SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 12 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 9 เปย์สาวสไตล์คุณเผิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    6 มี.ค. 62



บทที่ 9 เปย์สาวสไตล์คุณเผิง


 

ร้านอาหารนอกตัวเมืองที่ขึ้นชื่อของจังหวัด R ในช่วงเย็นมักจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะรับประทานเยอะ นอกจากจะมีอาหารพื้นเมืองแล้วยังมีอาหารหลากหลายประเภทด้วย อวิ่นเยว่นั่งรอหลังจากที่สั่งอาหารไป เขาเหลือบมองและยิ้มออกมาอย่างพึงใจ ถึงเธอจะค้านเสียงแข็งว่าขอไปซื้อร้านอื่นกินเพียงลำพังจะดีกว่าก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว...

คุณป้าไม่อยากอยู่ฉลองวันเกิดของอาหยูเหรอ

ไม่น่าเชื่อที่เธอยอมอยู่...แต่ก็รู้สึกอิจฉาเจ้าลูกชายขึ้นมาเหมือนกัน

ลฎาภายังคงนั่งเกร็งตลอดแม้กระทั่งอาหารมาเสิร์ฟแล้วก็ยังนั่งนิ่ง อาหารมื้อเย็นนี้ไม่ใช่อาหารพื้นเมืองแต่เป็นอาหารฝรั่งเศส ทั้งโต๊ะและบรรยากาศต่างจากอีกฝั่งที่เป็นโซนอาหารพื้นเมืองมาก

ที่นี่ช่างเงียบสงบและโรแมนติกดีจริง ๆ

นี่เรากำลังคิดอะไรกันอยู่แน่ !’

เธอหันมองไปทางอื่นทั้งที่ใบหน้ายังผ่าวร้อนตลอด อีกทั้งเกร็งมากจนไม่สามารถขยับมือได้ตามปกติ ถึงแม้จะเอื้อมมือหยิบช้อนตักอาหารแล้ว แต่เธอก็นั่งนานกว่าจะตักคำแรกเข้าปาก

“คุณป้า...อาหยูให้แครอทนะ” อาหยูขยับตัวตักแครอทในจานของตัวเองให้หญิงสาวจนหมด แล้วส่งยิ้มหวานให้

ลฎาภามองพลางหัวเราะ ไม่ใช่ว่าอยากให้ แต่ไม่ชอบกินแครอทสินะ !

“อาหยูเป็นเด็กต้องกินผักเยอะ ๆ นะ” หญิงสาวพูดพลางฉีกยิ้มแล้วตักคืนให้เด็กชาย

เธอจึงยิ้มเจื่อน ๆ ให้อาหยูที่นั่งทำหน้าไม่พอใจ

โดนเจ้าตัวกลมงอนใส่เข้าให้แล้วสินะ....

หลังจากกินเสร็จแล้ว อวิ่นเยว่และอาหยูก็ต่างไปล้างมือเข้าห้องน้ำ ส่วนเธอเองก็ด้วยเช่นกัน แม้ว่าการมาพักผ่อนของเจ้านายจะทำให้ทั้งรู้สึกสนุก แต่ก็อึดอัดไม่น้อยเหมือนกัน หญิงสาวถอนหายใจขณะที่ส่องมองกระจกก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไปในทันที

“เจอกันอีกแล้วนะ” น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยทักขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ลฎาภาหมุนตัวหันมอง ดวงตากลมเบิกกว้างสั่นระริกด้วยความตกใจ

ลฎาภาหลบสายตาของชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาหา

“ธันวา...” หญิงสาวเรียกชื่อเขา เธอไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เจอกันเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับรู้สึกอยากเดินหลีกหนีทำเป็นไม่รู้จักดีกว่า

“มาเที่ยวเหรอ” ธันวาเอ่ยถามขณะที่ยิ้มหวานให้

อึดอัด...เธอพยักหน้าตอบแทนการพูดแล้วส่งยิ้ม

“นี่จอม เราแลกเบอร์ไว้ติดต่อกันไหม ?” ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งยื่นให้กับเธอ ลฎาภาลังเลใจที่จะบอกเบอร์แต่ก็ไม่อยากจะใช้เรื่องในอดีตมาเป็นข้ออ้างกับเพื่อนด้วยกัน...ทว่าในใจเธอยังไม่พร้อมที่จะรับเขาเป็นเพื่อนเลยด้วยซ้ำ

หญิงสาวเอื้อมมือจะรับโทรศัพท์ของอีกฝ่าย ทว่ามือของเธอก็ถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน

“รอนานไหม ?” อวิ่นเยว่พูดแทรกขึ้นทันที โดยที่ไม่สนใจอีกฝ่ายเลยสักนิด แม้จะมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยนแต่ครั้นหันมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลับเป็นสายตาที่บอกว่า ไสหัวไปซะ

“คุณเผิง” เธอเรียกเขา

ธันวามองด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นมือของชายหนุ่มยังคงกุมมือของเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“ป๊ะป๋า หม่าม้า อาหยูมาแล้ว” เจ้าตัวกลมเดินเข้ามาแล้วยิ้มให้ทำเหมือนกับว่าไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่พอหันมองผู้ชายแปลกหน้าก็เอ่ยถามขึ้นทันที “คุณตาคนนี้เป็นใครเหรอ”

“เอ่อ...” ธันวาสะอึกพูดไม่ออก นั่นไม่ใช่เพราะคำถามแต่เป็นแววตาของเด็กคนนี้ต่างหาก ที่ต้องการสื่อว่า ออกไปซะ เขาไม่คิดว่าหญิงสาวที่เคยเป็นคู่ควงจะมีคนอื่นแล้ว ทั้งที่ถามจากเพื่อนในกลุ่มแล้วว่าตอนนี้เธอยังโสด แล้วผู้ชายกับเด็กคนนี้มาได้ยังไงกัน !

“ไปกันเถอะ” อวิ่นเยว่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะลาก     หญิงสาวเดินตามมา ส่วนอาหยูก็หันมองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยสายตาไม่ชอบใจแล้วเดินตามไปทันที

ส่วนธันวานั้นได้แต่ยืนอึ้งหัวเสียทำอะไรไม่ถูก

อวิ่นเยว่ยอมปล่อยมือเธอเมื่อเดินมาถึงลานจอดรถ เขาหันหน้าหนีโดยไม่ปริปากพูดสักคำ ในตอนนี้รู้สึกสูญเสียการควบคุมอารมณ์ไปอย่างสิ้นเชิง

“กลับกันเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ขอบคุณนะคะ” เธอพูดเบา ๆ เงยหน้าขึ้นขณะที่อวิ่นเยว่หันมอง

เธอยิ้มให้กับเขา...ตึก...ตึก...เสียงการเต้นของหัวใจที่ยังคงอยู่ นับวันยิ่งพองขึ้นจนควบคุมไม่ได้ อวิ่นเยว่หันหน้าหนีเพราะอายที่จะต้องให้เธอเห็น

“อืม”

“ป๊ะป๋า อาหยูอยากไปเที่ยวต่อ” อาหยูพูดแทรกขึ้นทำลายความเงียบ เด็กชายส่งยิ้มไร้เดียงสาให้แล้วพูดต่อไปว่า “ได้ไหม ?”

อวิ่นเยว่มองพลางถอนหายใจออกมา จริงอยู่ว่ายังมีเวลาเหลืออยู่แต่ในช่วงนี้ส่วนมากสถานที่เที่ยวจะไม่ค่อยเปิด ถึงเปิดก็ไม่สวยเท่ากับช่วงฤดูหนาวมากนัก

“ไว้คราวหลังแล้วกัน”

“แต่ว่า...” เจ้าตัวกลมทำสีหน้าผิดหวัง

“ไปตลาดใหม่ไหมคะ อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักด้วย ฉันเห็นว่ามีงานเทศกาล” ลฎาภาเสนอขึ้นมา

“อาหยูหยักปาย !” เด็กชายพูดขึ้นน้ำเสียงร่าเริง

อวิ่นเยว่พยักหน้าก่อนจะเดินขึ้นรถไปในทันที ส่วนอาหยูก็หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างมีความสุข ลฎาภามองในสายตาที่เธอเป็นคนนอกแล้ว เขาก็เป็นพ่อที่ดีคนหนึ่งเลยเหมือนกัน แม้จะเย็นชาไปหน่อยก็ตาม

 

งานเทศกาลในตลาดใหม่ของจังหวัด R ที่เพิ่งถูกจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้จะถูกจัดขึ้นทุกเดือน ในค่ำคืนนี้มีคนมากเป็นพิเศษเพราะจากข่าวออนไลน์ รวมถึงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดได้แพร่ออกไป ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก

ทันทีที่อาหยูเดินเข้ามาในงานดวงตาก็เป็นประกาย เด็กชายหันมองแสงสีและผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างมีความสุข ก่อนจะเอื้อมมือดึงชายเสื้อของอวิ่นเยว่

“ป๊ะป๋าอาหยูอยากกิน ขนมฟู ๆ” อาหยูพูดพลางชี้ไปที่ร้านแล้วออกแรงดึงให้ป๊ะป๋าตามมา หลังจากได้ตามต้องการก็กินอย่างมีความสุข

“คุณป้า ๆ อ้าม”

ลฎาภามองอาหยูที่ฉีกสายไหมส่งให้ “ให้ฉันเหรอ ?”

เจ้าตัวกลมพยักหน้าพลางส่งยิ้มหวานให้ หญิงสาวมองก่อนจะโน้มตัวลงแต่ดูท่าจะช้าไปซะแล้วเพราะถูกอวิ่นเยว่ตัดหน้า สายไหมเต็มปากกับใบหน้านิ่งที่ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อาหยูมองป๊ะป๋าด้วยสีหน้าไม่พอใจหันหน้าหนีงอนใส่

“อาหยูจะให้คุณป้านะ !

อวิ่นเยว่เดินไปสั่งซื้อสายไหมเพิ่มอีกอันแล้วฉีกยื่นส่งให้เธอ “อ้าม”

ลฎาภากะพริบตามองอย่างงุนงง สายไหมที่ถูกยื่นมาให้กับสีหน้านิ่ง ๆ ที่เดาอะไรไม่ออก ทำให้เผลอหลุดหัวเราะออกมา

อวิ่นเยว่เบือนหน้าหนีเพราะอายและเขิน ครั้นหันมาก็เห็นว่าหญิงสาวกินสายไหมในมือแล้ว

“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มให้

“อืม” ชายหนุ่มขานรับในลำคอแล้วมองสายไหมที่เหลืออยู่ในมือ เขาไม่ชอบกินของหวานซะด้วย จะทิ้งดีไหมนะ ? แต่... “ผมให้คุณ”

อวิ่นเยว่ยื่นให้กับหญิงสาวด้วยสีหน้านิ่ง

“ไม่เป็นไร ฉันเกรงใจค่ะ” เธอยกมือโบกปฏิเสธ

“ผมไม่ชอบของหวาน” อวิ่นเยว่พูดหน้านิ่ง “ผมซื้อให้คุณ”

ทุกอย่างเริ่มแสดงออกมา ใบหน้าที่นิ่งสงบของเขาค่อย ๆ ผ่าวร้อนมากขึ้นจนแทบควบคุมไม่อยู่ อวิ่นเยว่ยกมืออีกข้างที่ว่างปิดปากเพื่อกลบเกลื่อนก่อนจะเบี่ยงหน้าหนีไปอีกทาง

เขากำลังเขินอยู่ ?

“ขอบคุณค่ะ” ลฎาภาไม่อยากปฏิเสธอีกครั้งเพราะคิดว่าถ้าไม่รับ สายไหมนี้อาจจะได้ลงไปอยู่ในถังขยะแบบสร้อยอีกแน่ ๆ

อวิ่นเยว่มองอย่างมีความสุข แม้จะไม่แสดงผ่านสีหน้าก็ตาม

อาหยูเดินเข้ามาเอื้อมจับมือของหญิงสาวแล้วพูดขึ้น “จับมือไว้ เดี๋ยวอาหยูจะหาย”

ชายหนุ่มมองเจ้าตัวกลมที่หันมาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ เป็นครั้งแรกที่   อาหยูทำท่าทางแบบนี้ใส่ อวิ่นเยว่เดินเข้าไปหาแล้วดึงมืออาหยูออกจาก   หญิงสาวก่อนจะโน้มตัวลงไปอุ้มเด็กชายขึ้นมา แล้วใช้มืออีกข้างจับมือของเธอเอาไว้แทน

“ป๊ะป๋าแย่งอาหยูนี่นา” เด็กชายพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

อวิ่นเยว่ทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนหันไปพูดกับหญิงสาว “ไปกันเถอะ”

ลฎาภาได้แต่พยักหน้าและเดินตามเขาไป ฝ่ามืออบอุ่นนี้กำลังโอบหัวใจของเธอไว้ เสียงหัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่มีคำพูดใดที่จะบอกความรู้สึกในตอนนี้ได้ แม้อยากจะหยุดแต่เพียงแค่นี้แล้วเว้นระยะห่างระหว่าง เจ้านาย กับ ลูกจ้าง เอาไว้ ทว่าตอนนี้กลับทำเรื่องที่ไม่ควรทำไปซะแล้ว


หลังจากที่กลับมาจากการไปเที่ยววันเกิดเจ้าตัวกลม อวิ่นเยว่กลับมานั่งทำงานต่อที่ห้องทำงานเช่นเดิม เพราะหลายวันมานี้งานที่ปกติจะใช้เวลาในวันหยุดจัดการให้เสร็จ รวมถึงวางแผนที่จะเริ่มงานสัปดาห์ใหม่อยู่ทุกครั้งก็ต้องหายไป แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่าคิดผิดที่ไปเลยแม้จะแค่สองวันก็ตาม

...ไม่มีสมาธิ...

ถึงจะบอกว่าทำงาน แต่ในส่วนลึกของจิตใจกลับรู้สึกสั่นไหว อวิ่นเยว่ถอนหายใจออกมาหลายครั้งก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วพิมพ์ข้อความส่งหาหญิงสาวในทันที

 

อวิ่นเยว่ : กินข้าวหรือยัง ?

 

หลังจากพิมพ์เสร็จ ชายหนุ่มก็วางโทรศัพท์และกลับมาสนใจเอกสารต่อ แม้จะรอข้อความตอบกลับจากเธออยู่ก็ตาม ผ่านไปสิบนาทีก็ยังไม่มีการตอบกลับมา

ก๊อก ๆ  ก๊อก ๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่จะถูกเปิดออก

“คุณเผิงคะ อาหารมื้อเย็นเสร็จแล้ว จะให้ป้ายกขึ้นมาให้ไหมคะ ?”

เขาละสายตาจากจอแท็บเลตแล้วเงยหน้าขึ้น

“เดี๋ยวผมจะลงไปกินครับ”

ป้าผ่องพยักหน้ารับก่อนปิดประตูจากไป อวิ่นเยว่ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ขณะที่เหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง สายตาดูผิดหวังที่ยังไม่ได้รับข้อความจากอีกฝ่าย

ชายหนุ่มตัดใจเดินออกไปครั้นกำลังเอื้อมมือบิดลูกหมุนเสียงข้อความเข้าก็ดังขึ้น จึงรีบเดินกลับมายังโต๊ะทำงานและเปิดอ่านทันที

 

ลฎาภา : กำลังกินค่ะ คุณเผิงอย่าลืมกินข้าวด้วยนะคะ

 

หัวใจผ่องโตขึ้นมาทันที เมื่อได้อ่านข้อความที่เธอตอบกลับมา อวิ่นเยว่ใช้เวลาคิดคำพูดเพื่อพิมพ์ตอบกลับไป แต่สุดท้ายแล้ว...

 

อวิ่นเยว่ : ขอบคุณ

 

อวิ่นเยว่รีบวางโทรศัพท์และเดินออกจากห้องไปทันที ทั้งที่อยากจะพิมพ์ยาวกว่านี้แต่สุดท้ายก็ลบออกจนหมด แค่นี้เขาก็กินข้าวเย็นแบบมีความสุขได้แล้วล่ะ...

 

“จากข้อมูลผลสำรวจของผู้บริโภคก่อนหน้านี้ได้ผลสรุปมาว่า ไก่อบซอสมะเขือเทศ นั้นมีผู้บริโภคสูงในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนทำงาน ขณะที่ผัดผักรวมมิตรนั้นจะมีผู้บริโภคน้อยกว่า และผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยทำงานร้อยละยี่สิบเปอร์เซ็นต์ครับ”

หลังจากเสร็จการอธิบายข้อมูลจากฝ่ายการตลาด อวิ่นเยว่ก็นิ่งเงียบและใช้ความคิด สายตายังจดจ้องอยู่ที่จอมอนิเตอร์ ครั้นจะสั่งให้เลิกผลิตเลยก็ไม่ใช่เพราะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่บ้าง

“มีผลสำรวจของร้านค้าด้วยใช่ไหม ?”

“มีครับ ร้านค้าทั่วไป ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า” พนักงานฝ่ายการตลาดพูดขึ้นก่อนจะเปลี่ยนภาพบนจอแสดงเป็นผลข้อมูลกราฟแท่งของแต่ละร้าน “ส่วนรายละเอียดย่อย ผมใส่ลงในรายงานแล้วครับ ว่าสาขาไหนขายได้ สาขาไหนของร้านสะดวกซื้อขายได้น้อย”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนเปิดอ่านรายงานคร่าว ๆ อีกครั้งหนึ่ง คิดว่าการเลิกผลิตไปก็ไม่เป็นผลเสียอะไร ไม่ทำให้บริษัทเสี่ยงต่อการลงทุนด้วย แต่การที่ยกเลิกการผลิตก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีเท่าไหร่

“เราจะส่งสินค้าตามสาขาแต่ละที่ที่มีผู้บริโภค สาขาไหนไม่มีก็ไม่ต้องส่ง กันสินค้าถูกตีกลับและหมดอายุ” อวิ่นเยว่เอ่ยขึ้นแล้วพูดต่อไปว่า “ส่วนร้านค้าทั่วไปก็จัดส่งตามปกติ ลดความเสี่ยงน้อยที่สุด”

ทุกคนในที่ประชุมต่างพยักหน้าเข้าใจถึงความหมายที่เจ้านายต้องการสื่อออกมา

“ถ้างั้นปิดประชุมเรื่องนี้ ผมหวังว่ามันจะดีขึ้น” อวิ่นเยว่พูดก่อนที่จะเดินออกจากห้องประชุม แล้วตรงกลับมายังห้องทำงาน

“คุณเผิงครับ มีเอกสารที่ต้องเซ็นอนุมัติครับ” เจตนิพัทธ์พูดขึ้นเมื่อเห็นเจ้านายเดินมา เขาจึงลุกขึ้นและรีบหยิบแฟ้มเอกสารเดินตามเข้าไป

อวิ่นเยว่หยิบเอกสารเปิดอ่านก่อนเซ็นแล้วส่งคืนให้กับเจตนิพัทธ์

“วันพรุ่งนี้มีนัดกับลูกค้า แต่เมื่อครู่ลูกค้าโทร. มาขอเลื่อนนัดครับ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับขณะที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดพิมพ์ส่งข้อความ โดยที่ประสาทหูก็ยังคงฟังเรื่องงานจากเลขาหนุ่มอยู่  

 

อวิ่นเยว่ : เย็นนี้รอผมกลับบ้านนะ

ลฎาภา :  ค่ะ แล้วต้องให้ฉันไปรับอาหยูไหมคะ เห็นว่าวันนี้คุณมีประชุม   

อวิ่นเยว่ : ไม่ต้องรับ แค่รอผมก็พอ

ลฎาภา : (ส่งสติ๊กเกอร์ยิ้ม เต็มหน้าจอโทรศัพท์)

 

อวิ่นเยว่มองตัวการ์ตูนที่หญิงสาวส่งมาแล้วเงยหน้าขึ้น

“ตัวการ์ตูนนี่ฉันจะกดยังไง ?”

“ครับ ?”

ชายหนุ่มยื่นโทรศัพท์ให้เจตนิพัทธ์ดูตัวการ์ตูนน่ารักบนจอ

“ต้องซื้อครับ ผมเองก็ไม่ค่อยซื้อด้วยมีแต่แฟนซื้อแล้วชอบส่งมาให้”

“แล้วต้องทำยังไง” อวิ่นเยว่เอ่ยถาม

เจตนิพัทธ์มองโทรศัพท์ที่เจ้านายยื่นให้ด้วยความลังเล แต่ทว่าสายตาของอวิ่นเยว่ส่งบอกเป็นเชิงว่า สอนซะ !’

ปฏิเสธไม่ได้ ถึงจะไม่รู้เหตุผลก็ตาม ทำงานด้วยกันมาหลายปีไม่เคยเห็นเจ้านายใช้แอปพลิเคชันนี้ติดต่อใครเลย นอกจากใช้ V-Chat หรืออีเมลส่งตอบกลับ ไม่ก็โทรศัพท์เลยมากกว่า

“คือ ซื้อสติกเกอร์จากตรงนี้ครับ แล้วก็ชำระเงินผ่านทาง...”

เลขาหนุ่มชี้แล้วสอนให้ก่อนจะส่งโทรศัพท์คืน

“ขอบใจ” อวิ่นเยว่พูดขณะรับโทรศัพท์คืน เพราะไม่เคยใช้แอปพลิ-   เคชันนี้จึงไม่เคยชิน ที่โหลดมาเพราะอยากจะคุยกับเธอด้วยเท่านั้น และอยากจะส่งให้บ้าง

ชายหนุ่มก้มหน้าเลือกสติกเกอร์อยู่สักพักแล้วเงยหน้าขึ้นถาม “ปกติแล้วแฟนนายชอบสติกเกอร์แบบไหน ?”

“ครับ ?”

“ฉันควรจะซื้ออันไหนดี ?”

เจตนิพัทธ์ตอบไม่ถูกแม้ว่าจะเข้าใจคำถามก็ตาม แต่เรื่องแบบนี้...แฟนเขาแล้วแต่อารมณ์ บางครั้งก็ชอบอะไรที่น่ารัก บางครั้งก็ชอบอะไรที่สยองหรือน่าเกลียด

“เอ่อ...ผมไม่รู้ครับ”

“งั้นเหรอ” อวิ่นเยว่ครางรับแล้วก้มหน้ากดโทรศัพท์ต่อ ทางผู้ช่วยเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงเดินออกไปเงียบ ๆ

...จะซื้ออันไหนดี ปกติแล้วก็ไม่ได้ชอบส่งอะไรแบบนี้ด้วย ใช้แต่พิมพ์ส่งข้อความกันก็น่าจะพอแล้ว...

อวิ่นเยว่คิดในใจพลางส่งสายตามองสติกเกอร์น่ารักจนเลือกไม่ถูก

“ซื้อที่น่ารักทุกชุดเลยแล้วกัน”

ไม่เพียงแค่พูดแต่ชายหนุ่มจัดการซื้อสติกเกอร์ทุกลายที่คิดว่าน่ารักมาทั้งหมด ! แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าสามารถซื้อส่งให้อีกฝ่ายได้ด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มจึงเลือกลายที่หญิงสาวยังไม่เคยส่งมาให้เขา ส่งเป็นของขวัญไปในทันที

 

ลฎาภา : คุณเผิงคะ ! ทำไมส่งสติ๊กเกอร์มาให้ฉันล่ะคะ ?!

อวิ่นเยว่ : (ส่งสติ๊กเกอร์ จุ๊บ ๆ หัวใจตอบกลับมา)

ลฎาภา : ถ้างั้นฉันจะจ่ายเงินคืนให้ หรือว่าให้คุณหักเงินเดือนฉันไปก็ได้ค่ะ

อวิ่นเยว่ : ผมเพิ่งลองใช้เลยส่งผิด

 

อวิ่นเยว่พิมพ์ตอบกลับไปทั้งที่รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า เขาวางโทรศัพท์แล้วกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่ออย่างมีความสุข

ไว้ค่อยซื้อส่งให้อีก วันละชุดแล้วกัน...


อวิ่นเยว่ไม่ได้ทำงานล่วงเวลาแบบที่เคยทำประจำ หลังจากหมดเวลางานแล้วก็หยิบเอกสารที่ยังค้างอยู่ติดกลับไปด้วยและออกไปอย่างไว ระหว่างไปรับอาหยูชายหนุ่มหยุดรถแวะซื้อขนมเค้กที่ร้านริมทาง ก่อนจะขับรถไปรับอาหยูและกลับไปให้ทันเพื่อพบหญิงสาว

อวิ่นเยว่วางของและเดินมาในห้องครัว ใบหน้าเรียบนิ่งฉายแววเป็นประกายเมื่อได้พบกับเธอ

“วันนี้ป้าผ่องกลับไปก่อนแล้วนะคะ”

“อืม ผมรู้แล้ว” เขาตอบก่อนจะพูดต่อไป “ไปนั่งกินด้วยกันสิ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ” ลฎาภาพูดปฏิเสธทันที แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่ต้อง

คุยกับเขาอยู่ “เอ่อ...สติกเกอร์ที่คุณส่งผิดมาให้ ฉันจะ...”

“ผมเพิ่งลองใช้แอป ฯ นี้” อวิ่นเยว่พูดแทรกขึ้นเพราะรู้ว่าเธอคงจะต้องหาวิธีอะไรสักอย่างที่จะคืนเงินให้ “เลยส่งผิดน่ะ อย่าไปสนใจมัน”

ลฎาภายังไม่ปักใจเชื่อว่าที่เขาพูดมาเป็นความจริง ใครจะบ้ากันเล่าส่งสติกเกอร์มาเป็นของขวัญผิดตั้งสี่สิบกว่าครั้ง ให้ตายเธอก็ไม่เชื่อหรอก !

“ถ้างั้นหักจากเงินเดือนฉันก็ได้นะคะ ที่คุณส่งมาให้น่ะค่ะ”

อวิ่นเยว่นิ่งเงียบไปสักพัก “แน่ใจนะ”

ลฎาภาอ้ำอึ้งไม่ตอบ จะปล่อยเฉย ๆ ก็รู้สึกไม่ดี จะให้เขาหักเงินเดือนก็เยอะเหมือนกัน ควรจะทำยังไงดี ? หาทางออกที่ไม่ต้องขาดทุนมากขนาดนี้

“คือ...” หญิงสาวอยากจะร้องไห้ จำนวนเงินนี้ได้ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์เกือบเดือนเลยด้วย

อวิ่นเยว่ยิ้มที่มุมปาก “งั้นหลังจบเดือนนี้ คุณจะทำงานต่อไหม ?”

เธอควรจะตอบและปฏิเสธเขาว่าอย่างไรดี ?

“ช่างเถอะ ถือว่าผมไม่ได้พูดแล้วกัน” อวิ่นเยว่ตัดบทสนทนาลง เพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ “ไปกินข้าวกันเถอะ”

“แต่ว่า...”

ชายหนุ่มหรี่ตามอง

“ฉันเกรงใจค่ะ แล้วก็เป็นแค่ลูกจ้าง...” ลฎาภาตั้งใจที่จะปฏิเสธเพื่อออกห่างจากเขา และรู้ว่านับวันยิ่งหลวมตัวเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัว ขืนเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มีแค่เธอที่ต้องเจ็บปวด

“อาหยูอยากให้คุณไปร่วมโต๊ะด้วย...” อวิ่นเยว่พูดขึ้นพลางโน้มตัวลงมาใกล้ “และผมก็ต้องการยิ่งกว่า”

เธอกะพริบตามองชายหนุ่มที่เดินจากไป ใบหน้าเริ่มผ่าวร้อนขึ้นมาเมื่อรู้ถึงความหมายโดยนัย ไม่ว่าจะพยายามหนีมากแค่ไหน ส่วนลึกภายใต้จิตใจกลับเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น

ราวกับความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้ เธอเคยลืมมันไป

ท้ายสุดแล้วหญิงสาวก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารร่วมกับ    ชายหนุ่มอีกครั้ง หลังจากกินเสร็จเธอก็จัดการเก็บล้างเรียบร้อย

อวิ่นเยว่เดินเข้ามาหาก่อนพูดขึ้นและส่งถุงกระดาษสีหวานส่งให้

“ผมให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ คือฉัน...”

“ผมไม่ได้ซื้อมาให้คุณ แค่ลูกค้าให้มา” อวิ่นเยว่โกหกเพราะความจริงตั้งใจเลือกซื้อกลับมาให้โดยเฉพาะเลยนี่นา “ผมไม่ชอบของหวาน ถ้าคุณไม่ชอบผมจะได้...ทิ้ง”

เธอแสดงสีหน้าลังเลว่าจะรับดีหรือไม่

“เอ่อ...ขอบคุณค่ะ”

อวิ่นเยว่ยิ้มที่มุมปากขณะที่หญิงสาวรับถุงเค้กและเดินจากไปทันที เพียงแค่นี้เขาก็รู้สึกมีความสุขมากจนแทบนอนไม่หลับงานไม่อยากทำแล้ว !

อีกทางด้านหนึ่งนอกรั้วประตูบ้าน มีร่างของชายวัยชราและเด็กชายยืนมองอยู่ แม้รถจะขับผ่านไปแต่ก็ไม่มีใครนั้นมองเห็น สายตาของชายวัยชรานั้นจับจ้องไปที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้าน และหญิงสาวที่เพิ่งเดินพ้นออกจากรั้วประตูบ้านไปไม่นาน

แบบนี้จะดีเหรอเด็กชายหันกลับมาถามด้วยแววตาสงสัย ถ้าเกิดว่า...เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ป้าคนนี้จะตายไม่ใช่เหรอ

สิ่งใด ๆ บนโลกใบนี้ล้วนเป็นเพราะโชคชะตาและสวรรค์กำหนดแล้ว...ชายชราส่งสายตามองไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่แล้วพูดต่อไปว่า ผู้หญิงคนนี้เดิมทีอาจจะต้องตายแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะใครกำหนดหรอก แต่เพราะกรรมกำหนดมาแต่แรก

แล้วจะกลับมามีชีวิตอยู่อีกจริง ๆ เหรอ

ล้วนแล้วแต่ชะตาลิขิต เรื่องนี้ไม่มีใครบอกได้ชายชราตอบกลับก่อนที่จะหันหลังให้กับคฤหาสน์

แม้จะคอยตามดูมาตลอดก็ตามแต่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ คงต้องหลังจากนี้ หากเธอจำได้และรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงวิญญาณที่ย้อนเวลามาแล้วล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะตัดใจหรือใช้เวลาที่ให้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงอดีตกันแน่

นี่ก็จวนใกล้ถึงวันตายของผู้หญิงคนนี้แล้วสินะ...


 

  หนีรักมาพบคุณฉบับอีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วนะคะ !

Fictionlog >> https://bit.ly/2XfHXIV


  ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

หรือ https://twitter.com/Mamayawriter

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

260 ความคิดเห็น

  1. #251 _darinn_ (@jsjsjshh63) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 21:08
    น่ารักทั้งพ่อทั้งลูกเลยย
    #251
    0
  2. #250 reallove (@backandblack) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 18:26
    น่ารักกกกก
    #250
    0
  3. #70 Wenshi (@great1806) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 16:44
    วรรคที่บอกว่าความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายถึงขึ้นต้องแต่งงานรับปิดชอบด้วยซ้ำ = ถึงขั้นต้องแต่งงานรับผิดชอบด้วยซ้ำ // อิพี่อาร์ตมาทำไม อย่ามาขอคืนดีให้ยากเลย 🙄
    #70
    1
    • #70-1 赵美芳 (@flowergay) (จากตอนที่ 12)
      1 สิงหาคม 2561 / 17:18
      เเก้ไขเรียบร้อยค่า ขอบคุณนะคะ
      #70-1
  4. #69 kakfern23 (@kakfern23) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 16:37
    ก็เค้าไม่ชอบหญิงอ่ะ
    #69
    0