SWEET SITUATION :: หนีรักมาพบคุณ

ตอนที่ 10 : หนีรักมาพบคุณ : บทที่ 7 อ่อยสาวฉบับคุณเผิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    26 ก.พ. 62


บทที่ 7 อ่อยสาวฉบับคุณเผิง


 

วิ่นเยว่เดินมาด้วยสีหน้าที่อารมณ์ดีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่เจตนิพัทธ์เองก็สัมผัสได้ว่าเจ้านายดูอารมณ์ดีขึ้นมากกว่าเมื่อวานเสียอีก

คุณเผิงครับ คุณหวังมารอพบคุณเมื่อครู่นี้ครับเจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้นขณะที่เดินตามเจ้านายหนุ่มเข้าไปในห้องทำงาน

อวิ่นเยว่เลิกคิ้วอย่างสงสัยขณะที่เดินเข้ามา พลางส่งสายตามองจิ่นอวี่ที่นั่งอยู่บนโซฟารับรอง หากไม่ใช่เพราะรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้วล่ะก็เขาคงไม่ยอมให้เข้ามานั่งรอในห้องทำงานแน่น ๆ

“ไงเพื่อน” จิ่นอวี่ลุกขึ้นโบกมือทักทายพลางส่งยิ้มให้ “ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ นาน ๆ ฉันจะมาหา”

อวิ่นเยว่มองพลางถอนหายใจออกมาก่อนจะหันไปพูดกับเลขาหนุ่มว่า “เอกสารที่เซ็นแล้วอยูบนโต๊ะ นายเอาไปได้เลย”

เจตนิพัทธ์พยักหน้ารับก่อนเดินไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะและออกจากห้องไปทันที ทางด้านอวิ่นเยว่หยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานแล้วเดินเข้ามานั่งยังโซฟาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอีกฝ่าย

จิ่นอวี่เหลือบมองคนตรงหน้าพลางโน้มตัวเอื้อมมือหยิบแก้วกาแฟขึ้นดื่ม “โทษที วันนี้นายยุ่งสินะ”

“ยุ่งทุกวันอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบขณะที่อ่านข้อมูลเอกสารผ่าน  แท็บเล็ตก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจิ่นอวี่ “นายมีอะไรถึงมาหาฉัน” 

“ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”

อวิ่นเยว่หรี่ตามอง “ก็ดี ฉันจะได้ทำงานต่อ ช่วงสายมีประชุม”

“ให้ตายสิ นายนี่เย็นชาชะมัด” จิ่นอวี่พูดเสียงติดตลกขณะเอื้อมมือล้วงในเสื้อสูทหยิบซองจดหมายแล้วส่งยื่นให้กับอวิ่นเยว่ “การ์ดเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่นที่มหาวิทยาลัย X น่ะ มีคนฝากฉันมาให้นาย”

ชายหนุ่มส่งสายตามองซองสีครีมตรงหน้าก่อนเอื้อมมือหยิบขึ้นมาเปิดดูและวางลงตรงโต๊ะเช่นเดิม

“ฉันไม่รับปากว่าจะได้หรือเปล่า” อวิ่นเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่สนใจมากนัก

“นั่นสินะ” จิ่นอวี่รู้ดีว่าถ้าไม่สำคัญอวิ่นเยว่คงใช้เวลาทำงานดีกว่า “เอาเป็นว่า ถ้านายว่างก็มาแล้วกัน”

อวิ่นเยว่ไม่ได้ตอบรับ ส่งสายตามองการ์ดด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง

“เดือนหน้าฉันไม่ค่อยว่าง”

จิ่นอวี่รู้ดีกว่าต่อให้พูดโน้มน้าวมากแค่ไหนอวิ่นเยว่คงไม่ยอมมางานนี้อย่างแน่นอน

“แล้วเย็นนี้นายว่างไหม ? ฉันอยากจะชวนนายไปกินมื้อเย็น”

คนฟังได้แต่ทำหน้านิ่งก่อนหยักหน้าตอบตกลง “ว่าง”

“งั้นก็ตกลงตามนี้ เจอกันที่ร้านเดิมนะ นาน ๆ ทีจะมาฉันชอบอาหารร้านนี้” จิ่นอวี่พูดขณะลุกขึ้น

“แล้วเจอกัน” อวิ่นเยว่ตอบขณะที่ขยับตัวลุกขึ้นหยิบแท็บเล็ตเดินไปยังโต๊ะทำงาน

 

ลฎาภาเพิ่งมีเวลาอ่านข้อความในกลุ่มย้อยหลังที่คุยกันเกือบพันข้อความ จึงรู้ได้ว่าเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยได้นัดกันจัดงานเลี้ยงรุ่นขึ้นมาเพื่อพบปะสังสรรค์ซึ่งก็เป็นวันนี้ช่วงเย็น ความจริงแล้วไม่ได้สนใจและไม่คิดว่าจำเป็นที่จะต้องไป ทว่าในกลุ่มอีกกลุ่มเพื่อนสี่คนคุยกันว่า เขามาด้วย ซึ่งทำให้หญิงสาวอ่านและลังเลใจที่จะพิมพ์ไปว่า...ไปอยู่แล้วละ

“ป้าผ่องคะ หนูต้องโทร. ไปลาคุณเผิงไหมคะ ?” เธอเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่ทำงานเสร็จตามที่คุณเผิงสั่งก็พอแล้ว”

สุดท้ายก็ขอลางานกลับมาในช่วงบ่ายสามเพื่อเลือกเสื้อผ้าที่จะต้องใส่ไปงาน  ดีนะที่ยังมีที่ว่างสำหรับให้เธอนั่งเพราะเพื่อนได้จองให้ยกกลุ่มไปในตัว ไม่น่าเชื่อว่าเธอไม่ลังเลสักนิดเพียงแค่อยากพบเขาอีกครั้ง

เกือบหกโมงแล้วกว่าจะใช้เวลาแต่งตัวและเดินทางมาที่ร้านอาหารอีก ลฎาภากำลังยืนอยู่หน้าร้านอาหารที่คิดว่าใช่หรือไม่ตามพิกัดที่เพื่อนส่งมาให้

หญิงสาวสะดุ้งขึ้นเมื่อมีโทรศัพท์เข้ามา จึงรีบกดรับในทันที

[ยัยจอมแกหลงหรือไง]

“คิดว่าไม่มั้งนะ ร้านที่มีป้ายใหญ่ ๆ สีน้ำตาลใช่ไหม”

[เออใช่มั้ง จำหน้าร้านไม่ได้เหมือนกัน ถ่ายรูปส่งมาให้ฉันดูหน่อย]

“ได้ ๆ” ลฎาภาวางสายและถ่ายภาพหน้าร้านส่งไปให้ทันที จึงได้รับคำตอบมาว่า

 

ใช่แล้ว ๆ ร้านนี้แหละรีบมา ๆ เดินมาข้างในเลี้ยวขวามา

 

หญิงสาวเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าก่อนเดินผลักประตูร้านเข้าไป สองเท้าตรงไปยังจุดหมายที่เพื่อนสาวนั้นพิมพ์มาบอกจนกระทั่งหยุดเกือบถึงแล้ว เสียงที่ดังมาจากมุมด้านในนั้นทำให้รู้ว่ามีเพื่อนมาเยอะเหมือนกัน ลฎาภาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไป

“นั่นไง จอมมาพอดีเลย !” เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะที่คนส่วนหนึ่งก็หันไปมอง หญิงสาวเดินแล้วยิ้มเจื่อน ๆ ตรงไปหาเพื่อนสาวที่ยกมือขึ้นโบกอยู่

“นั่งตรงนี้เลยแก” มุกดาหนึ่งในเพื่อนที่สนิทมากที่สุดสมัยเรียน  มหาลัยเอ่ยขึ้น

ลฎาภานั่งลงขณะที่พูดกล่าวทักทาย เธอเหมือนดูหายไปเพราะไม่ค่อยอัปเดตความเคลื่อนไหวชีวิตลงในทางโซเชียลเท่าไหร่ หลังเรียนจบแม้จะมีเข้าไปอ่านหรือตอบบ้างเป็นครั้งคราว แต่พอนาน ๆ วันไม่วางรวมทั้งย้ายที่ทำงาน มีงานและหน้าที่หนักขึ้นจึงอ่านน้อยลง

“นึกว่าแกหายไปไหน แช็ตไปก็ไม่ค่อยจะตอบ”

หญิงสาวยิ้มก่อนตอบ “ก็ทำงานน่ะ”

“โอ๊ย แกจะทำงานแต่ก็ต้องออกมาสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง ดูฉันนี่ชวนไปผับตั้งหลายรอบมีแต่แกคนเดียวที่ไม่ตอบอะไรเลย” เชียร์เอ่ยขึ้น

“อันนั้นยังไงถึงฉันไม่ตอบก็ไม่ไป” ลฎาภาพูดขณะที่ยกน้ำขึ้นดื่ม เธอหันมองไปยังกลุ่มเพื่อนร่วมสามสิบคน ซึ่งในห้องนี้มีทั้งโต๊ะนั่งและอาหารบุฟเฟต์แบบยืนกิน เรียกว่าเป็นร้านที่หรูและส่วนตัวสุด ๆ

“เออ..จ่ายเงินฉันมาด้วยนะย่ะ ออกให้ไปก่อนแล้ว” เชียร์พูดขึ้นขณะที่เอื้อมมือหยิบขวดเบียร์เทลงในแก้ว

“ไว้โอนให้ละกันนะ”

ลฎาภากวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนทั่ว ห้องแต่ไม่พบ..เขาคนนั้นคงจะไม่มาน่ะสินะ 

“มองหาแบบนี้ ธันวาใช่ไหม ?” มุกดากระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู

ลฎาภานิ่งไปสักพักก่อนรีบตอบในทันที “มะ...ไม่ได้มองหาสักหน่อย”ถึงปากจะบอกว่าไม่ใช่แต่สายตาเธอก็มองหาเขาจริง ๆ นั่นแหละ

“ธันวามานะ แต่แกตัดใจเหอะ เห็นว่าตอนนี้มีแฟนอยู่แล้วนะ”

“ฉันลืมไปแล้ว” ลฎาภาพูดตอบกลับไปในทันที แล้วรีบพูดต่อไปว่า “อีกอย่างฉันไม่คิดจะมีแฟนแล้วน่ะ”

“หา ! แกเอาจริงดิ” มุกดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจ อาจเป็นเพราะเจ็บปวดกับธันวาตอนคบหาดูใจกันงั้นเหรอ “งั้นแกยังชอบอยู่เหรอ”

เธอส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะคบกันจริงแต่ก็แค่เป็นหนึ่งในตัวเลือกของเขา

“เบื่อต่างหากล่ะมั้ง”

“แกนี่...เหมือนกับปลงแล้วสินะ”

ลฎาภามองโดยที่ไม่ตอบ จะพูดแบบนั้นก็ใช่เพราะเธอเริ่มรู้สึกว่าหากถึงวันที่แต่งงานกันอย่างมีความสุขแล้วถูกขอหย่า ถ้าต้องเป็นแบบนั้นสู้ไม่ต้องมีแฟนเลยดีกว่า

เป็นเวลานานพอสมควรที่ลฎาภานั่งกินนั่งคุยกับเพื่อนบ้าง จนกระทั่งขอลุกออกไปเข้าห้องน้ำซึ่งระหว่างทางนั้นได้สวนทางกับธันวาที่เดินออกมาจากห้องน้ำชาย

หญิงสาวมองชายหนุ่มด้วยแววตาตกใจก่อนรีบก้มหน้าทำเหมือนว่ามองไม่เห็นทันที

“จอม ใช่จอมใช่ไหม ?” ธันวาเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้น

ลฎาภาไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้เขา “ชะ...ใช่ ”

“ดีจริง นึกว่าจะไม่มาด้วยแล้ว”

ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมาหรอกนะ...หญิงสาวตอบในใจ

“ก็พอดีว่างน่ะ”

“แล้วรีบกลับไหม ไปนั่งคุย...”

“กำลังขวางทางเดินอยู่ไม่ใช่เหรอ” เสียงเข้มของบุคคลที่สามเอ่ยขึ้นทำให้ลฎาภารู้สึกว่าคุ้นหูจึงเงยหน้ามอง ขณะที่ธันวาขยับถอยและหันมองเช่นเดียวกัน

คุณเผิง ! สวรรค์ช่างรังแกเธอเสียจริง

“จริงสิจอม เสาร์นี้ว่างไหม?” ธันวายังคงเอ่ยถาม

“ไม่ว่าง” ไม่ใช่เสียงของหญิงสาวแต่กลับเป็นเสียงอีกคนตอบขึ้นแทน

ลฎาภาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มองอวิ่นเยว่ที่ยืนจ้องอีกฝ่ายอยู่

“คุณมีนัดกับผมอยู่แล้ว จำไม่ได้เหรอ” อวิ่นเยว่พูดหน้าตาย

เดี๋ยวสิ เขาจะทำอะไรเนี่ย !

“ขอตัวก่อนนะ”

ลฎาภาเอื้อมมือคว้าแขนอวิ่นเยว่ลากให้เดินตามออกมาทันที

อวิ่นเยว่ยิ้มมองและเดินไปตามแรงลากของหญิงสาวแต่โดยดี จนกระทั่งเธอหยุดเดินปล่อยแขนเขาแล้วหันมองชายหนุ่มก็ทำหน้านิ่งราวกับว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

“เออ...” ลฎาภาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรก่อนดี เธอกลัวจะโดนดุเรื่องที่ออกมาก่อนเวลางานเพื่อมาพบปะกับเพื่อน “คือว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะโดดงานมานะคะ !

“เขาเป็นใคร”

“คะ ?” หญิงสาวขานรับอย่างงุนงง

“เป็นใคร ?”

อวิ่นเยว่ยังข้องใจไม่หายเมื่อเห็นหญิงสาวคุยกับผู้ชายคนอื่นสนิทสนมทั้งท่าทีของฝ่ายชายดูเหมือนกับว่าต้องการจะอ่อยอย่างนั้นแหละ ความรู้สึกที่อยู่ในใจเมื่อเห็นคนอื่นเข้าใกล้เธอแล้วหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

เขาบ้าชะมัดที่ทำแบบนี้ แต่ทำไมไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดนะ

“คุณเผิงคะ ฉันขอโทษที่โดดงานมานะคะ คือว่า...”

ลฎาภาพยายามจะอธิบายในสิ่งที่เธออยากจะพูด แต่ทว่า...

“ฉันไม่ได้ถามเรื่องนั้น” อวิ่นเยว่มองหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าไม่ยอมพูด พลางถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ”

ลฎาภาส่งสายตามองชายหนุ่มอย่างงุนงง

“กลับกันเถอะ” อวิ่นเยว่พูดขึ้นขณะที่เตรียมเดินนำไป ทว่าหญิงสาวเอื้อมมือคว้าแขนเสื้อของเขาไว้

“ฉันขออยู่ต่อก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาทำงานตรงเวลาแน่นอนค่ะ !

อวิ่นเยว่มองที่ชายแขนเสื้อด้วยสายตานิ่ง ๆ ทั้งที่ในใจกลับสั่น      กระส่ายจนแทบควบคุมไม่อยู่ เขากระแอมเบา ๆ เพื่อบอกให้รู้

ลฎาภาก้มมองที่มือของเธอแล้วตกใจจึงรีบปล่อยทันที “ขอโทษค่ะ”

“ช่างเถอะ กลับกันได้แล้ว” เขาพูดทำเมินคำพูดของอีกฝ่าย

เขาไม่ได้ฟังที่เธอพยายามจะพูดเลยใช่ไหม ?!

“พรุ่งนี้เจอกันค่ะคุณเผิง ฉันจะมาให้ตรงเวลาแน่นอนค่ะ” เมื่อหญิงสาวพูดจบก็รีบเดินกลับเข้าไปด้านในทันที ทางด้านอวิ่นเยว่ยังไม่ทันพูดเธอก็หายลับสายตาไปเสียแล้ว

“เฮ้ ! อวิ่นเยว่นายออกมาห้องน้ำนานไปหน่อยมั้ง” จิ่นอวี่พูดขึ้นจากทางด้านหลังขณะที่เดินเข้ามาหา

“ฉันจะกลับละ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะเดินออกไป

จิ่นอวี่มองอวิ่นเยว่เดินออกไป พลางหันมองไปยังต้นทางเหตุการณ์เมื่อครู่ แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาแต่ก็พอจะรู้ได้ว่า “ผู้หญิงเมื่อกี้...”

เขายิ้มออกมาที่มุมปากอย่างมีเลศนัยก่อนที่จะเดินตามไป

“จะไปต่ออีกสักหน่อยไหม” จิ่นอวี่เอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินตามอีกฝ่ายทัน แน่นอนว่าไม่เพียงถามแต่กลับต้องมองการกระทำของอีกฝ่าย สีหน้าอวิ่นเยว่ดูจะมีความสุขมากกว่าปกติทั้งที่ก่อนหน้าตอนกินข้าวคุยหลาย ๆ เรื่องไม่เป็นแบบนั้นสักนิด

“ฉันไม่ว่าง”

คำตอบนี้เป็นข้ออ้างได้อย่างดีที่จะปฏิเสธคำเชิญชวนของจิ่นอวี่

“โอเค” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับยิ้มแล้วเอ่ยถามไปว่า “ผู้หญิงเมื่อกี้เป็นใครกัน”

อวิ่นเยว่ถอดสีหน้าแต่พูดกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ใคร ?”

จิ่นอวี่ถึงกลับหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างเก็บไม่อยู่ จึงไม่คิดจะถามไปมากกว่านี้เพราะดูจากท่าทางและสีหน้าของอวิ่นเยว่ที่พยายามกลบเกลื่อนอยู่นั้นทำให้รู้คำตอบในใจ

ผู้หญิงคนนั้น...คงจะเป็นคนพิเศษสินะ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันจะกลับละ” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนจะรีบเดินขึ้นรถและขับออกไปทันที ส่วนจิ่นอวี่ได้แต่มองแล้วส่ายหน้าออกมา

“ยังปากแข็งเหมือนเดิมเลยน๊า”

จิ่นอวี่เดินมาขึ้นรถและขับออกไป

 

 

ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ลฎาภาคิดว่าไม่มีอะไรมากนักนอกจากการทำงานความสะอาดในห้องบางส่วนและเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่กับอาหยูนั่นเอง หลังช่วงบ่ายถึงเป็นเวลานั่งพักของเธอก่อนจะเตรียมของวางไปเสิร์ฟ

“คุณป้า” เด็กชายพูดขึ้นขณะที่เขย่าแขนของหญิงสาว

ลฎาภาหันมามอง “ว่าไง หิวแล้วเหรอ อยากกินอะไรไหม?”

เด็กชายส่ายหน้าหันไปยกมือชี้นิ้วที่นาฬิกาบนผนัง “อาหยูไม่หิว แต่ป๊ะป๋ารอหนมอยู่”

“ยังไม่ถึงเวลาเลยจ้ะ” ป้าผ่องเดินเข้ามาพูดเสริม

“แต่ป๊ะป๋ารออยู่” เจ้าตัวกลมพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนจนหญิงสาวใจอ่อน

“ป้าผ่องคะ เดี๋ยวจอมเตรียมอาหารว่างและยกขึ้นไปให้คุณเผิงนะคะ” หญิงสาวหันไปพูดก่อนลุกขึ้นเดินไปจัดการเตรียมของว่างในขณะที่เด็กชายหันมองอยู่ตลอด

“ไม่ชอบหรอก แต่ป๊ะป๋าน่ะมีความสุขนี่น่า”

ลฎาภาได้ยินเสียงของเด็กชายบ่นเธอก็อดที่จะมองอย่างสงสัยไม่ได้ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในความหมายเท่าไหร่ก็ตาม เด็กชายยืนมองรอจนกระทั่งเธอยกถาดเดินออกจากห้องครัวไป

ลฎาภาเดินขึ้นมาชั้นสองจนถึงหน้าห้อง เอื้อมมือเคาะประตูห้องก่อนจะเปิดเข้าไป ดวงตากลมมองชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่ ไม่ว่าจะวันทำงานหรือวันหยุดเขามักจะไม่หยุดพักจากงานสักนิด

“อาหารว่างค่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับวางไว้ที่โต๊ะทำงานของเขาแล้วหมุนตัวเตรียมเดินออกไป

อวิ่นเยว่เงยหน้าขึ้นมองวางเอกสารในมือ ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เดี๋ยว” เขาเอ่ยขึ้นขณะที่สาวเท้าเข้ามาหา

“คะ ?” ลฎาภาหยุดเดินอยู่ที่หน้าประตูแล้วหันกลับมา “คุณเผิง !

เธอเรียกเขาเสียงดังด้วยความตกใจเมื่อหันกลับมาแล้วเห็นใบหน้าของเขาชิดใกล้ขนาดนี้

“ถะ...ถอยออกไปก่อนได้ไหมคะ” หญิงสาวพูดไม่เต็มเสียงมากนัก ทั้งลมหายใจของเขา กลิ่นน้ำหอม และใบหน้าเข้มที่แสนหล่อ ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย

อวิ่นเยว่ยิ้มที่มุมปากอย่างมีความสุข หลังจากที่ไม่ได้มองใกล้ ๆ แบบนี้มาหลายวัน

“หน้าแดง ไม่สบายเหรอ”

ยิ่งได้ยินเขาพูดยิ่งแดงมากกว่าเดิม ไม่สบายซะที่ไหนกันเล่า !

“เปล่าค่ะ” หญิงสาวตอบทันที  

อวิ่นเยว่ไม่ได้ฟังที่เธอพูด เขาเอื้อมมือสัมผัสที่หน้าผากของหญิงสาว  

“คุณเผิง !

“ถ้าไม่สบายทำไมไม่บอก”

เธอสบายดี แต่แค่...!

“ฉันสบายดีค่ะ” เธอตอบพร้อมเบี่ยงหน้าหลบฝ่ามือใหญ่

อวิ่นเยว่มองก่อนขยับตัวถอยออกห่าง “ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน”

“ฉะ...ฉันไหวค่ะ” ลฎาภาพูดก่อนจะรีบเปิดประตูออกจากห้องไปในทันที เมื่อปิดประตูลงแล้วได้แต่ยืนนิ่งยกมือขึ้นกุมหัวใจที่เต้นแรง เธอ...เป็นอะไรกันทำไมถึงรู้สึกดีขนาดนี้ !

ทางด้านอวิ่นเยว่หัวเราะและยิ้มออกมาก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานรับประทานอาหารว่างอย่างมีความสุข... ตรงกันข้ามกับเธอที่ใจสั่นไหวอย่างรุนแรง !



ลฎาภาทำงานพาร์ทไทม์เป็นสาวใช้จิปาถะ มาเกือบสามสัปดาห์แล้ว ทุกอย่างล้วนเหมือนจะผ่านไปด้วยดี ทุก ๆ วันของเธอ คือการทำงานบ้าน งานครัว และดูแลอาหยู การที่ได้มาทำงานแบบนี้เดิมทีก็ไม่มีอะไร เพียงแต่    ‘เผิงอวิ่นเยว่ เจ้านายที่มีอารมณ์ยากจะคาดเดา ไม่รู้ว่าเขาสนุกกับการทำให้เธอหวั่นไหวหรือเปล่า ถึงได้ทำอะไรที่อันตรายต่อหัวใจขนาดนี้

 “เฮ้อ...ช่างมันเถอะ”

ลฎาภาบ่นขณะที่นอนกลิ้งอยู่บนเตียงในห้อง

ครืนครืน แรงสั่นของโทรศัพท์มีข้อความเข้ามา ทำให้หญิงสาวขยับตัวเอื้อมมือไปหยิบอย่างขี้เกียจ

 

อวิ่นเยว่ : นอนหรือยัง

ลฎาภา : สวัสดีค่ะ ใครคะ

 

หญิงสาวมองไอดีที่ไม่คุ้นชินว่าเคยรับเป็นเพื่อนตอนไหน หรือเคยให้ไอดีใครไป

 

อวิ่นเยว่ : ผมได้ไอดีมาจากลูก เขาให้ผมมาบอกว่าคุณฝากมาให้

 

เธองุนงงและนึกอยู่นานก็ถึงบางอ้อ แต่จำได้ว่าที่อาหยูมาขอเพราะบอกว่า

ป๊ะป๋าอยากได้ที่ติดต่อกับคุณป้าแบบไม่โทร.

ในความหมายของเด็กที่เธอเข้าใจคือไอดีแอปพลิเคชันแช็ตที่ใช่อยู่ ตอนนั้นก็ให้แบบไม่คิดอะไรเพราะคิดว่าอย่างชายหนุ่มไม่น่าจะสนใจ แต่เธอก็ดันให้ไอดีจริงไปซะนี่ รู้แบบนี้เขียนหลอก ๆ ให้ไปก็ดีหรอก

 

ลฎาภา : คุณเผิงเหรอคะ ฉันนึกว่าคุณบอกให้อาหยูมาขอฉันซะอีก

อวิ่นเยว่ : อืม นอนหรือยัง

ลฎาภา : กำลังค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ

อวิ่นเยว่ : เปล่าไม่มีอะไร ไปนอนเถอะ

ลฎาภา : ราตรีสวัสดิ์นะคะ

อวิ่นเยว่ : ฝันดีนะ

 

เมื่อเห็นข้อความว่า ฝันดีนะเป็นข้อความสุดท้ายจากเขา เธอจึงรีบกดปิดออกทันที ลฎาภาไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่อยู่ภายในมันคืออะไร เธอไม่รู้สึกว่าโกรธหรืออะไรตรงกันข้ามกลับดีใจเสียด้วยซ้ำที่เขาเป็นฝ่ายทักมา

“ไม่หรอกน่าจะไปหลงเขาได้ไง ผู้ชายคนนี้แต่งงานมีลูกแล้วนะ !

ถึงจะบอกย้ำกับตัวเองแบบนั้นแต่ถ้าหากเขาทำดีกับเธอ ทั้งยังเป็นแบบนี้ต่อไปสักวันกำแพงหัวใจต้องทลายลงแน่นอน

 

 ช่วงนี้ทุกวันที่มาทำงานอวิ่นเยว่ดูอารมณ์ดีมากกว่าเมื่อก่อน         เจตนิพัทธ์สังเกตมาตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วว่าเจ้านายนั้นดูมีความสุขมากกว่าแต่ก่อนทั้งเรื่องงานก็ไม่ค่อนเคร่งอีก แม้กระทั่งในการประชุมวันนี้แม้จะเต็มไปด้วยความเครียดเขาก็มีท่าทีแตกต่างไปจากทุกที

“คุณเผิงครับ คือว่า...” หัวหน้าแผนกฝ่ายขายกลุ่มหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากที่รายงานเสร็จสิ้นเพราะรู้ดีว่ายอดขายสินค้านั้นตกลงทั้งยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นสักนิด แน่นอนว่าเขาเตรียมใจรับชะตากรรมนี้ไว้แล้ว “ในเดือนหน้าผมจะแก้ปัญหาและไม่ทำให้ยอดขายตกลงกว่านี้...”

“หรือว่าเราต้องใช้โฆษณาช่วย...” อวิ่นเยว่พูดขึ้นขณะที่ใช้ความคิด ซึ่งทุกคนในห้องประชุมต่างอึ้งและพากันตกใจ ปกติแล้วถ้าเป็นเหตุการณ์นี้แล้วละก็เจ้านายจะต้องพูดว่า ผมคิดว่าพวกคุณไม่สนใจงานที่ทำมากกว่านี้

แน่นอนว่าเลยครึ่งเป็นเรื่องจริง เพราะนอกจากการดูรายงานแล้วบางครั้งอวิ่นเยว่มักจะเดินลงมาสำรวจการทำงานของแต่ละแผนกด้วยตัวเอง

“เออ...เรื่องนี้”

อวิ่นเยว่นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแม้สินค้าตัวนี้จะยังไม่มีการเปิดโฆษณาทางโทรทัศน์แต่ก็มีโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ไปบ้างแล้ว ทว่าผลตอบรับก็ยังไม่ดีขึ้น หรืออาจจะเป็นเพราะรสชาติที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สนใจ

“ให้ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายจัดส่งข้อมูลสินค้านี้มาให้ผมภายในวันนี้ รวมถึงสินค้าที่เพิ่งออกวางขายไป ผมต้องการก่อนพรุ่งนี้เช้า แล้วเราจะมีประชุมอีกครั้งในช่วงบ่าย”  

ก็ยังเป็นเจ้านายคนเดิม...ทุกคนต่างก้มหัวและคิดในใจ

“ครับ” ทุกคนต่างตอบกันอย่างพร้อมเพรียงในขณะที่อวิ่นเยว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกไป เมื่อเจ้านายใหญ่ออกไปแล้วทุกคนก็ต่างพากันลุกขึ้นเดินกลับไปทำงานกันเช่นเดิม

อวิ่นเยว่เดินออกจากลิฟต์ด้วยสีหน้าที่มีความสุข ขณะที่มือลวงกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเข้าแอปพลิเคชันที่มีแค่หญิงสาวเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว เขาพิมพ์ข้อความและกดส่งในทันที

 

อวิ่นเยว่ : เย็นนี้อยู่กินข้าวด้วยกันไหม ?

 

อวิ่นเยว่เดินเข้ามาให้ห้องทำงานแล้วนั่งลง เวลานี้ก็เกือบเที่ยง แต่ยังมีงานที่ต้องสะสางให้เสร็จอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มเปิดโทรศัพท์เพื่อดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามาแต่ไม่มี จึงได้แต่รอและหยิบงานขึ้นมาทำ ไม่นานเกินสิบนาทีข้อความจากอีกฝ่ายจึงถูกส่งกลับมา เขาวางมือจากงานทำอยู่เพื่อเปิดอ่านทันที

 

ลฎาภา : ไม่ค่ะ คุณเผิงเป็นเจ้านายนะคะ

 

อ่า...เขาตอบไปต่อไม่ถูกเลยจริง ๆ ถึงจะบอกว่าเป็นเจ้านายก็เถอะ อวิ่นเยว่จ้องมองข้อความตอบกลับที่ใช้เวลานานว่าจะพิมพ์อะไรตอบกลับไปดี

 

ลฎาภา : อีกอย่างวันนี้ฉันกลับเร็วด้วยค่ะ คงจะไม่ได้เจอกัน

อวิ่นเยว่ : ถ้าฉันกลับเร็วจะได้เจอเธอใช่ไหม ?

 

อวิ่นเยว่รอข้อความที่ไม่ถูกอ่านและไม่มีการตอบกลับ เกือบสิบนาทีจนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่หญิงสาวไม่ตอบ เขาจึงเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้ในใจและหันกลับมาทำงานให้เสร็จทันเวลา

 


 หนีรักมาพบคุณฉบับอีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วนะคะ !

Fictionlog >> https://bit.ly/2XfHXIV


  ติดตามผลงานที่เพจได้นะคะ

Page Facebook : Mamaya Writer 

หรือ https://twitter.com/Mamayawriter


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

260 ความคิดเห็น