SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 11 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 8 คุณเผิงรีบร้อนไปหน่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    3 มี.ค. 62



บทที่ คุณเผิงรีบร้อนไปหน่อย

  

          ม้ว่าอวิ่นเยว่จะรีบทำงานให้เสร็จทันเพื่อไปรับอาหยูที่โรงเรียนแต่ก็กลับมาไม่ทันพบกับหญิงสาวอยู่ดี ป้าผ่องบอกว่าเธอติดนัดกับเพื่อนคนสำคัญจึงขอกลับไปก่อน ชายหนุ่มนั่งกินข้าวมื้อเย็นด้วยอาการเหงาสุด ๆ ใบหน้านิ่งขรึมถึงจะไม่แสดงออกมาแต่เจ้าตัวกลมที่นั่งอยู่ก็มองออกจนหมดสิ้น

          เจ้าตัวกลมนั่งตักอาหารเข้าปากอย่างเงียบแต่ก็เหลือบมองป๊ะป๋าที่ทำหน้านิ่งคิ้วขมวดอยู่

        ป๊ะป๋าต้องชอบคุณป้ามากแน่เลย เด็กชายคิดในใจ ถึงแม้จะไม่ค่อยยอมรับในเรื่องนี้ก็เถอะ แต่ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มของป๊ะป๋ามีความสุขมาก ๆ เขาเองก็อยากจะเห็นแบบนี้ทุกวัน

          “ป๊ะป๋า”

          อวิ่นเยว่มองอาหยูที่เรียกและส่งสายตามาหา เขาเอื้อมมือไปลูกศีรษะแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

          “รีบกินเถอะ จะได้ทำการบ้านแล้วเข้านอน”

          อาหยูพยักหน้าและรีบกินในทันที ทว่ามื้อนี้อวิ่นเยว่กินไม่ค่อยลงเพราะกำลังคิดอยู่ว่าถ้าหากเป็นเธอที่พยายามหนีหน้าเพื่อกลับก่อนแล้วล่ะก็ เท่ากับว่าหนึ่งสัปดาห์เจอกันแค่ช่วงวันหยุด และก็เจอกันเพียงไม่กี่ชั่วโมงเพราะเธอหลบอยู่แต่ในห้องครัวตลอด

          อาหยูกินเสร็จขยับตัวลงจากเก้าอี้เดินออกจากโต๊ะอาหารไปนานพอสมควรแล้ว เขาจึงลุกขึ้นกลับไปที่ห้องบ้าง

        ทำยังไงดีละ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

          อวิ่นเยว่นั่งลงที่โต๊ะทำงานพลางถอนหายใจออกมาอย่างหนัก หยิบโทรศัพท์เปิดดูข้อความที่ส่งหาหญิงสาวครั้งสุดท้าย ยังไม่มีการอ่านหรือตอบกลับอะไรเลย

          ชายหนุ่มตัดใจลุกเดินไปอาบน้ำพอดีกับที่ได้ยินเสียงของข้อความจึงรีบเดินกลับมาเพื่อเปิดดูทันที

 

ลฎาภา : วันนี้คงไม่ทันแล้วละค่ะ

          อวิ่นเยว่ : แล้วพรุ่งนี้ละ จะได้เจอเธอไหม

          ลฎาภา : (ส่งสติ๊กเกอร์หลับฝันดี)

 

อวิ่นเยว่มองคำตอบที่หญิงสาวหลีกเลี่ยง จึงถอนหายใจออกมาและวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ เขายังไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีที่ไม่ให้เธอหลบหน้า

หลังอาบน้ำเสร็จชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องน้ำ มองเห็นอาหยูที่กำลังปิดประตูและเดินเข้ามา

“ยังไม่นอนเหรอ”

เจ้าตัวกลมหยักหน้าและเดินเข้ามาหาก่อนเอื้อมมือกระตุกชายเสื้อ “ป๊ะป๋า วันเกิดปีนี้อาหยูอยากไปเที่ยว ขอไปกับคุณป้าได้ไหม”

อวิ่นเยว่มองแววตาของอาหยูที่กำลังส่งมองคำตอบ

“ป๊ะป๋าไม่ว่าง อาหยูก็เลย...” เด็กชายก้มหน้าลง

อวิ่นเยว่ทำท่าคิดหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น “ได้สิ”

แววตาของเจ้าตัวกลมเปลี่ยนไปหากใช่ว่าดีใจแต่เป็นแววตาที่ซ่อนด้วยเลศเหลี่ยม ก่อนจะยิ้มแล้วรีบเดินออกจากห้องในทันที

 

          ลฎาภาอยากจะร้องไห้ดัง ๆ เมื่อต้องมาออกทริปเที่ยวฉลองวันเกิดของอาหยูพร้อมกับอวิ่นเยว่ ทั้งที่คิดว่าจะปฏิเสธแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้ได้

          แน่นอนว่าไม่ใช่อะไร เธอแพ้ทางเด็กคนนี้สุด ๆ ไปเลย

          แต่อาหยูอยากให้คุณไปด้วย

เชื่อว่าเป็นข้ออ้างของเขาเท่านั้น แต่พอหันมองแววตาของเจ้าตัวกลมแล้วก็ดันเผลอตอบตกลงไปทันที

อวิ่นเยว่รับคีย์การ์ดบ้านพักมาก่อนจะเดินตามพนักงานเข้าไปพร้อม กับอาหยูที่มีท่าทางดีใจ ตรงข้ามกับหญิงสาวที่เอาแต่เดินนิ่งเงียบไม่คิดจะปริปากถามอะไร

ลา..ลัน..ลา

ลฎาภาเหลือบมองเจ้าตัวกลมที่เดินฮัมเพลงไปอย่างมีความสุข จนกระทั่งเดินมาถึงบ้านพักต่างอากาศหนึ่งชั้น อวิ่นเยว่เปิดประตูบ้านพักเข้าไป อาหยูก็รีบวิ่งเข้ามากระโดดด้วยท่าทางดีใจสุด ๆ

“เย้ ๆ ” อาหยูตะโกนออกมาเสียงดัง แล้วรับเดินไปหาอวิ่นเยว่ที่กำลังวางของ “ป๊ะป๋าห้องนี้ของผม ห้องนี้ของป๊ะป๋ากับคุณป้า !

เดี๋ยวสิ นี่มันไม่ตลกเลยนะ !

กระเป๋าที่อยู่ในมือร่วงลงพื้นด้วยความตกใจ ลฎาภารีบเดินเข้าไปหาเจ้าตัวกลมแล้วพูดขึ้น “ไม่ได้นะ...”

“ได้สิ”

หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบก้มหน้าหลบลงในทันที ปากอยากจะพูดแต่ว่ามันสั่นจนพูดอะไรไม่ออก ไม่อยากให้เป็นแบบเลย มันต้องแย่

มาก ๆ ด้วย หากต้องนอนกับเขาสองต่อสอง

อาหยูยิ้มออกมาแล้ววิ่งเล่นด้วยความดีใจ 

“คุณเผิงคะ...คือว่า...”

อวิ่นเยว่หันมามองหญิงสาวที่ก้มหน้าพูด แล้วเปรยยิ้มออกมา “นี่ก็เย็นแล้วผมจะไปจัดของให้ลูก ส่วนคุณก็เข้าไปจัดของคุณก่อน เสร็จแล้วจะออกไปหาอะไรกินกัน”

ลฎาภาเงยหน้าขึ้นมองโดยที่ยังไม่ทันพูดอะไร ดวงตากลมมองแผ่นหลังของเขาที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกในหัวใจตอนนี้แทบจะระเบิดออกมา ไม่รู้ว่าคืออะไรแต่อึดอัดจนบอกไม่ถูก

ตึก... ตึก... ลฎาภายกมือขึ้นกุมที่หน้าอก ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงแบบนี้ ทั้งที่คิดว่าไม่น่าจะหวั่นไหวง่าย ๆ แล้วแต่กลับกลายเป็นว่าลงไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด

“คุณป้า” อาหยูเรียก

เธอสะดุ้งจากภวังค์หันมอง “ขอบคุณนะ”

ลฎาภากะพริบตามองเจ้าตัวกลมเดินเข้าไปในห้องด้วยความงุนงง เธอไม่เข้าใจเอาซะเลยทั้งพ่อ ทั้งลูก ว่าต้องการอะไรกันแน่นะ ?

ทว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้...ทำไมคุ้นเคยเหลือเกิน ยิ่งนับวันยิ่งรู้สึกว่าผูกผัน แต่เพราะอะไรกันทั้งที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นานเอง


“คุณอาบน้ำไปก่อนเลย ผมจะทำงานต่อ”

ลฎาภาพยักหน้าพลางหันมองอวิ่นเยว่ที่กำลังเดินมานั่งโต๊ะโซฟาพร้อมกับโน้ตบุ๊กและเอกสารบางส่วน ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้วในวันหยุดที่เขามักจะทำงานอยู่ตลอดโดยไม่ออกมาพัก

          หญิงสาวไม่รู้ว่าจะต้องวางตัวยังไงเวลาอยู่ด้วยกันแบบนี้ มันเกินขอบเขตมากกว่าเจ้านายและพี่เลี้ยงไปไหมนะ... เธอยกมือขึ้นตบแก้มตนเองสองสามครั้งแล้วรีบหยิบเสื้อผ้าเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที

          ลฎาภาได้แต่ยืนพิงประตูทำใจที่วุ่นวายให้สงบลง บางทีความรู้สึกทั้งหมดนั้นอาจคิดไปเองอีกก็ได้

          “แค่คิดไปเองนั่นแหละ”

          หญิงสาวถอนหายใจแล้วสะบัดความคิดทุกอย่างที่อยู่ในหัวทิ้งไปให้หมด ก่อนจะรีบอาบน้ำซึ่งใช้เวลาไม่นานถึงสิบนาทีก็ออกมาในชุดนอนปกติที่ใส่อยู่ประจำ

          “คุณเผิงคะ ฉันอาบเสร็จแล้ว...”

อวิ่นเยว่เงยหน้าขึ้นมองลฎาภาก่อนหลบสายตาไปทางอื่น มือที่ถืออ่านเอกสารอยู่นั้นสั่นจนแทบจะร่วงหล่นไปทั้งหมด เคยคิดว่าการมาเที่ยวครั้งนี้เสียเวลาทำงาน แต่ตอนนี้ดีสุด ๆ ไปเลย

“งั้นเหรอ คุณนอนไปก่อนได้เลย” อวิ่นเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและก้มหน้าทำงานต่อ เพราะหากมองมากกว่านี้คงต้องทนไม่ไหวแน่ ๆ

ลฎาภารู้สึกเกร็งจนทำอะไรไม่ถูก ปกติแล้วไม่ใช่คนที่นอนเรียบร้อยซะด้วย แล้วทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยเล่า ! หญิงสาวถอนหายใจออกมาขณะที่มองชายหนุ่มลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าและเดินเข้าไปในห้องน้ำ เธอจึงหยิบของบางส่วนและรีบออกจากห้องไปทันที

ลฎาภายืนอยู่ที่หน้าห้องของอาหยู เคาะประตูเรียกนานหลายครั้งแต่ไม่มีการตอบกลับมา ใจจริงอยากจะเปิดเข้าไปเลยแต่ก็กลัวเสียมารยาทหรือรบกวนการนอน

“นอนตรงโซฟาข้างนอกก็ได้มั้ง” ลฎาภาพูดอย่างจำใจ ขณะที่เดินมานั่งยังโซฟาก่อนวางหมอนและขยับตัวลงนอน

ทางด้านอวิ่นเยว่เมื่ออาบน้ำเสร็จออกมาไม่พบกับหญิงสาวจึงกวาดสายตามองหาและเห็นว่าหมอนกับผ้าห่มได้หายไป จึงเดาได้ว่าเธออาจจะออกไปนอนข้างนอกไม่ก็นอนกับอาหยู

ชายหนุ่มเดินออกจากห้องครั้นหันมองไปยังโซฟาก็เห็นเธอนอนขดตัวอยู่ เขายิ้มที่มุมปากก่อนสาวเท้าเข้าไปหา โน้มตัวลงเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของเธอก่อนจะรีบดึงมือกลับมา ยกขึ้นปิดปากและเบี่ยงใบหน้าที่รู้สึกผ่าว ๆ ไปทางอื่น เขาควรจะปล่อยให้เธอนอนตรงนี้ดีหรือไม่...

อวิ่นเยว่หันมองหญิงสาวด้วยความลังเลใจ แต่สุดท้ายก็โน้มตัวลงไปอุ้มเธอขึ้นมาและเดินเข้าไปในห้อง

“อื้อ” เสียงครางงัวเงียทำให้เขาสะดุ้งและผละถอยออกห่างจากเธอ  

อวิ่นเยว่เดินออกจากห้องก่อนกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับหมอนและผ้าห่มจัดวางลงที่เดิม

ลฎาภาปรือตาขึ้นก่อนรีบขยับตัวลุกขึ้นและเรียกเขาทันทีด้วยความตกใจ “คุณเผิง !

“คุณนอนต่อไปเถอะ ผมจะทำงานอีกสักหน่อย” อวิ่นเยว่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรงกันข้ามกับหญิงสาวที่มองอย่างสับสนและตกใจ

ลฎาภารีบขยับตัวลุกขึ้นลงจากเตียงและไม่ลืมที่จะหยิบหมอนติดมือมาด้วย อวิ่นเยว่มองแล้วเงียบนิ่งไปชั่วขณะ

 “คุณนอนที่นี่เถอะ ผมจะไปนอนข้างนอกเอง” เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นทำให้เธอรู้สึกตกใจและทำอะไรไม่ถูก คนที่ควรนอนด้านนอกเป็นเธอถูกแล้ว แล้วทำไมล่ะ...ทำไมเขาต้องทำแบบนี้

“เดี๋ยวค่ะคุณเผิง !” หญิงสาวเดินเข้าไปหาเขาก่อนก้มหน้าลงแล้วเอ่ยถามขึ้น “คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ ฉันก็แค่ลูกจ้าง...”

“งั้นเหรอ” อวิ่นเยว่นิ่งและส่งสายตามองเธอ

ลฎาภาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลยสักนิด ใบหน้าของเธอผ่าวร้อนจนคิดว่าแก้มทั้งสองข้างคงจะแดงไม่น้อย โชคดีที่มีเสียงจากทางด้านนอกทำให้บรรยากาศดูไม่เงียบจนได้ยินเสียงของหัวใจเธอ

“คะ...คุณเผิงคะ คือว่า...”

“นอนที่นี่เถอะ ถ้านอนข้างนอกคุณไม่สบายขึ้นมาอาหยูจะอดเที่ยว”

นับว่าเป็นข้ออ้างที่ได้ผลเลยทีเดียว ลฎาภายืนนิ่งตัดสินใจอย่างลำบากใจแต่สุดท้ายก็เดินกลับไปนอนบนเตียงเงียบ ๆ โดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรอีก เธอไม่ลืมที่จะทำกำแพงกั้นแบ่งเขตระหว่างกัน ทั้งใช้หมอนและผ้านวมที่อยู่ในตู้อีกชุดแบ่งไว้อย่างชัดเจน แล้วนอนหลับตาลงทันที

อวิ่นเยว่ถอนหายใจออกมา รู้ดีว่าเป็นข้ออ้างเพื่อรั้งให้เธอนอนในห้องนี้ แค่อยากอยู่ข้าง ๆ อยากกอดมากกว่าแค่มองเท่านั้น แต่กั้นแบบนี้จะมองเห็นได้ยังไงกันล่ะ !

แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้นอนใกล้กัน...


          เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าเสร็จแล้ว อวิ่นเยว่ก็ขับรถเข้าไปในตัวเมืองของจังหวัด R เธอเองก็ไม่เคยมาด้วย เคยเห็นแต่ภาพที่ลงในสื่อออนไลน์เท่านั้น พอได้มาสัมผัสจริง ๆ รู้สึกว่ามันดีมาก

เอ๊ะ แต่ว่าเธอไม่ได้มาเที่ยวสักหน่อย มาทำงานต่างหากล่ะ

          ลฎาภาก้มหน้านิ่งนั่งเงียบไม่ปริปากพูดระหว่างที่อยู่บนรถ แม้จะแอบเหลือบสายตามองเป็นระยะ ๆ ก็ตาม จนกระทั่งรถหยุดจอดลงที่ลานจอดของสวนสัตว์ในเมือง

          เจ้าตัวกลมรีบเปิดประตูลงจากรถ หัวเราะด้วยความสนุกสนาน

          “ป๊ะป๋า”

เสียงร่าเริงของเด็กชายที่เรียกอวิ่นเยว่ขณะวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ รอยยิ้มบนใบหน้านี้เธอเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่มาทำงาน

“อาหยูอยากเห็นคูณหมีกับคูณลิง~” อาหยูทำท่าทางยกมือขณะพูดขึ้นเสียงดังด้วยน้ำเสียงสดใส

อวิ่นเยว่เองก็รู้สึกได้ เมื่อก่อนอาหยูไม่เคยขออะไรแบบนี้ หรือคงไม่กล้าขอมากกว่า ชายหนุ่มโน้มตัวลงที่หน้าลูกชายแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะยื่นมือไปหา “ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ”

เจ้าตัวกลมพยักหน้าก่อนจะเอื้อมมือจับแล้วหันไปจับมือของหญิงสาวพร้อมส่งยิ้มให้

ลฎาภาทำตัวไม่ค่อยถูกกับการถูกจับมือแบบนี้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธความสุขของเจ้าตัวกลม

อวิ่นเยว่หันมามองแล้วส่งยิ้มให้ ลฎาภาจึงรีบเบี่ยงใบหน้าไปอีกฝั่งทันที ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ คืออะไรกันแน่ ?

          ท้ายสุดแล้วก็ปล่อยให้อาหยูเดินจับมือทั้งเธอและเขามาพร้อมกันจนถึงด้านใน อาหยูดูมีความสุขมากต่างจากครั้งแรกที่เคยเจอกัน

          หลังจากที่เดินดูมาได้สักพักแล้ว อวิ่นเยว่ก็พาอาหยูมานั่งที่จุดพัก

“หิวน้ำไหม”

          อาหยูพยักหน้าตอบ

          “งั้นนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนหันไปหาหญิงสาว “ผมฝากอาหยูด้วยนะ”

          “ค่ะ” ลฎาภาขานรับขณะที่เขาเดินไป

          “เป็นครั้งแรกที่ออกมาเที่ยวเพราะป๊ะป๋าทำงานทุกวันเลย” อาหยูพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าป๊ะป๋าเดินห่างออกไป “ป๊ะป๋าน่ะมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อน และอาหยูก็ด้วย...”

          ลฎาภามองเด็กชายพูดออกมา แม้อายุกับความคิดจะต่างจากเด็กทั่วไป แต่ความรู้สึกที่รับรู้ได้คงเป็นความเหงาหรือความเศร้าภายในใจ ไม่แปลกเลยเพราะช่วงแรกที่เธอมาทำงานก็รู้ว่าเขาต้องทำงานหนักมาก แม้วันหยุดก็ไม่ออกไปไหน ไม่พัก บางครั้งก็รู้สึกได้ว่ากินข้าวไม่เป็นเวลาด้วยซ้ำ

          ลฎาภามองอาหยูยกมือขึ้นลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน

          “แต่ตอนนี้ก็มีความสุขใช่ไหมล่ะ ?” เธอยิ้ม “ถ้างั้นก็ลืมเรื่องเศร้าไปให้หมดแล้วสนุกกันเถอะ”

          “อืม” อาหยูพยักหน้าตอบพลางยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “ป๊ะป๋ากลับมาแล้ว !

เด็กชายวิ่งเข้าไปหาอวิ่นเยว่ที่กำลังเดินมาหาด้วยท่าทางสนุกสนานราวกับเป็นคนละคนเมื่อครู่นี้ ลฎาภามองพลางยิ้มออกมาก่อนจะลุกขึ้นและเดินตามไป...

 

          อาหยูใช้เวลาเดินดูในสวนสัตว์เกือบทั้งหมดเสร็จก็ราว ๆ เที่ยงกว่า ทว่ามีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยเพราะอยากจะเห็นคุณหมี แต่ทางสวนสัตว์ปิดเพื่อปรับปรุงงดการแสดง กว่าจะเปิดอีกทีก็สองเดือนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางได้มาอีก

          “อาหยู” อวิ่นเยว่เอ่ยขึ้น ก่อนหยุดเดินและหันมามองลูกชายที่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมพูดจา

“ไว้ค่อยมากันใหม่” น้ำเสียงเรียบนิ่งของอวิ่นเยว่ที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนนั้นทำให้อาหยูเงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง

“จริง ๆ นะ”

อวิ่นเยว่พยักหน้า “นี่ก็เที่ยงแล้วไปหาอะไรกินกันเถอะ”

ลฎาภามองพร้อมส่งยิ้มให้ ยังไงซะเธอก็เป็นคนนอกอยู่ดี เดินออกห่างหน่อยแล้วกัน

“ยังคิดว่าเป็นคนนอกอยู่อีกเหรอ ?” อวิ่นเยว่ส่งสายตามอง ทำให้หญิงสาวอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ

“ปะ...เปล่าค่ะ แต่...”

“ถ้างั้นก็ไปด้วยกันสิ” เขาพูดขณะที่เอื้อมมือมากุมมือของหญิงสาวไว้แล้วหลบหน้าหนีไปทางอื่น เช่นเดียวกันกับเธอที่ไม่กล้าจะสบตามองตรง ๆ แม้ตอนนี้จะเดินจับมือไปด้วยกันโดยที่ไม่มองหน้าก็เถอะ ทว่าเสียงหัวใจที่ดังออกมาจากข้างในมันชัดเจนมากขึ้น

เธอควรจะทำอย่างไรดี...กับเสียงหัวใจที่ดังอยู่ข้างในนี้


หลังจากรับประทานอาหารช่วงกลางวันเสร็จแล้ว อวิ่นเยว่ก็ขับรถมาที่นอกตัวเมืองของจังหวัดซึ่งมีตลาดเก่าตั้งอยู่ อาหยูเองก็มีท่าทีสนุกสนานเมื่อมาถึง หลังจากเดินเล่นและซื้อเสร็จแล้วก็เกือบบ่ายสามโมง อวิ่นเยว่จึงขับรถกลับมาที่พักอีกครั้ง

ทันทีที่กลับมาเด็กชายก็นั่งจนเผลอหลับไปบนโซฟา ลฎาภาเดินเข้ามาหาพร้อมกับยิ้มให้อย่างเอ็นดู

คงจะเหนื่อยสินะ...

“คุณเองก็ไปพักเถอะ” อวิ่นเยว่เอ่ยขึ้น

หญิงสาวหันมาหาขณะที่เขาเดินเข้าไปในห้อง น้ำเสียงแม้จะไม่เย็นชาแต่ก็คาดเดาอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ได้ เธอได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้องเงียบ ๆ เพื่อจัดเก็บของใช้ส่วนตัวบางส่วนเพื่อที่วันพรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องใช้เวลาเก็บนาน

“นี่สำหรับคุณ” อวิ่นเยว่ยื่นของส่งให้พลางหลบสายตาไปทางอื่น

“คะ ?” ลฎาภามองกล่องขนาดเล็กสีน้ำเงินที่อยู่ในมือ จำได้ว่าเขาเข้าร้านหนึ่งไปเลือกน่าจะเป็นเครื่องประดับทั้งยังใช้เวลานานพอสมควร นึกว่าจะซื้อสะสมไว้เองซะอีก “ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”

อวิ่นเยว่มองด้วยสายตาตัดพ้อ เพราะไม่ชอบการปฏิเสธของเธอ

“ทำไม ?”

นั่นเป็นคำตอบที่เธอต้องตอบเขาด้วยหรือไม่ ? ลฎาภามองด้วยความลังเลและหนักใจ รู้เพียงว่าหากรับสิ่งนี้ไว้อาจจะทำให้เธอไม่สบายใจ...ไม่สิ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไรในตอนนี้

 “ฉันรับของมีค่าจากคุณเผิงไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เธอตอบพร้อมกับพยายามยิ้มให้

อวิ่นเยว่แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาแม้จะแค่แวบเดียวแต่เธอก็เห็น

“ช่างเถอะ” เขาพูดแล้วเดินไปเงียบ ๆ

ลฎาภามองชายหนุ่มที่เดินจากไปจึงไม่คิดอะไรมากและรีบจัดเก็บของใช้ต่อ ครั้นเมื่อเดินไปทิ้งขยะจึงเห็นกล่องสีน้ำเงินลงไปอยู่ในถังขยะเสียแล้ว ดวงตากลมมองด้วยความรู้สึกที่ยากจะตัดสินใจ ควรจะหยิบขึ้นมาแล้วไปคืนเขา หรือว่าทำเป็นไม่เห็นแล้วทิ้งขยะในมือปิดทับไปดี

หญิงสาวใช้ความคิดอยู่ไม่นานจึงตัดสินใจโน้มตัวลงหยิบกล่องในถังขยะขึ้นมา

“ทิ้งมันไปเถอะ” อวิ่นเยว่พูดขึ้นจากทางด้านหลังทำให้เธอสะดุ้งและรีบหันกลับไปมอง

เธอไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจสักนิด

แววตาที่เย็นชายากจะคาดเดากับน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเจ็บปวดนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี

“ของคุณค่ะ”

อวิ่นเยว่มองแล้วหันไปทางอื่น “ผมไม่ต้องการเก็บไว้แล้ว”

“แต่คุณเสียเงินซื้อไปแล้วนะคะ” ลฎาภาพูดขึ้นในขณะที่เขาหันหลังเดินจากไป เธอเอื้อมมือรั้งแขนชายหนุ่มไว้และยัดกล่องใส่มือเขาทันที

“ขอโทษค่ะ ฉันแค่...”

เมื่อรู้ตัวก็รีบดึงมือกลับทว่ากลับกลายเป็นฝ่ายถูกรั้งเอาไว้เสียเอง

“เอ่อ...” ร่างกายที่ถูกสัมผัสเหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านไปทั่ว ลฎาภาพยายามดึงมือกลับมาแต่ไม่เป็นผล “คุณเผิงคะ...คือว่า”

อวิ่นเยว่มองหญิงสาว แม้จะรู้สึกตกใจที่ร่างกายเผลอตอบสนองไปเอง แต่ก็รู้ดีว่า...ไม่อยากปล่อยไปในตอนนี้

“คุณเผิงคะ ปล่อยมือฉันก่อนเถอะค่ะ !

อวิ่นเยว่ทำเป็นไม่ได้ยินทั้งยังดึงหญิงสาวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด

“คุณเผิง !

“รังเกียจเหรอ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

“คะ ?” หญิงสาวตกใจก่อนจะอ้ำอึ้งตอบในปากว่า “ปะ...เปล่าค่ะ” ไม่ได้รังเกียจสักนิดแต่แค่ไม่ชินและไม่เข้าใจก็เท่านั้น...ลฎาภาไม่กล้าพูดต่อในสิ่งที่คิดออกไป ได้แต่ก้มหน้าหนีสายตาที่กำลังจ้องมอง

อวิ่นเยว่จ้องมองขณะที่โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดอยู่ที่แก้มของหญิงสาว เขามองเธอและอยากจะ...

เพียะ !

ลฎาภาฝาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของชายหนุ่มอย่างลืมตัว เมื่อได้สติจึงรู้ว่าได้ลงมือกับเจ้านายคนหล่อไปเสียแล้ว

ซวยแล้วยัยจอม ตายแน่ ๆ !

“ขอโทษค่ะ ! คือว่าฉัน...”

อวิ่นเยว่มองใบหน้าที่แดงก่ำของหญิงสาวแล้วหัวเราะในลำคอ...หึหึ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ลฎาภายืนกะพริบมองด้วยความเขินอายเพียงลำพัง

อวิ่นเยว่ถอนหายใจหลังจากที่เดินออกจากห้อง ก่อนพูดกับตัวเองว่า

“สงสัยจะรีบร้อนไปจริง ๆ”

 

ตั้งแต่ที่อวิ่นเยว่เดินออกจากห้องไปแล้ว ลฎาภาก็ไม่ได้เก็บของต่อเลยสักนิด เธอกำลังนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเองโดยไม่รู้ว่าเวลานั้นล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหน ถึงแม้จะหาข้ออ้างว่าไม่เข้าใจในความรักแบบชายหญิง แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพียงแค่เธอรู้สึกกลัวที่จะต้องหลงรักใครก็เท่านั้น

ไม่อยากรู้สึกเจ็บปวด

...หรือว่าโดดเดียวอีกแล้ว

ทั้งที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้มาตลอด เธอคิดเพียงว่าการทำงานในแต่ละวันให้ผ่านไปก็พอ ตื่นเช้า ไปทำงาน และรีบกลับบ้านก็พอแล้ว แต่ทุกวันล้วนผ่านไปจนรู้สึกว่า...น่าเบื่อ แม้มีเพื่อนร่วมงานหลายคนบอกลองให้หาแฟนดูเผื่อว่าโลกที่เป็นสีเทาอยู่ตอนนี้จะกลายเป็นสีชมพูขึ้นมาบ้าง แต่ทว่าเธอเองก็ไม่กล้าที่จะก้าวผ่านมันออกไป

นั่นก็เพราะ

เราแค่ลองคบกันไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่แฟนสักหน่อย อย่าทำตัวเหมือนเป็นแฟนกันสิ

เห็นแก่ตัว...

แม้ความทรงจำที่มีในตอนนี้จะเกือบเลือนหายไปหมดแล้ว แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจากการผิดหวังนั้นยังคงอยู่ เธอไม่กล้าที่จะมีความรักอีก ไม่คิดว่าการมีความรักเป็นเรื่องที่สวยงาม

“คุณป้า ป๊ะป๋าบอกว่าไปกินข้าวเย็นกัน”

เมื่อได้ยินเสียงอาหยูพูดหญิงสาวจึงสะดุ้งจากภวังค์ หันมองเด็กชายแก้มย้วยน่ารักที่ส่งยิ้มให้

“ป๊ะป๋าทำคุณป้าร้องไห้เหรอ” เจ้าตัวกลมเอียงคอเอ่ยถาม

ลฎาภาจึงรีบหลบหน้าไปทางอื่นทันที ไม่ใช่หรอก”

“ป๊ะป๋า” อาหยูตะโกนเรียกลากเสียงและรีบวิ่งออกไป ลฎาภาสะดุ้งขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากปากของอาหยูว่า “ป๊ะป๋าทำคุณป้าร้องไห้เหรอ ?  คุณครูบอกอาหยูว่าเป็นผู้ชายห้ามทำเด็กผู้หญิงร้องไห้ ไม่งั้นจะโดนคูณปีศาจลงโทษ”

ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ! มันไม่เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด ไม่เลย !

“อาหยูบอกว่าคุณร้องไห้เพราะผม ?”

หญิงสาวสะดุ้งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงของอวิ่นเยว่จากทางด้านหลัง เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันไปเผชิญหน้าตรง ๆ

“มะ...ไม่ใช่ค่ะ”

อวิ่นเยว่สาวเท้าเข้ามาหาก่อนย่อตัวลงตรงหน้าเธอ เอื้อมมือสัมผัสที่แก้มแผ่วเบา “เงยหน้าขึ้นหน่อยได้ไหม”

ลฎาภารู้สึกถึงฝ่ามือหยาบและร้อนตรงแก้ม เธอไม่มีความรังเกียจเลยกลับกลายเป็นความอบอุ่นที่ห่อหุ้มหัวใจดวงน้อย ๆ เอาไว้

ไม่ไหว...เหมือนหัวใจกำลังระเบิดออกมา

“อาหยูบอกว่า คุณร้องไห้เพราะผม ?” เขาพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งขณะที่ส่งสายตามองหญิงสาว ทั้งที่อยากจะบังคับเชยคางของเธอให้สบตามองก็ทำได้ แต่จะทำให้เธอเสียใจอีกหรือเปล่านะ...?

ลฎาภาเงยหน้าขึ้นมาเพียงจะอธิบายแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงทันทีเมื่อสบตากับเขาพอดี

“ไม่ใช่คุณเผิงนะคะ ฉันเพียงแค่...”

ใกล้กันเกินไปแล้ว !

หญิงสาวพยายามเบี่ยงหน้าหลบเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังแสดงออกมาผ่านทางสีหน้า นิ้วหัวแม่มือของอวิ่นเยว่ไล่เกลี่ยที่แก้มเนียนแผ่วเบา ครั้นเธอพยายามจะเบี่ยงหน้าหลบก็ถูกรั้งไว้

“ร้องไห้จริง ๆ ด้วย”

น้ำเสียงที่อ่อนโยนของอวิ่นเยว่ยิ่งทำให้ลฎาภาทำอะไรไม่ถูก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด เธอเพียงแค่นึกถึงเรื่องราวในอดีตเท่านั้นเอง

“มะ...”

ยังพูดไม่ทันจบร่างของเธอก็ถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดเสียแล้ว ลฎาภาไม่ขัดขืนเลยสักนิด ทั้งอ้อมกอดที่อบอุ่นและฝ่ามือที่ลูบศีรษะเธอเพื่อปลอบโยน ตึก...ตึก เสียงหัวใจเต้นนี้ไม่รู้ว่าเป็นของเธอหรือเขากันแน่ ดังจนได้ยินชัดเจน

“ป๊ะป๋า คุณป้าหยุดร้องไห้หรือยังฮะ อาหยูหิวข้าวแล้ว”

หญิงสาวรีบผละออกจากชายหนุ่มในทันที เธอก้มหน้าลงไม่กล้าแม้แต่มองใครในตอนนี้

“หยุดแล้วละ” อวิ่นเยว่ตอบขณะที่หันมองลฎาภาแล้วยิ้มที่มุมปาก แล้วพูดต่อไปว่า “ไปกันเถอะ”

ลฎาภาได้ยินเสียงที่อ่อนโยนจึงเงยหน้าขึ้นมอง อวิ่นเยว่ยื่นมือรออยู่ก่อนหน้าแล้ว รอยยิ้มและแววตาบนใบหน้านั้นอ่อนโยนราวกับว่าเธอไม่เคยรู้จักคนคนนี้เลยสักนิด

เธอหลบสายตาก่อนขยับตัวลุกขึ้นโดยปฏิเสธรับการช่วยเหลือของชายหนุ่ม

“ผมจะออกไปรอข้างนอก”

อวิ่นเยว่พูดแล้วเดินตามออกจากห้องไปพร้อมกับอาหยู ลฎาภาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อดึงสติกลับคืนมา ก่อนจะรีบเดินตามไป...

 


 หนีรักมาพบคุณฉบับอีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วนะคะ !

Fictionlog >> https://bit.ly/2XfHXIV


  ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

หรือ https://twitter.com/Mamayawriter

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

260 ความคิดเห็น