[Haikyuu!! Fic] The Guardian Angel [KageHina]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 24 Views

  • 0 Comments

  • 1 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    24

    Overall
    24

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เชื่อหรือเปล่า ตอนเด็กๆพวกเราทุกคนมีเทพพิทักษ์คอยดูแลพวกเราอยู่ล่ะ ตอนนี้ก็อาจจะเฝ้ามองอยู่ไกลๆก็ได้นะ


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของคาเงยามะ 
เด็กต้องสาปที่มีพลังมองเห็นลางร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของคนอื่น 
แต่ดูเหมือนจะมีเรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้นกับความหวังดีที่คาเงยามะได้หยิบยื่นไปให้
ความเข้าใจผิดเล็กน้อยที่นำเขาไปสู่ความเดียวดาย

จนเมื่อเขาได้พบกับสิ่งลึกลับที่ทำให้วันคืนของเขาไม่อ้างว้างอีกต่อไป

วันคืนเหล่านั้นจะอยู่ได้นานสักเท่าไรกันนะ?



เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 9 ธ.ค. 61 / 19:21

บันทึกเป็น Favorite




Fic : The Guardian Angel

Paring : Kageyama x Hinata

<<Kageyama Tobio (POV)>>









**************************








ผมรู้สึกแปลกๆ 



ผมรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองผมอยู่ตลอดเวลา 



แต่พอหันไปทางนั้นก็ไม่เจอใคร 



ในตอนแรกผมคิดว่าผมคิดไปเอง 



แต่มันไม่ใช่ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นและไม่หายไป



ตั้งแต่วันนั้น วันที่โลกในความฝันของผมมันเปลี่ยนไป







.


.


.


.


.


.


.


.







ผมฝันแปลกๆ 



ผมฝันว่าผมกำลังยืนอยู่ในห้องสีขาวที่ไม่มีอะไรเลย 



ทุกอย่างดูขาวไปหมดจนน่าอึดอัด 



อาจจะเป็นเพราะผมชอบสีดำ ทำให้คิดว่าที่นี่ช่างต่างกับตัวผมอย่างสิ้นเชิง 



ทันใดนั้นก็มีแสงขาวส่องลงมา ห้องทั้งห้องสว่างไสวขึ้นจนต้องหรี่ตามองภาพตรงหน้า เมื่อชินกับแสงได้แล้วผมก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากห้องที่สว่างขึ้นมาจากเดิม แต่ผมรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้น บางอย่างที่มองไม่เห็นแต่ผมรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น ไม่สิ มันไม่มีรูปร่างต่างหาก 'แสง' มันจะไปมีรูปร่างได้ยังไง แสงที่ว่านั่นกำลังเรียกชื่อผม จากนั้นทุกอย่างก็พลันหายไปก่อนที่ผมจะได้เอ่ยคำพูดออกมา



เมื่อผมตื่นขึ้นมาสายตานั่นยังคงอยู่ อาจเพราะเป็นพวกไม่ใส่ใจอะไรมาก 'สิ่งนั้น' จึงยังไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และผมก็คงไม่ตะโกนออกไปว่า "ใครอยู่ตรงนั้น" เพราะมันทำให้ผมรู้สึกบ้าสิ้นดี 

 

น่าแปลกที่ 'สิ่งนั้น' ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัด แต่กลับรู้สึกปลอดภัย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มักมีเรื่องแปลกๆ ที่ทำให้ผมต้องเจ็บตัวอยู่เป็นประจำ ในตอนนี้เรื่องแปลกๆ ที่ว่ามันค่อยๆ ลดลงไป เหมือนกับว่า 'สิ่งนั้น' กำลังปกป้องผมอยู่ 



แต่ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้



ทั้งฝันแปลกๆ และความรู้สึกแปลกๆ อาจจะทำให้ผมสมองเบลอไปนิดหน่อยก็ได้



อืม นั่นแหละ คงจะคิดไปเองล่ะมั้งนะ







.


.


.


.


.


.


.


.







เมื่อหลับฝันไม่ว่าจะกี่ครั้ง ผมก็ฝันเรื่องเดิมๆ สถานที่เดิม ในห้องสีขาวและแสงสีขาว แล้วทุกอย่างก็หายไปเมื่อผมตื่นขึ้น



พวกเราคุยกันในความฝัน



'เขา' เรียกชื่อผม ผมสวนกลับ "นายเป็นใคร" 



ผมถามชื่อ 'เขา' กลับไปบ้าง แต่ไม่มีคำตอบอะไรกลับมา 



ในตอนที่ 'เขา' เรียกชื่อของผม ผมรู้สึกอุ่นวาบอย่างบอกไม่ถูก



น้ำเสียงของ 'เขา' สดใสเหมือนแสงตะวันยามเช้าที่คอยปลุกผมให้ตื่นจากความฝันประหลาดนี้ 



...ช่างขัดแย้งกันเหลือเกิน...



ความอบอุ่นที่รู้สึกได้จาก 'สิ่งนั้น' และ 'เขา' มันคล้ายกันมาก  



ผมถามไปว่า 'เขา' คือ 'สิ่งนั้น' หรือเปล่า 'เขา' ไม่ตอบ แต่ผมกลับรู้ได้ว่า 'เขา' กำลังยิ้มอยู่



ผมเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจมานาน "นายเป็นตัวอะไรกันแน่" แทนที่ผมจะได้คำตอบ 'เขา' กลับหัวเราะคิกคักแล้วบอกผมว่า "ได้เวลาตื่นแล้ว"








.


.


.


.


.


.


.


.







"นี่ บอกชื่อนายมาสักที ไหนๆ นายก็รู้ชื่อของฉันแล้ว" ผมพูดออกไปอย่างเหลืออด 



หลังจากที่ผมเริ่มคุยกับแสงนั่นอย่างจริงๆ จังๆ ผ่านไปหลายวันแล้วเขายังไม่ยอมบอกชื่อกับผม ไม่ใช่ว่าเป็นคนลึกลับหรืออะไรหรอกนะ เอาจริงๆ หมอนี่นิสัยเด็กกว่าที่คิด ทำเป็นพูดอิดออด เปลี่ยนเรื่องคุยสะงั้น เมินกันเห็นๆ มันน่าหงุดหงิดเสียจริง



"ไม่บอกได้ไหมอะ" หมอนั่นทำเสียงเหมือนเด็กประถมกำลังต่อรองผู้ใหญ่ คิดว่าผมจะยอมหรอ ไม่มีทาง!



"ต้องบอก" 



"ชิ เผด็จการ" น้ำเสียงของหมอนั่นเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว 



ปึด ต่อมโมโหของผมมันกระตุกหน่อยๆ แต่ผมไม่ยอมอารมณ์เสียกับคำด่านั้นง่ายๆ แน่  



"ไม่งั้นฉันจะเรียกนายว่า ไอ้เซ่อ"



เหมือนคำพูดเมื่อครู่จะได้ผล เจ้าแสงนั่นพูดออกมาซะหลงเลย "ไอ้เซ่อเลยหรอ โหดร้ายชะมัด!" 



"ก็บอกชื่อมาสิฟะ"



"ก็ได้ๆ บอกก็ได้ บู่วๆ " ถ้าเขามีร่างเป็นตัวเป็นตนนี่ผมคงจะเห็นเขาทำแก้มป่องแบบงอนๆ เป็นแน่



"ชื่อหรอ... " ได้ยินเสียงกระซิบอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังครุ่นคิดว่าจะบอกอีกฝ่ายไปดีหรือไม่



"โฮ่ย อย่าบอกนะว่านายไม่มีชื่อ" 



"มีสิ!" เขารีบปฏิเสธทันทีแล้วพูดต่อว่า "อ๊ะ ใช่ เรียกฉันว่า ฮินาตะ แล้วกันนะ"



"ฮินาตะหรอ?" ผมทวนชื่อนั้น



"ใช่ๆ ฮินาตะ" 



"แค่ฮินาตะก็พอแล้ว..." 



ประโยคสุดท้ายนั้นเบาหวิวราวกับพูดกับตัวเอง แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก







.


.


.


.


.


.


.


.







น่าแปลกที่การพูดคุยเพียงเล็กน้อยนี่ทำให้ผมสบายใจ ผมเสพติดการคุยกับฮินาตะ โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกัน อาจเป็นเพราะว่าในชีวิตจริงผมไม่มีใครเลย ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ 



เพราะว่าผมเป็นคนต้องคำสาป 



ตั้งแต่เด็กๆ ผมมักจะเห็นลางร้ายของคนอื่นเสมอ ในตอนแรกผมคิดว่าผมตาฝาดไปเอง แต่ผมเริ่มเห็นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ



ผมพยายามบอกพวกเขาในสิ่งที่ผมเห็น ผมบอกว่าต่อจากนี้อาจจะเกิดร้ายๆ ขึ้น แต่พวกเขาไม่ฟังคำเตือนของผม หลังจากเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น พวกเขาก็โทษว่าผมเป็นคนทำ โทษว่าผมเป็นตัวนำโชคร้าย 



ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว คนรอบตัวน้อยลงทุกที สุดท้ายผมก็ไม่เหลือใคร  



...ถ้ามองไม่เห็นมันซะก็ดี...



...ถ้าไม่บอกพวกเขาก็คงดี...



...ถ้าไม่มีพลังนี้ล่ะก็ ผมคงได้ใช้ชีวิตแบบเด็กธรรมดาคนหนึ่ง...



...หรือไม่ก็ตายไปซะ จะได้จบๆ สักที...



ผมอดคิดแบบนั้นไม่ได้จริงๆ



อย่างกับว่าฮินาตะ ได้ยินสิ่งที่ผมคิด เมื่อเจอกันอีกครั้งในคืนนั้น หมอนั่นบอกกับผมว่า 



"นายไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวหรอกนะ" 



ผมแค่นหัวเราะแล้วตื่นขึ้นมา 



ไม่รู้อะไรเลยแท้ๆ 







.


.


.


.


.


.


.


.







วันเวลาผ่านไปรวดเร็วจนผมไม่ทันได้รู้สึกตัวว่า 'สิ่งนั้น' กำลังเลือนหายไป 



ตั้งแต่เมื่อไรกัน ทำไมผมไม่ทันได้รู้ตัว



เมื่อรู้สึกตัวอีกที 'สิ่งนั้น' ก็ริบหรี่เหลือเกิน ยิ่งนับวันก็ยิ่งรู้สึกได้ว่ามันเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ 



อย่างกับว่าถ้าไม่มองหาแล้วจะหายไปอย่างนั้นแหละ



ทำไมกัน ทำไมผมต้องสนใจ 'สิ่งนั้น' ด้วยนะ



'สิ่งนั้น' อาจจะเป็นฮินาตะก็ได้ ไม่สิ ใช่แน่ๆ ท่าทางกลบเกลื่อนเมื่อตอนนั้นผมยังจำได้ดี 



...เป็นคนที่โกหกไม่เก่งเอาเสียเลย...



แต่ต่อให้หมอนั่นจะหายไปจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องของผมสักหน่อยนี่ 



...เอ๊ะ?



มันคืออะไร



ความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไรกันนะ



...อย่าหายไปเลยนะ...







.


.


.


.


.


.


.


.






ผมฝันถึงห้องสีขาวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป 



ขนนกสีขาวโปรยลงมาปกคลุมทั่วทั้งห้องราวกับปุยหิมะในฤดูหนาว แต่เมื่อยื่นมือออกไปสัมผัสขนนกนั่นมันก็จะแตกสลายเป็นละอองเล็กๆ แล้วหายไป 



ณ ที่เดิมที่ฮินาตะมักอยู่ตรงนั้นกลับมีใครยืนอยู่ตรงนั้นแทนที่ ผมเดินเข้าไปหาผู้บุกรุกที่หันหลังอยู่ มือที่หมายจะคว้าไหล่บางให้หันหน้ามาชะงักลงเมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากร่างตรงหน้า 



“ไง”



ร่างนั้นหันมามองเขา เป็นผู้ชายตัวเล็กราวกับผู้หญิง ใบหน้ามนคลอกับปอยผมสีส้มฟูฟ่อง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนมองสบดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ผิวเนียนเข้ากับชุดสีขาวเป็นอย่างดี ปีกขนนกทำให้ดูเหมือนไม่มีจริง จับต้องไม่ได้ มันช่าง...



บริสุทธิ์



คนๆ นี้คือ ฮินาตะอย่างนั้นหรอ 



ฮินาตะ?”

 

“อ๊ะ ใช่ ฉันเอง” 



ฮินาตะมองผมที่งุนงงก่อนจะยิ้มกว้างออกมา “ตกใจใช่มะ~” 



“ฮึ ใครว่าล่ะ” ผมปฏิเสธ พร้อมพยายามทำหน้าให้เหมือนปกติ



“หน้านายมันฟ้อง”



ร่างสูงที่โดนจับไต๋ได้แอบสะดุ้งเบาๆ จึงรีบหาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน



“ตะลึงที่นายตัวเล็กต่างหาก” 



“โฮ่ย อย่ามาพูดแบบนั้นนะเฟ้ย” พอถูกว่าว่าตัวเล็กร่างตรงหน้าแทบจะกระฟัดกระเฟียดขึ้นมาทันที



“ก็มันเรื่องจริง”



“พอแล้ว ฉันไม่เถียงกับนายละ” พูดพลางสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นแบบงอนๆ 



จากคืนก่อนๆ ที่เคยเห็นแค่แสงเล็กๆ พูดได้ เวลาอีกฝ่ายแสดงอารมณ์ต่างๆก็ต้องคอยจินตนาการว่าจะทำท่าทางแบบไหน เวลาดีใจจะยิ้มไหม จะกระโดดโลดเต้นตอนที่มีความสุขสุดๆหรือเปล่า เวลาที่เงียบไปจะทำหน้าแบบไหน เหม่อมองอะไรหรือเปล่า เวลาโกรธจะถลึงตาใส่ หรือว่าหันหน้าหนีไปทางอื่น  แต่ในตอนนี้จากแสงเล็กๆ กลับกลายเป็นรูปร่างที่จับต้องได้ สามารถแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าและท่าทาง ไม่ต้องคิดไปเองเหมือนเมื่อก่อน 



จากที่เคยถูกมองอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด และในคืนนี้ได้มองอีกฝ่ายกลับไปบ้าง มองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้น



เมื่อลองมองย้อนกลับไปแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยเจอกันตรงๆ แบบนี้ แต่กลับหยอกล้อกันเหมือนรู้จักกันมานาน อาจเป็นเพราะด้วยรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูแล้วอายุน่าจะไม่ต่างจากเขามากนักจึงทำให้รู้สึกไม่เหินห่างหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ หรืออาจจะเป็นเพราะความร่าเริงนั่นที่ทำให้รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่คุยกัน 



อืม คงเป็นแบบนั้นล่ะนะ



คาเงยามะที่กำลังจะอ้าปากพูดให้อีกฝ่ายเลิกทำตัวเป็นเด็ก เจ้าตัวดันเป็นคนพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนตามประสาคนช่างจ้อ 



เปลี่ยนอารมณ์เร็วจริงเชียว



“วันนี้ฉันมีเรื่องจะมาเล่าล่ะ”



“หรอ แล้วไงล่ะ”



“เฮ้ สนใจหน่อยสิ ไม่เห็นต้องเมินกันขนาดนั้นก็ได้นี่”



“ทำไมฉันต้องฟังด้วย” ผมกอดอกแล้วเสมองไปทางอื่น



“นายฟังแน่ คาเงยามะ” น้ำเสียงของฮินาตะแลดูมั่นใจในตนเอง



ถึงจะทำท่าทีฮึดฮัด แต่คาเงยามะก็ไม่ได้แย้งอะไร เมื่อร่างสูงยอมฟังแต่โดยดีจึงดีดนิ้วออกไป ชุดเก้าอี้สีขาวปรากฏขึ้นมา ซึ่งโดยปกติคาเงยามะจะใช้นั่งคุยกับก้อนแสงประหลาดที่ในวันนี้มีร่างกายเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาสักที 



“เคยได้ยินเรื่องเทพพิทักษ์ตัวจิ๋วบ้างไหม”



ผมไม่รู้ว่าฮินาตะพูดถึงเรื่องอะไร แต่เหมือนอีกฝ่ายจะอ่านสีหน้าของผมออก



“ทำหน้าแบบนั้นแสดงว่าไม่เคยสินะ ทั้งๆ ที่เป็นนิทานที่เด็กๆ ชอบอ่านแท้ๆ” 



“อย่าเหมารวมฉันกับคนพวกนั้นนะ” ผมแทบจะฉุนขึ้นมาทันที



“ครับๆ” ฮินาตะยกมือขึ้นเป็นเชิงเข้าใจ



“เรื่องนี้มันมีอยู่ว่า เด็กๆ ในนิทานมีเทพพิทักษ์คอยคุ้มครองอยู่ เด็กแต่ละคนจะมีเทพพิทักษ์เป็นของตัวเอง ราวกับเป็นพรจากสวรรค์เลยนะ” 



“เทพพิทักษ์มีหน้าที่ปกป้องเด็กๆที่เกิดมาพร้อมกับตน ขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่พยายามเข้ามาในชีวิตของเด็กๆ โดยเฉพาะคำสาปแช่ง ซึ่งถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ อุบัติเหตุล่ะนะ”



“เทพพิทักษ์แต่ละตนจะมีพลังแตกต่างกันไป ความแข็งแกร่งของพลังขึ้นอยู่กับตัวเด็กๆเอง ถ้าเด็กคนนั้นจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ พลังของเทพพิทักษ์ก็จะอ่อนแอตามไปด้วย แต่การมีพลังมากๆ ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป”



“ถ้าหากเทพพิทักษ์มีพลังเหลือล้นเกินไปจนควบคุมไม่ได้ พลังส่วนเกินนั้นก็จะทะลักเข้าร่างของเด็กคนนั้นได้เช่นกัน ทำให้เด็กคนนั้นมีพลังพิเศษ อาจจะอยู่ในรูปของสัมผัสที่หก เช่น การทำนาย การมองเห็นอนาคต หรือไม่ก็เสริมพลังร่างกาย เช่น วิ่งได้เร็ว มีพละกำลังมาก มองเห็นสิ่งรอบตัวได้ดี จดจำรายละเอียดต่างๆได้ราวกับถ่ายภาพ สายตาเฉียบคม อะไรประมาณนั้นน่ะ อืม... เขาเรียกว่าอะไรกันน้าา”



“อ๊ะใช่ พรสวรรค์”



“พรสวรรค์งั้นหรอ... พูดซะดูดีเชียว" เจ้าของเสียงทุ้มแค่นหัวเราะ



พรสวรรค์อะไรกัน คำสาปชัดๆ 



"ก็ใช่ว่าทุกคนจะอยากได้ของพวกสักหน่อยนี่” คาเงยามะพูดกับตัวเอง



“ถูกต้อง ถึงได้บอกว่ามันก็ไม่ได้ดีเสมอไปไง”



เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับสายตาที่รู้ทัน ฮินาตะยิ้มให้ผมแล้วเริ่มเล่านิทานต่อ



“ในเนื้อเรื่องเด็กๆ มองเห็นเทพพิทักษ์ด้วยนะ ตัวเล็กๆ เหมือนภูติเลยล่ะ



“แต่ทุกสิ่งย่อมไม่จีรัง ว่างั้นไหม แม้กระทั่งเทพพิทักษ์เองก็เช่นกัน”



“นายจะบอกว่าเทพพิทักษ์เองก็ตายได้งั้นหรอ” มาถึงตรงนี้ ผมก็อดสงสัยไม่ได้



“จะเรียกแบบนั้นก็ได้นะ”



“เมื่อเหล่าเด็กๆ มีอายุครบ 16 ปี ซึ่งถือว่าเติบโตมากพอที่จะดูแลตัวเองได้ เทพพิทักษ์ก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ ต่อให้มีพลังกล้าแกร่งแค่ไหน พอถึงเวลานั้นก็ต้องหายไป” ฮินาตะพูดเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้



“...”



“ตามนิทานแล้วเด็กๆ ก็จะบอกลาเหล่าเทพตัวน้อยของตัวเอง อาจจะฟังดูน่าเศร้า แต่มันเป็นการบ่งบอกว่าเด็กๆ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองยังไงล่ะ สักวันหนึ่งเด็กพวกนั้นจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี”



“แต่ต่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มันไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าหรอกนะ เพราะในความเป็นจริงเด็กๆ ไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนของเทพพิทักษ์เลยยังไงล่ะ”



ร่างเล็กเล่าราวกับภูมิใจในตัวของเทพพิทักษ์ แต่ตัวผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลย



"ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมา แล้วแบบนั้นไม่น่าเศร้ากว่าหรอ การที่เฝ้ามองคนๆ หนึ่งโดยที่คนๆ นั้นไม่เคยรู้สึกตัวเลย"



"คิดแบบนั้นหรอ" ฮินาตะถามยิ้มๆ



"ฉันไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ เพราะสุดท้ายแล้วเทพพิทักษ์ที่มีอายุสั้นกว่าก็จะหายไปโดยไม่ทิ้งอะไรให้เด็กพวกนั้นได้คิดถึง เด็กๆ จะได้ไม่เจ็บปวดยังไงล่ะ ไม่ต้องรู้จัก ไม่ต้องจดจำ ไม่เคยรู้ว่ามีตัวตนอยู่ ไม่ต้องโหยหาเพื่อนที่เคยอยู่เคียงข้างตลอดเวลา แล้วเติบโตก้าวไปเป็นผู้ใหญ่เพื่อเผชิญกับโลกใบนี้ ผู้ใหญ่ที่ดีน่ะต้องไม่ยึดติดกับอดีต ปล่อยให้มันผ่านไปแล้วถือซะว่ามันเป็นบทเรียนชีวิตที่ต้องเรียนรู้”



ร่างสูงหยุดคิดเล็กน้อยแล้วจึงถามออกไป “ถ้าเป็นนาย นายจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรอ”



“เทพพิทักษ์ส่วนใหญ่ก็น่าจะคิดแบบนั้นนะ ฉันเองก็ควรคิดแบบนั้นเหมือนกัน"



"...?"



เอ๊ะ มันเริ่มผิดปกติหรือเปล่านะ



"แต่ว่านะ ใจจริงแล้วฉันก็อยากไปเป็นเพื่อนกับเด็กคนนั้นบ้างเหมือนกัน อย่างน้อยก็คงทดแทนความรู้สึกผิดที่ต้องปล่อยให้เด็กคนนั้นอยู่คนเดียวมาตั้งนานล่ะนะ”



ลางสังหรณ์ของผมมันกำลังหวีดร้อง



“นายพูดถึงอะไร” 



“...” กลายเป็นฮินาตะที่เป็นฝ่ายเงียบไปแทน



“ฮินาตะ ทำไมนายพูดเหมือนนายเป็นเทพพวกนั้น-”



"ถ้าใช่ล่ะ?"



"นี่-"



“ว่าแต่นะคาเงยามะ นายอายุเท่าไร” ฮินาตะเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ




“นายยังไม่ตอบคำถามของฉัน“




“นายต้องตอบฉันก่อน แล้วฉันจะตอบคำถามของนาย”




“เฮ้ ฉันถามนายก่อนนะ” ผมเริ่มหงุดหงิด




“อายุเท่าไร”




“ฉันไม่ตอบหรอก ถ้านายไม่ตอบฉันก่อน”




...เถียงกันอย่างกับเด็ก...




“ฉันรู้ว่านายอายุ 15 ปี” ฮินาตะเฉลย




“แล้วนายจะถามฉันทำไมเนี่ย” ร่างสูงทุบโต๊ะหวังระบายอารมณ์




“คำถามต่อไป คาเงยามะ วันนี้วันอะไร”




“ถามอะไรของนายเนี่ย”




“ตอบฉันมาเถอะน่า”




“ก็... น่าจะใกล้ๆคริสต์มาสล่ะมั้ง เสียงเพลงจากวงดนตรีพวกนั้นในเทศกาลแบบนี้มันน่าหนวกหูจริงๆเลย”




ในตอนนั้นคาเงยามะฉุกคิดขึ้นได้ จากนั้นดวงตาคมคู่นั้นก็เบิกขึ้




“เดี๋ยว!”




“ใช่ ตามที่นายคิดนั่นแหละ”




ฮินาตะผุดลุกขึ้นหันหลังให้อีกฝ่าย เงยหน้ามองเหล่าขนนกสีขาวที่โปรยปรายลงมา




“ฉันเป็นเทพพิทักษ์ของนาย”




มือบางยื่นออกไปรองรับขนนกนั่น แล้วมันก็แตกสลายไปทันทีเมื่อถูกสัมผัส




“วันนี้เป็นวันเกิดที่นายมีอายุครบ 16 ปี”




ร่างเล็กหันกลับมามองคู่สนทนา ดวงตาสีน้ำผึ้งสบลงไปในดวงตาสีท้องฟ้ายามค่ำคืน




“และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของฉันแล้ว” 




“...”




ราวกับบทสนทนาจบลงแค่นั้น ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มองเหม่อไปข้างหน้า ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในภวังค์ รอจนกว่าจะมีคนหนึ่งเริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้ง




“เรื่องทั้งหมดนี่เป็นเพราะนายงั้นสิ” ผมถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ




“...”




“เพราะนายใช่ไหมที่ทำให้ฉันต้องเห็นอะไรบ้าๆ นั่น เพราะนายใช่ไหมที่ทำให้ชีวิตฉันเป็นแบบนี้”



“ใช่ เพราะฉันเอง” น้ำเสียงโมโนโทนนั่น ผมไม่อยากได้ยินเป็นที่สุด!



“นายนี่มัน-“



“เพราะว่าฉันควบคุมพลังไม่ได้ เพราะว่าฉันมันอ่อนแอ เพราะว่าฉันรู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นนายทรมาน"



ร่างบางกัดริมฝีปากอย่างอัดอั้นใจ ต่อให้คาเงยามะไม่ต่อว่าเขา ฮินาตะก็โทษตัวเองตั้งแต่วันนั้นที่เกิดเรื่องขึ้น ตัวเขามีพลังที่แข็งแกร่ง คาเงยามะเองก็แข็งแกร่ง ถ้านำพลังไปใช้ในทางที่ถูกต้องก็เป็นประโยชน์ให้แก่คนจำนวนมาก ถ้าไม่เกิดเรื่องเข้าใจผิดมันคงจะดี ถ้าข่าวไม่กระจายออกไปเร็วมันก็คงจะดี ...ถ้าหากเขามีความกล้ามากพอที่จะเริ่มคุยกับคาเงยามะให้เร็วกว่านี้มันก็คงจะดี



"เพราะว่าฉันอยากให้นายรู้สึกถึงการมีอยู่ของฉันสักครั้ง เพราะว่าฉันมันเห็นแก่ตัวที่ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนาย ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะฉันเอง” ถ้าฟังดีๆ เสียงพูดนั่นกำลังสั่นเครือ แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจแล้ว



“คิดว่าโทษตัวเองแล้วจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นงั้นหรอ คิดว่าที่ทำลงไปนี่มันถูกต้องแล้วใช่ไหม” ยิ่งฟังฮินาตะพูดก็ยิ่งทำให้ผมโมโหมากกว่าเดิม



“ฉันรู้ดีว่าถ้านายรู้เรื่องนี้ นายคงเกลียดฉันเข้าสักวัน”



“ใช่ ฉันเกลียดนาย และจะเกลียดมากขึ้นเมื่อนายอยู่ๆ ก็โผล่มาแล้วอยู่ๆ ก็หายไป”



“...”



“ฉันอุตส่าห์คิดว่าถ้าฉันอยู่ในนี้ ฉันก็คงไม่ต้องไปเจออะไรข้างนอกนั่นอีก ในนี้มีนายที่คอยฟังฉัน เข้าใจฉัน แบ่งปันเรื่องราวให้กัน ช่วงเวลาที่พวกเราหัวเราะสนุกสนาน เถียงกันเพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆ มันทำให้ฉันรู้สึกดี ทั้งๆที่คิดไว้แบบนั้นแท้ๆ”



“คาเงยามะ...”



“ ‘เพื่อน’ งั้นหรอ เป็นคำที่ดีนะ” ราวกับความโกรธทั้งหมดของผมแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าที่กัดกินจิตใจ



“...”



“นี่ ฮินาตะ ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องล้อเล่นใช่ไหม”



ผมไม่เคยหวังอะไรลมๆ แล้งๆ แบบนี้มาก่อนเลย



“ที่บอกว่าจะหายไปน่ะ ล้อเล่นใช่ไหม” 




“...”




...ความเงียบมักเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดเสมอ...




“ทั้งๆ ที่ตอนนี้นายก็อยู่ตรงหน้าฉัน และวันนี้นายก็แสดงร่างนี้ให้เห็น แปลว่านายก็มีพลังเหลือเยอะไม่ใช่หรือไง”




“มันใช้พลังเยอะพอควรเลยล่ะ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าพลังของฉันค่อยๆ หมดไปเรื่อยๆ เพราะแบบนั้นร่างนี้น่ะอยู่ได้ไม่นานหรอกนะ”




“อย่ามาพูดบ้าๆ นะ!!”




ผมคว้าไหล่บางหมายจะให้หยุดพูดเรื่องไร้สาระสักที แต่ก็ต้องตกใจเพราะบริเวณที่ผมจับบุบสลายไปต่อหน้าต่อตา แต่เจ้าตัวไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด 



อย่างกับว่ารู้อยู่แล้ว...



"เอาล่ะ นิทานจบแล้ว ถึงเวลาแล้ว" 



รอยร้าวปรากฏขึ้นบนตำแหน่งของหัวใจแล้วแผ่ไปทั่วร่าง นิ้วมือและปลายเท้าค่อยๆ เริ่มสลายไป



"อย่ามาตลกนะ! นายน่ะยัง-" ผมอยากจะคว้าร่างนั้นเข้ามากอด อยากยื้อไว้ให้นานที่สุด ไม่อยากให้หายไป แต่ก็กลัวว่าทำแบบนั้นแล้วจะทำให้บุบสลายไปเร็วขึ้น 



"ฮินาตะ โชโย"



"หา?" ผมไม่เข้าใจ



"นั่นคือชื่อของฉัน"



ช่างเป็นชื่อเหมาะสมจริงๆ



"ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งจะรู้ชื่อเต็มของนาย แต่นายกลับกำลังจะจากไปเนี่ยนะ" เป็นคนที่ชวนหงุดหงิดจนถึงสุดท้ายจริงๆ 



"มันไม่มีค่าที่จะจำหรอก ชื่อของเทพที่ปกป้องนายไม่ได้... เทพพิทักษ์ที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีไม่ได้น่ะ ไม่ต้องจำหรอกนะ"



"นายมันคิดไปเอง! เคยรู้บ้างไหมว่าฉันรู้สึกยังไงกับเรื่องบ้าๆ พวกนี้! การที่ฉันเพิ่งจะได้รู้ความจริงทั้งหมดในขณะที่นายกำลังจะหายไป นายเคยถามฉันบ้างไหม?! "



"..."



ดวงตากลมมองตามแขนขาที่สลายไปจนเกือบหมด ลำตัวค่อยๆ เริ่มปริแตกสลายเป็นละอองเล็กๆ



"นี่ คาเงยามะ มีอะไรอยากพูดกับฉันก่อนที่ฉันจะไปมั้ย



ไม่อยากจะคิดเลยว่านี่จะเป็นประโยคสุดท้ายที่ได้คุยกัน ต่อให้บอกว่า ‘ไม่มี และไม่อยากให้ไป’ ก็คงทำให้เป็นจริงไม่ได้อยู่ดี กับคนๆนี้ คนที่กำลังจะหายไปต่อหน้าเขา



"นายมันแย่ที่สุด" 



ใช่ แย่ที่สุด ทั้งฮินาตะที่กำลังจะจากไป และตัวผมที่ทำอะไรไม่ได้เลย



"ฮะฮะ นั่นสินะ ถ้านั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ยินล่ะก็ไม่เลวเลย" ถึงจะหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ดวงตากลมใสที่เสมองไปทางอื่นนั่นเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด 



ผมกัดริมฝีปากตัวเองก่อนจะพูดออกไป "ฮินาตะ... ไม่สิ โชโย นายน่ะสำคัญสำหรับฉันนะ" 



ฮินาตะหันมาสบตากับผม แววตานั่นเปลี่ยนกลับมาสดใสได้ในฉับพลัน พร้อมยิ้มให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใด



"อื้อ! ฉันก็เหมือนกัน... ขอบคุณนะ คาเงยามะ"



ผมยื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสใบหน้านั้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่คนตรงหน้ากลับแตกสลายไปทันที ร่างทั้งร่างของฮินาตะสลายกลายเป็นฝุ่นละอองประกายวิบวับล้อกับขนนกสีขาวที่ร่วงหล่น สิ่งที่ไขว่คว้ามาได้มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น



"ขอโทษที่ทำให้ต้องอยู่คนเดียวนะ"



ความรู้สึกปวดหนึบที่หน้าอก ความเสียใจที่ถ่าโถมเข้ามาจนทำให้แทบยืนอยู่ไม่ไหว ความคิดในสมองตีกันมั่วไปหมด ต่อไปจะทำยังไงดี จนถึงทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงกันนะ ที่ผ่านมาก็มีฮินาตะคอยช่วยเหลือมาตลอด ทั้งตอนที่รู้และไม่รู้ว่ามีตัวตนอยู่ แต่ตอนนี้ไม่มีใครอีกแล้ว ไม่มีห้วงความฝันสีขาวแห่งนี้ ไม่มีคนที่คอยรับฟังเรื่องราวของผม ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วที่ตอนแรกคิดว่าน่ารำคาญแต่ตอนนี้กลับโหยหายิ่งกว่าสิ่งใด ไม่มี...ฮินาตะ...



ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วหรอ มันจะเหงาหน่อยๆหรือเปล่านะ



อยู่คนเดียว...เพียงลำพังจริงๆ



ทันใดนั้นทั้งห้องสีขาวก็เริ่มปรากฏรอยร้าว กำแพงที่แตกออกก็เริ่มสลายไป เผยให้เห็นความมืดที่ครอบคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ห้วงความฝันสีขาวยามเมื่อไม่มีผู้สร้างย่อมพังทลายลง รอยร้าวลามมาถึงจุดที่คาเงยามะยืนอยู่ จนเจ้าตัวต้องถอยหลังเพื่อพยายามหาที่ยืนที่มั่นคง แต่ไม่ทันได้ระวังว่าพื้นที่เขากำลังจะถอยไปนั้นมันเกิดรอยร้าวขึ้นมากระทันหัน ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นมันก็แตกสลาย และพาร่างสูงร่วงลงไปสู่ความมืดมิด



ในความมืดที่ด่ำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆนั้น คาเงยามะหวนนึกถึงเรื่องที่ฮินาตะเคยเล่าให้ฟัง 



‘นี่ๆ คาเงยามะนายเชื่อมั้ยว่า คนเราน่ะถ้าตายแล้วเค้าว่ากันว่าจะไปเกิดใหม่ด้วยล่ะ’



‘ไร้สาระ’ ผมพูดขึ้นทันทีที่จบประโยคราวกับไม่ต้องคิด



‘เฮ้ นายนี่ใจร้ายกับฉันตลอดเลย’ เจ้าก้อนแสงฮินาตะพูดบ่นๆ ถ้าให้นึกภาพละก็ตอนนี้คงพองแก้มอยู่ล่ะมั้ง



พอนึกย้อนไปก็อดกระตุกมุมปากนิดๆ ไม่ได้จริงๆ



‘นี่...คาเงยามะ ถ้าชาติหน้ามีจริงนายอยากจะเกิดเป็นอะไรหรอ’



‘ฉันไม่คิดเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก แค่ใช้ชีวิตที่มีอยู่ตอนนี้ให้ดีก็พอ’



‘อืมมม นั่นสินะ!’



ฮินาตะ ตอนนั้นนายถามว่าถ้าชาติหน้ามีจริงงั้นหรอ...



ถ้าชาติหน้ามีจริงแล้วล่ะก็... ขอให้ผมได้พบฮินาตะอีกครั้ง  



ถ้าชาติหน้ามีจริงแล้วล่ะก็... ขอให้พวกเราได้อยู่ด้วยกันทีเถอะ







.


.


.


.


.


.


.


.







คาเงยามะสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความมืด หัวใจเต้นระรัวในอก หอบหายใจเหมือนคนที่เพิ่งวิ่งมาหมาดๆ ยิ่งหายใจถี่ขึ้นเท่าไรยิ่งทรมานมากขึ้นเท่านั้น เจ้าตัวจึงเอามือมากำเสื้อที่หน้าอก พยายามสงบสติอารมณ์แล้วปรับให้การหายใจเป็นปกติ 



ดวงตาสีน้ำเงินมองไปรอบๆ ในความมืดที่ตายังปรับแสงไม่ได้มันทำให้หวนนึกถึงห้วงความมืดที่เจ้าตัวร่วงลงมาเมื่อครู่ แสงจันทร์ส่องผ่านเข้ามาผ่านช่องผ้าม่านที่ปิดไว้ไม่สนิททำให้พอมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบๆ บรรยากาศที่แสนคุ้นเคยนี้ อ่าใช่... ในตอนนี้ตัวเขากำลังอยู่บนเตียงในห้องของเขาที่มิยางิ



"อืม.." 



ผมหันไปมองร่างที่นอนอยู่ข้างๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่าคืนนี้ฮินาตะมานอนค้างที่บ้าน



นอนด้วยกัน... บนเตียงแคบๆนี้



...อา เป็นแค่ฝันสินะ...



"คาเงยามะ มีอะไรหรอ" ฮินาตะยันตัวขึ้นนั่งมองผม



เพราะเผลอลุกพรวดขึ้นมาเลยทำให้เจ้านี่ตื่นโดยไม่ตั้งใจสินะ 



"แค่ฝันร้ายน่ะ นอนต่อเถอะ" ผมพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจเพื่อไม่ให้ฮินาตะกังวล ทั้งๆที่ข้างในจิตใจนั้นแทบบ้า 



แค่เผลอคิดว่าถ้าหากไม่มีฮินาตะขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็จะเป็นยังไงนะ?



'กลัว'



...ว่าจะเสียไป...



'เหงา'



...อยู่คนเดียวอีกแล้ว...



ไม่เอา



แบบนั้นน่ะไม่เอาด้วยหรอก



ผมไม่รู้ตัวเลยว่ามีหยาดน้ำตาเกาะอยู่บนหน้าของผมจนเมื่อมือเล็กๆ นั่นปาดมันออกอย่างเบามือ 



"ไม่เป็นไรนะ" คำพูดธรรมดาๆ จากหมอนั่นในเวลานี้กลับกลายเป็นเหมือนคำปลอบอันแสนอ่อนโยน



"อืม ฉันไม่เป็นไร" ผมพูดพลางโน้มใบหน้าไปหาฝ่ามือเย็นๆ ของอีกฝ่าย



ถึงจะเย็น...แต่ก็อบอุ่น



มือเล็กนั่นโน้มหัวของผมให้แนบกับอกของเขาแล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนในท่านั้น ฮินาตะขยับตัวเล็กน้อยเพื่อวางคางบนหัวของผม แขนแกร่งเอื้อมไปโอบร่างเล็กอย่างโหยหาความอบอุ่น ต่างคนต่างกอดซึ่งกันและกัน



"ฉันอยู่ตรงนี้นะ" ฮินาตะพูดราวกับยืนยันให้ผมมั่นใจอีกครั้ง



"ฉันรู้"



การฟังจังหวะเสียงหัวใจของอีกฝ่ายมันทำให้ผมสงบลงอย่างน่าแปลกใจ ผมคิดทบทวนความฝันเมื่อครู่แล้วบอกกับตัวเองว่า 'ไม่เป็นไรหรอก ฮินาตะอยู่นี่แล้ว'



ฮินาตะอยู่ตรงนี้



ตราบใดที่พวกเราอยู่ด้วยกัน พวกเราคือสุดยอด



แล้วทั้งคู่ก็กลับสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง







.


.


.


.


.


.


.


.







จบไปแล้วค่าาา ดีใจมั้ยเอ่ย ส่วนตัวไรท์ดีใจมากเลยค่ะ เขียนจบสักที ฮ่าๆๆ
เพราะว่าเขียนไม่รู้เรื่อง เลยต้องแก้หลายรอบค่ะ //กลั้นขำ

รอบนี้มาแบบตบหัวแล้วลูบหลัง สุดท้ายก็ได้อยู่ด้วยกันนะ!

ลองคิดเล่นๆ ว่า คาเงยามะเนี่ยอาจจะเป็นคนขี้เหงาก็ได้
มีหลายเหตุการณ์ที่คาเงะต้องเผชิญด้วยตัวคนเดียว
พอมีฮินาตะมาช่วยแบ่งปันความรู้สึก จนความเหงานั้นก็ค่อยๆ หายไป

หวังว่าทุกคนจะชอบเรื่องนี้กันนะคะ



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ SRII จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น