บทความวิชาเกรียน - ข้อมูลเทวดาฉบับฮาเฮ

ตอนที่ 17 : ท้าวโลกบาล : ผู้พิทักษ์กาแล็กซี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 436
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    26 เม.ย. 61

 ท้าวโลกบาล : ผู้พิทักษ์กาแล็กซี่


หลังจากตอนก่อน ผมได้กล่าวถึงเทพเทวดาเด่นๆ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บนยอดเขาพระสุเมรุมามากแล้ว วันนี้เราจะขยับลงมาสักนิดหนึ่ง ยังดินแดนของเหล่าเทวดาและอมนุษย์ที่อยู่ต่ำกว่าเขาพระสุเมรุกันบ้าง

แต่เดี๋ยวก่อน หลายท่านอาจจะงงๆ ว่าแดนของเทวดาและอมนุษย์ที่ต่ำกว่าเขาพระสุเมรุมีอะไรบ้าง ดังนั้นจะขออธิบายกันสักนิดเสียก่อน ด้วยความเข้าใจด้านจักรวาลวิทยา (Cosmology - การทำความเข้าใจเอกภพโดยอาศัยความรู้ที่มี) ของผู้ที่นับถือเหล่าเทพเจ้าพวกนี้

ผมเคยอธิบายไปบ้างแล้วในเรื่องของพระอัคนี เกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิในคติพุทธ และเรื่องโลกาทั้งเจ็ดในคติฮินดูไปบ้างแล้ว ในตอนของพระอัคนี ซึ่งมีความสอดคล้องกันในระดับหนึ่ง คือบนเขาพระสุเมรุเป็นหลักจักรวาล บนเขาคือดินแดนในปกครองของพระอินทร์ เหนือเขาขึ้นไปคือพรหมโลก 

ส่วนความเข้าใจด้านจักรวาลวิทยาของคนไทยตั้งแต่อดีตนั้น ได้รับอิทธิพลทางด้านจักรวาลวิทยามาจากการผสมผสานองค์ความรู้ และความเชื่อจากพุทธเถรวาท พราหมณ์-ฮินดู และการนับถือผีเข้าด้วยกัน แต่หนักไปทางคติพุทธเป็นพิเศษ สะท้อนออกมาได้ชัดในวรรณกรรมแนวจักรวาลวิทยาที่สำคัญ อย่าง "ไตรภูมิพระร่วง" โดยพญาลิไท อันบรรยายลักษณะจักรวาลตามความเข้าใจของคนไทยยุคนั้น และสืบทอดมาเรื่อยๆ ในวรรณกรรมชั้นหลังๆ และผมของเรียกว่าเป็น “คติไตรภูมิ”

แต่ "จักรวาล" ในความหมายของคนยุคนั้น มีความแตกต่างจากคำนิยามของคนยุคนี้พอควร หากพิจารณาดูศัพท์แล้ว จะมีเค้ามาจาก "จักร" คือ "หมุนวน" 

มีคำอธิบายในทางคติพุทธว่า "จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์โคจรทั่วทิศ สว่างไสวรุ่งโรจน์ " (ยาวตา จนฺทิมสุริยา ปริหรนฺติ ทิสา ภนฺติ วิโรจนา) โดยดวงอาทิตย์นั้นจะโคจรรอบเขาพระสิเนรุ หรือสุเมรุ ซึ่งตั้งเหนือน้ำ 84000 โยชน์ และลงไปใต้น้ำอีก 84000 โยชน์ นั่นแปลว่ามีการนิยามแล้วว่า "ดวงอาทิตย์มีการโคจรรอบอะไรสักอย่าง"

ตรงนี้เองที่ทำให้บางท่านมีการตีความว่าจักรวาลนั้นอาจหมายถึงแค่ระบบดาวเคราะห์ที่หมุนรอบดาวฤกษ์ อย่างสุริยจักรวาลของเรา เพราะยึดเอาตามข้อความเกี่ยวกับความสว่างรุ่งโรจน์ของรัศมีดวงอาทิตย์

แต่บางท่าน (และผม) ก็มีการตีความว่า จักรวาลตามนิยามนี้ หมายถึงกาแล็กซี่ทางช้างเผือก เพราะยึดตามแนวคิดว่าดวงอาทิตย์มันโคจรรอบอะไรบางอย่าง ซึ่งในทางปัจจุบันพิสูจน์ว่าโคจรรอบใจกลางทางช้างเผือก ซึ่งเป็น "ส่วนโป่ง" (Bulge) มีขนาดประมาณ 6000 ปีแสง ซึ่งอาจจะใกล้เคียงกับคำว่าสูงจนประมาณไม่ได้ อันเป็นระยะห่างของสวรรค์ดาวดึงส์กับของพรหมโลกกระมัง และหากดูภาพกาแล็กซี่ทางช้างเผือกในแนวขวาง ส่วนโป่งนั้นจะโป่งไปทั้งด้านบนและล่าง คล้ายกับลักษณะเขาพระสุเมรุและเขารอบๆ ในจักรวาลวิทยาไตรภูมิ



ส่วนแผ่นดินที่มนุษย์อย่างเราๆ อาศัย เรียกว่า "ชมพูทวีป" มีพื้นที่เป็นแผ่นดินสองส่วนเท่ากัน คือส่วนของแดนที่เรียกว่าหิมพานต์ และดินแดนที่มนุษย์อาศัย ซึ่งมีพื้นที่ส่วนละประมาณ 3000 ตารางโยชน์ หรือ 144000000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งขนาดที่ว่านี่ เท่าขนาดพื้นที่ผิวดินของดาวเคราะห์โลก (148940000 ตารางกิโลเมตร) เลยนี่แหละ แถมตำแหน่งที่ตั้งก็เกือบๆ ขอบจักรวาล (กาแล็กซี่) เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงขอสันนิษฐานว่า “ชมพูทวีป” ในนิยามคนยุคนั้น เท่ากับดาวเคราะห์โลกแล้วกัน

นอกจากชมพูทวีปตั้งอยู่เกือบขอบจักรวาลในนิยามนี้ ยังมีอีกสามทวีปที่อยู่คนละด้านของจักรวาล และรอบๆ เขาพระสุเมรุนั้น ถูกล้อมรอบไปด้วย "เขาสัตตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ด" ซึ่งมีรูปร่างเป็นเหมือนกำแพงวงกลมล้อมเขาพระสุเมรุไว้ และมีความสูงลดทอนลงมาตามลำดับ ซึ่งดินแดนบนเขาพวกนี้ เป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดาทั้งหลายอันมีศักดิ์รองลงมาจากชาวดาวดึงส์ครับ (อันที่จริงเทวดาบางองค์ที่มีรายชื่อในคณะอาทิตย์เทพ วสุเทพ หรือพวกเทพผู้ใหญ่ของดาวดึงส์บางองค์ก็อยู่ที่นี่ เช่นพระสุริยะและพระจันทร์) 

รายชื่อเขาสัตตบริภัณฑ์นั้นได้แก่เขายุคนธร เขาอิสินธร เขากรวิก เขาสุทัส เขาเนมินธร เชาวินตกะ เขาอัศกรรณ ตามลำดับกันไป ซึ่งเราจะขอโฟกัสกันไปที่เขาลูกแรงถัดจากเขาพระสุเมรุ คือ ”เขายุคนธร” ก่อนครับ

เขายุคนธรนั้นมีความสูงครึ่งหนึ่งของเขาพระสุเมรุ นอกจากจะเป็นที่ของพระสุริยะและพระจันทร์แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของเทพผู้ยิ่งใหญ่อีกสี่องค์ ซึ่งมีอำนาจฤทธิ์ไม่ด้อยกว่าชาวดาวดึงส์นัก คือเหล่า “โลกบาล” นั่นเอง

โลกบาลตามคติไตรภูมิของไทยนั้น อิงตามคติของพุทธ มีสี่องค์เรียกว่า “จตุโลกบาล” ได้แก่

- ท้าวธตรฐ เจ้าแห่งคนธรรพ์ เป็นผู้ดูแลจักรวาล (หรือกาแล็กซี่ในนิยามของผม) ในด้านตะวันออก 

- ท้าววิรูปักข์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ครุฑและนาค ดูแลจักรวาลด้านตะวันตก

- ท้าววิรุฬหก เจ้าแห่งกุมภัณฑ์ ดูแลจักรวาลทางทิศใต้

- ท้าวเวสสุวรรณหรือไพรศรพณ์มหาราช เจ้าแห่งยักษ์ ดูแลจักรวาลทางทิศเหนือ

จตุโลกบาลเหล่านี้ทำหน้าที่ดูแลจักรวาลในแต่ละทิศจนไปถึงสุดขอบจักรวาล  กล่าวคือนอกจากจะดูแลเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในความปกครองของตนแล้ว ยังดูแลเทวดาต่างๆ ในระดับรองลงมาที่ไม่สังกัดเผ่าพันธุ์คนธรรพ์ ครุฑ นาค กุมภัณฑ์ ยักษ์ อย่างเช่นพวกภุมมเทวดาหรือพระภูมิเจ้าที่ หรือพวกปัพพัฏฐเทวดา หรือเทพที่สถิตในภูเขาต่างๆ อีกด้วย

ตามคติไตรภูมิแล้ว เหล่าโลกบาลจะทำหน้าที่ตรวจตราโลก โดยในวันปกติจะให้เทวดาลูกน้องมาตรวจตรา แต่ในวันปูรณมีหรือในเพ็ญ จะลงมาตรวจโลกด้วยตนเอง และจดชื่อคนกระทำความดีไว้ในแผ่นทองคำ เพื่อนำไปส่งให้พระปัญจสิงขร และให้พระปัญจสิงขรส่งให้พระมาตุลี แล้วจึงให้พระมาตุลีส่งพระอินทร์ต่อไป เพื่อที่พระอินทร์จะได้อ่านให้เหล่าเทวดาทั้งหลายฟัง ให้พวกเขาอนุโมทนาในความดีเหล่านั้น และยินดีที่คนเหล่านั้นจะได้มาเกิดเป็นประชากรสวรรค์ในอนาคต

นอกจากเรื่องโลกบาลในทิศทั้งสี่ตามคติพุทธแล้ว ในบางครั้งไทยเองยังได้รับอิทธิพลเรื่องโลกบาลจากทางฮินดูมาด้วย ดังที่ปรากฏใน “คัมภีร์อภิไทโพธิบาทว์” สมัยอยุธยา ที่ว่าด้วยลางร้าย มีเทวดาประจำทิศต่างๆ ดังนี้

- ทิศเหนือ พระไพรศรพณ์

- ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระโสม หรือพระอิสาณ

- ทิศตะวันออก พระอินทร์

- ทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระอัคนี

- ทิศใต้ พระยม

- ทิศตะวันตกเฉียงใต้ พระนารายณ์

- ทิศตะวันตก พระพุยพระพิรุณราช (พระวรุณ)

- ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระพาย (พระวายุ)

จะเห็นได้ว่าตามคตินี้ มีเพียงพระไพรศรพณ์เท่านั้นที่นามตรงกับคติไตรภูมิ แต่ทิศอื่นกลับเป็นพระอินทร์ พระวรุณ และพระยมแทน ซึ่งตำแหน่งที่แทนที่กันก็มีเหตุมีผลอยู่ เนื่องจากพระยมเองก็คุมนิรยบาลอยู่มาก และบางคติในชั้นหลังๆ นอกพระไตรปิฎกนั้น จัดนิรยบาลส่วนหนึ่งเป็นกุมภัณฑ์ จึงอาจนับเป็นเจ้าแห่งกุมภัณฑ์ พระวรุณเองก็คุมสภาพอากาศ อาจเทียบได้กับเจ้าแห่งนาคและครุฑ ส่วนพระอินทร์นั้นก็อาจนับได้ว่าเป็นเจ้าแห่งคนธรรพ์ เนื่องจากบนเขาพระเมรุนั้นก็มีคนธรรพ์และอัปสรอยู่พอสมควร คนจึงนำมาเทียบกันเป็นแบบนี้ไป

ไหนๆ มีการกล่าวถึงลางหรือ “อุบาทว์” อันเกิดจากเทวดาประจำทิศทั้งแปดดลบันดาล จึงขอสรุปประเภทของอุบาทว์แต่ละอย่างสั้นๆ ได้ว่า

- อุบาทว์พระอินทร์ คือฟ้าผ่าบ้านเรือน พระมณเฑียรราชปราสาท โรงม้าโรงช้าง เกิดรุ้งกลางบ้าน สัตว์ตัวเมียขี่สัตว์ตัวผู้ 

- อุบาทว์พระเพลิง คือจู่ๆ ก็มีไฟลุกกลางบ้านเรือน สุนับขึ้นหลังคาบ้านคนและส่งเสียหัวเราะ คนโกรธกันโดยหาเหตุไม่ได้ เห็ดงอกบนเตาไฟ นกเป็ดน้ำบินเข้าบ้าน

- อุบาทว์พระยม คือนกแสกนกเค้าบินเข้าบ้าน งูเข้าบ้าน ไก่ป่าวัวป่าเข้าบ้าน หมาออกลูกสองหัว ผีหลอกคนในบ้านตอนกลางวัน

- อุบาทว์พระนารายณ์ เลือดและหนองออกมาจากจอมปลวก พระพุทธรูปล้มเอง พระพุทธรูปมีน้ำตาไหลเป็นเลือด แร้งบินเข้าบ้าน

- อุบาทว์พระพุย มีหมอกในฤดูที่ไม่ควรมี มีน้ำค้างตกในเวลาที่ไม่ควรมี ฝนตกแต่อากาศยังร้อน ฟ้าผ่าบ้าน กบเขียดเข้าบ้าน ฝนตกจนมองไม่เห็นฟ้าเป็นเวลาเจ็ดวัน สุนัขออกลูกเป็นคน คนออกลูกเป็นสุนัข

- อุบาทว์พระพาย ลมพัดรุนแรงทั้งที่ไม่ใช่ฤดู ต้นไม้หักโค่นเองแม้ไม่มีลม เกิดเมฆหมอกเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ในเวลากลางคืน 

- อุบาทว์พระโสม น้ำอ้อยไหลออกจากลำเอง เห็ดงอกในเตาและหลังคา แว่วเสียงเจรจาแต่ไม่เห็นคน

- อุบาทว์พระไพรศรพณ์ เงินทองหายไปเอง ผ้านุ่งไหม้เอง ข้าวสารงอกเอง หินหักหรือแตกในมือเอง

อย่างไรก็ตาม ในคัมภีร์ดังกล่าวมีบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไปจากทัศนะของฮินดู นั่นคือ “เทวดาประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้” ซึ่งหากสังเกตคือชื่อของเทวดาประจำทิศเฉียงๆ ทั้งหลาย มักจะกลายเป็นชื่อทิศไปด้วย เช่นทิศพายัพจากชื่อพระพาย ทิศอาคเนย์จากชื่อพระอัคนี ทิศอีสานจากชื่อพระอิสาณ

หากสังเกตระดับพวกเทพเหล่านี้ให้ดี จะพบว่าเป็นเทพที่มีศักดิ์ในระดับเทพชั้นผู้ใหญ่บนเขาพรสุเมรุหรือสัตตบริภัณฑ์ทั้งสิ้น แต่กลับมีรายชื่อพระนารายณ์ ที่ในคติความเชื่อแล้วควรเป็นมหาเทพผู้พิทักษ์ทั้งจักรวาล ไมใช่เพียงทิศใดทิศหนึ่ง ดังนั้นเทพในทิศนี้จึงไม่น่าเป็นพระนารายณ์ แต่ต้องเป็นเทพองค์อื่นที่มีชื่อคล้ายกันและถูกเข้าใจผิด

พอผมลองตรวจสอบให้ดีอีกครั้ง ก็พบว่าเทพที่สถิตในทิศนั้น แท้จริงคือ "นิรฤติ" เทพธิดาแห่งโรคภัยไข้เจ็บ และอุบัติเหตุอันตรายต่างๆ ทรงรากษสหรือสิงห์เป็นพาหนะ เชื่อว่ามีกำเนิดมาจากกลุ่มพิษเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร มีศักดิ์เป็นพี่น้องกับพระนางลักษมีและพระโสม



พระนางนิรฤติ เทพีแห่งโรคร้ายและอุบัติเหตุ


ดังนั้นอุบาทว์อันเกิดจากเทวดาประจำทิศหรดีหรือตะวันตกเฉียงใต้ อันทำให้มีเลือด มีหนองไหลจากจอมปลวกหรือพระพุทธรูปหลั่งน้ำตาเลือด ที่น่าจะถูกต้องควรเป็น "อุบาทว์พระ(นาง)นิรฤติ" เทพีแห่งอุบัติเหตุและโรคภัย หาใช่ "อุบาทว์พระนารายณ์" ดังเช่นปรากฏในคัมภีร์แต่สมัยอยุธยา

พูดเรื่องเทพโลกบาลที่ทำหน้าที่พิทักษ์กาแล็กซี่ทิศต่างๆ แล้ว ขอวกกลับมาที่อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “โลกบาล” เช่นเดียวกับเหล่าเทพ ทว่าผมคิดว่าสิ่งนี้สำคัญกว่าเหล่าเทพที่เชื่อว่าปกป้องมนุษย์เสียอีก ถ้าหากจะบูชาโลกบาลเพื่อความสงบสุขของโลก ผมแนะนำให้บูชาโลกบาลที่ว่ามากกว่าเหล่าเทพโลกบาล

สิ่งนั้นคือ “โลกบาลธรรม” หรือธรรมที่คุ้มครองปกป้องโลก ของคติพุทธครับ ในที่นี้หมายถึงการปกป้องผู้คนในโลกจากความชั่วร้ายที่เข้ามาในจิตใจ และทำให้สังคมสงบสุขเรียบร้อย นั่นคือ “หิริ” คือความละอายใจที่จะทำชั่ว และ ”โอตตัปปะ” คือความกลัวผลของกรรมชั่วนั่นเอง

ดังนั้นถ้าอยากปกป้องโลก ก็ขอให้บูชาโลกบาลธรรมด้วยการละอายการทำชั่ว เกรงกลัวผลของกรรมชั่วกันนะครับ ผมเองก็เชื่อนะว่าคุณธรรมพวกนี้ ถ้าทุกคนในสังคมโลกมี โลกก็จะสงบเรียบร้อยเองได้ โดยไม่ต้องวิงวอนให้เทพโลกบาลมาปกป้องดูแล 

ไว้พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

101 ความคิดเห็น