Sweetheart Contact สัญญา (ไม่) ลับ ผูกมัดหัวใจยัยตัวดี

ตอนที่ 3 : That surprises me (again)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 มิ.ย. 62

2

That surprises me (again)

 

            ฉันรู้สึกแสบตา

                บรื้นน!!

                นี่! ช่วยขับช้ากว่านี้หน่อยจะได้มั้ยคะ!”

                ฉันตะโกนแข่งกับเสียงลมที่ปะทะใบหน้าเหมือนกับมีพายุเข้า ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเขาจะต้องกดเปิดประทุนรถ Porsche คันละหลายล้านของเขาด้วยก็ไม่รู้ โอ๊ยย น้ำตาไหล ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆ ได้ยินเสียงเขาพูดอะไรแว่วๆ มาตามลม จับใจความได้ว่า

                ไม่ได้ยิน!”

                ก็พี่แกขับรถเหมือนไปตามควายที่วิ่งหายไปในป่าหิมพานต์แบบนี้มันจะไปได้ยินได้ยังไงหา! ฉันพยายามจะบอกเขาอีกครั้งว่าให้ขับช้าลง แต่ดูเหมือนความพยายามของฉันจะไม่เกิดผล เมื่ออีตานี่ยังคงขับรถเหมือนกลัวบ้านหายอยู่   

                บอกว่าช้าลงหน่อยไงเล่า หูหนวกหรือไงคะ!”

                ไม่ได้ยิน -_-”

                ฉันบอกให้ กรี๊ด!”

                โป๊ก!

                เพราะมัวแต่หันหน้าไปตะโกนคุยกับเขา ฉันเลยหน้าทิ่มคอนโซลรถเมื่อเขาเหยียบเบรกอย่างแรงเพราะติดไฟแดง เออ ก็ยังดีที่เขาไม่ขับรถฝ่าไฟแดงไป ไม่งั้นฉันคงสติแตกกรีดร้องดังลั่นถนนด้วยความหวาดเสียวแน่ๆ

                ว่าแต่เจ็บเป็นบ้าเลยโว้ย ซี๊ดดด หัวฉันต้องปูดเป็นลูกมะนาวแล้วแน่ๆ เลย

                นี่ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ เขาพูด

                มันเป็นเพราะพี่ขับรถเร็วเกินไปนั่นแหละ!”

                ก็นี่มันรถสปอร์ตคาร์ จะให้ขับสี่สิบเหรอไงวะ

                ก็ไม่ได้บอกให้ขับช้าเป็นเต่าคลานขนาดนั้นสักหน่อย! แค่ขับช้าลงน่ะ โอ๊ยย

หน้าผากฉัน! อยากจะบอกว่ามันปวดเหมือนโดนไม้เบสบอลฟาดหน้าเต็มแรงไม่มีผิด ฉันค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบตรงที่ปวดเบาๆ รู้สึกว่ามันนูนขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว อยากจะบ้าตาย เกิดมาไม่เคยรู้สึกปวดอะไรขนาดนี้มาก่อนจริงๆ นะ T^T

หัวเธอโนว่ะ -_-“

เออ ฉันรู้แล้วค่ะ

ทำไมต้องมาย้ำให้ฉันรู้สึกแซดมากกว่าเดิมด้วยยะ

พี่ช่วยขับรถให้มันเร็วพอดีๆ หน่อยจะได้มั้ยคะ T_T”

นี่ก็เร็วพอดี

มันเร็วพอดีตรงไหนเนี่ย! ฉันพยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังเดือดปุดๆ ด้วยความโมโหให้เย็นลง บอกตัวเองว่าอย่าวีนใส่เขาเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดฉันเผลอด่าเขาขึ้นมา เขาอาจจะถีบฉันลงรถตอนนี้เลยก็เป็นได้ ดูได้จากใบหน้าหล่อๆ ที่บูดบึ้งอยู่ข้างฉันนี่ไงล่ะ

พรึบๆ

นี่ทำอะไรของพี่เนี่ย!”

ฉันปัดมือเขาออก อยู่ดีๆ อีตาบ้านี่ก็ยื่นมือมายีหัวฉันจนฟูฟ่อง จากผมที่เก็บเรียบมาอย่างดี ตอนนี้กลายเป็นรังนกกระจาบไปแล้วเรียบร้อย ทำไมแกจะต้องมายุ่งกับผมของฉันด้วยหา ดูสิ ผมหลุดหมดทั้งหัวเลยเนี่ย

เออ ไม่เห็นหัวปูดๆ ของเธอล่ะ

แล้วมันจำเป็นจะต้องทำแบบนี้?”

เออสิ เกิดแม่ฉันเห็นหัวโนๆ ของเธอขึ้นมา มีหวังฉันถูกยึดใบขับขี่พอดี

มันเกี่ยวอะไรกับใบขับขี่วะ แม่เขาเป็นตำรวจรึไง ฉันพยายามจะจัดทรงผมของตัวเองให้เรียบร้อย แต่มันไม่สะดวกอ่ะ หวีก็ไม่มีอีก T_T

บรื้นน!!

นี่ก็ออกตัวไม่มีการบอกกล่าวกันเลย หัวฉันเกือบลอยตกรถไปแล้วนะเว้ย! ฉันอยากจะกระชากหูเขามากระทืบจริงๆ ที่พูดไปเมื่อกี้นี่ไม่ได้เข้าหูมันเลยใช่มั้ย พระพายเบนสายตามามองฉันนิดนึง เหมือนฉันจะเห็นมุมปากเขาขยับด้วย เออ นี่มันเยาะเย้ยกันขัดๆ เลยนี่หว่า

ทำไมมันเป็นคนแบบนี้ TOT!

พั่บๆๆ!

ผมฉันปลิวลมโบกสะบัดเหมือนโฆษณาแชมพูผมนุ่มลื่น ปลิวอย่างเดียวไม่ว่าจ้ะ นี่เล่นปลิวมาฟาดหน้ากันนี่สิ โอ๊ยย ฉันเปลี่ยนมือจากกระเป๋ามาจับผมตัวเอง มากับเขานี่มีแต่เรื่องจริงๆ ฉันเคยบอกไปแล้วใช่มั้ยว่าเขามันตัวซวยย ซวยที่สุด TOT

เมื่อไหร่จะถึงเนี่ยย จะไม่ไหวแล้วนะโว้ยย

 

@บ้านภัทรปกรณ์พล

ฉันไม่เคยรู้สึกดีใจอะไรขนาดนี้มาก่อน ในที่สุดก็ถึงบ้าน (หรือคฤหาสน์ =_=) ของเขาแล้ว กว่าจะมาถึงนี่ฉันนั่งตัวเกร็งจนตูดเป็นตะคริว เขาขับรถน่ากลัวมากเหมือนทำสถิติความเร็วอยู่ นี่มันนึกว่าถนนในประเทศไทยเป็นสนามแข่งรถหรือไง (วะ)

บอกตรงๆ ว่าฉันดีใจเหลือเกินที่ถึงบ้านเขาอย่างปลอดภัย แม้ว่าหน้าผากที่เคยเรียบเนียนของฉันจะปูดเป็นลูกมะนาวก็ตาม =_=

เอาไปเก็บที

เขาหันไปสั่งเด็กที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ฉันได้แต่เดินตามเขาไปอย่างงงๆ รู้สึกได้เลยว่าสภาพตัวเองตอนนี้มันทุเรศมาก ผมคงจะยุ่งและพันกันเหมือนฝอยขัดหม้อแน่ๆ เออ แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการมากที่สุดคือการที่ไม่ต้องแต่งงานกับผู้ชายที่เดินนำหน้าฉันอยู่ตอนนี้

กึก!

                อยู่ดีๆ เขาก็หยุดเดินก่อนจะถึงห้องโถง ฉันขมวดคิ้วยุ่งและกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ดันเหลือบไปเห็นใครบางคนเดินมาซะก่อน

                อุแม่เจ้า หล่อมากเลยค่า กรี๊ดๆๆ เอาป้ายไฟมาเร็ว เอาปากกากับกระดาษมาด้วยนะ จะขอลายเซ็น ฉันทำท่าทางระริกระรี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ แหม ก็เจอคนหล่อลากดินขนาดนี้ จะไม่ให้สวยกรี๊ดได้ยังไงคะ ฉันกำลังจะเอ่ยปากทักทายเขา แต่อีมารความสุขนี่ดันชิงตัดหน้าฉันพูดซะก่อน

                อ้าวพี่ชาย วันนี้ไม่เข้าไปดูโรงแรมเหรอ

                เออ ขี้เกียจ ว่าแต่แกเถอะ พาใครมาด้วยวะ

                ว้ายย เขามองเห็นฉันแล้วว ฉันฉีกยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุด มองเห็นสายตาเอือมๆ อย่างรู้ทันของอีตาพี่พระพายด้วย แต่ฉันไม่สนค่ะ (สะบัดหน้า)

                แก้มค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก ^-^”

                ฉันยื่นมือออกไปจับมือเขา มือนุ่มจังเลย หุๆ เราคุยกันอยู่สองสามประโยค และฉันก็ได้รู้ว่าเขาเป็นพี่ชายผู้หล่อเหลาของอีตาพระพายคนโฉด ชื่อพระนาย ไม่ยักรู้มาก่อนว่าเขามีพี่ชายหล่อขนาดนี้ แหม่ เคยได้ยินแต่ชื่อ วันนี้ได้เห็นตัวจริงแล้วอยากจะขอคุณพ่อเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเลยค่ะ

                นี่ น้ำลายจะไหลแล้ว ยัยทุเรศ

                ชิ มันไม่ขนาดนั้นสักหน่อยเหอะ =_= เขากำลังจะเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อเอามาถูหน้าฉัน ฉันเลยถลึงตาใส่เขา อย่ามายุ่งกับหน้าฉันอีกนะยะ

                คู่หมั้นแกนี่เอง น่ารักดีนะ

                พรวด!

                ความรู้สึกฉันพุ่งหลาวลงสู่ใต้ทะเลลึกทันทีที่ประโยคนั่นหลุดออกมาจากปากพี่พระนาย เจ็บปวดเหมือนโดนยุงกัดหางคิ้ว แง้

                ไม่ใช่คู่หมั้นนะคะ!”

                ไม่ใช่คู่หมั้น

                ฉันกับพระพายพูดพร้อมกัน (ฉันตะโกน =_=) จนพี่พระนายทำหน้าเหวอ แต่ก็ยังหล่ออยู่ดีอ่ะ โอ้ยย ทำไมแม่ไม่ให้ฉันแต่งงานกับเขานะ ถ้าเป็นพี่พระนาย ฉันจะตอบตกลงทันทีเลย แต่งพรุ่งนี้เลยก็ได้เอ้า ยอมมม ดูก็รู้ว่าพี่เขาเป็นคนดีศรีสยามประเทศ ของสังคม และของโลก สมควรได้รับรางวัลโนเบลมากมายขนาดไหน

                พ่อกับแม่รออยู่ที่ห้องรับแขก รีบเข้าไปหาสิ พี่พระนายว่า

                เอ่อ ช่วยไปคุยกับแม่ให้หน่อยสิ

                เรื่องอะไรวะ

                “…เรื่องแต่งงาน =_=”

                ไม่มีทางแน่ๆ แม่ไม่มีทางยอมให้แกหายหัวไปไม่แต่งงานหรอก

                พี่เขาปฏิเสธหัวชนฝา =_= ฉันถอนหายใจอย่างหมดหวังส่วนพระพายมองฉันอย่างไม่สบอารมณ์ อะไรยะ! แกคิดว่าฉันอยากแต่งงานกับแกเรอะ

                นี่มันบังคับกันชัดๆ

                เออ ก็บังคับน่ะสิ T^T

                พี่พระนายหลบสายตาอ้อนวอนของเราทั้งคู่ก่อนจะเดินนำไปทางห้องรับแขก ฉันเองก็เดินตามไปอย่างไม่รู้จะทำยังไง ไม่เอานะ ฉันไม่อยากแต่งงานกับเขา เอาตรงๆ ก็ยังไม่อยากแต่งงานกับใครทั้งนั้นละตอนนี้ ฉันยังไม่เจอคนที่ฉันรัก ฉันยังไม่รักใคร แล้วแบบนี้จะแต่งงานกันได้ยังไง แต่ถ้าเป็นพี่พระนายก็ไม่แน่นะ (.  . )

                และที่สำคัญมากๆ คือ ฉัน-ไม่-ได้-รัก-ผู้-ชาย-ที่-ชื่อ-พระ-พาย ชัดเจนมั้ยย!

                มาแล้วเหรอคะลูก

                เราสามคนยังเดินไม่ถึงห้องดี เสียงคุณหญิงแม่ของฉันก็ดังขึ้นมาซะก่อน แง้ เห็นหน้าท่านแล้วน้ำตาจะไหล เสียงในหัวฉันดังโต้ตอบกันอย่างอัตโนมัติ มันดังว่า

 

นี่แกจะยอมแต่งงานจริงๆ น่ะเหรอแก้ม?

แกไม่ได้รักเขานะจะไม่ปฏิเสธไปเหรอ?

 

                เออ จะว่าไปก็ปฏิเสธจนไม่รู้จะปฏิเสธยังไงแล้วนะ

                สวยสมกับที่เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณหญิงจันทร์จริงๆ นะคะ แม่เขาพูด

                ขอบคุณค่ะคุณเพียง

                สวัสดีค่ะ

ฉันรีบยกมือไหว้พ่อกับแม่ของเขา ดูสีหน้าท่าทางใจดีจนไม่อยากจะเชื่อว่าจะจับลูกแต่งงานได้เลยนะเนี่ย

                ไหว้พระเถอะลูก มาๆๆ ตาพายพาน้องมานั่งสิ

                ฉันหันไปมองพี่พระพาย เออ เขาไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักแอะ แต่เดินมากระตุกเสื้อ (?) ฉันเบาๆ เพื่อพาไปนั่งบนโซฟาสีน้ำตาลตรงข้ามกับคุณพ่อและคุณแม่ของเขา

ฉันมั่นใจว่าเขาไม่ได้อยากแต่งงานกับฉันแน่ๆ  ดูได้จากการที่เขาลงทุนทำท่าทางว่าป่วยเป็นโรคซะขนาดนั้น T^T ที่ทำลงไปเพราะอยากจะให้ฉันปฏิเสธการแต่งงานสินะ แต่หารู้ไม่ว่าฉันเองก็ค้านเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้วเหอะ อีกอย่างฉันเองก็อยากให้เขาเป็นคนพูดว่าเราจะไม่แต่งงานกันเหมือนกัน

                เพราะฉันไม่กล้าพูด ดูสีหน้าของทางผู้ใหญ่แล้วมันพูดไม่ออกอ่ะ

                พวกเราคุยกันแล้วจ้ะ ฤกษ์งามยามดีก็วันที่สิบสี่เดือนนี้นะจ้ะ ^-^”

                อะไรนะคะ!” ฉัน

                อะไรนะแม่!” พี่พระพาย

                ช็อคโคตร!!! นี่คนโดนคลุมถุงชนยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาเลยนะ หาฤกษ์มาซะแล้ว อะไรจะไวปานนั้นคะ!

                อย่าเสียงดังไปสิลูก =_=” คุณพ่อกระซิบปรามฉัน ฉันเลยหันไปทำหน้าบึ้งใส่ ก็ไหนบอกว่าแล้วแต่ฉันไง ฉันบอกไม่แต่งๆ เนี่ยได้ยินมั้ย!

                แม่ครับ ผมไม่…”

                เขาชะงักเมื่อเห็นว่าแม่ตัวเองเริ่มหน้าเสีย เหมือนกับรู้ว่าเขาจะปฏิเสธงั้นละ ทุกคนทำหน้าตากดดันมากจนฉันเองก็รู้สึกกระอักกระอวนใจแทนเขาจนพูดอะไรไม่ออก

                ฉันหันไปมองหน้าเขาที่เบนหน้าหนีไปทางอื่นสลับกับมองหน้าแม่และพ่อของเขาที่นั่งอยู่ตรงข้าม สายตาชื่นชมที่ส่งมาทำเอาฉันรู้สึกแปลกๆ ซะจนทนแทบไม่ไหว เราไม่ได้รักกันเลยสักนิดนะคะ T^T ไม่เคยคุยกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ (ยกเว้นวันนี้) ฉันคิดว่าฉันทนไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องมาแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักไม่ได้ชอบ

และแน่นอนว่าเราทั้งคู่เลยล่ะที่ทนไม่ได้

                ก็เราไม่ได้รักกันนี่นา

                หนู…”

                ฉันตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นบ้าง ทั้งพ่อและแม่ของฉันและเขาต่างก็หันหน้ามามองฉันเป็นตาเดียว เอ่อ กดดันมากเลยค่ะ =_=

                “…”

                หนูยังไม่พร้อม มะ ไม่แต่งงานนะคะคุณป้า T^T”

                กรี๊ดด พูดออกไปแล้ว ฉันพูดแล้ว! พระพายหันหน้ามามองฉันนิ่ง เออดี ตอนนี้ทุกคนมองหน้าฉัน ไม่ใช่แค่มองล่ะ เรียกว่าจ้องเลยดีกว่า โดยเฉพาะพ่อกับแม่ที่ทำหน้าเหมือนปลาขาดน้ำไปแล้วตอนนี้

                หนูแก้ม! พูดอะไรน่ะลูก

                คุณหญิงแม่ทำท่าจะเป็นลมจนคุณพ่อต้องประครองเอาไว้ ไม่รู้แหละ ฉันตัดสินใจแล้วเว้ย ฉันไม่แต่ง!

                เราสองคนไม่ได้รักกันนะคะ จะแต่งงานกันได้ยังไง

                โครม!!

                ฉันเบิกตากว้างมองคุณแม่ของพระพายหงายหลังล้มตึงลงไปกับพื้นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน ฉะ ฉันพูดจบยังไม่ถึงสามวิเลยนะยะ! จะแข่งกันเป็นลมรึไงเนี่ย T_T

                คุณแม่!!”  

                เสียงพี่พระพาย และพี่พระนายดังขึ้นพร้อมกับที่ทั้งคู่ถลาเข้าไปใกล้ก่อนที่พี่พระนายจะเป็นคนอุ้มท่านขึ้นมานอนบนโซฟา สาวใช้ต่างก็กูลีกูจอมาพัดวี ชิบแล้วไง นี่มันเรื่องอะไรกัน คำพูดของฉันทำให้แม่เขาเป็นลมไปจริงๆ งั้นเหรอเนี่ย!

 

                ผ่านไปสิบห้านาที

                ฉันรู้สึกผิดจนแทบจะเอาหัวโขกพื้น =_=

                สถานการณ์ตอนนี้เหมือนมีหิมะตก ฉันรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาเป็นระยะๆ เวลาที่พี่พระพายมองมาที่ฉัน ไอ้สายตาคมกริบที่จ้องเหมือนคาดโทษนั่นทำเอาฉันขนลุกจริงๆ นะ T_T แหม อยากจะบอกเหลือเกินว่าขอโทษ แต่คิดไปคิดมา ก่อนหน้านั้นที่เขาจะอึกอักไม่ยอมพูด เขาก็กะจะปฏิเสธการแต่งงานไม่ใช่เหรอ!

                เพราะฉะนั้นจะมาโทษฉันคนเดียวได้ยังไง

                อือ…”

                อุ๊ย แม่เขารู้สึกตัวแล้ว ฉันนั่งนิ่งในขณะที่ทุกคนต่างก็ขยับตัวเข้าไปใกล้แม่ของเขา เอ่อ ขอเรียกว่าคุณป้าเพียงละกัน (ท่านชื่อคุณหญิงเพียงพร) ฉันไม่กล้าเข้าไปหาท่าน ฉันรู้สึกผิด!  ขนาดคุณลุง (พ่อเขา) ยิ้มให้ฉันยังไม่กล้ามองหน้าท่านเลยเนี่ย

                แม่ขอคุยกับลุกแล้วก็หนูแก้ม แค่สามคนได้มั้ย

                พอท่านพูดมาแบบนี้ทุกคนที่อออยู่ใกล้ท่านก็พร้อมใจกันเดินออกไปจากห้องรับแขกจนเหลือแค่ฉันที่นั่งอยู่บนโซฟากับเขาที่นั่งกุมมือแม่ตัวเองอยู่ แม้กระทั่งพ่อ และแม่ของฉันก็ยังเดินออกไปตามคำขอนั้นโดยที่ไม่โต้แย้งหรือเอ่ยอะไรออกมาสักคำ (แอบเห็นว่าท่านมองค้อนฉันด้วย =_=)

                มีอะไรครับแม่เขาถาม

                ขยับเข้ามาใกล้ๆ แม่หน่อยได้มั้ยจ้ะ

                คุณป้าเพียงมองมาทางฉันที่ยังนิ่งค้างอยู่พร้อมกับกวักมือเรียก ฉันรีบพยักหน้ารัวๆ ส่งไป เพราะกลัวพี่พระพายจะตามมาดึงคอฉัน T^T

                ดะ ได้ค่ะ

                ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ท่านพร้อมกับสังเกตใบหน้านั่น อา สีหน้าท่านดูอ่อนล้ายังไงก็ไม่รู้สิ ทำไมตาปรือแปลกๆ นะ =_=

                เฮ้อ แม่น่ะแก่แล้ว อายุอานามก็เยอะขึ้นทุกวันๆ ก็เลยอยากเห็นลูกชายแต่งงานแต่งการเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาบ้าง

                อย่าดราม่าเลยนะคะสวยขอออ โฮ T^T

                พี่คนโตก็มัวแต่บ้าทำงาน แม่อยากอุ้มหลานใจจะขาดแล้วก็ไม่เห็นมีท่าทีรักชอบใครจนอยากแต่งงานสักที ความจริงแม่ก็ไม่อยากจะบังคับจิตใจของใครหรอกนะ

                งั้นก็อย่าบังคับเลยค่ะ T_T หนูทำใจไม่ได้

                แต่เพราะแม่เพิ่งรู้ตัวว่าป่วย แม่เลยจำเป็นต้องทำอย่างนี้

                ป่วย? เอ่อ ฉันเห็นพี่พระพายขมวดคิ้วยุ่งเมื่อแม่เขาพูดจบ ในขณะที่ฉันงงว่าอาการป่วยของท่านมาเกี่ยวอะไรกับการจับเราสองคนแต่งงานกัน บอกเลยว่ามันห่างไกลกันเป็นโยชน์เลยนะ มันไม่เกี่ยววว

                เรื่องแต่งงานมันควรจะเป็นเรื่องของคนสองคนที่รักกันไม่ใช่เรอะ!

                แต่พอท่านพูดประโยคต่อมาเท่านั้น ฉันก็เกิดอาการอยากจะกระโดดบันจี้จัมพ์ขึ้นมาทันที

                แม่ป่วยเป็นโรคหัวใจระยะสุดท้ายจ้ะ

                “…!”

                อะไรนะแม่

                โอ้ ฉันรู้สึกอยากจะป็นลมไปอีกคน

เออ! ทำไมวันนี้ฉันเจอแต่คนป่วยวะเนี่ยยยยย

แล้วโรคหัวใจระยะสุดท้ายนี่มันรุนแรงเหมือนโรคมะเร็งระยะสุดท้ายรึเปล่า กรี๊ดๆๆ TOT ฉันหันไปมองหน้าพี่พระพาย (รอบที่ล้านได้แล้วมั้ง) ดูเหมือนเขาจะอึ้งและช๊อคมากกว่าฉันประมาณแสนเท่า ก็แน่สิยะ! โรคหัวใจระยะสุดท้ายเลยนะ คุณพระคุณเจ้าช่วย ฉันได้แต่นั่งนิ่งจนแทบจะแข็งเป็นหิน พูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ อันที่จริงปากฉันมันปิดสนิทมากเลยต่างหาก ฉันควรจะพูดอะไรเหรอ เสียใจด้วยนะคะคุณป้า หายไวๆ นะคะ? ถุย ประสาท นั่นโรคหัวใจนะยะไม่ใช่ไข้เลือดออก จะได้หายง่ายๆ (เออ ละไข้เลือดออกนี่หายง่ายเหรอวะ)

มะ ไม่จริง!”

นายพระพายพูดเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอามือปิดหน้าตัวเอง ดูเหมือนเขาจะลนและตกใจมากเมื่อรู้ว่าแม่ตัวเองป่วยกะทันหันแบบนี้ แง้ ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงอ่ะ ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยละเนี่ย

พาย แม่…”

ฮึก แม่ป่วยเป็นโรคหัวใจทุกคนรู้รึเปล่า!”

เฮ้ยยย เขาร้องให้! ฉันลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ ก่อนจะเดินถอยหลังห่างออกมา เรื่องนี้สวยจะไม่ยุ่งค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันมีหน้าที่ให้กำลังใจทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น

คนนอกขอลา TOT

เอ่อ พายอย่าเสียงดังสิลูก แม่ก็แค่ป่วย…”

แค่ป่วยเหรอ ให้ตายสิ! โรคหัวใจนะแม่ บ้ารึเปล่า ทุกปีแม่ก็ตรวจสุขภาพไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเขามาตรวจเจอเอาตอนนี้วะ

เขาปาดน้ำตาอย่างลวกๆ แถมยังพูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ  คุณป้าเพียงได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา ในขณะที่พี่พระพายยืนโงนเงนคล้ายจะทรงตัวไม่ไหวอยู่ข้างๆ

ฉะ ฉันควรจะทำยังไง เขาต้องการยาดมมั้ย T^T

พายเพราะงั้นแม่ขอได้มั้ย แต่งงานกับหนูแก้มทำให้แม่ได้มั้ยลูก

“…!”

ฉันตกใจมากเมื่อแม่เขาพูดออกมาแบบนี้ แทบจะกรีดร้องและปล่อยโฮเป็นเพื่อนพี่เขาอยู่แล้วเนี่ย! อะไรกัน ทำไมมันเป็นแบบนี้ไปได้ฮะ

ทำมายยย!! TOT

ถ้ามันไม่ยากมากเกินไป แม่ขอแค่นี้ ทำให้แม่ได้มั้ยพาย

เราผ่าตัดไม่ได้เหรอครับ ผมขอร้อง แม่อย่าทำแบบนี้ เขาส่ายหน้าไปมา เงินเรามีล้นฟ้า โรคหัวใจมันกี่จะซักกี่บาท สิบล้าน? ยี่สิบล้าน? เงินแค่นี้เราจะจ่ายไม่ได้เลยรึไง!”

มันไม่มีหัวใจที่เข้ากับแม่…”

“…”

มันต้องใช้เวลาพาย แม่ขอร้องนะลูก…”

ฉันไม่รู้จะตอบกลับไปยังไง ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกไปด้วยซ้ำ ได้แต่ยืนเงียบอยู่ที่เดิมมองพี่พระพายเดินเร็วๆ ออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้ฉันยืนนิ่งอยู่ลำพังกับแม่ของเขา

น้ำตาที่ไหลแปรอะแก้มเขามันยังติดอยู่ในหัวฉันอยู่เลย แล้วอีกอย่าง เรื่องแต่งงานนี่ล่ะ เขายังไม่ตอบอะไรไปเลยนะยะ

ตามไปดีมั้ย?

ไม่ดีมั้ง บางทีหมอนั่นอาจจะอยากอยู่คนเดียวสักพัก แต่แต่ฉันก็อยากจะคุยกับเขาให้รู้กันไปเลยว่าจะเอายังไงอ่ะ

“…”

นะ หนูขอตัวก่อนนะคะคุณป้า

สุดท้ายฉันก็เลือกอย่างหลัง นั่นคือตามไปเคลียร์กับเขาให้รู้เรื่อง!

 

พระพาย! พี่พระพายยยย

ฉันตะโกนเรียกชื่อคนที่เดินลิ่วๆ ไม่สนใจใครเดินออกไปจากตัวบ้าน ผ่านหน้าทุกคนที่ทำหน้าตาเหลอหลาไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น โว้ยย ฉันไม่มีเวลาจะมาจอดอธิบายขยายความให้ใครฟังตอนนี้ เพราะฉะนั้นโปรดอย่าเพิ่งถามมม

หยุดก่อนค่ะ

“…”

นี่ หยุดสิ บอกว่าให้หยุดไง!”

กรี๊ดดด เขาทำเหมือนเสียงของฉันเป็นแค่เสียงยุงน่ารำคาญไม่น่าสนใจฟัง เหมือนเสียงฉันไม่ส่งไปถึงเขา แฮกๆ เหนื่อยนะยะ ฉันถอดรองเท้าที่เพิ่งสวมเมื่อกี้ (สะบัดออก) อย่างแรงจนมันลอยละลิ่วไปคนละทิศคนละทาง ย้ากก ไม่รู้ไม่สนแล้วโว้ย T_T ฉันจะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องตอนนี้ และเดี๋ยวนี้ด้วย

ทั่กๆๆ

หมับ!

เฮ้ย อะไรวะ

ฉันออกแรงวิ่งอย่างสุดกำลังจนในที่สุดก็วิ่งตามเขาทัน และทันทีที่เกือบจะถึงตัวเขา ฉันก็กระโดดเกาะหลังเขาอย่างแรงจนเราทั้งคู่เกือบหน้าคว่ำไปกับพื้น ดีที่เขาตั้งหลักได้

พี่ต้องคุยกับฉันให้รู้เรื่อง

คุยอะไรฮะ!”

ก็เรื่องที่แม่พี่พูดไง พี่คงไม่คิดจะตอบตกลงแต่งงานใช่มั้ย T_T”

นี่เธอคิดว่าฉันจะแต่งงานกับเธองั้นเหรอ ประสาท! แล้วอีกอย่างนะ รีบๆ ใสตัวเองลงไปจากหลังของฉันได้แล้วโว้ย

ว่าอย่างเดียวไม่พอ เขาสะบัดฉันออกจากตัวเขาอย่างแรงจนฉันหงายหลังลงไปกับพื้นดังพรืดด ซึ้ดด ไอ้หมอนี่มัน…TOT โหดร้ายมาก

มันเจ็บนะยะ!”

แล้วใครใช้ให้เธอกระโดดใส่ฉันฮะ

“TOT”

เออ ฉันผิด

ลุกขึ้นสิวะ

ฉันนั่งนิ่ง ไม่ขยับตัว ทุกคนอาจจะคิดว่าฉันอ่อยอยู่ ถุยย (นี่คือคุณหนูตระกูลดัง) ฉันเจ็บไปทั้งตัวต่างหาก รู้สึกเมื่อกี้จะหมุนกลิ้งไปกับพื้นสองรอบเห็นจะได้

ฉันจะพูดอีกแค่รอบเดียว ลุกขึ้น

เขาว่าพร้อมกับใช้สายตากดดันฉันไปด้วย ไม่ลุกเว้ย ฮือ เจ็บอ่ะ แขนฉันคงมีรอยถากจากเมื่อกี้นี้แน่ๆ แสบชะมัด

ตอนนี้ฉันต้องการความเป็นส่วนตัวโว้ย ให้ไวได้มั้ย!”

โอ๊ย! นี่…”

และพอฉันไม่ลุก เขาก็เดินเข้ามากระชากแขนฉันให้ลุกขึ้นยืนอย่างแรงจนฉันได้ยินเสียงกระดูกแขนลั่นดังกรอบ พอเงยหน้าขึ้นไปกะจะด่ามันสักรอบ สายตาคมกริบกับใบหน้าไม่สบอารมณ์นั่นก็ทำเอาฉันหุบปากเงียบสนิท เออ ยอมรับว่าไม่กล้าเถียงเขาตอนนี้ สาเหตุหลักก็เพราะว่าสังขารฉันไม่เอื้ออำนวย =_=

เสียงเธอนี่มันน่ารำคาญจริงๆ -_-”

คิดว่าฉันไม่รำคาญเหรอคะ สาบานเลยสิว่าฉันไม่มีทางจะเลือกคนแบบพี่มาเป็นสามีแน่ๆ ไอ้คนเถื่อนเอ๊ย!”

เออ แม่กุลสตรี

กรี๊ด ฉันแทบจะกัดจมูกเขาให้ขาดด้วยความโมโห (แขนขายังเจ็บอยู่ =_=) เห็นมั้ย เราสองคนไม่มีทางเข้ากันได้

ไม่มีทางโว้ย!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น