บทความวิชาเกรียน - ข้อมูลเทวดาฉบับฮาเฮ

ตอนที่ 9 : ฤๅษีคีษปติ : เบืองหลังเทวาสุรสงคราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 421
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    17 พ.ย. 59

ฤๅษีคีษปติ : เบื้องหลังเทวาสุรสงคราม

หลายตอนที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงเทวดาที่อยู่ฝั่งของพระโสมในสงคราม “ตารกามยะ” ไปแล้ว คราวนี้เราจะมาพูดถึงฝั่งตรงข้ามของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่นี้กันบ้าง นั่นก็คือท่านปุโรหิตสวรรค์ "พระพฤหัสบดี" นั่นเอง

ชาติกำเนิดของพระพฤหัสบดีนั้นมีที่มาอยู่หลายตำนาน บางแห่งก็ว่าเป็นบุตรฤๅษีอังคีรสกับนางสมปฤดีหรือเรียกอีกชื่อว่านางสติ มีนามว่า "คีษปติ" หรือผู้มีเสียงดีหรือเสียงดัง บางแห่งก็ว่าเป็นตัวฤๅษีอังคีรสเอง บางแห่งเช่นในไตรเพทของพราหมณ์ก็ว่าเป็นองค์เดียวกับพระอัคนี เนื่องจากทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน คือเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม เป็นผู้นำความดีความชอบและเครื่องเซ่นสรวงบูชาของมนุษย์ไปยังคณะเทพบนเขาพระเมรุ และรูปเคารพบางปางของพระพฤหัสบดีนั้นมีลักษณะเหมือนพระอัคนี

ดยส่วนตัวผมเองมีความเห็นว่าตำแหน่ง "พฤหัสบดี" เป็นชื่อตำแหน่ง เช่นเดียวกับตำแหน่งของพระอินทร์ในคติศาสนาพุทธ และมีการเปลี่ยนผู้เข้ามารับตำแหน่ง

แต่อย่างไรก็ตาม พระพฤหัสบดีที่มีกรณีพิพาทกับพระโสม ไม่น่าจะใช่ฤๅษีอังคีรส เพราะท่านฤๅษีมีชายาคือนางสมปดี และไม่ใช่พระอัคนี ซึ่งบางแห่งว่ากันว่าเป็นบุตรฤๅษีอังคีรสเช่นกัน เนื่องจากพระอัคนีมีชายาองค์เดียวคือนางสวาหา อันเป็นครุฑเพศเมีย และทรงแรดเป็นพาหนะ แต่พระพฤหัสบดีที่มีข้อพิพาทกับพระโสมนั้นมีชายาคือนางดาราและนางมมตา ดังนั้นปุโรหิตสวรรค์องค์นี้จึงควรจะเป็นพระฤๅษีคีษปติ

 
พระพฤหัสบดี อาจารย์ของทวยเทพ

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครที่ดำรงตำแหน่งพระพฤหัสบดี ก็ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะเทพนักบวช เช่นฤๅษีอังคีรส ฤๅษีคีษปติ หรือพระอัคนีที่มีสถานะเป็นพราหมณ์ เพราะพระพฤหัสบดีนั้น นอกจากจะเป็นอาจารย์ของทวยเทพบนเขาพระเมรุ ยังมีฐานะเป็นปุโรหิตของพระอินทร์ ซึ่งปุโรหิตนั้นคือตำแหน่งนักบวชผู้เป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย จารีต ประเพณี และประกอบพิธีกรรมให้กับกษัตริย์ และนั่นก็แปลว่าผู้ที่จะมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้จะต้องเรียนรู้ในเรื่องกฎเกณฑ์และจารีตประเพณีต่างๆ อย่างเคร่งครัดพอสมควร

นั่นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ฤๅษีคีษปติไม่กินเส้นกับฤๅษีอุศนัสเท่าไรนัก เพราะอุศนัสนั้นเกิดทีหลัง ซ้ำยังเป็นคนที่รักสนุก เพลิดเพลินในกามคุณทั้งหลาย แต่พระศิวะกลับยกให้มีศักดิ์เป็นพระศุกร์ ฐานะเท่ากับพระพฤหัสบดี ผู้มีความอาวุโส เคร่งครัดกฎระเบียบเสียอย่างนั้น... แต่ด้วยความที่ฐานะและวิชาอาคมใกล้เคียงกัน จะทำอะไรตรงๆ คงไม่ได้ นอกจากเขม่นกันอยู่ลึกๆ

ฤๅษีอุศนัสที่ชอบสนุกสนานเฮฮาเอง ก็คงไม่ชอบฤๅษีคีษปติที่เป็นผู้อาวุโสเคร่งกฎระเบียบเท่าไร ดังนั้นเมื่อพระโสมมีเรื่องชิงนางดาราจากพระพฤหัสบดี ก็เลือกที่จะอยู่ฝ่ายตรงข้าม นำทัพอสูรเข้าร่วมกับพระจันทร์ต่อสู้กับพระพฤหัสบดีในทันทีทันใด เหมือนกับจะรอโอกาสนี้มานานแล้้ว

สงครามตารกามยะนั้นไม่ใช่ครั้งเดียวที่สองฤๅษีขัดแย้งมีปัญหากัน หลังจากท่านปุโรหิตสวรรค์ได้เผาเมียตัวเองที่ไปท้องกับพระโสม และพระพรหมได้ชุบชีวิตขึ้นมาให้อยู่ด้วยกันใหม่ ท่านปุโรหิตเองก็คงเกิดความคิดว่าเจ้ามนตร์มฤตสัญชีวินีนี่มันช่างวิเศษนัก เพราะชุบชีวิตเมียตัวเองขึ้นมาได้ในสภาพไร้มลทินจากพระโสม และในสงครามตารกามยะนั้น มนตร์นี้ทำให้ปวงเทพเสียเปรียบอสูรอยุ่ไม่น้อย เพราะอสูรทั้งหลายฆ่าก็ฟื้นมาใหม่ได้ ขณะที่ปวงเทพแม้จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นอมตะจากน้ำอมฤต เทวดาจำนวนมากที่เกิดหลังจากยุคกวนเกษียรสมุทรไม่ได้อมตะไปด้วย ถ้าต่อสู้กับอสูรก็ตายได้เหมือนกัน

เมื่อได้พุดคุยกับพระอินทร์แล้ว อาจารย์แห่งปวงเทพจึงได้คิดหาหนทางช่วยศิษย์ของตัวเองให้กลับมาสูสีกับอสูรอีกหน ด้วยการวางแผนชิงเอาความรู้เรื่องมนตร์ชุบชีวิตจากพระศุกร์มาให้ปวงเทพได้ใช้บ้าง

จากที่ว่าไปข้างต้น ท่านฤๅษีคีษปตินั้นมีชายาอีกหนึ่งนาง คือนางมมตา ทั้งคู่มีลูกด้วยกันชื่อว่า "กะจะ" กำลังอยู่ในวัยหนุ่มรุ่นๆ ซึ่งแผนการของพระพฤหัสบดีคือการส่งลูกไปเรียนกับพระศุกร์เพื่อจะเรียนวิชาชุบชีวิตมาให้เหล่าเทพ

ฤๅษีอุศนัสรับกะจะมาเป็นศิษย์ แม้จะรู้ว่าเป็นลูกฤๅษีคีษปติ กะจะเองก็ปรนนิบัติอาจารย์ และนางเทวยานี ลูกสาวอาจารย์เป็นอย่างดี หวังไว้ว่าสักวันฤๅษีอุศนัสจะสอนวิชาชุบชีวิตให้ตนเอาไปเผยแผ่แก่เหล่าเทพบ้าง แต่โชคร้ายของกะจะ ที่เหล่าอสูรไม่ชอบกะจะเอาเสียเลย เมื่อกะจะคลาดสายตาอาจารย์ระหว่างไปต้อนวัว ก็ฆ่ากะจะจนตายแล้วโยนศพให้หมาป่ากิน

ยังดีที่นางเทวยานี ผู้เป็นลูกสาวของอุศนัส ได้รับการปรนนิบัติอย่างดีจนเกิดพึงใจในตัวกะจะ พอไม่เห็นหน้าเขาก็ไปขอให้พ่อใช้ตาทิพย์สอดส่องดู ฤๅษีอุศนัสก็ทราบว่ากะจะถูกลูกศิษย์ตัวเองรุมฆ่าตายไปแล้ว ก็ร่ายเวทชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา และกลับมาได้อย่างปลอดภัย

พวกอสูรเห็นกะจะยังไม่ตาย ก็วางแผนฆ่าอีกครั้งตอนที่กะจะไปเก็บดอกไม้ป่าให้เทวยานี คราวนี้ฆ่าเสร็จก็เอาร่างมาบดเป็นผง แล้วเอาไปโยนทะเล แต่เมื่อเทวยานีไม่เห็นกะจะกลับมาแล้วขอให้ฤๅษีอุศนัสใช้ตาทิพย์สอดส่องจนรู้ว่าโดนฆ่า ก็ขอให้พ่อชุบชีวิตเขาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อกะจะฟื้นจากความตายอีกครั้ง พวกอสูรก็วางแผนฆาตกรรมอีกรอบ คราวนี้ฆ่าแล้วบดเป็นผง ก่อนจะเอาใส่เหล้าไปถวายฤๅษีอุศนัส คราวนี้ท่านฤๅษีก็ดื่มไปหมดตามประสานักเลงสุรา และเมื่อเทวยานีไม่พบกะจะแล้วมาขอพ่อให้สอดส่องหา พระศุกร์ก็ู้ว่าตัวเองพลาดท่าให้ลูกศิษย์อสูรไปแล้ว เพราะตนเป็นเกิดไม่ทันดื่มน้ำอมฤต หากจะชุบชีวิตกะจะ ร่างกายของเขาจะกลับมารวมกันในตัวพระศุกร์ และอาจารย์ของเหล่าอสูรจะต้องร่างแหลกระเบิดตาย แต่หากไม่ชุบ เทวยานีก็จะต้องร้องไห้เสียใจที่ชายผู้เป็นที่รักต้องจบชีวิตลง

จากที่กล่าวมาในตอนก่อน อุศนัสนั้นเป็นพวกบูชาความรัก พอเห็นลูกร้องไห้ก็ตัดสินใจจะชุบชีวิตกะจะ โดยเรียกดวงจิตของกะจะออกมา และสอนมนตร์ให้เพื่อจะได้ชุบชีวิตตนเองหลังจากร่างระเบิด กะจะจึงได้คาถาชุบชีวิต และกลับไปหาเหล่าทวยเทพเมื่อชุบพระศุกร์ได้แล้ว ปล่อยให้เทวยานีอกหักอยู่เบื้องหลัง โดยอ้างว่ามองเหมือนเป็นน้องสาว

พระศุกร์ก็คงเสียใจไม่น้อยกับการที่ลูกสาวถูกหักอก หลังจากนั้นจึงฝึกฝนตนเองและเหล่าอสูรเพิ่มเติม จนกระทั่งปั้นให้ท้าวมหาพลีไปยึดสวรรค์จากพระอินทร์ได้สำเร็จ แม้สุดท้ายพระวิษณุก็อวตารมาปราบมหาพลีแล้วเอาสวรรค์คืนพระอินทร์ แต่อย่างน้อยลูกศิษย์ของพระศุกร์ก็ได้ชื่อว่าชนะเทพบนเขาพระเมรุได้

หลังจากมหาพลีถูกปราบ พระศุกร์ได้ฝึกวิชาเพิ่มเติมอีกครั้ง และระหว่างนี้นี่เองที่ศิษย์ของพระศุกร์ไปทำสงครามกับเทวดาแล้วแตกพ่าย ลี้ภัยไปพึ่งแม่ของพระศุกร์อย่างที่กล่าวไว้ในตอนก่อน ซึ่งหลังจากพระวิษณุถูกสาปและสงครามยุติแล้ว พระศุกร์ก็กลับไปบำเพ็ญตบะต่อ เพื่อจะขอพรให้เป็นอมตะแม้ไม่ดื่มน้ำอมฤตจากพระศิวะ

พระพฤหัสบดีคงเห็นว่าถ้าพระศุกร์เป็นอมตะคงจะยุ่งยาก จึงขอให้พระอินทร์ส่งลูกสาวไปปรนนิบัติพระศุกร์อย่างดี และเมื่อพระศุกร์ได้รับพรแล้ว ก็ให้ลูกสาวพระอินทร์ขอพรจากพระศุกร์ในฐานะที่ปรนิบัติอย่างดี ว่าขอให้มีความสุขทางกามารมณ์ด้วยกันสองต่อสองเป็นเวลาสิบปี พระศุกร์ที่ฝักใฝ่ในกามอยู่แล้วก็ตกลงอย่างไม่ต้องคิดมาก

ระหว่างนี้พระพฤหัสบดีก็สวมรอยเป็นพระศุกร์แทน เพื่อเข้าไปสอนวิชาให้กับเหล่าอสูร โดยสอนวิชาที่ไม่ถูกต้องให้รุ่นใหม่อสูรอ่อนด้อยลง และหลอกเอาความรู้ที่พระศุกร์สอนให้ศิษย์มาหมดสิ้น จนเวลาผ่านไปสิบปีแล้วพระศุกร์กลับมาหาเหล่าอสูร พระพฤหัสบดีก็กล่าวหาว่าเป็นพระศุกร์ตัวปลอม ให้เหล่าอสูรทุบตีพระศุกร์จนต้องหนีไป และเมื่อเล่นงานพระศุกร์สมใจอยากแล้ว พระพฤหัสบดีก็กลับไปยังยอดเขาพระเมรุ

แน่นอนว่าพระศุกร์ไม่พอใจลูกศิษย์เป็นอย่างมาก ที่ไปหลงเชื่อพระพฤหัสบดี จึงสาปเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายให้ลืมความรู้ที่ตนเองสอนไปหมดสิ้น แม้ภายหลังเหล่าอสูรจะไปขอขมาพระศุกร์จนยอมถอนคำสาป แต่เวลานั้นเหล่าอสูรก็โดนกวาดล้างไป จนไม่อาจจะรวมพลจำนวนมหาศาลไปทำสงครามขับเคี่ยวกับเหล่าเทพได้อีกนาน จนกระทั่งถึงยุคของทศกัณฐ์ (ตามรามายณะแล้ว อาจารย์ของทศกัณฐ์คือพระศุกร์) 

จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งของเหล่าพี่น้องอย่างอสูรและทวยเทพ ส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากครูอาจารย์ของทั้งสองฝ่ายที่ไม่ถูกกันอย่างพระพฤหัสบดีกับพระศุกร์นี่แหละ...

ผมก็เลยอยากจะขอแนะนำให้ผู้ใดเป็นครูอาจารย์ที่ต้องสั่งสอนนักเรียนนักศึกษา หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่จะต้องสั่งสอน ปลูกฝังหรืออบรมบ่มนิสัยเด็กๆ ได้โปรดอย่าปลูกฝังอคติหรือความเกลียดชังที่ท่านมีต่อใครหรือกลุ่มบุคคลใดให้แก่ศิษย์หรือบุตรหลานของท่านเลย

ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจจะโตไปแล้วรบราฆ่าฟันอีกฝ่ายจนผูกเวรกันไม่จบสิ้น ไม่ต่างจากศิษย์ของพระพฤหัสบดีและพระศุกร์... แล้วสังคมมันจะหาความสงบได้ยากเอานะครับ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น