SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 9 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 6 แผนของอาหยูกับคุณเผิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,759
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    26 ส.ค. 62


บทที่ 6 แผนของอาหยูกับคุณเผิง



จ้าตัวกลมไข้ลดและมีอาหารดีขึ้นแล้วคุณหมอจึงให้กลับบ้านได้ ทีแรกลฎาภาคิดว่าคงต้องแยกกลับเพราะถ้านั่งรถเมล์อาจจะถึงช้ากว่า ทว่า  อวิ่นเยว่เอ่ยปากออกมาว่าขึ้นรถสิ

นั่นทำให้เธอรู้สึกประหม่าจนบอกไม่ถูก

ทันทีที่ถึงบ้านหญิงสาวก็ลงจากรถอย่างรวดเร็ว เพราะว่าเกร็งมาตลอดทาง

เดี๋ยวฉันรีบไปเตรียมอาหารให้ก่อนนะคะ

เมื่อพูดจบก็เดินจากไป อวิ่นเยว่มองแล้วเปิดประตูรถด้านหลังอุ้ม   อาหยูออกมา ปกติแล้วเขาไม่ให้ผู้หญิงคนไหนนั่งติดรถมาด้วยเว้นมารดาเเละภรรยา แต่ความรู้สึกที่อยู่ในใจนี้มันคืออะไรที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

          ลฎาภาเดินเข้ามาในครัว เธอยกมือขึ้นตบแก้มสองข้างเพื่อขจัดความคิดที่อยู่ในใจออกไป ก่อนจะรีบจัดเตรียมอาหารมื้อเย็นและโต๊ะอาหาร จากนั้นเดินขึ้นไปยังห้องของเด็กชายที่ชายหนุ่มเฝ้าอยู่และทำงานไปด้วย

หญิงสาวเคาะประตูก่อนจะเปิดแง้มเข้าไป เธอส่งสายตามองเขาที่นั่งทำงานอยู่โซฟาไม่ห่างจากเตียง

          “คุณเผิงอาหารมื้อเย็นเสร็จแล้วค่ะ จะให้ฉันยกขึ้นมาให้ไหมคะ ?”

          “เดี๋ยวผมลงไปกิน คุณกลับไปก่อนได้เลย”

ลฎาภาพยักหน้า มองชายหนุ่มที่ก้มหน้าทำงานโดยไม่สนอะไร เธอเพียงรู้สึกว่ามื้อเย็นนี้เขาอาจจะไม่ได้กินก็ได้ พอมองหน้าเรียบนิ่งนั้นความคิดภายในใจที่ว้าวุ่นก็เต็มไปหมด ความรู้สึกที่เป็นอยู่นี้ทำให้สับสนเเละทำอะไรไม่ถูกและไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยจริง ๆ

นี่เธอเป็นอะไรกันแน่ ?

หญิงสาวเดินออกจากห้องปิดประตูลง พลางถอนหายใจออกมาแล้วรีบเดินลงไปยังห้องครัว จัดการเก็บล้างของจนเสร็จ เเละเดินออกมาดูที่โต๊ะอาหารแต่กลับไม่มีวี่แววของชายหนุ่ม จึงนำอาหารไปอุ่นร้อนอีกครั้งใส่ถาดเเละถือขึ้นมาบนห้องให้

ลฎาภาเข้ามาในห้องอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร เธอว่างถาดอาหารลงแล้วเดินออกจากไปขณะที่อวิ่นเยว่ละสายตาขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เเละรอยยิ้มที่ไม่ควรปรากฏบนใบหน้าเขาก็เริ่มมีขึ้นที่ละนิดโดยที่ไม่รู้ตัว

อวิ่นเยว่รีบหุบรอยยิ้มนั้นทันทีที่รู้ตัวว่าเผลอไป ชายหนุ่มมองอาหารมื้อเย็นตรงหน้าที่ส่งไอร้อนออกมา เช่นนั้นจึงวางเอกสารลงขยับตัวรับประทานอาหารมื้อเย็นทันที

เมื่อหญิงสาวปิดประตูห้องลงแล้ว ก็เพิ่งคิดบางสิ่งได้

ทำไมเธอต้องยกอาหารไปให้เขาด้วยละ เหมือนกับรู้ว่าถ้าไม่ยกขึ้นไปเขาจะไม่กินมื้อนี้แน่นอน !

“จอมเอ่ย แกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ”

          หญิงสาวส่ายหน้าสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปก่อนจะรีบเดินลงไปหยิบสัมภาระและออกจากบ้านไปทันที

         

          หลายวันที่ผ่านมาลฎาภาเริ่มชินกับการทำงานในบ้านหลังนี้แล้ว    กิจวัตประจำวันค่อนข้างจะไม่แตกต่างกันมากนัก ในบ่ายของวันนี้เธอค่อนข้างว่างเพราะเตรียมอาหารที่ต้องทำในมื้อเย็นเสร็จแต่เช้า ทั้งความสะอาดก็ทำในบางส่วนตามที่ป้าผ่องบอกว่าแต่ละวันซึ่งจะทำความสะอาดห้องไม่เหมือนกัน

          ผ่านไปนานเกือบสองชั่วโมง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองนาฬิกาบนหน้าจอซึ่งก็ได้เวลาที่เตรียมอาหารเย็นไว้ก่อนจะออกไปรับเด็กชายกลับมา

          ลฎาภานั่งรถเมล์ขามารับเด็กชาย  ซึ่งก็พอดีกับที่โรงเรียนเลิก

ครืนครืน แรงสั่นของโทรศัพท์ทำให้หญิงสาวหยุดเดินและเอื้อมมือล้วงลงในกระเป๋าสะพาย

          เธอมองเบอร์ปลายสายที่ไม่คุ้นเคยโทร. เข้ามา ก่อนตัดสินใจกดรับในขณะที่เดินเข้ารั้วประตูโรงเรียนมา

          “สวัสดีค่ะ”

          [ผมเอง...]

เมื่อได้ยินน้ำเสียงของปลายสายทำให้หญิงสาวกำลังงุนงงว่าเป็นใคร แต่เมื่อได้ยินอีกประโยคถัดมาก็อ้าปากอ้อทันที

[วันนี้ผมจะไปรับลูกเอง และกินข้าวนอกบ้านคุณกลับบ้านไปได้เลย]

ถึงจะสั่งแบบนั้นก็เถอะ แต่ไม่ทันแล้ว...

“คือว่า ฉันอยู่โรงเรียนของอาหยูแล้วค่ะ กำลังไปรับพอดีแล้วคุณก็โทร. มาพอดี” ลฎาภาตอบกลับในทันทีแม้จะเกร็งอยู่บ้างที่ต้องคุยสนทนากับอวิ่นเยว่

ปลายสายเงียบนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง หญิงสาวจึงเรียก “คุณเผิงคะ”

[ให้อาหยูรออยู่ที่นั่นก่อน อีกประมาณสี่สิบนาทีผมจะไปรับ]

เป็นคำสั่งที่ไม่สามารถขัดได้ จึงตอบรับ “ค่ะ” ก่อนที่จะวางสายไป

ลฎาภาเดินไปใกล้ตึกขณะที่กวาดสายตามองเจ้าตัวกลมในสวนของเล่น ก็ยังเหมือนครั้งแรกที่มาหาเพื่อนสาว แม้จะมีเด็กหลายคนวิ่งเล่นกันระหว่างรอผู้ปกครองมารับ แต่กลับเด็กคนนี้แล้วนั่งเล่นเขียนทรายอยู่เพียงลำพัง เธอมองพลางยิ้มออกมาก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วย่อตัวนั่งลง

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมอง แววตากลมใสจ้องมองแล้วก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไร

“เป็นอะไรหืม หรือว่ายังไม่หายไข้” เธอเอ่ยถามขึ้นขณะเอื้อมมือแตะหน้าผากของเด็กชาย ทว่าเจ้าตัวรีบเบี่ยงหลบทันที หญิงสาวมองเด็กชายที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูด ทำให้เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ให้ตายสิ...นิสัยพ่อลูก เหมือนกันเลย

“ถ้าไม่บอกวันนี้ป๊ะป๋าจะไม่มารับนะ”

ได้ผลทันที เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาไม่พอใจขณะที่จ้องมองลฎาภารู้สึกว่ามีเรื่องในใจที่ไม่ยอมพูดออกมา และเธอเองก็ไม่กล้าคาดคั้นไปมากกว่านี้อีก

“ป๊ะป๋าจะมารับเหรอ”

ลฎาภาพยักหน้าพร้อมยิ้มหวานให้ รอยยิ้มของเด็กชายก็ปรากฏขึ้น

“งั้นบอกความลับให้พี่ได้ยัง”

อาหยูส่ายหน้ารัว ๆ ทำให้หญิงสาวไม่กล้าถามต่อ ได้แต่มองเด็กชายเล่นอยู่เพียงลำพังมีบ้างเป็นระยะที่เข้าไปแกล้งเล็กน้อย

“อาหยู” น้ำเสียงเข้มเอ่ยเรียกขึ้นทำให้หญิงสาวและเด็กชายหันไปมอง ลฎาภามองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาหาขณะที่อาหยูกำลังวิ่งเข้าไปหาเช่นกัน

เธอมองก่อนขยับตัวลุกขึ้นเดินไปหา

“วันนี้คุณกินมื้อเย็นข้างนอกใช่ไหมคะ”

อวิ่นเยว่พยักหน้าตอบ

“ถ้างั้นฉันขอลากลับตรงนี้เลยนะคะ” ลฎาภาเอ่ยขึ้นเมื่อรู้ว่าหน้าที่ของวันนี้เธอสิ้นสุดลงแล้ว แต่เมื่อส่งสายตามองแววตาของเขาแล้วรู้สึกว่าเสียวสันหลังวูบวาบ “เออ...หรือว่าฉันต้องอาบน้ำและพาอาหยูเข้านอนก่อนคะ”

อวิ่นเยว่เงียบนิ่งมองแล้วพูดว่า “ไม่ต้อง”

เมื่อพูดจบเขาก็พาลูกชายเดินตรงไปที่รถ ขณะที่ลฎาภามองอย่างงุนงงและรีบเดินออกจากรั้วโรงเรียนไป

หญิงสาวเดินออกมารอรถเมล์ที่ป้ายตามเดิม รู้สึกคาดเดาไม่ออกเวลาอยู่กับเขาทั้งที่ปกติแล้วเป็นคนเข้ากับคนอื่นได้ง่ายแท้ ๆ

        ปี๊นปี๊น เสียงแตรดังขึ้นทำให้ลฎาภาหันไปมองรถที่จอดแนบข้างทางกับกระจกค่อย ๆ เลื่อนลง

          “ขึ้นรถมาสิ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

          เธอกะพริบตามองงุนงง แต่ก็ต้องสะดุ้งขึ้นเพราะเสียงแตรไล่จากคันหลังทำให้รู้สึกลนลาน อับอายจึงเปิดประตูแล้วขึ้นนั่งทันทีกว่าจะรู้ก็นั่งอยู่ข้าง

คนขับแล้ว

          นี่แกบ้าไปแล้วแน่ ๆ แทนที่จะเดินหนีแต่กลับเปิดประตูขึ้นรถมาซะงั้น ลฎาภาคาดโทษตัวเองในใจ

          อวิ่นเยว่เหลือบมองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่ แล้วเผลอยิ้มออกมาที่มุมปากขณะขับรถออกไปตามถนนใหญ่

          ลฎาภานั่งตั้งสติได้สักพัก เงยหน้าขึ้นพอดีเห็นว่าเขาอาจจะขับผ่าน   สีแยกด้านหน้า ซึ่งมีป้ายรถเมล์ที่จะนั่งต่อกลับไปยังอะพาร์ตเมนต์พอดี

          “เออ..คือว่าจอดรถทางสีแยกหน้านี้ที่คุณจะขับผ่านได้ไหมคะ ?”

เธอหันมองเขาที่ยังเงียบพอดีกับที่รถหยุดจอดเพราะติดไฟแดง แต่ก็สะดุ้งนิด ๆ เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองผ่านทางด้านหลัง ลฎาภาหันไปเห็นเด็กชายจ้องมองเขม็งด้วยความขุ่นเคือง แล้วรีบหันกลับมาทันที

“คุณเผิงคะ” เธอเรียกเขาอีกครั้ง

อวิ่นเยว่หรี่ตามองด้วยแววตานิ่งเฉย แล้วหันกลับไปครั้นหญิงสาวจะปริปากพูดอีกครั้งก็โดนเขาขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ผมขับผ่าน...” อวิ่นเยว่พูดขึ้นในขณะที่สัญญาณไฟเปลี่ยนสี เขาออกรถแล้วพูดต่อไปว่า “แต่ไม่ได้จอด”

ลฎาภากะพริบตามองอย่างอึ้งกับคำตอบที่ได้รับ กว่าที่จะรู้ตัวรถก็ขับผ่านเลยป้ายมาแล้ว

เขาจงใจ...!

อวิ่นเยว่ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดแต่ก็แอบเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่เป็นระยะ ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมถึงให้เธอติดรถขึ้นมาด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเปิดใจให้ให้ล้ำเส้นเข้ามา

ลฎาภานั่งเกร็งอยู่ในรถโดยที่ไม่กล้าปริปากพูดอีกเลย เพราะดูท่าแล้วเขาจะไม่สนใจที่เธอพูดสักนิด จนกระทั่งรถเลี้ยงเข้ามาจอดที่ลานจอดของห้างสรรพสินค้า หญิงสาวจึงได้แต่จำใจเปิดประตูลงจากรถและรีบพูดขึ้นทันที

“เออ..คือว่า...” เธออ้ำอึ้งพูดไม่ออก ทว่าเมื่อมือน้อยดึงที่ชายเสื้อจึงหันมองเมื่อเห็นสายตาของเด็กชายที่ส่งอ้อนมองมา

“ไปด้วยกันนะ คุณป้า”

ลฎาภากะพริบตามองเมื่อเห็นท่าทีของเด็กชายเปลี่ยนไปทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังมองเธอด้วยความไม่พอใจอยู่เลย แต่จะปฏิเสธอาหยูได้อย่างไรกัน...

หญิงสาวพยักหน้าตอบรับขณะที่เด็กชายเดินไปหาอวิ่นเยว่ด้วยใบหน้าที่ร่าเริง เขาเดินนำไปได้ระยะหนึ่งเธอจึงเดินตามไปอย่างห่าง ๆ ทั้งที่คิดว่าพยายามหลีกตัวออกแล้ว แต่ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กันเหล่า !

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในตอนนี้ชวนอึดอัดเสียจริง ลฎาภานั่งเกร็งตลอดเวลาที่รับประทานอาหารมื้อเย็นกับอวิ่นเยว่ ทั้งที่ปฏิเสธแล้วแต่เป็นเพราะเจ้าตัวกลมส่งสายตาน่ารักอ้อน สุดท้ายก็ใจอ่อนตามมาด้วยจนได้

อวิ่นเยว่ลุกขึ้นจากโต๊ะไปเงียบ ๆ โดยที่ไม่พูดอะไร ในขณะที่เด็กชายมองแล้วก้มหน้ารับประทานอาหารต่อ

ไม่อยากให้มาด้วยหรอกเสียงของอาหยูพูดพึมพำในปากขณะที่เคี้ยวอาหารเต็มปาก

ลฎาภามองด้วยความไม่เข้าใจทั้งที่เด็กคนนี้เป็นฝ่ายลากเธอมาด้วย

เพราะป๊ะป๋ามีความสุข…”

ลฎาภากะพริบตามมองด้วยสีหน้าที่ลำบากใจปนสับสน เธอไม่เข้าใจสักเท่าไหร่กับคำพูดโดยนัยของเด็กชาย พอเห็นว่าอาหยูเงยหน้าขึ้นหันมองด้วยแววตาที่ขุ่นเคือง

ลฎาภายิ้มเจื่อน ๆ ทั้งที่อยากจะพูดออกไปว่า

อยากจะเข้าใกล้ที่ไหนกันละ !’

ว่าแล้วอาหยูก็ก้มกินอาหารในจานต่อ เคี้ยวแก้มทั้งสองข้างป่องเพราะการตักที่คำใหญ่เกินไป แต่ก็ยังเหล่มองเธอทุกครั้งที่ตักอาหารเข้าปาก

นี่มันบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย !

 

ขอบคุณสำหรับอาหารวันนี้ค่ะลฎาภากล่าวขอบคุณขณะที่เดินออกจากห้างสรรพสินค้าพร้อมกับอวิ่นเยว่เเละเจ้าตัวกลม ทั้งที่ตั้งใจว่าจะลากลับหลังมื้อเย็นแต่สุดท้ายก็ลากยาวเดินมาซื้อของกับสองพ่อลูกคู่นี่อีกจนได้

เออ...ถ้างั้นฉันขอลากกลับตรงนี้เลยนะคะ เดี๋ยวรถหมดเที่ยวก่อน

อวิ่นเยว่ทำหน้านิ่งก่อนพูดขึ้นว่าคืนนี้ค้างที่บ้านฉันก็ได้ นี่ก็เกือบสามทุ่มแล้ว

คะ?”

หญิงสาวกะพริบตามองแบบไม่ทันตั้งตัว

งั้นก็ไปกันเถอะเขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเช่นเดิม ก่อนที่จะเดินนำไป

ทางด้านลฎาภายืนอึ้งอยู่ตัดสินใจไม่ถูกแต่เมื่อมือน้อย ๆ ของเด็กชายกระตุกชายเสื้อทำให้เธอสะดุ้งจากภวังค์และหันมองมือเล็กของเด็กชายที่เอื้อมจับกับมือเหมือนพยายามจะลากให้เดินตามไป ถึงกับปฏิเสธไม่ลงเดินตามแรงลากของเด็กชายมาจนถึงลานจอดรถ

เธอต้องรีบพูดปฏิเสธเขาแล้วกลับทันที...!

ลฎาภาเดินเข้ามาหาชายหนุ่มขณะที่แกะมือของเด็กชายออก

“เออ...ฉันลาเลยนะคะ” เธอพูดตัดบทหวังเพียงว่าเขาจะพยักหน้าตอบเท่านั้น ทว่าเกินคาดที่เธอคิดเมื่ออวิ่นเยว่เดินเข้ามาหาแล้วเลื่อนใบหน้ามาใกล้ จนทำให้เธอสะดุ้งเอนตัวถอยออกห่าง

“ขึ้นรถสิ”

ดวงตากลมกะพริบมองชายหนุ่มที่เดินอ้อมไปยังฝังคนขับ ลฎาภาทำตัวไม่ถูกเมื่อถูกเขาพูดออกมาแบบนั้น ทั้งการกระทำที่ชวนสับสนจนหัวใจเต้นแบบนี้แล้วก็ยิ่งไปต่อไม่เป็น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ว่าได้ที่ถูกผู้ชายรุกล้ำเข้ามาในหัวใจเร็วขนาดนี้ !

“ขึ้นรถ” อาหยูพูดย้ำหลายครั้งพลางเอื้อมมือดึงชายเสื้อของเธอ  

“เด็กดีวันนี้พี่สาวต้องกลับแล้ว”

ลฎาภาพูดพร้อมกับเอื้อมมือลูกที่ศีรษะของอาหยูทว่าเจ้าตัวกลับเบี่ยงหลบทั้งยังใช้แรงอันน้อยนิดพยายามลากให้เธอเดินมาที่รถ

ฮือ...!! เธอยอมทำตามก็เพราะแพ้ความน่ารักของเด็กคนนี้นี่แหละ !


ท้ายสุดแล้วคืนนี้ก็นอนค้างที่บ้านเขาจนได้ ทั้งที่จริงเธอตั้งใจว่าถ้าเขาขับรถมาถึงบ้านจะรีบลาเเละกลับในทันที แต่ทุกอย่างก็ผิดพลาดไปซะหมด อวิ่นเยว่จงใจขับรถให้ช้าเเละอ้อมเส้นทางจนเลยสี่ทุ่มไปแล้ว

แน่นอนว่ารถสายที่ผ่านอะพาร์ตเมนต์ของเธอเที่ยวสุดท้ายจะมาตอนประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งเลยไปจนไม่มีรถกลับเว้นกลับรถแท็กซี่ แล้วยังมีหน้ามาพูดอีกว่านี่ก็ดึกแล้ว คือนี้ค้างที่นี่เถอะ

เขาจงใจชัด ๆ เลย

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อีก ถึงจะบอกว่าค้างที่นี่ก็ตามแต่เวลานี้เธอทำตัวไม่ถูกเลย

ลฎาภาเดินตามชายหนุ่มเข้ามาในห้องนอน ดวงตากลมกลอกมองไปรอบ ๆ ห้องของเขา ห้องนี้เธอยังไม่เคยเข้ามาทำความสะอาด แต่ก็ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบมาก

อวิ่นเยว่เดินเข้ามาหากระแอมเบา ๆ ก่อนส่งเสื้อผ้าให้กับหญิงสาว

ตัวนี้ผมยังไม่เคยใส่ คืนนี้คุณเปลี่ยนใส่นอนไปก่อน

คะ ?” ลฎาภากะพริบตามองเสื้อเชิ้ตสีฟ้าที่เขาส่งยื่นให้ ก่อนรีบยกมือขึ้นปฏิเสธเออไม่เป็นไรคะ

อวิ่นเยว่มองพลางส่งสายตาเป็นเชิงบอกว่า 'รับไปซะ'

 ลฎาภาพยักหน้ารับพร้อมเอื้อมมือรับเสื้อเชิ้ตจากเขา ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้องทว่า

จะไปไหน ?”

ลฎาภาหันหลังกลับมาพูดก็ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำด้านหลังไงคะ

อวิ่นเยว่มองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะขยับตัวหันหน้าเเละส่งสายตาไปยังห้องน้ำ ซึ่งทำให้หญิงสาวเข้าใจความหมายในทันที แต่การที่เขาทำแบบนี้ยิ่งทำให้รู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม

ทำไมต้องให้ลูกจ้างชั่วคราวอาบน้ำในห้องนอนด้วยล่ะ !

ไม่...”

อวิ่นเยว่เดินเข้ามาหาในระยะที่เว้นห่างกันไม่มากนักคืนนี้คุณก็นอนที่นี่ ผมจะไปนอนกับอาหยู

บ้าไปแล้ว ทำไมเขาต้องทำดีกับเธอขนาดนี้

เดี๋ยวค่ะ ! คือฉันนอนที่ห้องรับแขกก็ได้ค่ะ แค่นี้ก็รบกวนคุณเผิงจะแย่แล้ว

อวิ่นเยว่หรี่สายตามองนอนที่นี่แหละ

แต่ว่า…” ลฎาภาพูดไม่ทันจบชายหนุ่มก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไปในทันที เธอได้แต่มองเเละทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ในใจตอนนี้มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย

ทางด้านอวิ่นเยว่ที่ปิดประตูห้องนอนลงแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างพึงใจ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอนของลูกชาย

เช้าวันรุ่งขึ้นลฎาภาตื่นตั้งแต่เสียงนาฬิกาในโทรศัพท์ยังไม่ปลุก เป็นการนอนที่ยากจะหลับลงจริง ๆ ถึงแม้ว่าแอร์จะเย็น เตียงจะใหญ่เเละนุ่มมากก็ตาม แต่สมองของเธอกลับนอนไม่หลับ

โชคดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ป้าผ่องก็คงจะกลับมาแล้ว เธอคงขอลากลับบ้านไปอาบน้ำเเละเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

ลฎาภาขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงหยิบเสื้อผ้าของเธอที่ใส่เมื่อวานเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

ตายล่ะ ! ไม่ได้แปรงฟันตั้งแต่เมื่อคืน

หญิงสาวยกมือเขกศีรษะตัวเองแล้วยืนดิ้นอยู่สักพัก ก่อนยกฝ่ามือขึ้นมาที่ปากแล้วผ่อนลมหายใจออกมา

อี๋ปากเน่าแล้วมั้งเนี่ยลฎาภาใช้น้ำกลั้วในปากหลาย ๆ ครั้งก่อนจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

เมื่อจัดการกิจวัตรประจำวันในช่วงเช้าเสร็จแล้ว ลฎาภาเดินลงมาจัดเตรียมโต๊ะอาหารเเละทำอาหารมื้อเช้าในห้องครัว ซึ่งพอดีกับที่ชายหนุ่มเเละเด็กชายลงมา

อีกสักพักป้าผ่องจะมาถึง คุณกลับไปพักเถอะอวิ่นเยว่พูดขึ้นในขณะที่เดินเข้ามานั่ง เขาส่งสายตามองใบหน้าของหญิงสาวที่ดูเหมือนอดหลับอดนอนมา อดคิดไม่ได้ว่านอนไม่หลับเพราะแปลกที่ หรือเพราะอะไรกันแน่

ชายหนุ่มทำหน้านิ่งก้มลงแล้วตักอาหารเข้าปาก ทว่าสายตาก็เหลือบมองหญิงสาวอยู่เป็นพัก ๆ จนกระทั่งเธอบอกลากลับไป

“ป๊ะป๋ายิ้มอีกแล้ว”

อวิ่นเยว่หันมองอาหยูก่อนปรับสีหน้านิ่งตามเดิม

“ป๊ะป๋า...” อาหยูมองแม้ว่าจะรู้คำตอบที่ไม่ได้ถามอยู่ในใจแล้ว

ชายหนุ่มได้แต่ทำสีหน้าลำบากใจก่อนจะยกมือขึ้นลูกศีรษะลูกชายพลางยิ้มให้โดยที่ไม่ปริปากพูดอะไร

อวิ่นเยว่ยอมรับว่าไมรู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจให้เขาทำแบบนั้นกับเธอทั้งที่มีผู้หญิงอื่นมากมายเข้ามาในชีวิต แต่ไม่เคยสักครั้งที่ทำแบบนี้ตั้งแต่ภรรยาทิ้งให้เขาอยู่ลำพัง ทั้งหมดมันเหมือนกับว่าหัวใจสั่งให้ทำอย่างไรเหตุผล และการที่ทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าแย่เลยสักนิด ทุกอย่างตรงกันข้ามเมื่อหัวใจข้างในลึก ๆ กลับมีความสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ความรู้สึกนี้เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


“ในวันอังคารหน้าหน้าตอนเย็น มีลูกค้านัดรับประทานอาหารและเจรจาธุรกิจไปด้วย” เจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้นขณะที่เดินตามอวิ่นเยว่เข้ามาในห้องทำงาน วันนี้เขาสังเกตเห็นสีหน้าของเจ้านายที่ดูจะมีความสุขมากกว่าทุกวัน

ชายหนุ่มหันมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่จดตารางงานไว้คร่าว ๆ ก่อนพูดขึ้น “อังคารหน้าตอนเย็น ฉันไม่ว่าง...เลื่อนมาช่วงบ่ายได้ไหม ?”

“ได้ครับ ตอนแรกผมเห็นว่าคุณเผิงติดประชุม”

“ฉันยกเลิกไปแล้วละ” อวิ่นเยว่พูดก่อนเดินอ้อมเข้ามานั่งที่เก้าอี้ทำงาน เอื้อมมือหยิบแฟ้มงานที่ถูกส่งขึ้นมาเปิดอ่านแล้วพูดต่อไปว่า “นายมีแฟนไหม ?”

เจตนิพัทธ์ตาโตด้วยความตกใจกับคำถามที่ได้ยิน ตลอดหลายปีที่ทำงานกับเจ้านายมาไม่เคยได้ยินเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงานสักนิด

“เออ...คุณเผิงถามทำไมครับ ?”

อวิ่นเยว่ส่งสายตาให้เป็นเชิงบอกว่า...ตอบมาซะดี ๆ

“มีครับ เออ...”เจตนิพัทธ์ทำตัวไม่ถูก เมื่อโดยเจ้านายถามถึง

“ช่างเถอะ...มันไม่สำคัญ” อวิ่นเยว่ตัดบทที่จะพูดต่อ เขาก้มหน้าเซ็นเอกสารทันทีก่อนยื่นให้กับเจตนิพัทธ์ “ให้ฝ่ายขายสรุปยอดของเดือนก่อนส่งให้ฉันภายในสี่โมงของวันนี้”

“ได้ครับ” เจตนิพัทธ์เอื้อมมือหยิบแฟ้มงานที่ถูกเซ็นแล้วขึ้นมา

“ถ้าวันนี้มีงานส่งขึ้นมาหลังห้าโมงนายก็จัดการวางไว้ที่โต๊ะฉันได้เลย วันนี้ฉันจะกลับเร็ว”

เจตนิพัทธ์ขานรับอย่างมึน ๆ เพราะปกติแล้วเจ้านายมักทำงานอยู่เลยเวลา เป็นที่รู้กันของคนในบริษัทว่าเจ้านายทำงานล่วงเวลาจนเสร็จรวมถึงบางครั้งบางแผนกก็ต้องอยู่ทำงานที่ด่วนจนเสร็จเช่นกัน

“งั้นผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะครับ”

อวิ่นเยว่ไม่ได้สนใจที่อีกฝ่ายพูด เขาก้มหน้ามองงานที่ต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนเลยเวลางาน

 

“หนูจอม วันนี้ป้าต้องกลับก่อนนะ เราอยู่รอคุณเผิงกลับมาแทนป้าหน่อยได้ไหม  เดี๋ยวป้าจะไปแวะตลาดตอนเย็นซื้อของเข้ามาพรุ่งนี้เช้าด้วย”

ลฎาภาหันมาหาขณะที่กำลังล้างผักใส่ลงในตะกร้า

“ให้จอมไปช่วยถือไหมคะ ?”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ เราอยู่รอรับคุณเผิงดีกว่า”

หญิงสาวพยักหน้าก่อนพูดต่อไปว่า “งั้นมื้อเย็นเดี๋ยวจอมทำให้เองค่ะ ป้าผ่องไปซื้อก่อนเลยก็ได้ค่ะ”

ผ่องรำไผมองนาฬิกาที่ข้างกำแพง ตอนนี้เลยสี่โมงแล้วจึงเดินมาถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วพูดขึ้น “ขอบใจจ้ะ งั้นป้าฝากจอมทำมื้อเย็นแทนล่ะกัน”

“ได้ค่ะ” หญิงสาวขานรับในขณะที่ผ่องรำไผเดินออกไปจากห้องครัว

หลังจากทีผ่องรำไผกลับไปแล้ว ลฎาภาก็จัดเตรียมเครื่องที่ต้องปรุงอาหาร ก่อนตั้งเตาทำอาหารมื้อเย็นตามที่ได้รับคำสั่งมา ซึ่งใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะทำเสร็จเรียบร้อย ครั้นหันมองนาฬิกาก็รีบเดินออกไปจัดโต๊ะอาหารเอาไว้รออวิ่นเยว่หลับมา

ไม่นานนักเสียงรถก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน จึงรู้ว่าอวิ่นเยว่กลับมาแล้ว

ลฎาภากลับเข้ามาในห้องครัวทางหลังบ้านเมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว วันนี้เธอรู้สึกแปลกที่เขากลับมาเร็วกว่าปกติทั้งที่ก่อนหน้านั้นกลับบ้านดึกมาก เฮ้อ...แต่ก็ดี เธอจะได้มีเวลากลับไปพักบ้าง

            “เอ๊ะ ! จะหยิบอะไรน่ะ ทำไมไม่เรียกพี่

หญิงสาวลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาอาหยูที่กำลังพยายามเอื้อมมือหยิบจานอีกใบ

            “ป๊ะป๋าน่ะอยากให้คุณป้าไปกินข้าวด้วยกัน”

            “เอ๋ ?” เธออุทานด้วยความสงสัยแล้วถามต่อไปว่า “เป็นคำสั่งเหรอ”

            เจ้าตัวกลมส่ายหน้าขณะเอื้อมมือรับจานจากหญิงสาว

            “ก็ป๊ะป๋ากลับมาเร็วเพราะอยากกินข้าวกับคุณป้านี่น่า”

เมื่อได้ยินที่เด็กชายพูดเธอก็ทำอะไรไม่ถูก “ไม่ได้หรอก”

เด็กชายจ้องมองด้วยสายตาที่ผิดหวังก่อนจะส่งจานคืนและเดินกลับไปเงียบ ๆ นั่นทำให้ลฎาภารู้สึกไม่ดีจึงเดินตามออกมา

“ป๊ะป๋า”

อาหยูเดินเข้ามาที่โต๊ะโดยที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาอุ้มขึ้นมานั่งบนเก้าอี้

อวิ่นเยว่หันมองหญิงสาวแล้วกระแอมเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น

“มานั่งกินด้วยกันสิ”

“คะ ?”

หากรู้ว่าต้องเจอแบบนี้ ไม่เดินตามเจ้าตัวกลมออกมาก็ดีหรอก

“ไม่ค่ะ ฉันคนนอกนั่งด้วยจะไม่ดี”

หญิงสาวพูดขึ้นพร้อมเตรียมหันเดินหนีอย่างรวดเร็ว ทว่า...เธอกลับถูกรั้งข้อมือเอาไว้

“มานั่งด้วยกันสิ”

“เออ...คุณเผิงคะ” ลฎาภารู้สึกสับสนในใจอย่างบอกไม่ถูก คำพูดเยือกเย็นนิ่งขรึมแบบนั้น ทำให้เดาไม่ออกเลยว่าต้องการทำอะไรกันแน่ “ปล่อยมือฉันก่อนได้ไหมคะ อาหยูกำลังมองอยู่”

หญิงสาวอ้างถึงเด็กน้อยทว่าเจ้าตัวกลมกลับไม่หันมามองเลยสักนิด !

 “มานั่งกินด้วยกันสิ” อวิ่นเยว่ยังคงพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงนิ่งและใบหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมา

เขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่

“แต่ว่า...”

“หรือว่าต้องเป็นคนในก่อนถึงจะนั่งกินด้วยกันได้ ?” อวิ่นเยว่เอ่ยขึ้นขณะที่สาวเท้าเข้ามาหามือแกร่งยังรั้งที่ข้อมือของลฎาภาเอาไว้

ทำไมกัน...ใจของเธอถึงปั่นป่วนมากมายขณะนี้

ลฎาภาสูดลมหายใจลึก ๆ เรียกสติที่กำลังกระเจิงออกไปกลับมา “ปล่อยมือฉันก่อนได้ไหมคะ ลูกคุณกำลังมอง”

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เด็กชายก็ทำท่าเหมือนยกมือขึ้นปิดหูปิดตาเสียได้ และนั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้เขาบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวในใจของเธอมากขึ้น

“ผมจะรอ” อวิ่นเยว่พูดพร้อมปล่อยมือจากหญิงสาว

ปฏิเสธไม่ได้แล้วสินะ

...เพราะคำว่าจะรอของเขาเธอก็พอจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร  

“ค่ะ เจ้านาย” หญิงสาวพูดประชดพลางถอนหายใจออกมาแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว อวิ่นเยว่มองพลางอมยิ้มก่อนเดินกลับมานั่งรอที่โต๊ะอาหาร

ลฎาภาหยิบจานและช้อนซ้อมในครัวออกมาเพิ่มอีกหนึ่งชุด ในใจก็คิดเรื่องของเขาไปมากมายทั้งไม่เข้าใจและสับสนว่าต้องการอะไรกันแน่ ถึงมาล้อเล่นกับความรู้สึกแบบนี้และเธอดันหลวมตัวลงในกับดักของเขาไปเสียแล้ว 

ไม่มีทางเด็ดขาด !

 


 หนีรักมาพบคุณฉบับอีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วนะคะ !

Fictionlog >> https://bit.ly/2XfHXIV


  ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

หรือ https://twitter.com/Mamayawriter


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

260 ความคิดเห็น