บทความวิชาเกรียน - ข้อมูลเทวดาฉบับฮาเฮ

ตอนที่ 23 : พระปรคนธรรพ์ : เทพฤๅษีผู้อินดี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 438
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    6 ม.ค. 60

พระปรคนธรรพ์ : เทพฤๅษีผู้อินดี้


ในตอนก่อนได้กล่าวถึงพระปัญจสิขะ นักดนตรีคนดังคนหนึ่งของสรวงสวรรค์ไปแล้ว ครั้นจะไม่กล่าวถึงนักดนตรีชื่อดังซึ่งเป็นที่รู้จักและนับถือกันมากก็ดูกระไรอยู่ ดังนั้นตอนนี้จึงมาขอเล่าเรื่องราวของพระปรคนธรรพ์ คนธรรพ์ชื่อดังอีกคนหนึ่งที่เป็นที่นับถือของมนุษย์ไม่แพ้พระปัญจสิขะเลย 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปรคนธรรพ


มนุษย์นับถือว่าพระปรคนธรรพ์เป็นครูของเครื่องดนตรีตะโพน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีอันสำคัญในการบรรเลงคุมจังหวะหน้าทับ หรือเครื่องตีที่ขึงด้วยหนัง หรือหากจะอธิบายง่ายๆ คือหากพระปัญจสิขะเป็นปรมาจารย์ด้านเครื่องสายแล้ว พระปรคนธรรพ์นี่ก็ปรมาจารย์ด้านเครื่องตีเลยล่ะ แต่ถึงแบบนั้นพระปรคนธรรพ์เองก็พกพาพิณไปไหนมาไหนด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ด้านนี้พระปัญจสิขะคงจะเด่นกว่า

ปรคนธรรพ์นั้น ตามพจนานุกรมไทย – ไทย ฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร อธิบายว่ามาจาก ปฺรคนธรฺว หรือ “ยอดแห่งคนธรรพ์” หมายถึงพระนารท ผู้ริเริ่มประดิษฐ์พิณวีณา หรือพิณน้ำเต้า ซึ่งพระนารทหรือนารัทมุนีที่ว่านี้หลายคนที่เคยดูภาพยนตร์แขกเกี่ยวกับตำนานเทพฮินดูคงพอคุ้นชื่อคุ้นตาอยู่บ้าง เพราะเป็นชื่อของเทพฤๅษีที่ชอบท่องชื่อพระนารายณ์และเดินไปเอาเรื่องนั้นบอกคนโน้นทีคนนี้ที เจ้าของวลีติดหู “นาร้าย นารายณ์” นั่นแหละครับ คือพระปรคนธรรพ์ในรูปแบบการถ่ายทอดออกมาของทัศนะคนฮินดูปัจจุบันเขา


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นารทมุนี


ส่วนของไทยนั้นก็มีการบูชาหัวโขนของพระปรคนธรรพ์ในฐานะเศียรครูในวงการดนตรีและนาฏศิลป์ มีลักษณะเป็นเทวดาหน้าสีเขียว บางครั้งมีหน้าสีขาว บางหัวจะมีลายเป็นวงทักขิณาวัฏที่บริเวณใบหน้า สวมชฎายอดฤๅษี  หรือบางทีก็สวมมงกุฎยอดน้ำเต้า ทำเป็นหน้าหนุ่มบ้างหน้าแก่บ้าง แต่คนนอกวงการมักเห็นกันในแบบหน้าแก่ที่ปิดทอง เรียกกันว่าฤๅษีนารัท และเพี้ยนเป็นนารอท ซึ่งทำไมมาแยกเป็นสองรูปแบบเหมือนคนละคนได้ ก็ต้องขออธิบายกันหน่อย


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปรคนธรรพ

ปรคนธรรพ์โหมดแก่ หรือที่คนไทยเรียกฤๅษีนารอท

ทางไทยนั้นพบว่าบางครั้งมีการแบ่งว่าปรคนธรรพ์เป็นคนละคนกับฤๅษีนารท เนื่องจากที่ปรากฏรามเกียรติ์ของไทยนั้น ปรากฏบทบาทของทั้งปรคนธรรพ์ละฤๅษีนารท ตามเรื่องแล้วเป็นคนละคนกันไปเสียอย่างนั้น เพราะตามรามเกียรติ์ไทย ปรคนธรรพ์เป็นคนธรรพ์ที่อยากเข้ากองทัพพระราม แต่สุดท้ายทำงานพลาดเรื่องการสำรวจดินแดนที่ตั้งกองทัพ ไม่รู้ว่ามียักษ์แอบซ่อนอยู่ เลยโดนไล่ออกจากกองทัพไป

แต่นารทมุนีในเรื่องเป็นฤๅษีทรงฤทธิ์ บำเพ็ญเพียรเขาโสฬส พอหนุมานมาเจอก็ไปเกรียนใส่ ฤๅษีให้พักอยู่ในศาลาก็แปลงร่างยักษ์คับศาลาบอกเล็กไป ฤๅษีก็เสกศาลาใหญ่ขึ้น หนุมานก็ไปเกรียนขยายร่างคับศาลาเรื่อยๆ สุดท้ายฤๅษีเลยเสกฝนใส่จนหนาว ต้องย่อร่างเข้ามาหลบฝนในศาลา จากนั้นฤๅษีก็ตบเกรียนหนุมานด้วยการเสกปลิงไปเกาะคาง เอาไม่ออก เลยยอมขอขมาไป ภายหลังเมื่อหนุมานโดนไฟไหม้หางก็มาขอคำแนะนำจากพระนารทมุนี

แต่ในตำนานทางพราหมณ์ – ฮินดู เขามีบทบาทกว่านี้ เอ้า ว่าแล้วก็ขอเล่าเรื่องสักพักว่าเทวดาองค์นี้มีประวัติเป็นไงมาไง ไหงถึงกลายเป็นที่นับถือของผู้เกี่ยวข้องกับการระบำรำฟ้อน และไปเกี่ยวกะคนนอกวงการไปได้ 

เรื่องที่มาของเทวดาองค์นี้มีแหล่งกำเนิดหลายที่มาตามประสาเทวดาในคติฮินดู ในคัมภีร์วิษณุปุราณะกล่าวว่า พระนารทเป็นบุตรของพระกัศยปเทพบิดรเจ้าเก่า แต่ในภควปุราณะนี่เล่าเรื่องได้ยาวหน่อย เป็นมหาฤๅษีอันเกิดมาจากการสร้างของพระพรหม รุ่นเดียวกับฤๅษีกัศยปเทพบิดร ฤๅษีอังคีรสพ่อพระพฤหัสบดี และฤๅษีภฤคุพ่อพระศุกร์ผู้กระโดดถีบพระวิษณุจนขาแพลง 

ตามตำนานนี้บอกว่าวันหนึ่งพระพรหมมีบัญชาให้พระนารทสร้างชีวิตอื่นๆ เช่นเดียวกับฤๅษีพี่น้องอย่างพระกัศยปะ พระทักษะ และคนอื่นๆ แต่นารทปฏิเสธด้วยความอินดี้สุดๆ (ศัพท์สแลงจากคำว่า Independent แปลว่าอิสระไม่ขึ้นกะใครหรืออะไรทั้งนั้น) บอกทำนองว่าตัวเองไม่คิดจะสร้างเด็กๆ สร้างชีวิตอื่นขึ้นมาแบบพี่น้องคนอื่นหรอก เพราะการเกิดนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ความเศร้า ความวุ่นวายทั้งปวงที่จะตามมา (แอบเห็นด้วยนิดๆ เพราะถ้าว่ากันตรงๆ ในมุมมองผมนี่ การเกิดเป็นทางสู่ความแก่ ความเจ็บ ความตายและการทำกรรมทั้งหลาย แถมดูลูกๆ เทวดา อสูร และเผ่าต่างๆ ที่พี่น้องแกสร้างมาสิ สร้างเรื่องวุ่นให้จักรวาลขนาดไหน) เอาเวลาไปสร้างความจงรักภักดีต่อพระวิษณุ ขับร้องสรรเสริญพระวิษณุดีกว่า

เคยมีคำกล่าวกันว่าศิลปินอินดี้มักไม่ถูกใจตลาด เพราะมันไม่มีความแมส แน่นอนว่าพระนารทเองก็มีชะตากรรมเดียวกัน ความที่พระพรหมสร้างให้เกิดเป็นฤๅษีมาให้กำเนิดชีวิตต่างๆ แต่ดันมีความอินดี้ มีเจตจำนงเสรี ไม่อยากสร้างชีวิต อยากเอาเวลาไปร้องเพลงนัก พระพรหมเลยจัดให้ สาปให้ลูกตัวเองกลายเป็นคนธรรพ์ไปชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่ยังดีที่พอมีบุญกุศลและบารมีไม่น้อย ทำให้เกิดมาเป็นคนธรรพ์ชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งก็กลายมาเป็นชื่อพระปรคนธรรพ์นี่แหละ

การทะเลาะระหว่างพ่อลูกยังไม่จบ แค่นั้น เมื่อวันหนึ่งพระปรคนธรรพ์กลับมาหาพ่อที่พรหมโลกพร้อมนางฟ้าบริวารมากมาย แล้วก็มาร้องเพลงให้พ่อฟังอีก คราวนี้พระพรหมผู้เป็นพ่อไม่พอใจกว่าเดิมที่ร้องเพลงผิดทำนองและไม่รู้กาลเทศะ สาปให้ไปเกิดเป็นวรรณะศูทรบนโลกมนุษย์ไปเลย คือไปเป็นคนรับใช้นี่แหละ

แล้วพระปรคนธรรพ์ก็เกิดเป็นลูกของสาวใช้ที่ทำหน้าที่ดูแลพวกนักบวชในวิหาร เมื่อทำงานรับใช้นักบวชนานเข้าก็ค่อยๆ ซึมซับศีลธรรมจากการสนทนากับนักบวช และได้รับพรต่างๆ จากการปรนนิบัติ เมื่อมารดาเสียชีวิต เขาเลยตัดสินใจที่จะเดินเข้าป่าไปปลีกวิเวก ค้นหาสัจธรรมอันสูงสุดของชีวิต ไปทำสมาธิโดยยึดเอาพระเป็นเจ้าอย่างพระนารายณ์เป็นไอดอล เอ๊ยที่พึ่งอันพึงระลึกถึง 

ด้วยความจงรักภักดีต่อพระนารายณ์มากนี่ล่ะมั้ง บางแห่งถึงถือว่าพระปรคนธรรพ์เองเป็นอวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุไปด้วย โดยส่วนตัวผมว่ามันแปลกๆ อยู่ที่จะอวตารมาเป็นคนที่สรรเสริญตัวเอง คิดว่าอาจจะเป็นผู้ที่มีศรัทธามากจนได้รับพลังจากพระเป็นเจ้าที่นับถือมากกว่าเป็นพระเป็นเจ้าที่นับถืออวตารมาเอง แต่ก็เอาคติความเชื่อนี้มาบอกกล่าวให้ฟังกันสักนิด

หลังจากปฏิบัติสมาธิจนเริ่มติดต่อกับพระวิษณุได้ พระปรคนธรรพ์ก็ได้เดินทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงปลายของการเดินทาง เขาได้รับคำแนะนำให้ไปศึกษาการร้องเพลงให้ถูกท่วงทำนองและกาลเทศะจากพระนางสุรัสวดี และเมื่อเขาได้เดินทางจนกระทั่งพบกับพระนางสุรัสวดี เขาก็ได้เรียนวิชาดนตรีจนเป็นหนึ่งในผู้รู้ท่วงทำนอง จังหวะเพลงที่มากที่สุด เป็นผู้ช่ำชองในการควบคุมจังหวะดนตรี และรู้ว่าสถานการณ์แบบไหนควรใช้จังหวะอะไร จนเข้าถึงสัจธรรมผ่านดนตรีไปเลยทีเดียว 

แน่นอนว่าการศึกษาทำให้พระปรคนธรรพ์มีความรู้ด้านอื่นมากขึ้น และที่รู้จักโดดเด่นกันอีกอย่างคือการปรุงยา การรักษาโรคภัย ทำให้คนในไทยจำนวนหนึ่งบูชาในฐานะเทพฤๅษีผู้ขจัดโรค

พระปรคนธรรพ์บางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกะเทย แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น อาจจะถูกเข้าใจผิดอยู่บ้างจากตำนานที่พระปรคนธรรพ์กลับเพศ เรื่องมีอยู่ว่าตอนนั้นเขายังปรารถนากามคุณ ซึ่งไม่แน่ใจว่าในช่วงเวลาไหน แต่คิดว่าอาจก่อนโดนสาปให้เป็นศูทรก็ได้ เขาเห็นว่าพระกฤษณะมีชายามากมายนับหมื่น อยากจะได้มากครอบครองสักหนึ่ง เลยไปขอตรงๆ นี่แหละ 

พระกฤษณะก็โชว์ความใจสปอร์ตเลยบอกว่างั้นเดินไปเลือกเลย ห้องสาวคนไหนไหนไม่มีพระกฤษณะอยู่ด้วยก็เอาไปเลย แต่พระกฤษณะก็คือพระกฤษณะ เขาคือเจ้าของสโลแกน “ยอมโกงเพื่อปกป้องคุณธรรม” ปรากฏว่าพอพระปรคนธรรพ์เดินไปห้องนางคนไหน ห้องนางคนนั้นมีพระกฤษณะอยู่ทุกห้อง เพราะเขาใช้สกิลแยกเงาพันร่าง เอ๊ย ใช้อิทธิฤทธิ์แยกร่างไปอยู่กับชายาทุกองค์พร้อมกันในเวลาเดียวกัน สุดท้ายพระปรคนธรรพ์เลยยอมแพ้ ไม่เอาก็ได้วะเจองี้

หลังจากถอดใจทั้งที่ยังกำหนัดเต็มเปี่ยมแล้วไปอาบน้ำ ปรากฏว่าพระนารทกลับกลายเป็นสาวน้อยสิ้นฤทธิ์ ชื่อนางนารที แล้วชะตาก็กลั่นแกล้งเมื่อมีสันยาสีคนหนึ่งเดินผ่านมาและถูกใจนาง เลยพาไปเป็นภรรยา และสมสู่กันทุกวันๆ จนเวลาผ่านไป มีบุตรด้วยกัน 60 คน นางนารทีเลี้ยงไม่ไหว เริ่มเห็นโทษจากการฝักใฝ่ในกามคุณเกินไป สันยาสีนั้นจึงกลับร่างเป็นพระวิษณุ และสั่งสอนโทษของกามคุณ ก่อนจะคืนร่างให้กลับเป็นเช่นเดิม

เรื่องของเทวดาองค์นี้มีอีกมาก แต่เหตุที่เป็นที่เคารพนับถือกันในวงการดนตรีไทย คงมาจากตำนานเพลงสาธุการ เมื่อพระอิศวรลองฤทธิ์กับพระพุทธเจ้า เมื่อพระอิศวรไม่พอใจที่เทวดาไปเฝ้าพระพุทธเจ้ามากกว่าตน จึงมีการท้าทายกันให้เล่นซ่อนหา ถ้าใครซ่อนแล้วอีกฝ่ายหาไม่เจอจะชนะ 

ตำนานบอกว่าพระอิศวรแปลงกายเป็นสิ่งต่างๆ ไปซ่อนอยู่สามครั้ง แต่พระพุทธเจ้าก็รู้ว่าซ่อนที่ไหน แต่เมื่อพระพุทธเจ้าไปซ่อน พระอิศวรใช้ทิพยเนตรส่องหาทั่วจักรวาลก็ไม่เจอ สุดท้ายจึงอ้อนวอนให้พระพุทธเจ้าออกมา โดยให้เหล่าเทวดาบรรเลงเพลงสาธุการอัญเชิญ ซึ่งมีพระปรคนธรรพ์เป็นผู้คุมจังหวะ จึงพบว่าแท้จริงพระพุทธเจ้านั้นนิมิตพระวรกายให้เล็กและเดินจงกรมบนหัวของพระอิศวรเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นตำนานที่แต่งขึ้นในชั้นหลังมากกว่า และตำนานนี้มีความใกล้เคียงกับเรื่องพกพรหมผู้อยู่มายาวนานจนคิดว่าตนเองคือเจ้าแห่งทุกสรรพสิ่ง และถูกปราบลงด้วยสิ่งที่คล้ายกับตำนานพระอิศวร เป็นเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าความรู้แจ้งทั้งจักรวาล จะขาดความรู้จักตนเองมิได้ เหมือนเช่นที่พระอิศวรในตำนานที่ผูกขึ้น ซึ่งรู้แจ้งทั้งจักรวาลแล้ว แต่กลับไม่รู้แจ้งบนศีรษะของตน อย่างไรก็ตามตำนานนี้ทำให้พระปรคนธรรพ์เป็นที่นับถือในวงการดนตรีพอควรเลย

จะว่าไปแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่มีแฟนนานุแฟนคอลัมน์เทวดาฮาเฮได้สอบถามมา ว่าปรคนธรรพ์เป็นอะไรกับอำเภอประโคนชัย มีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน ซึ่งความจริงคือไม่เกี่ยวครับ เนื่องจากอำเภอประโคนชัยนั้น มีชื่อเดิมว่าอำเภอตะลุง แปลว่า เสาหลัก หรือเสาผูกช้าง ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเป็น “ประโคนชัย” ในปี พ.ศ. 2440  ซึ่งมีความหมายว่าเสาแห่งชัยชนะ ไม่เกี่ยวข้องกับปรคนธรรพ์แต่อย่างใด

จะว่าไปแล้วพระปรคนธรรพ์ที่ว่าเป็นยอดแห่งคนธรรพ์นั้น ยังมีคนธรรพ์คู่แข่งอีกหนึ่งองค์ ซึ่งปรากฏชื่อในตอนก่อนแล้ว คือ “ตัมพุรุ” หรือ “ติมพรุ” พ่อตาของพระปัญจสิขะนั่นเอง ซึ่งเรื่องราวจะขอเล่าให้ฟังในตอนต่อไป

ตอนนี้ต้องพอเท่านี้ก่อน หวังว่าทุกคนที่อ่านตอนนี้ที่รักอิสระ รักความอินดี้ จะได้เห็นเรื่องราวของพระปรคนธรรพ์เป็นตัวอย่าง และใช้ความอินดี้ให้ถูกทาง อย่าไปอินดี้ใส่ผู้ใหญ่จนตัวเองเดือดร้อนนะครับ












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น