SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 13 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 10 หวั่นไหวเพราะคุณเผิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    17 มี.ค. 62


บทที่ 10 หวั่นไหวเพราะคุณเผิง


 

วลาผ่านไปเร็วมากจนอวิ่นเยว่อยากให้หยุดเวลาตรงนี้ไว้ เหลือไม่ถึงสองอาทิตย์ที่เธอจะทำงานให้กับเขา แล้วจะได้พบกันอีกไหม ? ชายหนุ่มได้แต่มองออกไปทางนอกหน้าต่างขณะกำลังใช้ความคิดอยู่ จะทำอย่างไรที่รั้งเธอเอาไว้ต่ออีกสักนิดก็ยังดี

กว่าจะรู้ตัวและดึงสติกลับมาเพื่อทำงานอีกครั้งเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนถูกเปิดออก

“อาหารว่างค่ะ” ลฎาภาเดินเข้ามาพร้อมกับวางถาดลง

“เอ่อ...คุณเผิงคะ สติกเกอร์ ทำไมยังส่งมาให้ฉันอีกคะ ?”

“ผมส่งเหรอ...คงกดผิดละมั้ง” เขาพูดหน้าตาย

เฮ้อ...จงใจต่างหากล่ะ !

ลฎาภาถอนหายใจอย่างปลงตกแล้วหมุนตัวเตรียมเดินออกไปทันที ขณะที่อวิ่นเยว่ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน “ยังไม่ได้ให้คำตอบผมเลย”

เขาเดินเข้ามาประชิด ใช้มือดันประตูเอาไว้ “คำตอบล่ะ”

หญิงสาวหันมากะพริบตามองด้วยแววตาสงสัย ก่อนเบี่ยงใบหน้าหลบเมื่อรู้ตัวว่าโดนจ้องอยู่ อีกทั้งใบหน้าของเขาก็เข้ามาใกล้มากจนเกินไป

“คะ...คำตอบเรื่องอะไรคะ ?”

“หลังจากพ้นสิ้นเดือนนี้แล้ว คุณจะมาที่นี่อีกไหม ?” อวิ่นเยว่ถามอย่างไม่อ้อมค้อม เขาไม่รู้ว่าควรจะใช้คำพูดไหนให้เธอยอมรับปากว่าจะมาอีก แต่ใจก็ต้องการอยากรู้ว่าจะได้พบกันอีกไหม

อยากเจออีก...ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันแต่ความรู้สึกในส่วนลึกภายใต้จิตใจกำลังสั่งให้ทำแบบนั้น

“คะ ?” ลฎาภาขานรับ ถึงสมองจะรับรู้และตีความหมายแต่เธอไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาอีก

“ตอบสิ” น้ำเสียงทุ้มของอวิ่นเยว่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ทั้งแผ่วเบาแบบอ่อนโยน รออย่างใจเย็นโดยไม่รีบร้อนทั้งที่อยากจะดึงเธอเข้ามากอดและทำตามความรู้สึกของตัวเอง

ลฎาภากลอกตาไปมาด้วยความสับสน หัวใจก็เต้นไม่เป็นจังหวะ แม้จะพยายามหนีความรู้สึกที่เจ็บปวด ไม่ทราบสาเหตุในใจพอรู้สึกดีที่อยู่ใกล้เขา กลับมีบางอย่างที่พยายามกระตุ้นขึ้นมาตลอด...

“เรื่องนั้น คงจะมาทำงานที่นี่ไม่ได้อีก”

อวิ่นเยว่ยังคงทำสีหน้าเรียบนิ่งเพื่อรอฟังคำตอบจากเธอ

“ขอโทษนะคะ แต่...” ลฎาภาอ้ำอึ้งไม่ยอมพูดต่อ แก้มทั้งสองข้างเริ่มผ่าวร้อนมากขึ้น ดวงตากลมกะพริบจ้องมองใบหน้าเขาแล้วรีบหลบทันที

อวิ่นเยว่ใช้โอกาสนี้จับคางของเธอเพื่อไม่ให้หลบหนี นัยน์ตาคมมองด้วยความตัดพ้ออยู่ลึก ๆ ทั้งที่แสดงการกระทำชัดเจนมากขนาดนี้ แต่ยังถูกเธอหลีกหนีและปฏิเสธอีก

“ถะ...ถ้าช่วงวันหยุด ฉันจะมาเล่นกับอาหยูได้ไหมคะ ?”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียบนิ่งของอวิ่นเยว่ทันที “ได้สิ”

“ขะ...ขอบคุณค่ะ”

เมื่อได้คำตอบอวิ่นเยว่ก็ขยับตัวออกห่าง ลฎาภาจึงรีบเปิดประตูและออกจากห้องไป ยกมือขึ้นกุมหน้าอกที่กำลังระเบิดออกมา พยายามที่จะหลีกหนีความรู้สึกนี้ มันกำลังสะท้อนความสุขออกมา แต่ในส่วนลึกก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดได้เหมือนกัน

จะทำอย่างไรดี หัวใจกำลังทลายลงแล้ว !

ทางด้านอวิ่นเยว่เดินกลับมาที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิม เขาเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้หลับตาและยกมือขึ้นปิดใบหน้า เสียงถอนหายใจดังออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุข

จำไม่ได้ว่าครั้งแรกที่เจอเธอแล้วชอบตรงไหน แต่เสียงของหัวใจที่ดังราวกับว่าดึงดูดให้เขาต้องการผู้หญิงคนนี้ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างกระตุ้นมันขึ้นมา

“บ้าจริง ๆ ด้วย” ชายหนุ่มพึมพำพร้อมกับหัวเราะสมเพชตัวเอง ถึงจะบอกว่าจะไม่รักใครอีกคงจะโกหกตัวเองต่อไปไม่ได้ ในเมื่อความรู้สึกในตอนนี้ล้นออกมาจนแทบเก็บไม่อยู่


“วันพรุ่งนี้ช่วงเช้ามีนัดประชุมแผนก R&D หลังจากนั้นบ่ายมีนัดคุยกับประธานบริษัท E ครับ” เจตนิพัทธ์รายงานตารางเวลาอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่เจ้านายกำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารก่อนจะส่งคืนให้

“เอ่อ...คุณเผิงครับ ยังจำเรื่องที่เก็บโทรศัพท์และเอกสารจากห้องน้ำชั้นหนึ่งได้ไหมครับ”

อวิ่นเยว่พยักหน้าตอบอย่างไม่สนใจ “แล้วไง ?”

“วันพรุ่งนี้เธอต้องการนัดเลี้ยงข้าวคุณเผิงครับ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“เธออยากขอบคุณ...”

“ไม่ว่าง นายปฏิเสธไป หรือไม่ก็ไปแทนฉัน ฉันให้ลาได้หนึ่งชั่วโมง” อวิ่นเยว่พูดอย่างไม่ใส่ใจทำให้เจตนิพัทธ์ถึงกับอ้ำอึ้งตอบไม่ถูก ความจริงแล้วก็ไม่ได้อยากจะบอกเรื่องนี้ให้รู้ เพียงแต่ว่าถ้าหากพรุ่งนี้ช่วงเย็นไม่ติดว่าเป็นวันสำคัญของแฟนสาวก็คงจะไปเองแล้วให้มันจบ ๆ ไป

“พรุ่งนี้ผมติดธุระครับ อีกอย่างเธอดูอยากจะขอบคุณคุณเผิงมาก...”

“บอกเธอไปว่าฉันไปดูงานที่ต่างประเทศ...ไม่สิ นอกโลกเลยก็ได้”

อยากปฏิเสธสุด ๆ เลยสินะ !

เจตนิพัทธ์ทำหน้าเหมือนกับว่าปลงตก

“ถ้างั้นผมจะปฏิเสธไปนะครับ”

อวิ่นเยว่พยักหน้าโดยไม่สนใจ ขณะที่เจตนิพัทธ์หยิบเอกสารและเดินออกจากห้องกลับมานั่งทำงานต่อ ไม่คิดเลยว่าเจ้านายจะเกลียดผู้หญิงมากขนาดนี้ ถึงจะมีบ้างที่ลูกค้าหรือคู่ค้าเป็นผู้หญิง แต่ก็แสดงท่าทางค่อนข้างชัดเจนราวกับขีดเส้นแบ่งไว้ว่า...คุยเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น

“ไว้เลิกงานค่อยโทร. หาเธออีกทีแล้วกัน” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาก่อนจะนั่งต่อ

ทางด้านอวิ่นเยว่ทำงานจนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องออกไปรับอาหยู เขาทำเช่นนี้ทุกวันคือการออกจากบริษัทตรงเวลาเลิกงานและนำงานที่ค้างอยู่กลับไปทำต่อที่บ้าน

ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานในการขับรถไปรับอาหยูและกลับถึงบ้าน

“วันนี้ป้าผ่องรีบกลับก่อนนะคะ เห็นว่าจะแวะตลาดซื้อของเข้ามาวันพรุ่งนี้ค่ะ” ลฎาภาพูดขณะที่ช่วยอาหยูขนสัมภาระเดินเข้าไปข้างใน

อวิ่นเยว่พยักหน้าขณะที่เดินเข้ามา

“จริงสิคะ ฉันมีเรื่องจะมาขออนุญาตคุณเผิงค่ะ” ลฎาภาเว้นวรรคจังหวะในการพูดประโยคถัดมา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ดูแผ่วลงด้วยเช่นกัน “พรุ่งนี้เย็นขอกลับก่อนได้ไหมคะ ?”

“ไม่ได้” อวิ่นเยว่ตอบกลับโดยไม่คิดหรือถามเหตุผลอะไรเลยสักนิด

“แต่ว่าฉันนัดเขาไปแล้วนะคะ”

นัดเขา...ใครกัน ?

อวิ่นเยว่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาทันที เดินเข้ามาประชิดตัว    หญิงสาวขณะที่ส่งสายตามองเพื่อเค้นคำตอบ

“หมอนั่นงั้นเหรอ”

“คะ ?!” ลฎาภากะพริบตามองด้วยความงุนงงก่อนเบี่ยงใบหน้าหลบหนีเมื่อเขาโน้มเข้ามาใกล้

“หมอนั่นใช่ไหม ?” อวิ่นเยว่ถามย้ำอีกครั้ง

“คือว่าฉันแค่นัดคนที่ช่วยเก็บของ ตะ...ตอน” ลฎาภาอ้ำอึ้งไม่ยอมพูด ทั้งใบหน้าก็เริ่มผ่าวร้อนขึ้นมาแม้จะเบี่ยงหลบหนีก็ตาม “ตะ...ตอนที่ฉันไป

สัมภาษณ์งานแล้วเข้าห้องน้ำผิดน่ะค่ะ !

หมดกันยัยจอม...ทำไมต้องพูดออกไปหมดแบบนั้น

“เข้าห้องน้ำผิด ?” อวิ่นเยว่หรี่ตามองพลางครุ่นคิดแล้วถอยตัวออกห่าง จำได้ว่าเคยเจอเธออยู่สองครั้งตอนที่เข้าห้องน้ำชาย ครั้งแรกไม่ได้ใส่ใจนักแค่เลขา ฯ จัดการนำของไปคืนให้ก็เท่านั้นดูเหมือนว่าจะลืมไปสนิทด้วย

ลฎาภาตั้งสติและอธิบายรายละเอียดให้เขาฟัง “ฉันก็แค่อยากขอบคุณเขาที่เก็บเอกสารและโทรศัพท์มาคืนให้ก็เท่านั้นเองค่ะ”

อวิ่นเยว่ขมวดคิ้วแทบจะชนกัน ความรู้สึกและประโยคคุ้นเคยของผู้ช่วยเมื่อตอนบ่ายแล่นเข้ามาในหัวทันที

“ก็ไปสิ”

ลฎาภากะพริบตามองชายหนุ่มที่เดินขึ้นบันไดชั้นสองไปอย่างงุนงง

อวิ่นเยว่เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องทำงานวางเอกสารลงบนโต๊ะทำงานและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเจตนิพัทธ์ทันที

“นายยกเลิกนัดผู้หญิงคนนั้นไปหรือยัง ?”

[นัด ? นัดอะไรหรือครับ]

“นัดกับผู้หญิงที่อยากเลี้ยงขอบคุณฉัน”

[ยังเลยครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวจะรีบโทร. บอกเธอให้นะครับ]

“ไม่ต้อง พรุ่งนี้ฉันจะไปเอง”

[เอ่อ...ครับ]

“สถานที่นัดล่ะ”

อวิ่นเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและรอฟังคำตอบจากอีกฝ่ายก่อนจะวางสายไป ให้ตายสิ...ไม่คิดว่าเขาเองจะเป็นหนักมากขนาดนี้ ทั้งที่ปกติก็กินมื้อเย็นกับเธออยู่แล้ว

ไม่สิ...ถ้าสองต่อสองนับว่าเป็นเดตแรกได้ไหมนะ !

ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะจินตนาการของอวิ่นเยว่ลง เขาหันไปมองประตูที่กำลังถูกเปิดออก

“คุณเผิงจะรับประทานอาหารเลยไหมคะ ? หรือว่าจะให้ยกขึ้นมา”

อวิ่นเยว่ที่กำลังแก้มแดงทั้งสองข้างได้หมุนตัวหันหลังให้กับเธอแล้ว

กระแอมเบา ๆ ก่อนตอบกลับไปว่า “เดี๋ยวผมจะตามลงไปกิน”

เมื่อหญิงสาวได้ยินคำตอบจึงพยักหน้าและปิดประตูห้องไป


อวิ่นเยว่รู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่อยู่กับเธอสองต่อสองโดยไม่มีอาหยู ชายหนุ่มได้แต่ยืนรอและเดินไปเดินมาตามสถานที่นัดหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านท่องเที่ยวใจกลางเมือง แต่ก็ให้ผู้ช่วยเป็นสื่อกลางในการบอกสีเสื้อและสถานที่เพื่อให้เธอหาเจอได้ง่ายขึ้น

“ขะ...ขอโทษนะคะ ที่ฉันมาสาย” หญิงสาวก้มหน้าหายใจหอบ

อวิ่นเยว่ที่ได้ยินเสียงเรียกจากทางด้านหลังจึงหันไปมอง

“ผมก็เพิ่งมา”

ลฎาภาที่ก้มหน้าอยู่รู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปจึงเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจขณะที่ถอยหลังออกห่าง แต่ก็ไม่ทันระวังทำให้เธอสะดุดกับพื้นที่ไม่เรียบเข้าจนเซไปด้านหลัง

อวิ่นเยว่เอื้อมมือดึงไว้ทันพอดี ทำให้เธอถลันเข้ามาอยู่ในวงแขนกว้าง ลฎาภาทำอะไรไม่ถูกจนรู้สึกประหม่า แก้มทั้งสองข้างก็ผ่าวร้อนขึ้นมาทุกที จนกระทั่งสัมผัสกับลมหายใจของเขาเธอจึงรีบผละออกทันที

“คะ...คุณ...คุณเผิง !

ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ !

หญิงสาวสับสนหันมองไปรอบ ๆ ใหม่อีกครั้งเพื่อหาผู้ชายอีกคนเพื่อหาคนใส่ชุดสูทสีน้ำเงินตามที่บอกแต่ก็มีเพียง เผิงอวิ่นเยว่คนเดียวเท่านั้น

บางทีเขาอาจจะมายืนในตำแหน่งเดียวกันเพื่อนัดกับลูกค้า...เธอคิดในใจก่อนจะหันหน้าหนีชะเง้อคอมองอีกครั้ง

“ไปกันเถอะ” อวิ่นเยว่พูดขึ้นก่อนเดินเข้ามาจับมือของหญิงสาว

ลฎาภาหันมามองด้วยความตกใจและรีบดึงมือกลับ แต่ไม่เป็นผล “คุณเผิง...”

“คุณกำลังรอผมไม่ใช่เหรอ ?” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

หญิงสาวประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ยิ่งมือใหญ่กุมมือของเธอไว้ด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าร่างกายไม่ขยับตามที่สั่ง

“คะ ? ” ลฎาภากะพริบตามองด้วยความงุนงง “หมาย...ถึงอะไรคะ”

“คุณมารอผู้ชายที่เก็บเอกสารและโทรศัพท์คุณตอนเข้าห้องน้ำผิดไม่ใช่เหรอ” อวิ่นเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะพูดต่อไปว่า “ครั้งก่อนผมไม่ว่างเลยให้ผู้ช่วยมาคืนให้ แต่วันนี้คุณนัดมาเอง ผมก็เลยมา...”

“คะ ?!

“ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ ผมเริ่มหิวแล้ว” อวิ่นเยว่ถือวิสาสะจับมือของเธอลากเดินไปด้วยกันในทันที

ลฎาภาทำอะไรไม่ถูกเพราะรู้สึกประหม่าและตกใจ จึงปล่อยให้เขาลากไปโดยที่ไม่ขัดขืน จนกระทั่งเข้ามาในร้านถึงได้รู้ว่า...นี่มันร้านอาหารคนรวยชัด ๆ !

 

ลฎาภานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายหนุ่ม หน้าตาบ่งบอกว่าอยากจะร้องไห้สุด ๆ ไปเลย ทั้งที่คิดว่าจะปฏิเสธแล้วแต่เขากลับพูดออกมาด้วยหน้าตามีความสุขว่า ผมจะเลี้ยงเอง ไม่สิแบบนี้มันมีอะไรผิดพลาดอย่างรุนแรงเลยด้วยซ้ำ เธอเป็นฝ่ายนัดเขามาเลี้ยงขอบคุณนะ แล้วทำไมถึงกลายเป็นฝ่ายถูกเลี้ยงอาหารได้กันล่ะ

“คุณเผิงคะ...” ลฎาภาเรียกเขาแต่ก็ไม่กล้าพูดความในใจออกไปว่า... เปลี่ยนร้านให้ฉันเลี้ยงแทนได้ไหมคะ ?

อวิ่นเยว่มองด้วยสีหน้านิ่ง รู้ว่าเธอคงจะอึดอัดอยู่บ้าง

“แล้วอาหยูล่ะคะ ?”

“ผมให้ป้าผ่องไปรับแทนแล้ววันนี้ คุณไม่ต้องห่วง”

ลฎาภาพยักหน้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่เคยคิดว่าสถานการณ์นี้จะรู้สึกอึดอัด

“คุณเผิงคะ...ฉันมาเพื่ออยากจะเลี้ยงขอบคุณ แต่...”

“งั้นเหรอ” อวิ่นเยว่ครางรับขณะที่พนักงานมาเสิร์ฟอาหาร เขามองแล้วยิ้มที่มุมปาก “ถ้างั้นเพื่อเป็นการขอบคุณ หลังกินเสร็จไปเดตกันไหม ?”

“เดต ?!” เธออุทานออกมาด้วยความตกใจ มือเริ่มสั่นทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้เลยว่าผู้ชายตรงหน้านี้ต้องการอะไรกันแน่ “มะ...ไม่ดีมั้งคะ”

แม้อวิ่นเยว่จะไม่แสดงสีหน้าผิดหวังออกมา ทว่าลฎาภาสังเกตเห็นแววตาที่ดูเปลี่ยนไปแวบหนึ่งทำให้รู้สึกสับสนขึ้นมาในใจ จะยอมรับข้อเรียกร้องของเขา หรือบ่ายเบี่ยงและหนีไปให้ไกลดี ?

“ถ้างั้นฉันจะเดินเที่ยวเป็นเพื่อนคุณเผิงค่ะ”

อวิ่นเยว่ยิ้มที่มุมปาก แม้รู้ว่านี่เป็นวิธีการบ่ายเบี่ยงก็ตาม “ได้สิ”

ลฎาภาไม่กล้าพูดอะไรต่อนอกจากก้มหน้าและมองอาหารราคาแพงที่ไม่เคยลิ้มลองด้วยความสับสนกระวนกระวายใจ

 

นี่ไม่ใช่การเดตนะ...ไม่ใช่เลย !

แม้จะปลอบใจแต่แค่เดินเที่ยวนี่ทำไมต้องจับมือกันด้วย ลฎาภาก้มหน้ามองทางเท้า โดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองอวิ่นเยว่ตรง ๆ มือของเธอที่ถูกเขากุมเอาไว้แน่นจนรู้สึกประหม่าทำอะไรไม่ถูก

“คุณ...เผิงอยากจะไปไหนคะ ?” หญิงสาวรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม

อวิ่นเยว่หยุดเดินก่อนหันมามอง แววตาดูมีความสุขและอ่อนโยนมากกว่าปกติ “ไม่รู้สิ”

เธอกะพริบตามองด้วยความตกใจสุด ๆ นอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว สีหน้าที่ไม่เคยเห็นนี่มันคืออะไรกัน !

“ผมไม่เคยมาเดินอะไรแบบนี้” อวิ่นเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งขณะที่จับมือหญิงสาวไว้แน่น นัยน์ตาคมที่สะท้อนแสงไฟมองมาที่เธอ แววตานั้นต่างจากเมื่อครู่ “แค่มาอยู่กับคุณแบบนี้...ผมก็มีความสุขแล้ว”

ตึก...ตึก...เสียงหัวใจของเธอดังขึ้นมาอีกแล้ว ไม่ว่าจะหนีหรือออกห่างมากขนาดไหน สุดท้ายก็ไม่เคยสำเร็จสักครั้ง ราวกับว่ามีอะไรผูกมัดเธอไว้

ลฎาภาตั้งสติหันตัวหนีและพยายามดึงมือกลับมาแต่กลายเป็นว่าถูกเขาดึงจนเซมาอยู่ที่อก

“ระวังหน่อยสิ”

แม้จะได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านไปแล้ว แต่ใบหน้าและแก้มทั้งสองข้างก็ผ่าวร้อนจนไม่กล้าจะสบตาพูดกับเขา เมื่อดึงสติกลับมาได้ลฎาภาก็รีบผละออกจากเขาและหันหลังให้ทันที

“กลับกันเถอะ” อวิ่นเยว่พูดขึ้นขณะที่เอื้อมมือมาจับมือของเธอ สายตาที่ส่งยิ้มมองมาอย่างมีความสุขและอ่อนโยนนี้เผลอทำให้เธอใจเต้นมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว...

อวิ่นเยว่ขับรถมาส่งลฎาภาที่หน้าอพาร์ตเมนต์

ลฎาภาปลดล็อกสายนิรภัยออกก่อนหันไปกล่าวกับชายหนุ่ม

“ขอบคุณค่ะ”

อวิ่นเยว่มองลฎาภาที่กำลังจะเปิดประตูรถลงไป เอื้อมมือไปกุมมือคนข้างตัวไว้

“ครั้งหน้าเรามาเดตกันจริง ๆ นะ”

“คะ ?”

อวิ่นเยว่ปล่อยมือหญิงสาว “แล้วผมจะรอ”

หญิงสาวเบี่ยงหน้าหลบโดยไม่ตอบก่อนจะรีบเปิดประตูลงทันที ครั้นหันหลังกลับไปมองรถยนต์ของอวิ่นเยว่ก็ขับออกไปแล้ว ดวงตากลมหรี่ลงมองที่พื้นด้วยความสับสนใจก่อนเธอจะเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์

ประตูห้องพักถูกปิดลงพร้อมกับเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นดังเป็นจังหวะไม่หาย นับวันมันยิ่งดังและชัดเจนมากขึ้น

“ไม่หรอก...จะไปหลงรักได้ยังไงกัน” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นขณะที่นั่งลงกับพื้น ทั้งที่การหลงรักใครสักคนอาจจะเป็นความสุขทำให้โลกทั้งใบเป็นสีชมพู แต่ทว่าในใจตอนนี้กลับรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่า

ทำไมถึงต้องรู้สึกเจ็บปวด

สมองของลฎาภาเริ่มขาวโพลนไปหมด เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าน้ำตาไหลออกมาตอนไหน ทั้งภาพ ความรู้สึกบางอย่างก็แทรกซึมเข้ามา

 

ผม...ขอโทษ

นั่นมันเสียงของเผิงอวิ่นเยว่ !

เขากำลังพูดกับใครทำไมถึงมองไม่เห็น เงาสีดำนั่นทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด มีเพียงเสียงและความรู้สึกทรมานเท่านั้นที่รับรู้ได้ ก่อนทุกอย่างจะหายไปและเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

อาหยูต้องการหม่าม้า...

อะไรกัน นี่มันเรื่องอะไรกัน !

ราวกับความมืดที่กำลังดิ่งลงสู่ก้นทะเล ความรู้สึกที่ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ ยิ่งถูกผลักออกห่างมากเท่านั้น

เจ็บปวด...ทรมานกับมันเหลือเกิน

 

“พอสักที !” หญิงสาวสะดุ้งขึ้น ลืมตาก่อนจะขยับตัวขึ้นนั่ง

ฝันร้ายสินะ...

ลฎาภายกมือขึ้นลูบใบหน้าและคราบน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว บางทีอาจเป็นเพราะคิดเรื่องของอวิ่นเยว่เยอะมากจนทำให้เกิดการฝันร้ายขึ้น

ครืนครืน เสียงสั่นของโทรศัพท์ดังขึ้นในกระเป๋าสะพาย หญิงสาวขยับตัวเอื้อมมือไปหยิบแล้วกดรับทันที

[ยัยจอม ! ทำไมรับสายช้านักล่ะ]

“เผลอหลับไปอะ พี่โทร. มาหามีอะไรเหรอ” หญิงสาวตอบกลับไม่เต็มเสียง พลางขยับตัวลุกขึ้นจากพื้นและถอดเสื้อผ้าออกใส่ลงในตะกร้า

[เปล่า ก็แค่โทร. มาเฉย ๆ ว่ายังสบายดีไหม]

“ผีเข้าหรือไงน่ะ” ลฎาภาทำสายตามองแรงใส่แล้วพูดต่อไปว่า “พ่อกับแม่โทร. มาหาใช่ไหม”

[ก็...ใช่]

“แล้วไงเหรอ อยากให้เก็บเรื่องแต่งงานเป็นความลับใช่ไหม”

[ก็ประมาณนั้น พี่เลย...บอกพ่อว่าเราสองคนแยกกันอยู่เพราะแกอยากจะหาแฟนคนแรกให้ได้...อะไรประมาณนั้น]

น้ำเสียงของพี่สาวดูแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับคนที่ฟังอยู่ถึงกับ... “ไอ้พี่บ้า ! ถ้าอยากจะเอาตัวรอดอย่าเอาฉันไปเอี่ยวสิ !

ลฎาภาเลือดขึ้นหน้าเหมือนปรอทจะแตกออก

[ถ้าใช้เรื่องนี้พ่อแม่ก็เบาใจไง แต่ยังไม่ได้บอกว่ามีแฟนแล้วสักหน่อย]

“เอาเถอะ...อย่าทำอะไรที่ไร้สาระอีกนะ ไม่งั้นเรื่องที่พี่แต่งงานแล้วคนแรกที่รู้คือคุณพี่ชายสุดที่รักของพวกเราแน่นอน !

[มะ...ไม่หรอก]

“แล้วแต่งงานไปเป็นไงบ้าง มีความสุขดีไหม”

[ก็ดีนะ...มั้ง]

น้ำเสียงแบบนี้ไม่ดีสุด ๆ ไปเลยใช่หรือไม่กัน

“นี่พี่ ฉันไม่เข้าใจเรื่องความรักหรอกนะ...แต่ถ้าคิดว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้ อย่าไปถลำลึกมากนักล่ะ”

[อืม...รู้แล้ว เราก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้มีความรู้สึกให้กันสักนิด แค่มันอึดอัดน่ะงั้นพี่วางสายละ ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะ เป็นห่วงนะ]

“ถ้างั้นน่าจะต่อสัญญาบ้านอีกปีแล้วค่อยแต่งงานออกไปนะ”

[ยัยน้องขี้งก !]

“งั้นแค่นี้นะ ง่วงนอนแล้ว” ลฎาภาวางสายลงพลางถอนหายใจออกมา ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะหนังสือและหยิบเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำไป แม้จะรู้อยู่แล้วว่าที่พี่สาวโทรมาเพราะ เรื่องความรัก...แต่เธอไม่ใช่คนที่จะเป็นที่ปรึกษาเรื่องนี้ให้ใครซะด้วย ขนาดเรื่องของตัวเองยังจัดการไม่ได้เลย

เผิงอวิ่นเยว่ เพียงแค่นึกถึงชื่อก็รู้สึกหายใจไม่สะดวกขึ้นมา หญิงสาวเอื้อมมือเปิดฝักบัว แต่...เอ๊ะ !มื่อกี้ก็จับที่ก๊อกนะ แต่ทำไมมันถึงจับไม่โดนล่ะ

ลฎาภากะพริบตาใหม่แล้วเอื้อมมือไปจับอีกครั้ง แต่ก็ให้ผลเช่นเดิม ครั้งนี้สิ่งที่เห็น คือมือของเธอนั้นสามารถทะลุผ่านก๊อกเปิดไปได้

ตาลายหรือเหนื่อยเกินไป !

ลฎาภาตั้งสติก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดก๊อกอีกครั้งหนึ่ง

“ตาฝาดจริง ๆ ด้วย” เธอส่ายหน้าสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนรีบอาบน้ำและออกมานอนดูโทรทัศน์เล่นแล้วหลับไปในที่สุด...

แสงไฟจากหน้าต่างนอกห้องส่องเข้ามาในยามค่ำคืน เด็กชายนั่งอยู่บนโต๊ะแกว่งขาไปมาขณะที่ชี้มือไปที่หญิงสาวแล้วพูดขึ้น

ขาของป้าคนนี้ เมื่อกี้มันหายไปด้วยล่ะ !’

ใกล้เวลาแล้วสินะ ขีดจำกัดของวิญญาณที่ต้องใช้ชีวิตแบบมนุษย์

ชายชราพูดขึ้นพลางส่งสายตามองไปยังหญิงสาวที่หลับอยู่บนเตียงก่อนจะค่อย ๆ หายไปกับความมืด...

 


  หนีรักมาพบคุณฉบับอีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วนะคะ !

Fictionlog >> https://bit.ly/2XfHXIV


  ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

หรือ https://twitter.com/Mamayawriter

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

260 ความคิดเห็น

  1. #253 reallove (@backandblack) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 15:23
    คุณเผิงรุกหนักมากกกก
    #253
    0
  2. #74 Wenshi (@great1806) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 10:59
    ในที่สุดจอมก็ได้งานแย้ววววว~>< ต่อไปคงยิ่งสนุกแน่ๆ 5555 ไรท์สู้ๆนะคะ /// ผ่านมาตลอดหลายปีไม่เคยนอกเขา ไรท์ตกคำว่าใจรึเปล่า ||วรรคที่บอกว่า ลฎาภาเอ่ยขณะที่สายตายัง จ้อ มองโทรทัศน์อยู่ ไรท์ตก ง ไปค่ะ || ย่อหน้า หลังจากที่น้องสาวเดินลับสายตาไปแล้วถลัชนันท์ก็ยังคง นั่น อยู่ไม่ไปไหน || ย่อหน้า ว่าไงจ๊ะ คุณครูคนสวย ปลายสาย คืน เพื่อนสนิท || จนกว่าจะหางานใหม่ได้คงต้องตัด ราง จ่าย || ย่อหน้า ลฎาภาใช้เวลาทำอาหารและรับ ประมาณ ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 สิงหาคม 2561 / 11:04
    #74
    2
    • #74-1 赵美芳 (@flowergay) (จากตอนที่ 13)
      2 สิงหาคม 2561 / 11:08
      ขอบคุณมากค่าาา จะรีบกลับไปเเก้ให้เลยค่า กอดดดดดดด
      #74-1
    • #74-2 Wenshi (@great1806) (จากตอนที่ 13)
      2 สิงหาคม 2561 / 11:17
      กอดตอบ 55555 ไรท์สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
      #74-2