Fourteenshorts

ตอนที่ 30 : No.30 ประสบการณ์ ชีวิตต่างแดน : ชีวันธร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ก.พ. 61

ประสบการณ์ ชีวิตต่างแดน

 

วันหนึ่งในฤดูหนาว ในวันที่อากาศกำลังเย็นสบาย ผมชื่อมิคครับ กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมตอนปลาย ในโรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัดเชียงรายวันนี้ก็เหมือนทุกๆวันครับ ผมกำลังเดินทางไปโรงเรียนตามปกติครับ มันเหมือนเป็นวันธรรมดาๆ วันหนึ่งทุกอย่างผ่านไปตามปกติ จนผมเลิกเรียนก็มีเพื่อนของผมคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกผม             ว่า มิคๆ คุณครูทิตยาเรียกไปพบที่ห้องพักครู ภาษาต่างประเทศ 

คุณครูทิตยาเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษครับเป็นคุณครูเคร่งในกฎระเบียบมากเป็นคุณครูที่ผมเคารพ และอีกอย่างผมกลัวคนนี้มากครับ 

ผมตอบเพื่อนว่า “ได้ๆ เดี๋ยวเราขอเก็บของแป๊บนะ” 

ตอนนั้นในใจผมคิดเรื่องต่างๆมากมาย หรือว่าตอนเช้าที่เรามาโรงเรียนสาย หรือว่าเรื่องที่เราเล่นโทรศัพท์ในห้องเรียนแล้วครูจับได้รึเปล่า  ตอนนั้นในใจผมเป็นกังวลมาก มีหลายๆเรื่องวนเวียนเข้ามาในหัว   พอผมเดินมาถึงหน้าห้องพักครูใจผมเต้นแรงมาก ผมพยายามตั้งสติ แล้วค่อยๆเดินเข้าในห้องพักครู 

ขออนุญาตครับผมเดินเข้าไปหน้าโต๊ะคุณครู ผมคิดในใจ “โดนด่าแน่ๆเลยมิค” 

“ภีมพศมาแล้วหรอนั่งสิ” ครูพูด 

“ครับขอบคุณครับ คุณครูมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” คุณครูได้ยกเอกสารใบหนึ่งขึ้นมาแล้วบอกผมว่า 

“จำโครงการที่เธอสมัครสอบไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศที่จะไปตอนซัมเมอร์ได้ไหม” 

“จำได้ครับ” ผมโล่งอกมากที่ครูไม่ได้เรียกผมมาตักเตือนเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย  

 “ทำไมหรอครับคุณครู” ผมถามครูครับมา

“เธอผ่านการคัดเลือกให้ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีนช่วงซัมเมอร์แล้วนะ ครูดีใจด้วยนะกำหนดการเดินทางอีกสองเดือนข้างหน้านะตรงกับช่วงปิดเทอมพอดีเลย”  

ตอนนั้นผมดีใจมากถึงมากที่สุด ผมรีบกลับบ้านเพื่อไปบอกข่าวดีกับคนในครอบครัวของผม ตอนนั้นผมมีความสุขมากเพราะผมเป็นคนหนึ่ง ที่ชอบและหลงใหลในประเทศจีนมาก ผมคิดว่าประเทศมีอะไรต่างๆมากมายที่ผมสนใจเช่น ภาษา วัฒนธรรมอาหารการกิน ศิลปะ สถาปัตยกรรมและอะไรไม่รู้อีกตั้งเยอะแยะมากมาย ผมอยากให้เวลาสองเดือนผ่านไปเร็วๆ 

เช้าวันต่อมา เพื่อนในห้องเข้ามายินดีกับผมมากมาย จู่ๆก็มีเพื่อนอีกห้องที่ผมรู้จักและสนิทด้วยครับ              เขาชื่อปีเตอร์ครับ เขาเป็นเพื่อนที่ผมไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ผมเริ่มรู้จักเขาตอนมัธยมต้นครับ 

เขาเดินเข้ามาบอกผมว่า “มิคไม่ได้ไปคนเดียวนะเดี๋ยวเราจะไปด้วย ” 

ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานคุณครูลืมบอกไปว่า ผมมีเพื่อนไปด้วย เพราะโครงการมีเด็กผ่านการคัดเลือกสองคน ผมยิ่งดีใจกว่าเก่าที่มีเพื่อนไปด้วย แถมยังเป็นเพื่อนที่รู้จักถึงจะไม่สนิทแต่ก็ยังดีกว่าต้องไปคนเดียว ปีเตอร์เป็นเรียนเก่งด้านภาษาครับ แถมยังเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนและยังหน้าตาดีอีก ปีเตอร์เก่งภาษาจีนมากครับ 

ช่วงหลัง ผมชอบให้เขาสอนภาษาจีนผมบ่อยๆ ก่อนที่ผมจะไปแลกเปลี่ยนที่จีนช่วงซัมเมอร์ ผมได้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน เพื่อจะได้ไม่ต้องไปลำบากเวลาไปอยู่ทีจีน จะได้สื่อสารกับคนที่นู้นได้สะดวก ผมเรียนพิเศษกับปีเตอร์ทุกวันเพื่อเตรียมตัวเพื่อไปจีน จนเราเริ่มสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่เราต้องเดินทางครับ ผมได้จองตั๋วเครื่องบิน เชียงราย-กรุงเทพรอบแรกของวันครับ คือช่วง หกโมงครึ่งครับ ผมนัดกับปีเตอร์ไว้ตอน หกโมง เพื่อเช็คอิน และโหลดกระเป๋าลงได้เครื่อง  เราเดินทางอย่างปลอดภัย พอพวกเราถึง สนามบินสุวรรณภูมิ พวกเราต้องต่อเครื่อง กรุงเทพ-จีน เราก็ทำตามขั้นตอนของสนามบิน เราใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพไปประเทศจีน ประมาณ 4-5 ชั่วโมงครับ เมื่อถึงที่สนามบินปักกิ่ง ที่ประเทศจีนเป็นช่วงเวลาเย็นครับ ตอนนั้นผมกับปีเตอร์เราสองคนหิวมากครับ เพราะตอนจองตั๋วเครื่องบินเราไม่ได้สั่งอาหารไว้ ถ้าจะซื้ออาหารกินบนเครื่องก็แพงมาก พวกเราเลยต้องทนแล้วค่อยไปหาอะไรกินตอนเครื่องลงที่สนามบินปักกิ่งทีเดียว พอผมกับปีเตอร์ลงเครื่อง พวกเราก็เดินมาทางออกเพื่อตามหาคนที่จะมารับพวกเรา  เพราะว่าการมาอยู่ที่จีนครั้งนี้เราต้องมาอยู่กับโฮสครับ(โฮส คือ ครอบครัวที่จะมาดูแลนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มาจากประเทศอื่นครับโฮส เปรียบก็เสมือนผู้ปกครองของเราครับ ) พอพวกเราเดินมาที่ทางออกก็มีการต้อนรับนิดหน่อยของโรงเรียนที่เรากำลังจะไปเรียนในช่วงสองสามเดือนที่อยู่ในจีนครับ จากนั้นผมกับปีเตอร์ออกจากสนามบินกับโฮสพวกเรา เพื่อมุ่งหน้าไปบ้านที่พวกเราจะพักครับ โฮสของผมและปีเตอร์ใจดีมาก เป็นคนที่อัธยาศัยดี และชวนคุยเก่งมากครับ โฮสของพวกเราเป็นนักธุรกิจครับ ค่อนข้างที่จะมีฐานะและมีหน้ามีตาในสังคมด้วย ระหว่างอยู่ในรถก็คุยกันหลายเรื่องมาก จนลืมมองข้างทาง 

จู่ๆ ปีเตอร์ก็หันมาพูดกับผมว่า “มิคๆ ตอนนี้เตอร์หิวมากๆเลยเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักที”

ผมได้แต่หัวเราะ จากนั้นโฮสก็หันมาพูด “ทนอีกนิดนะจะถึงบ้านแล้วน้าบอกให้แม่บ้านทำกับข้าวสุดฝีมือเลย” อีกไม่ถึง 5 นาทีพวกเราก็ถึงบ้านที่เราต้องพัก เป็นบ้านหลังใหญ่สองชั้นครับ มีประมาณ 7 ห้องนอนครับ 

พอลงจากรถพวงเราก็ช่วยกันขนของและจัดของให้เข้าที่เข้าทาง ผมกับปีเตอร์ได้นอนคนละห้องกันครับ

เมื่อผมเปิดเข้าห้องของผมไป  ห้องของผมสวยมากครับตกแต่งในโทนขาวดำ มีห้องน้ำในตัว ผมรีบจัดของผมให้เข้าที่เข้าทาง พอผมจัดของเสร็จ ปีเตอร์ก็มาเคาะประตูเพื่อเรียกไปกินข้าวจากนั้นโฮสก็ได้แนะนำลูกชายกับลูกสาวของเขาครับ ลูกชายชื่อ อี้เฟิงครับ เป็นพี่ชายคนโตครับ อายุ 17 ปีครับ เขาเป็นหน้าตาดีครับหุ่นเหมือนนักกีฬา สูงหุ่นดี เหมือนนายแบบเลย  ส่วนลูกสาวชื่อลู่ฟรัง ครับอายุเท่าผมกับปีเตอร์ ครับอายุ 15 ปี เป็นคนเล็กๆครับน่ารัก และชวนคุยเก่งมากก พวกเราสนิทกับ ลู่ฟรังไวมากแต่กลับ พี่ชายของเขาสิครับ อี้เฟิง เขาดูสุขุม และดูหยิ่งๆ ผมก็เลยไม่ค่อยจะได้พูดกับเขาเท่าไหร่ ถามคำตอบคำ ผมเลยไม่ค่อยมีอารมณ์ที่จะอยากคุยกับเขาสักเท่าไหร่ พอพวกเรากินข้าวเสร็จโฮสก็ให้พวกเราพักผ่อน แล้วพรุ่งนี้ตื่นสาย แล้วโฮสจะพาเที่ยวผมกับปีเตอร์มาก่อนโรงเรียนเปิดสองอาทิตย์  ลืมบอกไปครับเราต้องมาเรียนที่จีนประมาณสองเดือนครับ ระหว่างทางเดินกลับห้อง พี่อี้เฟิงก็เดินตามผมมาครับ เขาก็เดินมาคุยกับผมเดินไปส่งผมที่ห้อง 

ผมคิดในใจว่า “ที่ตอนชวนคุยที่โต๊ะ อาหารแทบจะไม่ปริปากพูดอะไร” ห้องของผมอยู่ตรงข้ามกับห้องพี่อี้เฟิงครับ ส่วนห้องปีเตอร์ อยู่ทางปีกซ้ายของบ้าน ห้องของผมอยู่ทางปีกขวาของบ้าน ห้องของเราค่อนข้าห่างหันครับเวลาจะเดินไปผมคิดแล้วคิดอีก พอผมเข้าห้อง ผมก็จัดการทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เตรียมตัวจะนอนแล้วครับ อยู่ๆ ก็มีคนมาเคาะประตู ผมจึงไปเปิดประตู ผมคิดในใจ “ใครมันมาเคาะประตอน สี่ทุม” พอผมเป็นประตูพี่อี้เฟิงยืนอยู่หน้าประตู พร้อมถือแก้วนมอุ่นๆ แล้วยื่นให้ผม 

แล้วเขาก็บอกผมว่า “พรุ่งนี้ให้ตื่นเช้าๆหน่อยเพราะที่จีนรถเยอะเราจะออกจากบ้านตอน แปดโมงครึ่งแล้วนม กินให้หมดนะ ร่างกายจะได้อุ่นตอนกลางคืนที่จีนหนาวไม่ได้ร้อนเหมือนประเทศไทย”               

ผม: “ ได้ครับ ขอบคุณนะครับ” 

ผมถามพี่อี้เฟิงว่า“พี่เคยไปประเทศไทยด้วยหรอครับถึงได้รู้ว่าร้อน” 

“อ่อใช้พี่เคยไปเมื่อสองปีที่แล้ว”  ผมจึงตอบเขาไปว่า “อ่อครับ งั้นผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ Goodnight” จากนั้นผมปิดประตูห้องแล้วกินนมในแก้วจนหมด ผมพูดในใจว่า “พี่อี้เฟิงเมื่อตอนเย็นกับตอนนี้โคตรจะแตกต่างกันเลยอย่างกับคนละคน” จากนั้นผมก็เผลอหลับ ผมตกใจตื่นอีกที่ตอนเสียงนาฬิกาปลุกตอน หกโมงครึ่ง จากนั้นผมก็ลุกไปอาบน้ำแต่งเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยว ตอนเจ็ดโมงครึ่งพี่อี้เฟิงมาเคาะประตูเรียกผมเพิ่อเรียกลงไปกินข้าว หลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จ พี่อี้เฟิงกับลู่ฟรังบอกว่า จะพาผมกับปีเตอร์เที่ยวเอง เพราะว่าวันนี้ โฮสของเราไม่อยู่ติดธุระด่วน ดังนั้นวันนี้เราจะไปด้วยกันสี่คน ที่แรกที่ไปคือ พระราชวังของจีนครับ พระราชวังของจีนใหญ่และอลังการมาก เมื่อเที่ยวกับคนแล้วเราตัวเท่ามดเลย พระราชวังกว้างมาก ผมเดินจนปวดขาปวดเท้าไปหมดก็ยังดูไม่ทั่ว ที่ที่สองที่เราไปคือ พระราชวังฤดูร้อนซูสีไทเฮาครับ พี่อี้เล่าว่า ซูสีไทเฮาอยากให้วังฤดูร้อนมีภูเขาและทะเสสาป จึงระดมคน นับพัน ขุดดินเพื่อสร้างทะเลสาบ แล้วนำดินที่ขุดไปถมเป็นภูเขา ผมและปีเตอร์สนใจเรื่องมาก เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก และในบริเวณพระราชวังฤดูร้อนยังมีเรืที่สร้างจากหยกเกือบทั้งลำอีกด้วย และยังมีศิลปะอันงดงามของพระราชวังฤดูร้อน ศิลปะของพระราชวังฤดูร้อน ตกแต่งศิลปะหงส์เหนือมังกร คือการที่หงส์คือตัวแทนของผู้หญิง มังกร คือผู้ชาย ศิลปะในช่วงที่ซูสีไทเฮายังมีอำนาจ ล้วนเป็นหงศืเหนือมังกร เพื่อให้แสดงให้เห็นว่า ซูสีไทเฮาอยู่เหนือฮ่องเต้ เป็นการแสดงว่าผู้หญิงอยู่เหนือผู้ชาย พอเราเที่ยวกันเสร็จแล้วก็เกือบจะมืดแล้ว พี่อี้เฟิงขับรถพาเราไปกิน บุฟเฟ่ครับ คล้ายๆหมูจุ่มบ้านเราแต่มีของให้เลือกเยอะมากมีเนื้อสัตว์ต่างๆมากเลย มีแม้กระทั้งมาน้ำครับ พี่อี้เฟิงและลู่ฟรังเล่าว่า คนจีนเชื่อว่าอะไรที่มีชีวิตคนจีนสามารถทานได้ ผมกับปีเตอร์ได้ลองทานเนื้อแพะด้วยครับ มันรสชาติคล้ายๆเนื้อวัวมากเลยครับ แต่เหมือนจะเหนียวกว่านิดหน่อย พอเราทานอาหารกันจนอิ่มแล้วก็ได้กลับบ้านครับ ตอนเราออกจากร้านอาหารประมาณหนึ่งทุ่มครับ รถที่จีนเยอะมากรถติดมาก กว่าจะถึงบ้านก็ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าๆ พอผมถึงบ้านผมรีบอาบน้ำเตรียมตัวนอนเลย เพราะว่าวันนี้เหนื่อยมากเดินทั้งวัน ปวดไปทั้งขา ช่วงสองอาทิตย์ เราได้ไปเที่ยวกันหลายที่มากมีแต่ที่สวยๆ และที่ผมสังเกตได้อีกอย่างคือประเทศจีนไม่มีสายไฟเลยครับไม่มีอะไรมาขวางหูขวางตา เพราะที่ประเทศจีนเอาสายไฟลงใต้ดินหมดเลยครับ พอผมและปีเตอร์เที่ยวกันไปหลายที่มาก ผมกับคนที่บ้านโฮสเริ่มสนิทกันมากขึ้น เวลาทำอะไรพูดอะไรก็ไม่ต้องเกร็งแล้ว พรุ่งนี้แล้วครับเป็นวันสำคัญของผมและปีเตอร์ เพราะพรุ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรกที่จีนของพวกเรา ผมกับปีเตอร์ตื่นเต้น เช้าวันเปิดเทอมผม ปีเตอร์ และลู่ฟรัง ไปโรงเรียนด้วยกันครับ โดยมีคนขับรถไปส่งที่โรงเรียนครับ ส่วนพี่อี้เฟิง ก็ขับรถไปมหาลัยเองครับ วันแรกที่ผมกับปีเตอร์ เปิดเทอมครับเราได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะแยะเลยครับ แถมยังได้ฝึกภาษาไปในตัวอีกด้วย การเรียนที่จีนไม่ได้อยากเหมือนที่ไทยครับ วิชาคณิตศาสตร์ที่จีนง่ายกว่าที่ไทยมาก การศึกษาของจีนกับไทยแตกต่างกันมากครับ ส่วนมาที่จีนเน้นปฏิบัติมากกว่ามานั่งจำทฤษฎี อีกอย่างการบ้านที่จีนไม่ค่อยมี ด้วยครับถ้ามีจริงๆคือตอนที่ครูให้ทำในห้องแต่ผมทำไม่เสร็จ อยู่ที่จีนผมกับปีเตอร์ตัวติดกันอย่างกับตังเม ไปไหนไปด้วยกัน ทำกิจกรรมต่างๆด้วย จนทำให้ผมรู้ว่า ปีเตอร์เป็นคนที่รักเพื่อนมากและเป็นคนที่ใจดีมาก เพราะตอนอยู่ที่ผมเคยไม่สบายครั้งหนึ่งครับ ปวดหัวตัวร้อนจนต้องลาโรงเรียน ก็มีปีเตอร์นี้แหละครับที่คอยดูแลผม ผมถึงได้เห็นปีเตอร์เป็นเพื่อนที่ดีสุดของผมอีกคน การเรียนที่จีนตอนแรกก็ปรับตัวอย่างสักนิด แต่หลังเริ่มชิน เริ่มรู้แล้วว่าต้องใช้ชีวิตยัง วางแผนเวลายังไง ถึงจะไปโรงเรียนไม่สาย เพราะรถที่จีนเยอะมาก ถ้าออกบ้านโฮสสายนิดเดียว ก็หมายความว่าไปโรงเรียนสายแน่นอน  เวลาที่ผมอยู่ที่จีนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนผมใจหาย ว่าอีกหนึ่งอาทิตย์ก็ต้องกลับไทยแล้ว เวลาที่มีความสุขมันมักจะผ่านไปไวจังเลยนะครับ ผมคิดในใจว่าการที่ผมได้มาอยู่ ตรงนี้ได้ประสบการณ์ต่างๆมากมาย สามารถฝึกภาษา เพิ่มความสามารถให้กับตัวเอง มีเพื่อนที่ดี และโฮสของ ทั้งพี่อี้เฟิง ลู่ฟรั่งและปีเตอร์ พวกเขาล้วนเหมือนครอบครัวของผมครับ ผมโชคดีมากที่มีพวกเขาการที่เราต้องจากลากัน เป็นอะไรที่หน้า แต่ผมก็ถือว่ามันเป็นความทรงจำที่ดีของผมและผมก็จะไม่มีวันลืม ผมจะจำไว้เสมอว่า ผมมีเพื่อนและครอบครัวอยู่ที่ประเทศจีน  มันคงเวลาที่ผมกับปีเตอร์ต้องกลับประเทศไทย ตอนที่ครอบครัวของโฮสไปส่งผมกับปีเตอร์ที่สนามบิน ผมจะอยากพาพวกเขาไปอยู่ไทยกับผมเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนมีอนาคตที่แต่ต่างกัน เราก็ยังมีครอบครัวและเพื่อนที่ผมรักอยู่ที่ไทย ดังนั้นผมจะจดจำพวกเขาไว้ ไปตลอดและจะไม่มีวันลืมพวกเขาเลย คนที่เรารักเขาอาจจะไม่ได้อยู่กับเราตลอด แต่เขาจะอยู่ในความทรงจำ อยู่ในความคิดของเราไปตลอดกาล……

 

 

 

 

 

 

 

                                                        
     

1 ความคิดเห็น