่ายุ่งกับแบมแบมได้ไหม”

“ฉันก็แค่อยากเจอแฟนนายไม่ได้เหรอไง ทำไมหวงจัง”

 

 

“แบมแบมไม่ใช่แฟนฉัน” ปฏิเสธไปทันควัน ถึงใจมาร์คจะอยากให้เป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาพูดถึงแบมแบมไม่ดี ในเมื่อเรายังไม่ได้เป็นแบบนั้นกันสักหน่อย

 

 

“เหรอ? งั้นก็แปลว่าฉันชอบแบมแบมได้อ่ะดิ”

“ไม่ได้!

 

 

 

“อย่ามายุ่งได้ไหมเจน จะกวนประสาทอะไรก็ทำไปเหอะแต่อย่ายุ่งกับแบมแบม” มาร์คเผลอปล่อยให้ตัวเองหงุดหงิดและพูดออกมาโดยไม่ปิดบัง

 

 

“รู้ไหมมาร์ค นายดูเป็นเดือดเป็นร้อนมากเลยนะพอเป็นเรื่องของเด็กคนนี้ แล้วยังจะมาบอกว่าไม่ใช่แฟน ดูยังไงมันก็ใช่ไม่ใช่เหรอ” เจนนี่พูดพลางทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

 

“ไม่ใช่”

 

 

“เหรอ ..” ตอบรับออกมาเสียงเบาแล้วหันซ้ายหันขวามองให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครได้ยิน

 

 

 

 

“ฉันก็เพิ่งรู้นะว่าคนเป็นพี่น้องเขาจูบกันด้วย”

!!!

 

 

มาร์คตกใจจนเหมือนหัวใจตกลงไปกองกับพื้น .. เจนนี่รู้

 

 

 

 

“อ่า .. ถ้าจะบอกว่าเป็นวิธีกินไอติมแบบใหม่มันก็อาจจะฟังขึ้น แต่ก็ดูแปลกๆเหมือนกันแฮะ” เจนนี่ทำท่าครุ่นคิด

 

“ทำไม ..” เหมือนเสียงจะหายไปจากคอของมาร์คเรียบร้อยแล้ว แต่อีกคนดูจะเข้าใจดีว่ามาร์คกำลังหมายถึงอะไร

 

 

 

“จะหาว่าฉันยุ่งก็ได้นะ ซึ่งฉันก็ยุ่งจริงๆนั่นแหละ ก็แค่เห็นนายกับแบมแบมตอนวาเลนไทน์ ตั้งใจปลีกตัวจากเพื่อนแล้วเข้าไปทัก ก็ดันเจอช็อตเด็ดซะได้”

 

 

ไม่ต้องเล่าต่อมาร์คก็จำได้ดี ตอนที่แบมแบมโฆษณาไอศกรีมรสมิ้นท์ของตัวเองว่ามันอร่อย รบเร้าให้มาร์คลองชิมแต่มาร์คก็ปฏิเสธ ไปๆมาๆรู้ตัวอีกทีมาร์คก็ยื่นหน้าเข้าไปหาอีกคนตอนไหนก็ไม่รู้ คงต้องโทษบรรยากาศของวาเลนไทน์และมุมอับของทางเดินที่มาร์คคิดว่าคงไม่มีใครเห็น .. แต่เขาคิดผิด

 

“จะแก้ตัวว่ายังไงดีล่ะ”

 

 

 

เจนนี่มองยิ้มๆมาเหมือนตัวเองชนะ ซึ่งมาร์คก็ตอบอะไรกลับไปไม่ได้ ในหัวมันคิดไปแล้วว่าแบมแบมจะเสียหาย เขาไม่ควรทำแบบนั้นในที่สาธารณะ

 

 

 

 

“ฉันไม่อะไรหรอกนะ เพราะฉันมาจากอเมริกา มันเรื่องธรรมดาจะตายไป นายจะรักจะชอบใครมันก็สิทธิ์ของนาย แต่ในฐานะที่เป็นเพื่อนแล้วก็เอ็นดูแบมแบมมาก ฉันอยากเตือนนายไว้” เจนนี่เปลี่ยนโหมดจากเมื่อครู่กลายเป็นเคร่งครึม

 

 

“นายเกิดและโตที่อเมริกานายคงไม่เข้าใจคนที่นี่ อยู่โน่นอาจจะเจอคนต่อต้านความสัมพันธ์ประเภทนี้อยู่บ้างแต่มันไม่หนักเท่าที่นี่หรอกนะ ถึงฉันจะแทบไม่เคยอยู่ที่นี่แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายฉันเป็นคนที่นี่แท้ๆเลยล่ะ และบอกไว้เลยว่าไม่มีใครรับอะไรแบบนี้ได้หรอกโดยเฉพาะพวกคนแก่น่ะ”

 

 

“ถึงเด็กๆรุ่นใหม่จะเริ่มยอมรับได้แล้วแต่สังคมทั่วไปก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี ต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆเพราะว่ามันดีกว่าการเปิดเผย เพราะถ้ามีคนรู้ก็จะถูกต่อต้าน ถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังเกียจทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย บางครั้งมันรุนแรงจนถึงขั้นรับไม่ได้จนมีคนฆ่าตัวตายเพื่อหนีแรงกดดันก็มี โลกฝั่งนี้มันไม่ได้สวยงามและเปิดกว้างเท่าโลกที่นายเคยอยู่หรอกนะ”

 

 

 

 

“...”

 

 

 

ทั้งมาร์คและเจนนี่เงียบไป คำพูดของเจนนี่ทำให้มาร์คฉุกคิดอะไรขึ้นมาหลายๆอย่าง ที่ผ่านมาเขาเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้งจนลืมมองความเป็นจริงรอบข้าง

 

 

“แต่ก็ดีจังเลยนะ ที่พวกนายรู้ใจตัวเองเร็วขนาดนี้” เจนนี่พูดยิ้มๆถึงจะชอบแบมแบมแต่มันก็เป็นเพียงแค่ความเอ็นดูเท่านั้นแหละ ลองดูว่าใครเห็นแบมแบมแล้วไม่ชอบก็บ้าแล้ว

 

“ที่จริง .. มันอาจมีแค่ฉันที่คิดอยู่ฝ่ายเดียว แบมแบมไม่เคยพูดหรือแสดงอะไรออกมาหรอก ฉันแค่ทึกทักเอาเองว่าที่น้องไม่ปฏิเสธ ..”

 

“แบมแบมไม่เคยพูดเลยเหรอว่าชอบนาย?!

 

มาร์คส่ายหัว แล้วก็ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้ยอมเล่าเรื่องระหว่างเขากับแบมแบมให้เจนนี่ฟัง ทั้งที่ไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟังเลยด้วยซ้ำ

 

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะตัดความหวังของนายหรอกนะมาร์ค แต่ที่แบมแบมไม่ปฏิเสธอาจเพราะว่าน้องยังแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายมันเป็นความรู้สึกที่เป็นแค่พี่น้องหรือมากไปกว่านั้น”

 

 

 

 

นั่นแหละคือสิ่งที่มาร์คกลัวและไม่กล้ายอมรับ

 

 

 

 

กลัวว่าแบมแบมอาจจะแค่ไม่รู้ตัว กลัวว่าที่ยอมไม่ใช่เพราะว่ารู้สึก แต่เพราะว่าไม่เคยรู้สึกต่างหากถึงได้อยากรู้อยากลอง และเผลอคิดไปเองว่ามันไปไกลกว่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่

 

 

“แบมแบมยังเด็ก นายมั่นใจเหรอว่า .. คือ เข้าใจที่ฉันจะบอกใช่ไหม บางทีน้องอาจจะชอบผู้หญิงก็ได้ แต่นายอาจจะเป็นคนทำให้น้องสับสน”

 

 

 

 

- mistake -

 

 

ยอมรับว่าสิ่งที่เจนนี่พูดมันมีอิทธิพลกับมาร์ค เขาเก็บมันมาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกลัวไปหมด มันสับสนว้าวุ่นใจทำอะไรไม่ถูก แล้วความกลัวนั้นก็ผลักดันให้มาร์คทำอะไรโง่ๆลงไป

 

 

แบมแบมหายหน้าหายตาไปจนมาร์คใจไม่ดี วันหยุดพักผ่อนที่อีกคนมักจะมาหาอยู่ตลอดก็เริ่มที่จะไม่มา ประโยคของเจนนี่วนเวียนอยู่ในหัวจนมาร์คกลัว โดยเฉพาะตอนที่แบมแบมส่งข้อความมาบอกว่ามีเรื่องด้วยอยากคุยด้วย มาร์คยิ่งแทบจะประสาทเสีย

 

 

“จะกลับหอยัง ไปดิเดี๋ยวไปส่ง”

“หะ? เพี้ยนเหรอ นายเนี่ยนะจะเดินไปส่ง”

 

“เออ เร็วเหอะน่า”

 

มาร์ครบเร้าจนเจนนี่ยอมลุกขึ้นเก็บของใส่กระเป๋าแล้วเดินตามออกมา แต่มาร์คก็รีรออยู่หน้าประตูบริษัทไม่เดินออกไปสักที ไม่รู้ว่ารออะไร สักพักก็กลับมาลากแขนเจนนี่ออกไปจากตึก เดินตรงดิ่งไปยังซอยมืดๆที่จะพาไปยังหอหญิง ทั้งที่ปกติแล้วเจนนี่จะเดินอ้อมไปอีกทางที่มันสว่างและมีคนพลุกพล่านมากกว่า

 

 

“จับทำไมเนี่ย ปล่อย”

 

สะบัดมือออกไม่แรงนักแต่มาร์คก็ไม่ยอมปล่อย ยังคงจับข้อมือลากเดินไปเรื่อยๆ คนถูกลากอย่างเจนนี่งงไปหมด แล้วยิ่งสับสนยิ่งกว่าที่มาร์คไม่ยอมปล่อยให้เข้าหอไปสักที ทำเหมือนมีเรื่องจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูด เหมือนรออะไรสักอย่าง

 

 

“แปลกๆนะมาร์ค มีอะไรป่าวเนี่ย .. ถ้าไม่มีฉันไปแล้วนะ”

 

 

บอกลาแล้วบ่นขมุบขมิบด่าอีกคนที่ทำให้เสียเวลา แต่อยู่ๆก็ถูกคนที่ตัวเองกำลังสบถด่ากระชากแขนกลับไป กดนิ้วโป้งทั้งสองนิ้วจิ้มลงมาบนริมฝีปากก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนเกือบจะชิดติดกับนิ้วที่กั้นไว้ เจนนี่ตกใจจนเผลอต่อยเข้าแรงๆที่ท้องของคนตรงหน้า

 

 

“โอ้ย!

“เป็นบ้าเหรอไอ้มาร์ค!

 

มาร์คไม่ตอบแต่หันกลับไปมองยังซอยมืดๆที่เดินผ่านมา เจนนี่มองตามไปบ้างแล้วก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

“อย่าบอกนะว่า .. แบมแบม .. ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ!

“อย่ายุ่งนะเจน”

“ไม่ให้ยุ่งเหรอ?! นายต่างหากที่ดึงฉันเข้ามาเกี่ยวเรื่องนี้”

 

“คิดจะทำบ้าอะไรวะ!” เจนนี่สะบัดมือที่ดึงเอาไว้ออกแล้วเข้าหอไปด้วยความไม่พอใจ ทิ้งมาร์คให้ยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น

 

 

- mistake -

 

 

มันเป็นการกระทำโง่ๆ แจ๊คสันด่าเขาตั้งแต่ตอนที่เจนนี่เล่าทุกอย่างให้ฟัง และมาร์คเองก็คิดว่ามันเป็นอย่างนั้น เขามันโง่ มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบหรืออะไรก็ตามแต่ที่ผลักให้เขาทำแบบนั้น

 

มาร์คก็แค่คนขี้ขลาดที่รับไม่ไหวหากจะต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและแบมแบมมันจะเป็นเพียงแค่ความหวั่นไหว คงรับไม่ได้ถ้าทุกอย่างมันเป็นเพราะอีกคนสับสนและยังเด็กเกินไป มาร์คเคยคบกับคนอื่นมาก่อนถึงรู้ว่ากับแบมแบมแล้วมันต่างออกไป ไม่เหมือนกับป็อปปี้เลิฟสมัยเด็กที่คิดว่ารักแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ความรัก แต่แบมแบมไม่เคยมีใคร มาร์คถึงได้กลัวว่าตัวเองจะเป็นแค่ป็อปปี้เลิฟของแบมแบมไง กลัวจะเป็นแค่คนที่แบมแบมคิดว่าใช่แต่จริงๆแล้วก็แค่คิดไปเอง

 

 

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือหากเราสองคนคิดตรงกันจริงๆแล้วมันจะเป็นไปได้เหรอ ในสังคมแบบนี้ แวดล้อมไปด้วยคนที่เกลียดชังในความสัมพันธ์แบบนี้

 

เราต่างก็จากบ้านมาไกลพร้อมกับแบกความหวังของคนที่บ้านไว้ ถ้าทุกอย่างมันพังลงไปเพราะเรื่องแบบนี้แล้วเราจะกลับไปสู้หน้าคนที่รออยู่ได้ยังไง สำหรับมาร์คอาจไม่เท่าไหร่ ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ก็แค่กลับบ้าน พ่อกับแม่น่ะไม่ว่าอะไรเรื่องนี้หรอก อย่างที่เจนนี่บอกนั่นแหละว่าครอบครัวอเมริกันรับเรื่องพวกนี้ได้ และมาร์คก็คิดว่าพวกท่านคงรับได้ ดูจากการที่ไม่ได้ว่าอะไรเวลาที่มาร์คเล่าเรื่องแบมแบมให้ฟัง แล้วมาร์คก็ไม่เคยปิดบังอะไรด้วย ถึงจะไม่บอกไปตรงๆแต่พ่อกับแม่คงดูออก

 

แต่ทางบ้านของแบมแบมล่ะ มาร์คไม่รู้หรอกว่าที่นั่นจะรับอะไรแบบนี้ได้ไหม แล้วแบมแบมเองก็มีความฝัน มีทางที่ตัวเองควรจะไป มันไม่ควรจะมาหยุดเพราะเรื่องแบบนี้ แบมแบมควรทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำให้ได้ก่อน เรื่องหัวใจเอาไว้พวกเราโตกว่านี้ก็ได้ มาร์คเคยบอกแล้วไงว่ารอได้

 

 

แบมแบมหายหน้าไปอีกแล้ว มีเพียงข้อความส่งมาบอกว่ายุ่งมาก แต่มันขัดกับสิ่งที่มาร์คได้ยินมา ครูฝึกที่มาร์คเคยขอร้องให้ช่วยดูแลแบมแบมนัดมาร์คมาเจอแล้วบอกพฤติกรรมของแบมแบมที่ค่อนข้างเละเทะ อันดับของแบมแบมในการประเมินออกมาไม่ดี บางทีก็มีโดดซ้อม เหมือนสติไม่อยู่กับตัว

 

 

 

 

ตอนที่แบมแบมโผล่มาหา มาร์คยอมรับว่าโกรธ มันเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำมั้งที่มาร์คโกรธแบมแบม ก็ในเมื่อแบมแบมโดนทัณฑ์บนจนเกือบจะถูกส่งตัวกลับบ้าน ปล่อยปะละเลยไม่ดูแลตัวเองจนผอม มาร์คโกรธที่แบมแบมแยกแยะไม่ได้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรมากที่สุด ลืมสัญญาที่บอกว่าจะตามมาอยู่ด้วยกันให้ได้ที่ค่ายใหม่ มาร์คในตอนนี้น่ะไม่มีปัญญารับผิดชอบชีวิตของแบมแบมหรอก เขาเองก็เป็นแค่เด็ก ถ้าเขาต้องเป็นต้นเหตุให้แบมแบมเอาอนาคตและความฝันมาทิ้ง มาร์คก็คงรับไม่ไหวแล้วก็คงเกลียดตัวเองแน่ๆ

 

และเพราะความโกรธนั้นแหละที่ทำให้มาร์คพลั้งปากพูดจาไม่ดีออกไป ซึ่งจริงๆแล้วมาร์คก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ถ้าไม่พอใจหรือโกรธอะไรใครก็จะแคร์ไม่สนใจ เพียงแต่แบมแบมเป็นคนเดียวที่ไม่เคยเห็นมาร์คในมุมแย่ๆและเย็นชาแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

2013 : July

 

 

 

มาร์คไม่ได้เจอแบมแบมอีกเลยนับตั้งแต่วันที่ทะเลาะกันครั้งนั้น คอยให้แจ๊คสันไปดูแลอีกฝ่ายก็บอกว่าแบมแบมสบายดี แบมแบมยังคงส่งข้อความมาหามาร์คบ่อยๆ มาร์คเองก็ตอบกลับบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะทำเพียงแค่อ่านเพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตอบอะไรกลับไป

 

ระหว่างเรามันดูเหมือนจะห่างกันออกไปเรื่อยๆ แจ๊คสันบอกว่าตอนนี้แบมแบมหันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาซ้อมอย่างหนัก ซึ่งนั่นถือเป็นข่าวดี .. แต่สำหรับมาร์คน่ะ ข่าวร้ายที่สุดของเขามันกำลังพุ่งเข้ามาหาแบบที่ตัวเขาทำอะไรไม่ได้เลย

 

 

 

 

- mistake -

 

 

“ทำไมถึงไม่ยอมเดบิวท์หะ! รู้ไหมว่ามีคนอยากได้โอกาสแบบที่คุณได้ตั้งเท่าไหร่ จะมัวรออะไรอยู่อีก” นั่นคือเสียงของทีมงานในบริษัทที่เรียกมาร์คไปคุย

 

 

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฏิเสธการเดบิวท์ ตั้งแต่วันที่ก้าวเข้ามาในบริษัทนี้ มาร์คถูกวางตำแหน่งให้พร้อมเดบิวท์แทบจะทันทีเพราะฝึกกับบริษัทเก่ามาสองปีเต็ม แถมยังเป็นที่จับตามองมากที่สุดด้วย อย่างที่เคยบอกว่าบริษัทนี้เคยมาทาบทามมาร์คอยู่หลายครั้งแต่มาร์คไม่เคยสนใจ

 

“ผมยังไม่พร้อมครับ”

“ไม่พร้อม? จะไม่พร้อมอะไร! ฝึกมาตั้งหลายปี จะเต้น จะร้อง ตีลังกา แร็พก็ทำได้หมดแล้ว ถึงจะพูดไม่เก่งแต่เดี๋ยวก็ให้คนอื่นในทีมจัดการไป”

 

“แต่ ..” มาร์คตั้งท่าจะปฏิเสธอีกรอบ แต่ก็โดนขัดขึ้นมาซะก่อน

 

“คิดว่าเล่นขายของอยู่รึไง การฝึกเด็กสักคนรู้ไหมว่ามันต้องใช้งบประมาณตั้งเท่าไหร่ ถ้าลงทุนไปแล้วไม่เห็นผลบริษัทจะเก็บคุณไว้ทำไม สู้เอาเวลาและเม็ดเงินที่เสียไปกับคุณไปลงกับเด็กคนอื่นที่เขามีความทะเยอทะยาน มีความฝันมากกว่าคุณไม่ดีกว่าเหรอ”

 

 

มาร์คเข้าใจในข้อนี้ดี ไม่ได้โกรธหรอกที่อีกฝ่ายพูดเหมือนเขาเป็นแค่วัตถุสินค้า มันก็เป็นเรื่องจริง เด็กฝึกและศิลปินทุกคนจริงๆแล้วเราก็เป็นแค่สินค้าที่ผลิตออกมาเพื่อขายเท่านั้นแหละ ความฝันและอุดมการณ์มันก็แค่เรื่องลมๆแล้งๆที่ใช้ขับเคลื่อนตัวเองในวันที่ทำงานเหนื่อยเหมือนเป็นเครื่องจักรเท่านั้น ทุกอย่างมันเป็นธุรกิจทั้งนั้นแหละ และมาร์คเองก็ดื้อดึงมานาน ถ้าถามว่ามาร์คกำลังรออะไร

 

 

 

 

มาร์คกำลังรอแบมแบมอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ถ้าคุณไม่มีความต้องการอยากจะเดบิวท์ บริษัทก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องเก็บคุณไว้” คำประกาศิตถูกเปล่งออกมาเฉียบขาด ชัดเจนว่าทางค่ายจะไม่ยอมให้เขาประวิงเวลาใดๆอีกแล้ว

 

 

 

 

บริษัทให้เวลามาร์คหนึ่งอาทิตย์เพื่อกลับมาคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิต จะเดบิวท์หรือโดนฉีกสัญญาแล้วกลับบ้าน ยอมรับว่ามันเครียด ไม่ใช่ว่ามาร์คไม่สงสารเพื่อนที่รอจะเดบิวท์ด้วยกันหรอก แต่เขาเองก็มีคำสัญญาที่ต้องรักษาไว้ให้ได้เหมือนกัน

 

 

 

มาร์คไม่จำเป็นต้องมาเครียดอยู่แบบนี้เลย หากเขาไม่มีพันธะใดๆผูกมัดอยู่ในใจ มันง่ายมากที่จะเก็บกระเป๋ากลับบ้านโดยไม่ต้องแคร์อะไร ตอกหน้าบริษัทที่ทำราวกับว่าเขาเป็นเพียงสิ่งของ

 

 

แต่เขาทำไม่ได้ จะกลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด

 

 

 

 

มาร์คยังจำได้ดีถึงเสียงร้องไห้และอ้อมกอดเล็กๆที่รัดเขาไว้แน่นในตอนนั้น คำอ้อนวอนจากอีกคนที่ขอร้องว่าอย่าหายไปไหน และมันบีบรัดหัวใจของมาร์คจนเกินจะทน

 

 

 

“อย่าไปอยู่ในที่ที่แบมมองไม่เห็นเลยนะ”

 

“ถ้าพี่ไปเป็นคนธรรมดา แล้วแบมจะหาพี่เจอได้ยังไง”

 

 

 

 

เขาสัญญาแล้วว่าจะไม่ไปไหน สัญญาว่าจะเดบิวท์ด้วยกัน แต่ในเมื่อวันนี้คำสัญญาทั้งสองอย่างมันไปด้วยกันไม่ได้ มาร์คก็ไม่รู้แล้วว่าควรจะทำยังไงดี เขารอแบมแบมได้ รอได้เสมอ แต่โชคร้ายที่เขาไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็นคนตัดสินใจ โลกที่ผู้ใหญ่อยู่กันมันยังมีข้อบังคับอีกมากมายที่ต้องรับมือ

 

 

มาร์คอยากจะเดบิวท์แต่ก็ไม่ได้อยากเดบิวท์กับคนอื่นนอกจากแบมแบม

 

ค่ายยื่นข้อบังคับว่าถ้าไม่เดบิวท์ก็ให้มาร์คกลับบ้านแต่มาร์คกลับไม่ได้

 

 

 

 

ทางที่ต้องเลือกมันยากเกินไป ถ้าจะรักษาคำสัญญานึงไว้ก็ต้องยอมผิดสัญญาอีกข้อ หรือไม่อย่างนั้นก็ผิดสัญญามันทั้งสองข้อ กลับบ้านไปซะแล้วปล่อยให้แบมแบมเสียใจ

 

 

 

 

- mistake -

 

 

“ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้ว คุณจะเอายังไง” มาร์คนั่งลงกลางห้องประชุมเล็กที่แวดล้อมไปด้วยทีมงานฝ่ายบริหารของบริษัท มันตึงเครียดไม่น้อยที่มีพวกผู้ใหญ่ที่แทบไม่เคยเห็นหน้ามาจ้องเราอยู่

 

 

 มาร์คเงียบไม่ตอบ มันนานจนใบยกเลิกสัญญาถูกยื่นมาให้ตรงหน้า มาร์คจ้องกระดาษสีขาวนิ่งแล้วสุดท้ายก็เลื่อนมันกลับไป สูดหายใจเรียกความกล้าแล้วพูดออกมาเต็มเสียง

 

 

 

“ผมจะเดบิวท์ครับ”

 

 

ภายในห้องเหมือนจะมีอากาศผ่านเข้ามาให้หายใจได้คล่องกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย ทีมงานดูจะยินดีที่คำตอบของมาร์คออกมาเป็นแบบนี้ แค่นี้มาร์คก็รู้แล้วว่าเขาคงเป็นหมากตัวสำคัญที่บริษัทคงไม่อยากปล่อยไป ซึ่งมันก็ดีแล้วเพราะมาร์คจะได้ใช้ข้อได้เปรียบนี้มาเป็นเครื่องต่อรองในสิ่งที่เขากำลังจะขอ

 

 

 

 

 

“แต่มีข้อแม้ว่าผมจะต้องได้เดบิวท์เป็นนักร้องเดี่ยว ไม่อย่างนั้นก็ขอถอนตัวจากบริษัทครับ”

 

 

 

 

เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันทีที่มาร์คพูดจบ ความไม่พอใจตีตื้นขึ้นมารอบตัวจนสัมผัสได้ มาร์คได้ยินด้วยซ้ำว่ามีคนกำลังด่าเขา บอกว่าเขาจองหองอวดดี แต่ช่างเถอะ ถ้อยคำพวกนั้นมันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขาเลย

 

 

มาร์คพร้อมจะแลก ถ้าบริษัทจะตัดขาดจากเขาก็เอาเลย แต่มาร์คเชื่อว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้น ทั้งตัวเขาและบริษัทต่างก็รู้ดีว่าตอนนี้ไพ่ใบสำคัญมันได้เปลี่ยนมือไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ใช่แค่หมากแต่เป็นคนที่กำลังจะควบคุมเกมในกระดานนี้ต่างหาก

 

 

 

 

 

- mistake -

 

 

2013 : October

 

ตั้งแต่วันที่บริษัทยอมพิจารณาเรื่องโซโล่เดบิวท์ มาร์คก็ไม่มีเวลาไปทำอะไรเลย หมกตัวอยู่แต่ในห้องซ้อม และครั้งนี้ไม่ใช่การซ้อมเต้นหรือตีลังกา แต่มันคือการซ้อมแร็พ ทดลองทำเพลง หาแนวทางของตัวเองและพยายามมีส่วนร่วมในการทำงาน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานะที่ทำอะไรได้มากนักก็เถอะ

แต่มาร์คตัดสินใจแล้วว่าจะลุยให้มันถึงที่สุด ถ้ามันจะพังก็ให้มันพังด้วยมือของเขา จะไม่ยอมให้บริษัทจับให้เขาไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นหนุ่มแสนดีขี้อายเพราะนั่นไม่ใช่ตัวเขา

 

มาร์คเลือกแนวเพลงแร็พฮิปฮอปเพราะมันเป็นสไตล์ที่น่าจะเข้ากับตัวเองมากที่สุด อันที่จริงถ้าเป็นเด็กฝึกคนอื่นคงไม่มีสิทธิ์เลือกได้ขนาดนี้หรอก เผลอๆอาจโดนเด้งออกไปตั้งแต่วันที่กล้าดียื่นข้อเสนอแกมบังคับให้กับบริษัทด้วยซ้ำ แต่มาร์คมีไพ่เหนือกว่าอยู่ที่ครอบครัว ในวันนั้นพ่อของมาร์คใช้ตัวเองเป็นหลักประกันให้กับความต้องการของมาร์ค ทำสัญญากับบริษัทว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดถ้าหากการเดบิวท์ของมาร์คทำให้บริษัทขาดทุน ที่จริงครอบครัวของเราไม่ได้รวยมากมายอะไรขนาดนั้นหรอก ไม่ได้มีเงินมหาศาลถึงขนาดสามารถเทคโอเวอร์บริษัทเพลงได้แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีเครดิตที่น่าเชื่อถือ

 

มาร์คไม่ได้อยากดึงครอบครัวเข้ามาเกี่ยว แต่มันเป็นทางเดียวที่ค่ายจะยอมตกลง ถ้ามาร์คไม่มีหลักประกันอะไรเลย รับรองได้ว่าค่ายจะไม่มีทางยอมอ่อนให้แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้หรอก ที่มาร์คต้องทำก็แค่ระวังอย่าให้พ่อล้มละลายเพราะต้องจ่ายเงินชดเชยให้บริษัทก็พอ

 

 

 

 

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้มาร์คฝึกฝนทุกอย่างหามรุ่งหามค่ำแทบจะไม่พักผ่อนคือมาร์คไม่อยากปล่อยให้ตัวเองคิดถึงแบมแบม ไม่อยากคิดว่าแบมแบมจะรู้สึกยังไงเพราะมาร์ครู้ดีว่าแบมแบมจะรู้ยังไง การมีเวลาว่างมันทำให้มาร์คหวนนึกถึงแบมแบมเสมอ และนั่นมันจะทำให้มาร์คอ่อนแอ

 

แม้มันอาจจะโหดร้ายกับแบมแบมแต่มาร์คก็เลือกไปแล้ว

 

 

 

 

 

- mistake -

 

 

อัลบั้มเดี่ยวของมาร์คถูกปล่อยออกมาในกลางดึกคืนหนึ่งของเดือนตุลา มาร์คแทบไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าอันดับชาร์ตเพลงหรือความนิยมของผู้คนจะไปทางไหน เขาปิดการตอบรับ ปิดเครื่องมือสื่อสารและการรับรู้ มันไม่ง่ายเลยสำหรับเขา สิ่งเดียวที่มาร์คต้องการคืออยู่เงียบๆ คิดถึงเพียงคนเดียวที่เขาพยายามไม่คิดถึงมาตลอดหลายเดือน

 

 

 

 

 

จะรู้ข่าวรึยังนะแบมแบม

ตอนนี้นายจะเกลียดพี่ไปรึยังนะ

 

 

 

 

 

มาร์คไม่รู้ว่าน้ำตามันไหลออกมาตอนไหน แค่คิดว่าจะถูกอีกคนเกลียดมันก็เจ็บไปหมด แต่ทำไงได้มันก็สมควรแล้ว มาร์คผิดสัญญาที่บอกว่าจะเดบิวท์ด้วยกัน มันก็ไม่แปลกหากแบมแบมจะโกรธหรือจะเกลียด มาร์ครู้ว่าตอนนี้แบมแบมคงจะร้องไห้และเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากภาวนาขอให้ใครสักคนคอยอยู่กับแบมแบม ไม่อยากให้ต้องอยู่คนเดียว รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกับตัวเขาในตอนนี้

 

 

ขอโทษ

 

 

 

นั่นคือข้อความสั้นๆที่มาร์คได้แต่พิมพ์ไว้ไม่กล้ากดส่ง เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดว่าขอโทษด้วยซ้ำ บางทีมาร์คก็เคยคิดนะว่าอยากจะเล่าทุกอย่างให้แบมแบมฟัง แต่มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ เมื่อสุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นเหมือนเดิม ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนก็คงมีแค่แบมแบมที่คงจะเสียใจ ร้องไห้จนเผลอๆอาจจะถอดใจล้มเลิกทุกอย่างไปเลย แล้วแบบนั้นเวลาที่เราเสียไปมันจะมีความหมายอะไร

 

 

สักวันนึงข้างหน้ามาร์คอาจจะมีหรือไม่มีโอกาสพูดคำขอโทษกับแบมแบมด้วยตัวเองก็ได้ เขาไม่รู้หรอกว่าการทำแบบนี้มันจะเปลี่ยนแบมแบมไปยังไง มันอาจผลักดันให้แบมแบมสู้ต่อไป หรือไม่ก็อาจเร่งให้ถอดใจเร็วขึ้นก็ได้

 

 

มาร์คแค่พยายามจะรักษาคำสัญญาให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

 

 

จริงอยู่ที่เขาผิดสัญญาที่แบมแบมขอให้ขึ้นไปเป็นดาวบนฟ้าด้วยกัน แต่ฟ้ามันกว้าง เมื่อไปอยู่ด้วยกันไม่ได้ มาร์คก็จะขึ้นไปรออยู่บนนั้น ไม่ว่าแบมแบมจะตามมาหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยมาร์คก็รักษาสัญญาข้อนึงได้แล้ว

 





 

 

 

 

คำสัญญาที่บอกว่า ..

 

 

 

เขาจะไม่ไปอยู่ในที่ที่แบมแบมมองไม่เห็นเด็ดขาด

 

 

 

 

 

 

Mark’s Diary

– end –

 

 

 

 

 

 

#มาร์คแบมแร็พเปอร์

 

 

 

*ทอล์ค* (ยาวนิดนึงนะคะ นานๆจะได้พูด 5555)

 

สรุปคือ เจนไม่ได้ชอบมาร์คโน๊ะ ชอบแบบแบมแบมต่างหาก ฮ่าๆๆๆ มีใครเห็นแบมแบมตอนเด็กแล้วจะไม่อยากจับมาฟัดบ้าง ไหนตอบ!

 

สำหรับการกระทำโง่ๆของมาร์คที่แจ๊คสันเคยบอกก็คือการที่มาร์คจูบเจน(แบบมุมกล้อง)นี่แหละ มันคือการผลักไสแบมแบมไปเพราะไม่อยากให้น้องผิดปกติ (แบบว่าจริงๆแบมแบมอาจจะไม่ได้ชอบแบบนี้ก็ได้ แต่เพราะอยู่กับมาร์คมากไปเลยหลอกตัวเองว่าชอบมาร์คอะไรแบบนี้ /แต่จริงๆแล้วการชอบแบบนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติสักหน่อย เนอะ/) คือมันมีวิธีที่ดีและประนีประนอมกว่านี้แต่มาร์คมองไม่เห็นและเลือกที่ทำแบบนี้แทน ผลเลยออกมาเป็นว่าต่างคนต่างเข้าใจกันไปคนละอย่าง

เหมือนอย่างที่ทุกคนได้อ่านจากพาร์ทแบมแบมและมาร์คนี่แหละค่ะ สังเกตไหมคะว่าถึงมาร์คจะทำแบบนี้แต่ทั้งคู่ก็ยังรู้สึกต่อกันเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการกระทำโง่ๆของมาร์คมันไม่ใช่ชนวนที่ทำให้เกิดความเกลียด แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระหองระแหงเท่านั้น

หลายคนอาจมองว่าเหตุผลของมาร์คมันไม่เมคเซ้นส์เอาซะเลย ซึ่งมันก็จริงค่ะ เพราะนั่นคือความคิดของมาร์คในช่วงวัยรุ่น มันคือความผิดพลาดในการตัดสินใจที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเจอทั้งนั้น

แล้วหลังจากการตัดสินใจที่พลาดไปของมาร์ค ทั้งคู่ก็ไม่ได้ปรับความเข้าใจอะไรกันอีก ทางฝั่งแบมก็น้อยใจคิดมาก แล้วพยายามพัฒนาตัวเองแต่ก็ไม่ทัน และเพราะไม่มีคำอธิบายอะไรจากมาร์คเลยก็ไม่แปลกที่แบมจะเข้าใจว่าถูกหักหลังถึงได้เกลียด

 

สุดท้ายแล้วเลยอยากให้มองว่าไม่ใช่ว่าทั้งสองคนไม่รักกันหรือมีใครละเลยใครไป เพียงแต่เพราะความที่ยังเด็ก และอยู่ผิดที่ผิดเวลาเลยทำให้มันไปกันไม่รอด ความรักมันมีแต่แค่รักอย่างเดียวมันยังไม่พอ มันต้องใส่ใจและสนใจสิ่งรอบข้างด้วย เพราะความรักมันไม่ใช่เรื่องของคนสองคน (ถ้าเป็นแบบนั้นมันเรียกว่าความเห็นแก่ตัวแล้ว) บวกกับการไม่ปรับความเข้าใจเลยทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะฉะนั้นรักใครแคร์ใครก็หันหน้าคุยกัน ปรับความเข้าใจ อย่าทำอะไรโง่ๆแบบมาร์คต้วนนะคะทุกคน ^^

 

 

ปล.จบพาร์ทอดีตแล้วก็ปรับอารมณ์ นั่งไทม์แมชชีนกลับไปภาคปัจจุบันให้ได้นะคะ ใครลืมไปแล้วก็ย้อนกลับไปอ่านใหม่โล้ดดดดดดดดด (ไรท์ด้วย!) 555555

 

(มีคน fav. เรื่องนี้แตะหนึ่งพันแล้ว ฮือออออ T^T ขอบคุณมากนะคะ ดีใจมากเลย จุ๊บ!)

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

4,782 ความคิดเห็น

  1. #4702 Lookshin (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 13:46

    เข้าใจความรู้สึกมาร์คแล้ว แง.... หวังว่าจะรีบเข้าใจกันสักทีนะ

    #4702
    0
  2. #4688 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 12:32
    เห้อออ....
    #4688
    0
  3. #4669 9397♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 23:17
    เริ่มเข้าใจมาร์คนิดนึงเเอบนําตาซึมเเต่ถ้าอธิบายเเต่เเรกก็น่าจะดีกว่านี้ไม่มากก็น้อย :(
    #4669
    0
  4. #4651 Mb_bloody (@Mb_bloody) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 01:59
    เฮ้อ สงสารทั้งคู่นะ เข้าใจมุมมองทั้งมาร์คและแบม ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วสินะ
    #4651
    0
  5. #4579 hiddenhills (@hiddenhills) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 02:52
    ร้องไห้TTTTTTT
    #4579
    0
  6. #4565 K-muk (@K-muk) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 19:36
    สารภาพว่าอยากโยนโน๊ตบุ๊คใส่มาร์ค// อินจัด
    #4565
    0
  7. #4564 jm2611 (@jm2611) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 10:10
    เข้าใจเหตุผลของพี่นะ มากอดๆๆๆๆ
    #4564
    0
  8. #4548 KU__ (@KU__) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 เมษายน 2561 / 01:06
    ว้อยยยยยยยยย เจ็บบบบบ!!!!!
    #4548
    0
  9. #4519 agasep2 (@Agasep) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:17
    ฮืออ เข้าใจแล้ว พี่มาร์คไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลย แงงงบอกแบมเถอะพี่
    #4519
    0
  10. #4475 ChayapornSs (@ChayapornSs) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 16:32
    งานน้ำตามาเต็ม เข้าใจอิพี่มากเลย แต่ก็ไม่เข้าใจแค่บอกแบมแบมไป แบมต้องเข้าใจแน่นอน
    แต่ก็นะทั้งคู่ต้องคลาดกันตลอด จนทำให้แบมเข้าใจผิดมาร์คกับเจน
    #4475
    0
  11. #4454 คนสวย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 23:32
    น้ามมตาาา
    #4454
    0
  12. #4420 nam_ioz (@nam_ioz) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 23:54
    ดราม่าสุด โคตรเจ็บ น้ำตาพรั่งพรู ToT
    #4420
    0
  13. #4408 grapeberryz (@grapeberryz) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 00:13
    เข้าใจความรู้สึกของทั้งสองคนเลย แต่ก็ไม่อยากให้เจ็บปวด
    #4408
    0
  14. #4302 Aely (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 13:17
    เหตุผลของมาร์คนี่ก็น่าคิดเหมือนกัน สงสารทั้งคู่เลย
    #4302
    0
  15. #4259 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 10:13
    ถ้าเพียงแค่มาร์คพูด เชื่อเลยว่าน้องจะไม่เข้าใจผิดและคิดเองไปไกลขนาดนี้ 
    #4259
    0
  16. #4181 Jerry Fern (@jerryfern) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 23:14
    หน่วง เจ็บๆ นี่ก็หวงน้องมากจนน้องเข้าใจผิด ดูน้องจะไปบอกชอบดันไปจับเจนมาแกล้งจูบสมควรรรร น่าจะโดนเกลียดตั้งแต่วันนั้นแหละ
    #4181
    0
  17. #4154 @fujinoii (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 14:39
    อ่านพาร์ทพี่มาร์คแล้วก็พอเข้าใจความรู้สึกของอิพี่ ถึงสองคนจะชอบกัน แต่ก็ต่างคนต่างความคิดจริงๆ ต่างคนต่างคิดกันไปคนละอย่าง และก็ไม่มีการมาปรับความเข้าใจเรื่องมันก็เลยบานปลาย จนถึงขั้นไม่คุยกันเลย
    #4154
    0
  18. #4082 GUS. P. 996 (@cardphone00) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 13:37
    อ่านไปมือไม้ก็อ่อนแรงไป ฮือออ สงสารทั้งพี่มาร์คแล้วน้องแบมต่งคนต่างมีเหตุผลที่ต่างกัน
    #4082
    0
  19. #4045 Missnight (@missnight17) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 06:26
    หัวใจจะตายแล้วคร่าา อ่านพาร์ทแบม แล้วมาอ่านพาร์ทมาร์ค คือรู้เลยว่าต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง อีกคนนึงเจ็บเพราะยึดมั่นในคำสัญญา ส่วนอีกคนนึงก็เจ็บเพราะรู้ว่าทำตามสัญญาไม่ได้ ไม่แปลกที่แบมจะเกลียดมาร์ค และมาร์คต้องยอมรับตรงนี้ให้ได้ แบมไม่ผิดเลยสักนิดเดียว ความเชื่อใจที่คนคนนึงมีถ้ามันมากเกินไป พออีกคนทำให้ความเชื่อใจนี้จบลง มันเท่ากับว่าไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้ว หมดแล้วทุกอย่าง เข้าใจดีที่แบมแบมไม่ต้องการรับรู้ว่ามาร์คผิดสัญญาเพราะอะไร เพราะครั้งสุดท้ายมาร์คเองก็พลาดที่ไปตะหวาดใส่น้อง สงสารทั้งคู่ แต่งานนี้เราทีมแบมแบมค่ะ เพราะเราเป็นมนุษย์แม่ จอบอ
    #4045
    0
  20. #3912 ojay2 (@Ojay) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 20:39
    พอรู้ในมุมของมาร์คก็เข้าใจว่ามีเหตุผล เพราะน้องทั้งนั้น มองในมุมน้องก็ต้องเจ็บเป็นธรรมดา เห้ ออยากให้เข้าใจกันนะ
    #3912
    0
  21. #3787 toto (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 08:14
    อะไรก็เกิดขึ้นได้เนอะ
    #3787
    0
  22. #3640 อุลจีมา (@287456) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 22:25
    สงสารทั้งแบมแบมและก็มาร์ค แต่โกรธมาร์คที่ทำแบบนั้น วิธีอื่นดีๆก็มีทำแบบนี้แบมแบมเสียใจมากนะ #อินค่ะ 
    #3640
    0
  23. #3610 yamroll choco (@yamrollchoco) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 07:58
    เรื่องที่เดบิวท์นี่เข้าใจนะ แต่เรื่องที่ให้แบมเห็นว่าจูบกับเจนนี่น่ะ เห็นด้วยกับพี่แจ็คเลย เฮ้อออออ ตอนนั้นพี่มาร์คน่าจะคุยกับน้องตรงๆเนอะ ทั้งเรื่องเจนนี่ทั้งเรื่องเดบิวท์ แล้วมันอาจจะไม่เป็นแบบตอนนี้ก็ได้
    #3610
    0
  24. #3528 momo-chan (@momo-chan) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 01:54
    มาร์ค ต้วนคนบ้าาาาาาา ถึงจะทำเพื่อแบมแบมก้เถอะ แต่ว่ามัน.... คนใจร้าย
    #3528
    0
  25. #3502 `MESJ' (@we-2l-shinee) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 22:50
    น่าจะคุยกันนะ ไม่งั้นแบมคงไม่เกลียดพี่มาร์คหรอกตอนนี้ TT
    #3502
    0