บทความวิชาเกรียน - ข้อมูลเทวดาฉบับฮาเฮ

ตอนที่ 20 : พระวิรูปักษ์ : ราชาผู้ทรงธรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 357
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    10 ต.ค. 59

พระวิรูปักษ์ : ราชาผู้ทรงธรรม



ในตอนก่อนๆ ก็เล่าเรื่องของเทพโลกบาลไปสององค์แล้ว คือพระกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นราชายักษ์ ผู้ดูแลทิศตะวันตก กับพระวิรุฬหกราชากุมภัณฑ์ ผู้ดูแลทิศใต้ คราวนี้มากล่าวถึงโลกบาลอีกหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลทิศตะวันตกของจักรวาลบ้าง เขาคือพระวิรูปักข์ หรือพระวิรูปักษ์ ราชาแห่งนาคนั่นเอง และบางคติยังจัดว่าปกครองครุฑด้วย (บางทีอาจจะมีครุฑที่อยู่อาศัยทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขาพระสุเมรุก็ได้มั้ง จึงมีคติว่าทั้งพระวิรุฬหก และพระวิรูปักษ์ปกครองครุฑ)


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระวิรูปักษ์


จากย่อหน้าก่อนอาจจะสับสนอยู่เล็กน้อย ว่าทำไมถึงเขียนทั้งวิรูปักข์และวิรูปักษ์ แบบไหนจึงจะเขียนถูก ผมก็ต้องขออธิบายครับว่ามันถูกทั้งสองแบบ เนื่องจากการเขียนว่าวิรูปักข์เป็นการเขียนแบบภาษาบาลี ส่วนวิรูปักษ์เป็นการเขียนแบบสันสกฤต เนื่องจากในภาษาบาลีนั้น ไม่มีตัว “ศ” และ “ษ” ดังนั้นเราจึงพบว่าหากสันสกฤตใช้ “ศ” บาลีจะใช้ตัว “ส” และมีการใช้แทนตัว “ษ” ด้วยตัว “ส” หรือ “ข” ในบางครั้ง เช่นบาลีเขียน “สิกขา” สันสกฤตเขียน “ศึกษา” หรือบาลีเขียน “ยักขา” สันสกฤตเขียน “ยักษา” เป็นต้น

กลับมาที่เรื่องพระวิรูปักษ์ผู้เป็นนาคราชอีกครั้งหนึ่ง ตัวพระวิรูปักษ์นี้มีบทบาทที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับโลกบาลอื่นๆ แต่ก็ยังมากกว่าพระธตรฐราชาคนธรรพ์ ที่ผมไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องอะไรดี

ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้นมีเอ่ยถึงชื่อวิรูปักษ์นอกจากฐานะโลกบาลอยู่บ้าง เนื่องจากโลกบาลทิศตะวันตกในหลายคติความเชื่อ คือพระวรุณ ผู้ดูแลสภาพอากาศ ส่วนชื่อวิรูปักษ์แรกนั้นปรากฏว่าเป็นทานพ เป็นบริวารสำคัญของทศกัณฐ์ ได้ออกรบกับพวกสุครีพ และถูกสุครีพฆ่าตาย ภายหลังได้เกิดใหม่เป็นกฤตวรมัน ส่วนชื่อวิรูปักษ์ที่สองนั้น ปรากฏว่าเป็นหนึ่งในพระนามของเทพในคณะรุทรเทพ หนึ่งในคณะ 33 เทพ และปรากฏเป็นหนึ่งในภาคของพระศิวะที่มาช่วยโลก ผมเห็นว่ามีศาสนสถานชื่อวิรูปักษ์ในรัฐกรณาฏกะ ของอินเดียทางใต้เลยด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นคนละคนกับวิรูปักษ์ราชานาค แค่ชื่อซ้ำกันเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกัน

ส่วนเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับพระวิรูปักษ์ ผมเคยเห็นในหนังสือเกี่ยวกับตำนานท้องถิ่นของเนปาล เห็นว่าพระวิรูปักษ์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงานกันในระหว่างเครือญาติ เนื่องจากมีตำนานว่าพระวิรูปักษ์นั้นได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับแม่ของตนเอง และหาวิธีชำระมลทินจากการกระทำนี้ให้บริสุทธิ์ ซึ่งผมก็คิดอยู่ว่าอาจเป็นเรื่องของทานพวิรูปักษ์หรือพระวิรูปักษ์ที่เป็นหนึ่งในรุทรเทพในของฝั่งฮินดู มากกว่าพระวิรูปักษ์ที่เป็นโลกบาล

วกกลับมาที่เรื่องพญานาค เรามักจะเห็นรูปปั้นพญานาคตามศาสนสถาน หรือได้ยินเรื่องราวของพญานาคตามตำนานต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่ออยู่ไม่น้อย ซึ่งมักจะได้ยินว่าเป็นนาคที่ให้ความเคารพในพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ หรือเป็นนาคที่อุทิศตัวให้กับเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูอยู่บ้าง (ทำให้ผู้คนมองแบบเหมารวมๆ ไปว่าพญานาคทั้งหมดต้องเป็นสิ่งที่ดี ทั้งที่พญานาคพาลก็มีอยู่บ้าง)

พญาวิรูปักษ์นาคราชเองก็ขึ้นชื่อเรื่องความศรัทธาอย่างมากเช่นกัน ในตำนานของศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ได้อธิบายว่าในชาติก่อน สมัยพระพุทธเจ้ามีพระนามว่าพระกัสสปพุทธเจ้า พระวิรูปักษ์องค์ปัจจุบันเดิมทีเกิดเป็นพญาครุฑ พระกุเวรเองก็เช่นกัน

วันหนึ่งทั้งสองเกิดหิว จึงคิดจะจับพญานาคในมหาสมุทรกิน ก็โบยบินไปล่านาค จับได้นาคสองตัว ทว่ากลับไม่สามารถจับพญานาคเหล่านั้นกินได้ เนื่องจากพญานาคนับถือพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมในคำสอนของพระพุทธองค์ อานิสงส์แห่งศรัทธาของพญานาคทั้งสองทำให้พญาครุฑวิรูปักษ์ไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ได้

เมื่อพญาครุฑวิรูปักษ์เห็นดังนั้น จึงเกิดความศรัทธาในพระพุทธองค์ และขอให้ตนได้เกิดมาเป็นเทพที่จะทำหน้าที่ดูแลสนับสนุนพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป ก็จัดได้ว่าเป็นราชาผู้มีศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างแรงกล้ามาตั้งแต่ชาติภพก่อน จากตอนที่เล้าเรื่องของพระกุเวรนั้น จะเห็นได้ว่ามีเรื่องราวว่าพระวิรูปักษ์ เป็นหนึ่งในทีมงานที่ประชุมกันเพื่อเอาพระอาฎานาฎิยปริตรมาให้พระพุทธเจ้าอีกด้วย

นอกจากบทอาฏานาฏิยปริตรแล้ว เรายังได้ยินชื่อของพระวิรูปักษ์ในพระปริตรอื่นอีกปริตรหนึ่ง นั่นคือขันธปริตร เป็นคาถาที่ป้องกันตนจากงูและสัตว์มีพิษทั้งหลาย ซึ่งกล่าวถึงเหล่านาคอันมีความหมายว่า “ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับนาคตระกูลวิรูปักษ์ทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับนาคตระกูลเอราปถ ทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับนาคตระกูลฉัพยาปุตตทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับนาคตระกูลกัณหาโคตมะทั้งหลาย”

จากบทสวด จะเห็นได้ว่าในคติพุทธศาสนา ได้แบ่งนาคออกเป็นสี่ตระกูลหลัก ได้แก่ตระกูลวิรูปักษ์ (ซึ่งเป็นตระกูลของโลกบาล) ตระกูลเอราปถ ตระกูลฉัพยาปุตต ตระกูลกัณหาโคตมะ ซึ่งในปรมัตถโชติกะ มหาอภิธัมมัตถสังคหฎีกา ได้ระบุไว้ว่า

๑)     ตระกูลวิรูปักษ์ มีกายสีทอง

๒)     ตระกูลเอราปถ มีกายสีเขียว

๓)     ตระกูลฉัพยาปุตต มีกายหลากหลายสี

๔)     ตระกูลกัณหาโคตรมะ มีกายสีดำ

นอกจากแบ่งพญานาคออกตามตระกูลจากสีกายแล้ว ยังมีการแบ่งประเภทพญานาคตามลักษณะพิษได้อีก คือ

๑)     ปูติมุขะ เป็นพิษที่ทำให้รอยแผลจะเปื่อยเน่าพุพอง น้ำเหลืองไหล พิษประเภทนี้หากเทียบกับพิษงูในโลกมนุษย์ปัจจุบัน คงเหมือนงูแมวเซา ที่ถ้าจำนวนพิษงูเข้าไปในแผลมากจะมีตุ่มใสหรือรอยพองเกิดบริเวณที่แผลและที่อื่น ๆ ของร่างกาย

๒)     กฎฐะมุขะ เป็นพิษที่ทำให้แล้วร่างกายเหยื่อจะแข็งทื่อไปทั้งตัว แขนขางอไม่ได้ คงใกล้เคียงพวกงูเห่า งูจงอาง ที่มีพิษต่อระบบประสาท อาจทำให้เป็นอัมพาต

๓)     อัคคิมุขะ เป็นพิษที่ทำให้เกิดอาการเร่าร้อนดุจไฟเผา ไหม้เหมือนถูกไฟ อาจใกล้เคียงกับพิษงูเขียวหางไหม้ในโลกมนุษย์ปัจจุบัน

๔)     สัตถะมุขะ เป็นพิษที่ทำให้รู้สึกเหมือนฟ้าผ่า อาจใกล้เคียงพิษงูทะเลที่ทำลายระบบกล้ามเนื้อ คล้ายกับการถูกไฟฟ้าแรงสูงหรือฟ้าผ่า ที่ทำลายกล้ามเนื้อและระบบประสาท

นอกจากลักษณะพิษแล้ว ยังมีวิธีพ่นพิษที่แบ่งออกได้อีกสี่วิธี ได้แก่

๑)     ทัฏฐะวิสาพญานาค  ปล่อยพิษด้วยการกัด

๒)     ทิฏฐะวิสะพญานาค  ปล่อยพิษออกทางตา

๓)     ผุฏฐะวิสะพญานาค  พ่นพิษ

๔)     วาตาวิสะพญานาค  พิษอยู่ตามร่างกาย

แล้วยังมีการแบ่งไปตามความรุนแรงของพิษอีกสี่สเต็ป คือ

๑)     อาตตะวิสนะโฆระวิสะ   มีพิษแผ่ซ่านออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่รุนแรง

๒)     โฆระวิสนะอาคตะวิสะ   มีพิษรุนแรงมาก แต่พิษนั้นแผ่ออกไปช้าๆ

๓)     อาคตวิสนะโฆระวิสะ    มีพิษแผ่ซ่านไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก

๔)     นะอาควิสนะโฆระวิสะ   มีพิษแผ่ช้าๆ และไม่รุนแรง

แบ่งขนาดนี้แล้ว ก็ยังมีการแบ่งนาคอีกตามชาติกำเนิด หรือ ”โยนิ” สี่ประเภท คือ

๑)     อัณฑชะ เกิดมาจากไข่ก่อน แล้วค่อยมาฟักเป็นตัวทีหลัง

๒)     ชลาพุชะ เกิดมาจากท้องแม่

๓)     สังเสทชะ เกิดจากสิ่งของต่างๆ เช่นเหงื่อไคล ดอกไม้ ต้นไม้ จัดว่าเป็นกำเนิดที่สำคัญรองลงจากด้านล่าง

๔)     โอปปาติกะ พวกจู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาเองเลย เกิดจากบุญบารมี ไม่ต้องง้อท้อง ไข่ หรือสิ่งของอะไร พวกนี้จัดว่าเป็นกำเนิดที่สูงที่สุด

ยังไม่จบ ยังมีการแบ่งประเภทพวกนาคอีก คือชลชะ (นาคที่เกิดในน้ำ) กับ ถลชะ (นาคที่เกิดบนบก) ซึ่งรวมๆ แล้วจะสามารถซอยย่อยแบ่งประเภทนาคได้ทั้งหมด ๑,๐๒๔ ประเภท!

ทั้งหมดนี้อยู่ในการปกครองของพระวิรูปักษ์ และแน่นอนว่าตามทฤษฎีแล้ว การสวดขันธปริตร เพื่อแผ่เมตตาให้แก่พวกเขานั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าตนเองมีเมตตา ไม่คิดร้ายต่อเขา ซึ่งพวกเขาก็จะไม่อาจทำร้ายเราได้ เนื่องจากผุ้ปกครองสูงสุดศรัทธาในพุทธศาสนา นาคในความดูแลก็ย่อมให้ความเกรงใจผู้นับถือพุทธศาสนา เป็นคนดี มีเมตตาด้วย

จะว่าไปแล้วยังมีมนต์อีกบทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับนาค คือมนต์ที่เรียกว่า “อาลัมพายน์” อันปรากฏในภูริทัตชาดก ซึ่งเป็นมนต์ที่ใช้ในการจับนาค และเป็นที่กล่าวถึงในช่วงไม่กี่ปีก่อน ที่ละครมณีสวาทกำลังเป็นที่นิยม ซึ่งมนต์อาลัมพายน์นั้นเป็นวิชาของพวกครุฑ ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่มนุษย์เป็นการบูชา

เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครุฑคว้านาคไปกิน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ท่าครุฑยุดนาค คว้าเอาหัวขึ้น เอาหางลง นาคก็รักตัวกลัวตาย ระหว่างโดยพาทัวร์ฟากฟ้าก่อนเอาไปฆ่ากิน ก็เอาหางรัดต้นไทร หมายจะเอาต้นไทรเป็นหลัก ถ่วงไม่ให้ครุฑพาตัวเองไปได้ ปรากฏว่าครุฑไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะมีพลังมหาศาลเกินไป เลยพาบินไปทั้งนาคและต้นไทรที่นาครัดอยู่นั่นแหละ แล้วเพิ่งมาสังเกตว่านาคพันต้นไทรมาด้วย ซึ่งต้นไทรนั้นก็เป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาท้ายที่อยู่ของพระฤๅษี

ครุฑเห็นก็รู้สึกผิด เลยแปลงเป็นมนุษย์ไปถามฤๅษีว่ากรณีแบบนี้ ครุฑหรือนาคจะบาปไหม ที่ทำให้ต้นไทรอันให้ร่มเงาฤๅษีเสียหาย เมื่อฤๅษีอธิบายว่าไม่มีใครบาป เพราะไม่มีใครเจตนา ครุฑก็ดีใจ มอบมนต์อาลัมพายน์ไว้ให้ฤๅษีเป็นการบูชา บอกว่าเป็นมนต์ที่ป้องกันตัวจากนาคได้ ทำให้นาคกลัว อ่อนกำลัง ซึ่งภายหลังฤๅษีได้ถ่ายทอดให้พราหมณ์ผู้เป็นหมองูในชาดกต่อไป ซึ่งน่าเศร้าที่หมองูนี่ดันเอาวิชาไปข้มนาคเพื่อประโยชน์ส่วนตน เลยจบไม่สวยเท่าไร

เล่ามาเสียยาว เอาเป็นว่าการป้องกันตนด้วยการข่มคนอื่นให้หวาดกลัว กับการป้องกันตัวโดยการให้ความเมตตาคนอื่นนี่ อย่างหลังน่าจะยังประโยชน์สุขให้กับทั้งตนเองและคนอื่นมากกว่านะครับ เพราะการข่มคนอื่น ให้เขาหวาดกลัวตัวเอง สุดท้ายก็พาลสร้างศัตรู ยิ่งไปข่มคนที่เหนือกว่าแบบยกตนข่มท่าน ก็อาจจะจบไม่สวย

แต่การให้เมตตา แสดงความรัก หยิบยื่นมิตรภาพให้ นอกจากจะป้องกันตัวได้แล้ว อาจจะได้มิตรสหาย ได้พรรคพวกเพิ่ม และสร้างสันติที่แท้จริงให้แก่สังคมก็ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น