บทความวิชาเกรียน - ข้อมูลเทวดาฉบับฮาเฮ

ตอนที่ 19 : พระวิรุฬหก : ราชาผู้หัวร้อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ก.ย. 59

พระวิรุฬหก ราชาผู้หัวร้อน


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระวิรุฬหก


กล่าวถึงโลกบาลทิศเหนืออย่างพระกุเวรไปแล้ว คราวนี้มากล่าวถึงโลกบาลที่ยังพอมีเรื่องราวมาให้เล่ากันบ้าง โลกบาลองค์นี้เป็นผู้ดูแลจักรวาล ในทิศตรงข้ามกับพระกุเวร นั่นคือพระวิรุฬหก หรือวิรุฬหะ ผู้ดูแลทิศใต้ของจักรวาลนั่นเอง

ในคติความเชื่อของพุทธศาสนานั้น พระวิรุฬหกเป็นหัวหน้าเทวดาในชั้นจาตุมหาราชิกาเช่นเดียวกับพระกุเวรและโลกบาลอื่นๆ ปกครองทิศใต้ ในมหาสมัยสูตรกล่าวไว้ว่าพระวิรุฬหกนั้นเป็นราชาผู้เป็นใหญ่ในบรรดากุมภัณฑ์เทวดาทั้งหลาย บางแหล่งบอกว่ายังเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลเหล่าครุฑและอมนุษย์ประเภทนกอีกด้วย โดยพระวิรุฬหกนั้นสถิตอยู่บนเขายุคนธร เช่นเดียวกับบรรดาโลกบาลอื่นๆ ในคติความเชื่อของทางพุทธศาสนา ในรามเกียรติ์ของไทยก็มีบทบาท และเป็นบทที่อ่านแล้วรู้สึกว่า ช่างเป็นราชาที่หัวร้อนเสียจริงๆ (หัวร้อน เป็นศัพท์สแลงในยุคนี้ หมายถึงโกรธ ฉุนเฉียว มาจากอาการเลือดสูบฉีดมาจนขึ้นหัวเวลาโกรธ ทำให้รู้สึกร้อนที่หัว)

เล่าว่าถึงตรงนี้หลายคนอาจจะกำลังงงว่า แล้วเทวดาในปกครองของพระวิรุฬหก แตกต่างจากพระกุเวรตรงไหนล่ะ ในเมื่อศัพท์ในวรรณคดีไทยก็ใช้คำว่า “กุมภัณฑ์” หมายความว่ายักษ์ แม้แต่ในพจนานุกรรมก็ยังบอกกุมภัณฑ์แปลว่ายักษ์เลย

ดังนั้นผมจะขออธิบายให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องการของการแยกแยะประเภทของบรรดาอมนุษย์ที่คนเราเรียกเหมารวมกันว่ายักษ์กันสักหน่อย แล้วค่อยมาต่อเรื่องของพระวิรุฬหกกัน

๑.     อสูร - ในคติฮินดูและพุทธได้เล่าตรงกันว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งเหล่าเทวดาดาวดึงส์ที่มีพระอินทร์เป็นหัวหน้ายังไม่อุบัติ บนเขาพระเมรุมีเทพกลุ่มอื่นอาศัยอยู่ก่อนแล้ว แต่โดนพระอินทร์ขับไล่ เมื่อถูกขับไล่ลงมา ก็กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ เหมือนพวก Fallen Angel ของตะวันตก ได้ชื่อใหม่ว่า “อสุรา” หรือ “อสูร” นั่นเอง

แต่ในคติพราหมณ์นั้น พวกอสูรนั้นชื่อนี้แต่แรก เนื่องจากเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่เกิดมาแล้วต้องการอากาศหายใจ รากศัพท์จึงมาจากคำว่า “อสุ”

พวกอสูร หรือเหล่าเทพตกสวรรค์นี้ ทางคติพราหมณ์ – ฮินดู ได้แบ่งย่อยออกไปเป็นประเภท ตามชื่อของมารดาผู้ให้กำเนิดวงศ์สกุลอีก ได้แก่

-          แทตย์ เป็นเชื้อสายอสูรที่เกิดจากพระกัศยปและนางทิติ เป็นอสูรกลุ่มใหญ่ แทตย์ที่มีชื่อเสียได้แก่ เช่น หิรัณยากษะ  ผู้ม้วนแผ่นดิน และถูกพระวิษณุอวตารเป็นหมูป่าฆ่า , หิรัณยกศิปุ ผู้ได้รับพรให้เกือบจะไม่ตายด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระวิษณุก็ยังหาช่องทางฆ่าได้ เป็นต้น

-           ทานพ  เชื้อสายอสูรที่เกิดจากพระกัศยปกับนางทนุ เช่นเวปจิตราสูร จอมอสูรคู่ปรับตลอดกาลของพระอินทร์ วฤตราสูร จอมอสูรงูยักษ์ผู้ได้รับพรให้ไม่ตายด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เว้นแต่อาวุธที่ทำจากกระดูกของฤๅษี ต้นเหตุให้พระอินทร์สร้างวัชระ ราหู คู่ปรับตลอดกาลของพระสุริยะและพระโสมเทพ

-          ปีศาจ พวกนี้บางตำราก็จัดว่าเป็นอสูรเช่นกัน เกิดจากพระกัศยปกับนางโกรธาวสา พวกนี้มีความดุร้ายน่ากลัว พวกที่ร้ายชอบเข้าสิงผู้คนหรือสัตว์เพื่อทำให้เจ็บป่วยและกัดกินพลังของร่างนั้น พวกที่ดีจะอยู่ในสังกัดของพระศิวะ ถือศีลบำเพ็ญเพียร และเป็นกำลังให้พระศิวะยามออกสงคราม พวกปีศาจที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ เวตาล

๒.      ยักษ์ – มีคำอธิบายในรามายณะ ว่าต้นเชื้อสายของยักษ์นั้นมาจากลูกหลานพระพรหม คือเปาลัสตยะ (หรือที่ไทยเรียกท้าวลัสเตียน) กับนางวรรณี ผู้เป็นธิดาของฤๅษีภรัทวาช โดยบุตรคนแรกนั้นคือพระกุเวร เมื่อเกิดมาได้ร้องว่าหิว บุตรที่จากเปาลัสตยะ กับนางวรรณีทั้งหลาย รวมทั้งลูกหลาน เกิดจากจึงชื่อว่ายักษะ อันมีรากศัพท์จากคำว่าหิวโหย

๓.     รากษส – เป็นเชื้อสายของเปาลัสตยะ กับนางไกกาสี หรือนางรัชฎา ลูกจอมอสูรสุมาลี (ที่กำลังตกต่ำ เนื่องจากโดนเหล่าเทวดาไล่ต้อนจนสถานการณ์การเมืองเริ่มย่ำแย่) พวกกลุ่มรากษสนี้เมื่อเกิดมาแล้วร้องว่ากระหายน้ำ พระพรหมจึงแบ่งหน้าที่ให้ไปดูแลแหล่งน้ำหรือมีเมืองใกล้น้ำ จึงได้ชื่อว่า “รักษะ” มาจากปกป้องรักษา พวกนี้ได้แก่ทศกัณฐ์และพี่น้องบริวารทั้งหลาย รวมไปถึงผีเสื้อน้ำ อย่างผีเสื้อสมุทรในพระอภัยมณี

อย่างไรก็ตาม บางแหล่งระบุว่าพระพรหมสร้างเผ่ายักษ์และรากษสขึ้นมาเองกับมือ ไม่ได้เกิดมาจากลูกหลาน ซึ่งความจริงเป็นยังไง ไอ้ผมก็เกิดไม่ทันซะด้วยสิ

๔.     กุมภัณฑ์ – อมนุษย์ประหลาด ผิวสีเข้ม ผมหยิก มีอัณฑะอันใหญ่เหมือนหม้อ (แต่บางแห่งว่าชายท้องใหญ่ หญิงนมใหญ่) ไม่มีที่มาชัดเจนมาเกิดจากพ่อแม่ไหนในคติฮินดู ถ้าจะว่ากันตรงๆ เหมือนจะไม่ปรากฏคำนี้ในคติฮินดูด้วยซ้ำ หรืออาจปรากฏแต่ผมไม่ทันสังเกตก็ต้องขออภัย) แต่พวกกุมภัณฑ์นั้นปรากฏในทางคติพุทธ โดยปรากฏในพระไตรปิฏกอยู่หลายช่วง

มีคำอธิบายในคติความเชื่อชั้นหลังๆ ว่ากุมภัณฑ์นั้นเป็นประเภทเดียวกับรากษส และมีตั้งแต่พวกที่อาศัยบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา บนโลกมนุษย์ตามแหล่งน้ำหรือขุมทรัพย์ต่างๆ และในนรกภูมิ โดยทำหน้าที่เป็นนิรยบาล ลงโทษเหล่าสัตว์นรกอีกด้วย

แต่การแยกประเภทมันอาจจะยุ่งยากไปหน่อย ดังนั้นคนไทยเลยเรียกรวมๆ เกือบทั้งหมดด้านบน (อาจจะเว้นปีศาจไว้) ว่ายักษ์ทั้งหมดนั่นแหละครับ สะดวกปากดี

กลับมาต่อที่พระวิรุฬหก เขาเป็นราชาแห่งกุมภัณฑ์ หลายตำราว่ามีผิวกายสีเขียว ใหญ่ในหมู่กุมภัณฑ์ทั้งมวล หมายความว่าคุมกุมภัณฑ์ตั้งแต่บนสวรรค์ บนพื้นดิน ยันนรกภูมิ อาจเป็นสาเหตุให้ฮินดูจึงจัดว่าโลกบาลทิศใต้คือพระยมก็เป็นใต้ แต่ในคติพุทธศาสนานั้นไม่ปรากฏว่าพระวิรุฬหกคือพระยม ดังนั้นเรื่องของพระยมผมจึงขอยกไปเล่าแยกในตอนต่อๆ ไป

ในคติของพุทธมหายาน นอกจากทำหน้าที่ดูแลกุมภัณฑ์ ครุฑ และจักรวาลทางใต้แล้ว พระวิรุฬหกยังทำหน้าที่ปกป้องพระธรรมอีกด้วย โดยมีลักษณะเป็นนักรบสวมเกราะ ผิวกายสีเขียวหรือน้ำเงิน ดวงตาสว่างวาบราวกับเปลวไฟ มีมนตร์วิเศษที่ดลบันดาลให้บังเกิดเป็นเปลวไฟร้อนแรงเผาทุกสิ่งให้วอดวายได้ (คล้ายกับดวงตาของพระยมในคติพุทธ) นอกจากนี้ยังมีกระบี่วิเศษ ชื่อชิงเฟิงเป่าเจี้ยน(青峰宝剑) หรือที่ผมถอดความได้ว่าเป็นกระบี่สีครามซึ่งเป็นยอดแห่งสมบัติทั้งมวล เป็นกระบี่ที่มีความคม ตัดได้เกือบทุกอย่าง เมื่อสะบัดกระบี่แล้วอาจบังเกิดเป็นลมพายุ (คงคล้ายกับความสามารถของพวกครุฑ บางคติเลยว่าเป็นผู้ดูแลครุฑด้วยเพราะสิ่งนี้ล่ะมั้ง)

แต่ที่ตั้งหัวเรื่องว่าเป็นราชาผู้หัวร้อน ไม่ได้มาจากเรื่องในคติมหายานว่ามีอวัยวะบนหัวที่ยิงเปลวไฟร้อนแรงได้หรอกนะครับ แต่มาจากเรื่องราวในรามเกียรติ์ของไทยนี่แหละ ว่าแล้วก็เล่าให้ฟังเสียหน่อย

ในรามเกียรติ์ของไทย พระวิรุฬหกเป็นอสูรที่อาศัยอยู่ในดินแดนบาดาล (แปลว่าใต้พื้นพิภพ) ใต้เขาตรีกูฏ ซึ่งเป็นฐานเขาที่รองรับเขาพระสุเมรุ ครองเมืองชื่อมหาอันธการ (ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมไม่อยู่บนเขายุคนธร ขนาดเทพอื่นๆ อย่างพระวรุณ พระกุเวร ยังมีปราสาทหลายหลัง เขาอยากจะอยู่ไหนก็คงตามใจเขาแหละ) ในประติมากรรมและจิตรกรรมไทยนิยมทำเป็นรูปยักษ์ที่ประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับนาค คาดว่าคงเป็นความสับสนเกี่ยวกับคำว่าบาดาล ซึ่งผมจะขออธิบายในตอนต่อๆ ไป

พระวิรุฬหกตามเรื่องนี้รักและเคารพพระศิวะมากๆ ไปเข้าเฝ้าพระศิวะที่เขาไกรลาสปีละเจ็ดครั้ง ไปแต่ละทีนี่ก็กราบถวายบังคมทุกขั้นบันได แล้วนิสัยนี่ก็เลยสร้างความวุ่นวายขึ้นมา เมื่อวันหนึ่งพระศิวะยังหลับอยู่ ไม่ได้ออกประชุมเหล่าเทวดา แต่พี่แกไม่รู้ เลยกราบทุกขั้นบันไดเหมือนเคย ปรากฏว่าถูกตุ๊กแกร้องล้อเลียนเวลากราบทุกขั้นบันได

พอรู้ตัวว่ากราบเก้อ พระศิวะไม่อยู่ แถมยังโดนตุ๊กแกแซว อาการหัวร้อนเลยบังเกิด หยิบเอาสังวาลมาขว้างใส่ตุ๊กแก แล้วกลับไปเมืองตัวเองด้วยอารมณ์หงุดหงิด อาจจะกระทืบเท้าปึงปังด้วยความหัวร้อนด้วยมั้ง เลยมีท่ามวยไทยท่าหนึ่งซึ่งใช้ส้นเท้าถีบโคนขาของฝ่ายที่โจมตี ตั้งชื่อไว้ว่าวิรุฬหกกลับ 

พระศิวะที่นอนอยู่ดีๆ บ้านเอียง เลยประกาศหาคนมาดันเขาไกรลาสให้กลับมาตรงเหมือนเดิม ซึ่งผู้ทำได้ก็คือทศกัณฐ์ และเจ้ายักษ์ก็ได้ขอพระนางอุมาเทวีเป็นรางวัล แต่สุดท้ายพระวิษณุไปใช้อุบายให้ทศกัณฐ์เปลี่ยนเป็นนางมณโฑแทน

ส่วนหลังจากอีเวนท์นี้ ทศกัณฐ์ก็เริ่มจะกร่างขึ้น แล้วก็กลายเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุของสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันวินาศสันตะโรในรามเกียรติ์ของไทย และในสงครามนี้ พระวิรุฬหกได้อวตารลงไปแจมกับเขาด้วย โดยอวตารเป็นหนึ่งในขุนพลวานรสิบแปดมงกุฎ ชื่อ “เกยูร”

ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นพระศิวะจะเรียกพระวิรุฬหกมารับผิดชอบการกระทำของตัวเองยังไงเหมือนกัน ก็ไปหัวร้อนใส่ตุ๊กแกจนทำบ้านเขาเอียง แถมยังทำให้โดนยักษ์ลามปามมาขอเมียไปเป็นรางวัลตอบแทนการซ่อมบ้านอีก

เอาเป็นว่าถ้าใครมีพลัง มีอำนาจมหาศาลแบบพระวิรุฬหกในเรื่องรามเกียรติ์ ก็ต้องระมัดระวัง อย่าไปหัวร้อนใส่ใครนะครับ พึงระลึกเสมอว่าท่านมีอำนาจ การใช้อำนาจอย่างหัวร้อนเพื่อระบายอารมณ์ ไม่คิดหน้าคิดหลังว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาต่อจากนั้น อาจทำให้สังคมวุ่นวายในภายหลังก็เป็นได้...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น

  1. #101 กวิชญ์ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 22:11

    วิรุฬหกในรามเกียรติ์กับท้าวโลกบาลคนละคนนะครับ


    #101
    0