Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 9 : บทที่ ๗ : ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

บทที่ ๗ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

                ไม่ใช่นะคะ! ฉันไม่รู้จักผู้ชายคนนี้จริงๆ! ใครก็ได้มาช่วยทีค่ะ!” ฉันร้องบอกออกไป ซึ่งคำพูดนั้นมันก็ทำให้หลายคนรอบตัวเริ่มลังเลแล้วว่าคำพูดของใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน แต่กระนั้นก็ยังไม่มีความช่วยเหลือจากใครเลยสักคน!

                ฉันเห็นยัยมินท์พยายามจะเข้ามาช่วยฉัน แต่ถูกอันธพาลหัวสกินเฮดขัดขวางเอาไว้และจับที่บ่าทั้งสองของเธอเหมือนกับเธอเป็นคู่รักของมัน! ซึ่งนั่นก็คงทำให้สาวแกร่งแรงเกินร้อยอย่างเธอที่กำลังอดทนทำตัวเป็นสาวน่ารักเพื่อชมรมของเราต้องขีดความอดทนแตกระเบิด!

                บอกให้ปล่อยก็ปล่อยสิเว้ย!” เด็กสาวในชุดยูกาตะกล่าวพลางตีเข่าเข้าที่หว่างขาของเจ้าหัวสกินเฮดอย่างสุดแรง! ส่งผลให้มันลงไปกองกับพื้นอย่างน่าอนาถ ก่อนที่เธอจะพุ่งเข้ามาเพื่อช่วยฉันจากเจ้าอันธพาลผิวหมึกนั่น

                แต่แล้วสาวห้าวในชุดยูกาตะก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อคนอื่นในกลุ่มของเจ้าผิวหมึกนั่นโผล่พรวดมาขวางระหว่างเธอกับฉัน! ซึ่งต่อให้เป็นสาวแกร่งยังไงก็ไม่มีทางเอาชนะผู้ชายได้ทีเดียวพร้อมกันสามคนอย่างแน่นอน! แถมเท่าที่ดูแล้วบรรดาไทยมุงทั้งหลายก็ไม่คิดจะมีใครสอดมือเข้ามายุ่งกับพวกนี้ซะด้วย!

                พวกนายห้าคนคิดจะทำอะไรกับสองคนนั่นไม่ทราบ” เสียงนุ่มๆ ของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของยัยมินท์ ก่อนที่ร่างในชุดนักเรียนโรงเรียนเราจะเดินแซงหน้ายัยมินท์ขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่ว่าสง่างาม

                ในที่สุดก็มีอัศวินม้าขาวมาช่วยเจ้าหญิงจากเงื้อมมือมารแล้ว! เขาคือนักเรียนหนุ่มรูปงามอันเป็นที่หลงใหลได้ปลื้มของสาวๆ โรงเรียนเรา ซึ่งก็คือกัซ เพื่อนร่วมห้องของฉันนั่นเอง

                จะมายุ่งอะไรไม่ทราบแฟนเขาทะเลาะกัน อย่ามาจุ้นเว้ย!” อันธพาลที่จับข้อมือฉันอยู่ร้องขึ้น

                อย่ามาโกหกหน้าด้านๆ เลยนะพี่ชาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ผู้หญิงของผมก็ไม่ใช่ของเล่นของพวกพี่ชายหรอกนะ” กัซพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ และรอยยิ้มที่ฟังดูเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไรกับสายตาของพวกอันธพาล ช่างเท่จริงๆ สมแล้วที่เป็นผู้ชายที่ฮอตที่สุดในโรงเรียนเรา!

                ปากดีนักใช่ไหมแก!เล่นมันเลยพวกเรา!” เจ้าผิวหมึกตะโกนสั่งสมุนทั้งสามของมันให้พุ่งเข้าไปจัดการกับกัซ แต่ว่ายังไม่ทันที่จะทำอะไร พวกมันก็ต้องหยุดชะงักไปราวกับว่าเห็นผี

                คิดถูกแล้วล่ะครับ ที่ไม่เข้ามา เพราะถ้าพวกคุณลงมือกับผมแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ เพื่อนๆ ผมที่อยู่ข้างหลังนั่นคงไม่ปล่อยพวกคุณกลับโรงเรียนแน่ๆ

                กัซกล่าวพลางมองไปยังเบื้องหลังของเขาประมาณสามเมตร ซึ่งมีพวกนักเรียนนักกีฬาว่ายน้ำชายนับสิบยืนเตรียมพร้อมกันราวกับจะมาทำสงคราม! พลางส่งสายตามาราวกับว่าถ้าหากพวกนักเลงต่างโรงเรียนยังไม่รีบกลับไปตอนนี้ล่ะก็ ได้เจอสหบาทาอย่างแน่นอน!

                ขอแนะนำนะครับว่า ถ้ายังรักชีวิตอยู่ก็กลับโรงเรียนไปเถอะครับ อย่าให้พวกผมต้องลงมือเลย” กัซบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็นมิตร ทำเอาเจ้าคนที่จับข้อมือของฉันแน่นต้องปล่อยมือจากฉันทันที ก่อนที่จะหันไปตะโกนสั่งลูกน้องตัวเอง

                ยืนนิ่งกันทำไมวะเขาบอกให้กลับก็กลับสิ  แล้วก็พาไอ้บ้านั่นไปด้วย” อันธพาลผิวเข้มกล่าวพลางชี้ไปที่เด็กหนุ่มหัวสกินเฮดที่กำลังโอดครวญจากการโดนเล่นงานจุดยุทธศาสตร์

                สามลูกสมุนของมันหันมามองหน้ากันเองสักพัก ก่อนที่พวกนั้นสองคนจะเข้าไปประคองเพื่อนผู้บาดเจ็บ เดินผ่านหน้าไปยังทางเชื่อมที่พวกฉันเพิ่งเดินผ่านมา จนเหลือเพียงเจ้าคนผิวเข้มเมื่อครู่ที่ยังไม่ตามไป มันมองไปที่กัซด้วยแววตาชั่วร้ายราวจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่น่าสะอิดสะเอียนราวกับพวกหื่นกาม แต่พอเห็นพวกกัซส่งรังสีความกดดันมากเข้า มันก็รีบเดินตามลูกน้องไปทันที

                ทีหลังพวกเธอสองคนก็หัดเดินดูคนหน่อยนะ ถ้าเห็นพวกแบบนี้อีกก็ห่างๆ เข้าไว้ด้วยล่ะ” ชายหนุ่มที่ฮอตที่สุดในโรงเรียนกล่าวพลางมองหน้ามินท์ แล้วมองมาที่ฉันด้วยแววตาอันอบอุ่น ทำเอาใจของฉันแทบจะละลายอยู่ตรงนั้น...

                ขอบคุณนะกัซ ว่าแต่ไม่ไปแข่งว่ายน้ำแล้วเหรอ?” มินท์ถามขึ้นมาหลังจากที่ชายหนุ่มกล่าวจบ

                กำลังจะไปลงไปแข่งเนี่ยแหละ ไม่เห็นเหรอพวกเพื่อนๆ ฉันขึ้นมาตามกันเนี่ย” ชายหนุ่มตอบพลางมองไปที่เพื่อนนักว่ายน้ำแล้วทำสัญญาณมือให้รออีกสักพัก

                แหม... น่าเสียดายจังนะ ที่พวกเราติดงานกันจนไม่มีเวลาไปดูหนุ่มฮอตอย่างนายว่ายน้ำแบบสาวๆ แฟนคลับของนาย

                ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ส่งใจไปเชียร์ก็พอแล้ว รับรองฉันไม่แพ้แน่” กัซหัวเราะเบาๆ  หลังพูดจบ แล้วหันมามองฉัน ก่อนจะสาวท้าวเดินเข้ามาใกล้จนเราทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่ถึงเมตร

                อย่าลืมส่งใจไปเชียร์ฉันล่ะ ฟ้า

                จ้า” ฉันพูดก่อนที่จะยิ้มตอบกลับไปอย่างเขินอาย

                เดี๋ยวแข่งเสร็จแล้วจะขึ้นมาช่วยงานนะ” กัซบอก ก่อนที่จะพูดขึ้นมาเบาๆ ราวกับจะกระซิบให้ฉันได้ยินเพียงคนเดียว

                มีเรื่องจะคุยด้วยนิดหนึ่งตอนแข่งเสร็จน่ะ

                เด็กหนุ่มรูปงามกล่าวจบก็กลับหลังหัน แล้วเดินผ่านหน้ามินท์ตามพรรคพวกนักกีฬาว่ายน้ำไป โดยไม่ได้หันกลับมามองฉันอีก ปล่อยให้ฉันเฝ้ามองเขาก้าวเดินห่างออกไป... ออกไป... ออกไปจนลับตา

                ชอบเขาก็บอกไปสิ ยัยเบื๊อก” เสียงแซวของสาวห้าวปลุกเอาฉันออกมาจากภวังค์ ฉันรีบมองหน้าเธอก่อนที่แก้ตัวกลับไปทันควัน

                เอาที่ไหนมาพูดยะ?”

                ก็หน้าเธอมันแดงซะยังกะลูกมะเขือเทศ ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว หุหุ” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ แล้วรีบเดินฉับๆ นำหน้าฉันไป

                จะรีบไปไหนกันยัยบ้า” ฉันพูดพลางรีบเดินตามเธอไปทันที แต่ว่าฉันเดินไปได้สักพักก็ต้องหยุดชะงักเอาซะดื้อๆ! เมื่อรู้สึกว่ามีสายลมพัดแผ่วๆ มาจากทางด้านหลัง... และฉันก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่ลมธรรมดา เพราะความรู้สึกที่มันพัดมากระทบร่างกายของฉันนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกประหลาด ราวกับว่าถูกทักทายอย่างอบอุ่นจากคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอกันมานาน….

และนั่นเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ฉันรู้สึกที่หมู่บ้านของเอื้องคำ!

.

                กลางห้องเรียนที่แปรสภาพไปเป็นห้องแบบญี่ปุ่นด้วยฝีมือนักเรียน สาวน้อยเกล้าผมมวยในชุดกิโมโนสีขาวลายดอกไม้ กำลังร่ายรำไปตามท่วงทำนองของเสียงดนตรีที่ดังมาจากเครื่องเล่น ท่วงท่าการร่ายรำอันงดงามและอ่อนช้อยเป็นธรรมชาติได้สะกดผู้ชมทั้งหมดในห้องให้จ้องมองยังเธอเป็นตาเดียวกัน และเมื่อเสียงดนตรีจบลงและการร่ายรำได้สิ้นสุด เสียงปรบมือก็ดังกระหึ่มไปทั้งห้อง ไม่ว่าจะเป็นจากแขกที่มาชมการสาธิตการชงชาแล้วกินฟรี หรือจากกลุ่มแขกที่มาดูวิธีพับกระดาษแบบโอริงามิ หรือแม้กระทั่งพวกเด็กนักเรียนของชมรมเอง

                ありがとうございます” เด็กสาวที่ร่ายรำไปอย่างงดงามขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นพลางโค้งคำนับผู้ชม ก่อนที่จะเดินไปหาเพื่อนสาวร่างเล็กที่กำลังสอนพับกระดาษแบบโอริงามิ[1]ให้ผู้เข้าชมที่อีกมุมของห้อง ซึ่งเด็กสาวคนงามที่ร่ายรำไปเมื่อครู่นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากฉันนั่นเอง

                เยี่ยมมากเลยฟ้า” เด็กสาวที่รูปร่างเล็กและหน้าตาอ่อนวัยเหมือนกับเด็กหญิงในชุดกิโมโนสีชมพู ชมเชยพร้อมกับยิ้มให้ แน่นอนว่าเธอจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากต่าย เพื่อนสนิทของฉันอีกคนหนึ่ง

                ขอบคุณที่ชมจ้า แต่ขอฉันพักหน่อยนะ” ฉันกล่าวพลางนั่งลงข้างหลังเธออย่างเหนื่อยอ่อน ทำงานควบสองชมรมแถมยังเป็นตัวหลักแบบนี้มันก็ต้องมีเหนื่อยบ้างล่ะนะ ไม่เหนื่อยก็ไม่ใช่คนแล้วล่ะ

                เอาล่ะค่ะ ลองหัดพับตามวิธีที่หนูสาธิตให้ดูเมื่อกี้นี้นะคะ” ต่ายพูดพลางยิ้มให้กับบรรดาผู้เข้าชมทั้งหลายที่ดูเหมือนว่าจะมีเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ฉันเดินเข้ามาพักผ่อนตรงมุมนี้ ก่อนที่จะลุกขึ้นมาจากจุดที่ตัวเองนั่งแล้วก้มมองหน้าฉันอย่างอยากรู้อยากเห็น

                นี่ เอาชาหน่อยไหมเดี๋ยวฉันไปเอาจากมุมนั้นมาให้” เด็กสาวหน้าอ่อนกล่าวพลางชี้ไปที่มุมชงชา

                เอามาหน่อยก็ดีจ้ะ ฉันคอแห้งไปหมดแล้ว” ฉันตอบขึ้นมา สิ้นเสียงตอบของฉัน ยัยต่ายก็ยิ้มแล้วรีบเดินไปที่มุมชงชาทันที ก่อนจะกลับมาที่มุมพับกระดาษพร้อมกับชาเต็มถ้วยด้วยสีหน้าที่ดูวิตกกังวลที่ไม่ค่อยจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอสักเท่าไรนัก

                มีอะไรเหรอต่าย?” ฉันถามเพราะเห็นว่าเธอดูท่าทางไม่สบายใจเท่าไรนัก ก่อนที่จะรับถ้วยชาจากเธอมาดื่มช้าๆ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ตอบฉันซะที

                ออกมานอกห้องสักพักได้ไหมฟ้า?” เธอถามขึ้นมาก่อนที่จะกระซิบอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงจริงจังให้ฉันได้ยินเพียงคนเดียว “มีเรื่องสำคัญที่ฉันอยากจะคุยกับเธอแค่สองคน ตอนนี้เลย

                เอ่อ... ได้สิ” ฉันตอบไปโดยที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเรื่องสำคัญของเธอนั้นมันคือเรื่องอะไรกันแน่ แต่ฉันว่ามันต้องเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายทีเดียวแหละ ไม่งั้นยัยต่ายไม่มีทางทำหน้าตาแบบนี้แน่ๆ

                รบกวนรุ่นพี่ช่วยดูแลมุมนี้สักพักนะคะ หนูกับเพื่อนจะออกไปคุยธุระกันข้างนอกสักพัก” เด็กสาวร่างเล็กทำสีหน้าปกติแล้วหันไปทางสาวคนหนึ่งที่กำลังพับกระดาษโอริงามิอยู่

                ได้จ้ะ รีบไปรีบกลับหน่อยแล้วกันนะ” ผู้ที่ถูกเรียกว่ารุ่นพี่กล่าวพลางยิ้มน้อยๆ ให้  ต่ายก็ยิ้มตอบกลับไปก่อนที่จะหันมาคว้าข้อมือฉันแล้วพาเดินออกไปจากห้องในทันที

                ฉันเดินตามแรงดึงของยัยต่ายไปอย่างง่ายดาย อันที่จริงถึงจะไม่คว้าข้อมือแล้วดึงมา ฉันก็เดินตามมาเองอยู่ดี เพราะดูจากสีหน้าของยัยนั่นแล้วมันจริงจังยิ่งกว่าตอนสอบเสียอีก!

                เด็กสาวหน้าอ่อนพาฉันเดินฝ่าฝูงชนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านทางเชื่อมที่ฉันกับมินท์ใช้เป็นทางมาที่โซนชมรม เธอก็หยุดฝีเท้าเมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้ว ก่อนที่จะหันมามองฉันด้วยแววตาสงสัยแล้วเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ

                เธอคิดยังไงกับกัซ?”

                ฉันถึงกับนิ่งอึ้งไปทันทีเมื่อได้ยินคำถามนี้ออกมาจากปากของต่าย! นี่จู่ๆ ยัยนี่เป็นอะไรขึ้นมาล่ะเนี่ย ถึงได้มาถามฉันด้วยคำถามทำนองนี้ทั้งที่น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าฉันไม่ค่อยอยากให้ใครมาถามคำถามทำนองนี้สักเท่าไร! เพราะมันทำให้ฉันอายจนพูดไม่ถูก!

                ฟ้า... ฉันถามจริงๆ นะ เธอชอบกัซหรือเปล่า?” ยัยต่ายถามขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเล่นเอาฉันไปไม่เป็นเลยทีเดียวว่าจะตอบว่ายังไงดี!

                ยัยบ้านี่จะคาดคั้นฉันให้พูดออกมาให้ได้เลยรึไง?! ฉันเป็นลูกผู้หญิงนะ! จะให้จู่ๆ มาบอกว่าชอบผู้ชายคนนั้นคนนี้ได้ยังไงกันเล่า! โดยเฉพาะคนที่ป๊อปปูล่าร์ที่สุดในโรงเรียนอย่างนายกัซเนี่ย! ถึงจะอยู่กันสองต่อสองกับเพื่อนสนิท แต่ฉันก็อายที่จะพูดนี่นาว่าแต่เรื่องสำคัญที่ทำให้เธอต้องลากฉันออกมาคุยด้วยมันมีแค่นี้เองเหรอเนี่ย?!

                อ... เอาที่ไหนมาพูด?!” ฉันถามกลับไปทันทีเมื่อเริ่มตั้งสติได้

                ไม่ต้องเอาที่ไหนมาพูดหรอก ท่าทางเธอมันฟ้องอยู่เห็นๆ” ยัยต่ายกล่าวขึ้นพลางส่งสายตาจริงจังมาที่ฉันทุกครั้งเวลาเธอเข้าใกล้กัซ ฉันเห็นว่าเธอดูทำตัวแปลกๆ ไป แบบว่า... เอ่อ... เหมือนกับไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงยังงั้นแหละ แล้วอาการแบบนี้น่ะ มันยังกะคนกำลังแอบชอบไม่มีผิด

                จะบ้าเหรอฉ... ฉันน่ะ ไม่ได้ชอบนายนั่นสักหน่อย!” ฉันกลบเกลื่อนไปด้วยความเก้อเขิน นั่นก็เพราะที่เด็กสาวหน้าอ่อนพูดมานั้นมันก็ไม่ผิดจากความเป็นจริงเลยสักนิด!! แต่ฉันไม่อยากจะยอมรับสักเท่าไรหรอกนะ!

                สีหน้าของเด็กสาวในชุดกิโมโนสีชมพูค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อฉันพูดจบ จากสีหน้าที่เอาจริงเอาจังราวกับจะใช้กำลังคาดคั้นให้ฉันสารภาพความรู้สึกออกมาให้ได้ เป็นสีหน้าที่เศร้าสร้อยจนดูน่าสงสาร และเมื่อแววตาเศร้าๆ บนใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยจ้องมองมาทางฉันราวกับจะออดอ้อนขอความเห็นอกเห็นใจ ฉันก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังรังแกเด็กขึ้นมาเอาซะดื้อๆฉันยิ่งเป็นพวกแพ้เด็กน่าสงสารอยู่ด้วย และดูเหมือนว่ายัยต่ายจะจับจุดอ่อนฉันได้ซะแล้วสิ!!!

                ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงบอกกันตรงๆ ไม่ได้เหรอเราเป็นเพื่อนกันแท้ๆ” ยัยต่ายพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหมือนกับว่าจะร้องไห้ออกมาถ้าเกิดฉันยังมัวแต่ทำเฉไฉเรื่องนายกัซยังไงยังงั้นแหละ แล้วฉันก็แพ้ทางกับท่าทางน่าสงสารแบบนี้เอามากๆ ด้วย!

                เอ่อ... บอกตรงๆ ก็ได้จ้ะ แต่ว่าห้ามเอาไปบอกใครต่อนะ” ฉันพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหมือนกับจะปลอบเด็กที่กำลังร้องไห้จะเอาของเล่น “สัญญาได้ไหม?”

                ไม่บอกใครแน่นอนจ้ะ สัญญา” ยัยต่ายตอบพลางพยักหน้ารับทันที

                ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะ ว่าฉันคิดยังไงกับเขากันแน่” ฉันกล่าวขึ้นมาพลางหัวเราะแห้งๆ “คือ... แบบว่า... เวลาฉันอยู่ใกล้เขาแล้ว หัวใจฉันมันเต้นแรงขึ้นยังไงไม่รู้สิ แล้วก็... เวลาที่เขายิ้มมาให้ฉันก็ทำตัวไม่ค่อยถูก... แล้วก็...

                งั้นเธอก็ชอบเขาเข้าแล้วล่ะสิท่า” ยัยต่ายกล่าวขึ้นมาพลางยิ้มน้อยๆ อย่างดีอกดีใจ

                เอ่อ... ก็คงงั้นแหละมั้ง ฉันไม่เคยชอบใครมาก่อนนี่ ก็เลยไม่รู้ว่ายังไงถึงจะเรียกว่าชอบน่ะ” ฉันพยายามมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาของเธอที่มองมาที่ใบหน้าของฉันซึ่งกำลังร้อนผ่าวด้วยความเขินที่ถูกจับได้ว่าแอบมีใจให้หนุ่มฮอตประจำโรงเรียน

                งั้นก็ดีแล้วล่ะ รู้แบบนี้ฉันเองก็สบายใจ” เด็กสาวในกิโมโนสีชมพูกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ ให้กับฉัน “หนุ่มฮอตประจำโรงเรียนอย่างนายนั่น ก็เหมาะสมกับสาวสวยที่เพียบพร้อมทุกอย่างแบบเธอแล้วล่ะ

                ยอกันเกินไปแล้วมั้ง?” ฉันกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่ายัยนั่นพูดจาชมฉันเกินความเป็นจริง อันที่จริงแล้วฉันก็ไม่ได้เพียบพร้อมอะไรสักเท่าไรหรอกนะ แถมยังซุ่มซ่ามแล้วก็ขวัญอ่อนอีกต่างหาก! “และอีกอย่าง กัซก็คงไม่ได้ชอบฉันหรอก แฟนคลับเขาออกจะเยอะแยะขนาดนั้น

                เธอนี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว หุหุ” ยัยต่ายหัวเราะเบาๆ เหมือนกับกำลังขำเพราะตลกในคำพูดของฉันเมื่อกี้นี้ก็ว่าได้

                ไม่รู้อะไรเหรอ?” ฉันถามด้วยความงุนงงบวกกับสงสัยในคำพูดของเด็กสาวหน้าอ่อน นี่เธอมีลับลมคมในอะไรหรือเปล่าเนี่ยทำไมฉันรู้สึกเหมือนมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังยังไงไม่รู้สิ

                เอาเป็นว่า เดี๋ยวเธอก็รู้แล้วล่ะ” เด็กสาวหน้าอ่อนกล่าวขึ้น แล้วเดินผ่านฉันไปพลางฮัมเพลงไปอย่างน่าจะมีความสุข แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกได้ว่า มันมีความเศร้าเจือปนอยู่ด้วยก็ไม่รู้...

                อืม...อีกเรื่องนะ” ต่ายพูดพลางหันกลับมามองฉัน แล้วมองด้วยสายตาดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่น “ฉันดีใจนะ ที่เธอชอบกัซ ดีใจจริงๆ

                เอ่อ...ว่าแต่ทำไมเธอถึงได้...” ฉันพยายามจะพูดถามเธอกลับไป แต่ว่าเธอเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก เพื่อบอกให้ฉันหยุดพูด ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้นมา

                กลับไปที่ห้องกันต่อเถอะ ให้พี่ปลาเฝ้านานแล้ว เกรงใจพี่เขาน่ะ” เด็กสาวหน้าอ่อนกล่าวเสร็จก็หันหลังเดินจากฉันไปดื้อๆ

                ฉันล่ะอยากจะบ่นเธอซะจริงๆ แต่พอเธอส่งสายตามามองฉันให้เดินตามไป ฉันก็ใจอ่อนเอาซะดื้อๆ! ก็เล่นน่ารักน่าเอ็นดูซะขนาดนั้น ใครมันจะไปว่าได้ลงคอ ฉันก็เลยได้แต่เดินตามยัยต่ายกลับไปยังห้องนิทรรศการของพวกเราอย่างเงียบๆ จนกระทั่งกลับมาถึงห้อง

                ไปไหนกันมาเรอะทั้งสองคน!?  ถ้าว่างก็มาจิบชากันหน่อยดีไหมอร่อยดีนะ” เสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งรออยู่ที่มุมชงชาซึ่งตอนนี้ว่างจากผู้เข้าชมชั่วขณะร้องเรียกขึ้นเมื่อฉันก้าวพ้นประตูห้อง เขาคือนายเอกนั่นเอง!

                ฉันล่ะอิจฉานายนี่จริงๆ อยู่ห้องศิลป์ - ญี่ปุ่น แต่ดันไปอยู่ชมรมอะไรก็ไม่รู้ แถมนอกจากจะไม่มาช่วยงานชมรมญี่ปุ่นแล้ว ยังมาจิบชาสบายใจเฉิบอยู่แบบนี้อีก!

                ไปห้องน้ำมาน่ะจ้ะ” ยัยต่ายชิงตอบขึ้นมาทันทีก่อนที่จะยิ้มเจื่อนๆ “ส่วนเรื่องชาไม่เอาหรอกจ้ะ เดี๋ยวฉันต้องไปทำงานต่อ มุมของฉันคนเริ่มเยอะแล้วน่ะ ไม่อยากรบกวนพี่เขานานกว่านี้แล้วด้วย

                จ้า แม่คนขยัน” หนุ่มแว่นร่างบางบอกยัยต่ายด้วยน้ำเสียงกวนประสาท แต่เด็กสาวในกิโมโนสีชมพูก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรเลยสักคำเดียว นอกจากยิ้มให้พวกฉันแล้วเดินกลับไปที่มุมพับกระดาษอย่างเงียบๆ

                นี่ ยัยฟ้า ไปคุยอะไรกับต่ายมาเหรอ?” นายเอกกล่าวขึ้นมาทันทีเมื่อฉันหย่อนก้นลงไปที่เก้าอี้

                เปล่านี่ไปเข้าห้องน้ำมาจริงๆ” ฉันกลบเกลื่อนกลับไป เพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าไปคุยอะไรกับต่ายมา

                เข้าห้องน้ำก็เข้าห้องน้ำ เอ้า!” หนุ่มแว่นจบคำถามทันทีเมื่อรู้ว่ายังไงฉันก็คงยืนยันเสียงแข็งเหมือนเดิมว่าแต่มีคำพูดไหนของต่ายที่ค้างคาใจเธอหรือเปล่า?”

                ก็... ประมาณว่า เหมือนกับฉันยังไม่รู้เรื่องของกัซ.... เอ๊ย!  นี่นายหลอกถามฉันเรอะ?!” ฉันโพล่งขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ตัวว่าเสียรู้กับหนุ่มแว่นเข้าแล้ว หมอนี่มันฉลาดจริงๆ ถ้าฉันไม่หลวมตัวนั่งตรงนี้แต่แรกก็ดี

                เรื่องนายกัซน่ะเหรอ ฮะฮะฮ่า” เอกหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก ก่อนที่จะลดเสียงลงมาให้แผ่วเบาราวกับกระซิบเหมือนกลัวใครจะได้ยิน “แล้วต่ายให้เธอทำยังไงให้หลีกทางให้เหรอ?”

                หลีกทางนายพูดเรื่องอะไรเนี่ย?” ฉันกระซิบกลับไปด้วยความสงสัย “ยัยต่ายเรียกฉันออกไปถามว่าชอบกัซหรือเปล่าแถมยังดูท่าทางดีใจมากอีกต่างหาก พอรู้ว่าฉัน...

                ที่แท้เธอก็ชอบกัซนี่เอง

                ใช่... เอ๋นี่นายหลอกถามฉันอีกแล้วเรอะ!ไว้ใจไม่ได้จริงๆ อีตาบ้า!” ฉันพูดขึ้นมา ขณะที่ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวเพราะความอายที่มีคนรู้เรื่องนี้อีกคน แถมยังเป็นนายเอกอีกต่างหาก นายนี่รู้ก็เหมือนโลกรู้แหละ! เพราะเดี๋ยวก็ต้องเอามาล้อฉันจนทั้งห้องรู้แน่ๆ!

                ใจเย็นก่อนสิ ฉันไม่เอาเรื่องนี้มาล้อเธอหรอกน่า” เอกพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ เหมือนอ่านใจฉันได้ว่าแต่ยัยต่ายไม่ได้เล่าอะไรให้เธอฟังใช่ไหม?”

                อืม...

                งั้นก็น่าแปลก” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนที่ขยับแว่นตากรอบดำแล้วทำสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง

                แปลกอะไรเหรอ?” ฉันเอ่ยถาม แต่เอกก็ทำสัญญาณมือให้ฉันหยุดพูด แล้วมองซ้ายมองขวาเหมือนจะกลัวคนเห็นหรือแอบฟัง ก่อนที่จะหยิบสมุดโน๊ตจากกระเป๋ากางเกงมาขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่างอยู่พักใหญ่แล้วส่งมาให้ฉันอ่าน  มันเป็นข้อความที่ค่อนข้าวยาวพอสมควร แต่ว่าทำเอาฉันปวดหัวไม่แพ้กับสูตรเลขเลยสักนิด!

“ ต่ายชอบกัซมาตั้งแต่ประถมแล้ว  แต่ไม่กล้าบอกเพราะกลัวแฟนคลับกัซรุมทึ้งเอา

น่าแปลกจริงๆที่ต่ายไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้กับเธอ แถมยังดูท่าทางเชียร์เธอให้คบกับกัซอีก นี่ล่ะมั้งที่เรียกว่ารักแท้คือการเสียสละน่ะ

เอ้อ อีกเรื่องนะ เธออาจจะไม่รู้ แต่ทั้งห้องเขารู้กันหมดแล้ว ว่าวันนี้หลังจากแข่งว่ายน้ำเสร็จ กัซจะขึ้นมาสารภาพรักเธอ

                ตลกแล้ว นายเอก!” ฉันโพล่งขึ้นมาทันทีเมื่ออ่านข้อความนั้นจบ

                เรื่องจริง” เขายืนยันข้อความที่เขียนในกระดาษก่อนที่จะคว้ามันกลับไปจากมือของฉัน แล้วหันมามองหน้าฉันด้วยแววตาจริงจัง “ฉันไม่แกล้งเธอด้วยเรื่องแบบนี้หรอกน่า

                แล้วฉันจะเอาไงต่อดีล่ะเนี่ยจะเชื่อหรือว่าไม่เชื่อนายเอกดีแล้วถ้าเกิดว่าที่เขียนมามันเป็นเรื่องจริง ก็หมายความว่ากัซชอบฉัน แต่ยัยต่ายก็ชอบกัซ! ถ้าหากว่าฉันเป็นแฟนกับกัซ ไม่กลายเป็นว่าฉันทำร้ายจิตใจยัยต่ายเหรอเนี่ยแต่ว่าดูท่าทางเจ้าตัวก็อยากให้ฉันคบกัซเต็มที่เลยนี่นา! แล้วจะทำยังไงดีกันล่ะเนี่ย?

                พี่ฟ้า!” เสียงของใครบางคนที่เพิ่งก้าวข้ามพ้นประตูดังขึ้นมา เล่นเอาฉันที่กำลังคิดมากต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ และหันไปมองต้นเสียงในทันที

                และต้นเสียงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเด็กสาวผู้เป็นตากล้องในตอนที่ฉันเพิ่งแสดงละครเสร็จนั่นเอง เธอมาพร้อมกับเพื่อนสาวผิวเข้มที่ถ่ายรูปคู่กับฉันไปเมื่อตอนนั้น ซึ่งในตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในชุดนักเรียนกันเรียบร้อยแล้ว

                อ้าวพวกเธอนี่เอง ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชมรมของพี่นะจ๊ะ” ฉันต้อนรับรุ่นน้องทั้งสองด้วยท่าทางที่เป็นมิตร และยิ้มทักทายให้กับพวกเธอ รุ่นน้องทั้งสองเห็นก็ยิ้มทักทายกลับมาเช่นกัน ก่อนที่เด็กสาวตากล้องจะเอ่ยขึ้นมา

                ขอโทษนะคะพี่ฟ้า หนูมารบกวนเวลาของพี่กับ... เอ่อ... กับเพื่อนหรือเปล่าคะ?” เธอพูดขึ้นพลางมองไปที่เอกที่นั่งอยู่ข้างฉัน อย่าบอกนะว่าเธอเข้าใจผิดเรื่องฉันกับนายเอกน่ะ!!

                ไม่รบกวนอะไรหรอกจ้ะ พี่กับเพื่อนคุยกันเรื่องงานเฉยๆ น่ะ ว่าแต่น้องสองคนมีธุระอะไรกับพี่หรือเปล่าเอ่ย?”

                ตอนแสดงละครเสร็จ หนูยังไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับพี่เลยน่ะค่ะ” เด็กสาวตากล้องกล่าวขึ้นมาพลางส่งกล้องของเธอให้กับเพื่อน ส่วนนายเอกก็คงเห็นว่าตรงนี้คงไม่ใช่ที่ของเขาแล้ว ก็เลยลุกขึ้นไปยังมุมอื่นอย่างเงียบๆ

                ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ว่าแต่มันก็ผ่านมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนี่ ทำไมเพิ่งมากันล่ะ?”

                เอ่อ... พวกหนูไปดูเขาแข่งว่ายน้ำกันมาน่ะจ้ะ” เด็กสาวผิวเข้มกล่าวขึ้นพลางยิ้มเจื่อนๆ

                อ้าว! งั้นเหรอ?” ฉันอุทานขึ้นมาอย่างสนอกสนใจเมื่อพบว่ารุ่นน้องทั้งสองนั้นได้ลงไปดูนายกัซแข่งว่ายน้ำมาด้วย “แล้วเป็นไงบ้างล่ะโรงเรียนเราชนะโรงเรียนอื่นใช่ไหมพี่ก็อยากไปดูเหมือนกันนะ แต่ว่าไม่ว่างเลย

                ใช่ค่ะ” เด็กสาวผิวเข้มกล่าวพลางยิ้มอย่างดีใจ แล้วยื่นกล้องดิจิตอลของเธอมาให้ฉัน “พี่ฟ้าจะลองดูรูปที่พวกหนูถ่ายกันมาก็ได้นะคะ

                จ้ะ ขอดูแป๊บนึงนะ” ฉันกล่าวพลางรับกล้องดิจิตอลจากรุ่นน้องมาดู และเปิดภาพไปยังภาพแล้วๆมาที่พวกเธอได้ถ่ายเก็บเอาไว้ ซึ่งก็คือรูปพวกนักกีฬาที่กำลังเตรียมตัวลงแข่ง ภาพพวกนักกีฬาตอนกำลังแข่งขัน และภาพตอนพวกเขารับรางวัลกันอย่างดีอกดีใจ

                พี่ฟ้าคะ แอบยิ้มอะไรเหรอ?” เด็กสาวตากล้องเอ่ยถามอย่างสงสัย ก่อนที่จะชะโงกหน้ามาดูที่กล้องดิจิตอลที่ฉันกำลังเปิดดูรูปอยู่ แล้วหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

                ตายแล้ว พี่ฟ้าแอบปลื้มพี่กัซเหรอเนี่ยดูรูปพี่กัซแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลย” เด็กสาวตากล้องอุทานขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง แต่เคราะห์ดีที่เสียงประกาศจากทางโรงเรียนดังขึ้นมาเสียก่อน เลยกลบเสียงเธอไปจนหมด ฉันก็เลยรอดตัวไปหวุดหวิด

                ประกาศจากฝ่ายกิจการนักเรียน ขอให้นักเรียนและบุคลากรโรงเรียนมัธยมวีรวิทยาทั้งหมด มาที่ห้องพยาบาลในเวลานี้ด้วยครับ

                เสียงอาจารย์ฝ่ายกิจการนักเรียนดังขึ้นมาจากลำโพง ทำเอานักเรียนทุกคนในห้องที่จัดนิทรรศการชมรมญี่ปุ่นถึงกับนิ่งเงียบไประยะใหญ่ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงซุบซิบกันจนระงมไปทั้งห้องด้วยความสงสัยว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ฝ่ายกิจการนักเรียนถึงได้เรียกคนจากโรงเรียนนั้นไปรวมตัวกันที่ห้องพยาบาล จะว่าไปแล้วโรงเรียนนี้มันก็คือโรงเรียนของพวกที่จะมาจีบฉันเมื่อกี้นี่นา!

                เมื่อกี้คุยกันถึงไหนแล้วนะ  เอ้อ! ใช่ๆ พี่ฟ้าน่ะ...” เด็กสาวตากล้องพยายามจะพูดขึ้นมาอีก แต่ฉันก็เอามือไปปิดปากของเธอเอาไว้ก่อน

                พอเถอะจ้ะ” ฉันยิ้มเจื่อนๆ และส่งสายตาให้เด็กสาวที่ฉันปิดปากอยู่อย่าพูดถึงเรื่องเมื่อกี้ “มาถ่ายรูปคู่กันดีกว่าจ้ะ พี่ยิ่งงานเยอะอยู่ด้วย เดี๋ยวต้องไปทำงานต่อแล้ว

                ค่ะ” เด็กสาวตากล้องกล่าวขึ้นเมื่อฉันเอามือออกจากปากเธอ ก่อนที่จะมองมาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเธอเข้าใจแล้วว่าฉันไม่อยากให้พูด ก่อนที่จะส่งกล้องจากมือของฉันไปยังเด็กสาวผิวเข้ม แล้วโพสต์ท่าเพื่อถ่ายรูปคู่กับฉัน

                พี่ฟ้าขยับเข้าไปใกล้ๆ อีกหน่อยนะคะ” เด็กสาวผิวเข้มที่รับหน้าที่เป็นตากล้องกล่าวขึ้น ฉันก็ขยับตามเธอโดยดี ก่อนที่จะยิ้มน้อยๆ ให้กล้อง เพื่อให้เธอกดชัตเตอร์ถ่ายรูป

                เสร็จแล้วค่ะ สวยมากเลย ยังกะเจ้าหญิงญี่ปุ่นแน่ะ” เด็กสาวผิวเข้มกล่าวขึ้นมาก่อนที่จะยื่นกล้องให้ฉันและเพื่อนของเธอดู จะว่าไปแล้วคนหน้าตาอย่างฉันนี่ใส่ชุดอะไรก็ดูดีนะเนี่ย

                นี่! เกอิชาตรงนั้นน่ะ! ชงชาให้หน่อยซิ” ใครบางคนที่เพิ่งก้าวผ่านประตูและเดินมาที่ซุ้มชากล่าวขึ้น ก่อนที่ใช้สายตาที่น่ากลัวกวาดมองมายังพวกฉัน แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในมุมชงชา หมอนี่ก็คือนายจักรที่ฉันเพิ่งเจอระหว่างทางมาชมรมนั่นเอง

                ฉันไม่ใช่เกอิชานะยะ! ว่าแต่นายไม่คิดจะช่วยชมรมเราบ้างหรือไงเอาแต่เดินไปเดินมา แล้วนั่นไปกินอะไรมาน่ะเสื้อถึงได้เปื้อนรอยยังกะน้ำจิ้มหกใส่” ฉันพูดพลางชี้ไปที่เสื้อนักเรียนของเขาที่เปื้อนอะไรบางอย่างแดงๆ น้ำตาลๆ ที่ตรงท้อง ยังกะน้ำจิ้มสุกี้หรือเลือดหกใส่

                ช่างมันเถอะ” ชายหนุ่มผิวคล้ำตัดบท “ชงชามาให้ทีแล้วกัน อยากลองกินดูหน่อย

                ก็ได้” ฉันกล่าวพลางลุกขึ้นเดินไปที่ถ้วยชา ขณะที่รุ่นน้องทั้งสองนั้นหันมามองหน้าฉันพลางทำไม้ทำมือประมาณว่า ตรงนี้น่ากลัวเกินไปที่อยู่แล้ว ฉันก็พยักหน้าและให้พวกเขาทั้งสองเดินไปที่มุมโอริงามิ ขณะที่ตัวเองก็ก้มหน้าก้มตาชงชาให้กับอีตาบ้าจักรต่อไป

                เอ้า! นี่” ฉันพูดพลางส่งถ้วยชาที่ชงเสร็จอย่างลวกๆไปให้นายจักร แต่ว่าเขาก็ไม่ได้รับไว้ แถมยังนั่งกอดอกแล้วมองกลับมาด้วยสายตาที่เหมือนจะดูถูกอีกต่างหาก!

                พูดกับคนมาเยี่ยมชมแบบนี้เหรอไม่น่ารักเอาซะเลยนะ” เด็กหนุ่มผิวคล้ำกล่าวขึ้นด้วยเสียงนิ่งๆ ทำเอาฉันต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธ ก่อนที่จะยิ้มขึ้นมาด้วยสปิริตของเด็กชมรมญี่ปุ่น แล้วแล้วพูดด้วยเสียงใสเหมือนกับพูดจาต้อนรับแขกคนอื่น

                ชาร้อนๆ ที่ต้องการได้แล้วค่ะ เชิญชิมเลยนะคะ

                หนุ่มตาดุหัวเราะในลำคอ ก่อนที่เอื้อมมือมารับด้วยชาจากมือฉันไปหลับตาดื่มอย่างเงียบๆ แล้วก็วางถ้วยชาลงแล้วเดินออกจากห้องไป

                ฉันอยากจะตะโกนด่าไล่หลังเจ้าหมอนั่นไปเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าความรู้สึกนั้นก็ต้องมลายหายไปแทบจะทันที เมื่อเพื่อนหนุ่มรูปงามปานเจ้าชายในเทพนิยายเดินสวนกับตาบ้านั่นเข้ามาอย่างช้าๆ แล้วชำเลืองสายตามายังฉัน

                อยู่ที่นี่เอง ฟ้า ว่างอยู่หรือเปล่าน่ะ?” เขาถามขึ้นมาด้วยเสียงนุ่มๆ เมื่อเห็นว่าฉันกำลังเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ชงชาให้นายจักรเมื่อครู่ จะว่าไปแล้วพวกประจำมุมชงชานี่ก็ไปแล้วไปลับเลยนะเนี่ย! ไม่มีใครกลับมาทำงานต่อเลยสักคน! ไปหลบอยู่ไหนกันหมดนะ!?

                ว่างจ้ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยความเขินอายและตื่นเต้น นี่ถ้าที่นายเอกบอกมาเป็นเรื่องจริงล่ะก็... เขาจะมาสารภาพรักฉันงั้นเหรอเนี่ย?! แล้วฉันจะทำไงดีล่ะเนี่ย!? ทำอะไรไม่ถูกใหญ่แล้วฉัน!

                ฟ้า ฉันแข่งว่ายน้ำได้ที่หนึ่งด้วยล่ะ” เขาพูดขึ้นก่อนที่จะทั้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้

                จ...จริงเหรอเก่งจริงๆ เลย ส...สมเป็นนายเลยนะเนี่ย ดีใจด้วยนะ แล้วก็ ข.. ขอโทษด้วยที่ลงไปดูไม่ได้ฉันพูดอย่างค่อนข้างตะกุกตะกักเล็กน้อยเมื่อจ้องตาของกัซ ตอนนี้ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวเพาะความอายไปแล้ว! เขาจะจับได้ไหมเนี่ยว่าฉันคิดอะไรอยู่?

                อืม... แค่เธอส่งใจไปเชียร์ฉันก็มีกำลังใจแล้วล่ะ” เขาพูดพลางยิ้มมาให้ฉัน เล่นเอาฉันแทบจะละลายอยู่ตรงนั้นเลยทีเดียว! ฉันจึงพยายามหลบสายตาไปทางอื่น แต่ก็ต้องหันกลับมาทันทีเมื่อพบว่าตัวเองกับกัซตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนๆ สต๊าฟชมรมญี่ปุ่น และผู้เข้าชมที่เป็นเด็กในโรงเรียนไปแล้ว!

                ฟ้า... ในฐานะที่เรารู้จักกันมานาน ทำงานอะไรด้วยกันมาก็ไม่น้อย ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม?” เขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ราวกับจะสะกดฉันก็ไม่ปาน

                อ่า... ได้สิ” ฉันตอบไปราวกับคล้อยตามมนต์สะกดของเขา

                ตอนนี้เธอมีแฟนหรือยัง?”

                ย... ยัง” ฉันตอบอย่างตะกุกตะกัก

                งั้นเธอมาเป็นแฟนฉันได้ไหม?” เขาพูดอย่างแผ่วเบาที่ข้างหูของฉันราวกับกลัวใครจะมาได้ยิน

                นี่ที่นายเอกบอกมาเป็นความจริงจริงๆ ด้วย! ฉันควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ยเมื่อจู่ๆ ชายในฝันก็มาขอเป็นแฟนแบบนี้! มันเป็นโอกาสที่ชีวิตนี้ทั้งชีวิตคงหาไม่ได้จากที่ไหนแน่ๆ!

                แล้วความตื่นเต้นก็ครอบงำฉันถึงขีดสุด สติสัมปชัญญะของฉันเริ่มขาดๆ หายๆ  ฉันพูดตอบเขาไปด้วยคำตอบว่าอะไรก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน ฉันทำอะไรต่อไปก็ไม่รู้ เพราะจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ดูเหมือนสติของฉันมันเริ่มจะรางเลือน ความทรงจำเริ่มพร่ามัว...

                 กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อฝ่ามือของใครบางคนกระทบเข้าที่ใบหน้าของฉันอย่างรุนแรงด้วยความโกรธ...

เผียะ!!!

                ยัยบ้า ทำไมเธอถึงได้พูดแบบนั้นไปได้!” เสียงของยัยมินท์กับฝ่ามือที่กระทบใบหน้าฉันอย่างแรงเรียกสติของฉันให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงที่ตึกที่ไม่ได้จัดนิทรรศการ ที่เป็นทางผ่านระหว่างที่ฉันแสดงละคร กับที่จัดนิทรรศการญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ซึ่งเด็กสาวหน้าขาวเคยเล่าเรื่องตัวเองให้ฉันฟัง

                น... นี่ฉันทำอะไรลงไปเหรอจำอะไรไม่ได้เลย” ฉันตอบกลับไปอย่างงุนงงกับที่เธอพูดมา นี่ฉันทำอะไรร้ายแรงลงไปรึเปล่าเนี่ย?

                ฉันก็ไม่รู้อะไรมากหรอกนะว่าเรื่องเป็นไงมาไง เพราะตอนเกิดเรื่องฉันเพิ่งขึ้นมาพอดี” มินท์พูดขึ้นมาก่อนที่จะถอนใจครั้งหนึ่งแล้วมองหน้าฉัน “แต่เธอปล่อยโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้วล่ะ แถมยังลากฉันเข้าไปเกี่ยวอีกเต็มๆ

                ฉันทำอะไรลงไปกันล่ะ? เล่ามาเถอะ คงไม่มีใครมาฟังหรอก” ฉันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ เมื่อเห็นว่าตอนนี้ฉันอยู่กับเธอเพียงสองคนเท่านั้น

                เธอบอกกัซที่มาขอเธอเป็นแฟนว่า... เธอเป็นแฟนกับเขาไม่ได้จริงๆ เพราะว่า...” เด็กสาวในยูกาตะลายซากุระสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาแล้วพูดต่อ ”เธอไม่ได้ชอบผู้ชาย เพราะเธอเป็นเลสเบี้ยนที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน และเธอก็แอบชอบฉัน

                หา!! นี่ฉันพูดอย่างงั้นไปจริงเหรอ!

                เออสิ แล้วเราจะเอายังไงต่อล่ะเนี่ย?” ยัยมินท์กุมขมับด้วยความเครียด “ฉันไม่ต้องไปต่อยกับนายกัซเพราะแย่งเธอมาเรอะแล้วฉันจะสู้หน้าพวกแฟนคลับเธอได้ไงเนี่ยโอ๊ยวันหลังหัดตั้งสติให้มันอยู่กับเนื้อกับตัวหน่อยเซ่!

                ฟ้า!” เสียงเล็กๆ ของต่ายดังขึ้นมาจากทางทางเชื่อม ก่อนที่เธอจะวิ่งเหยาะๆ มาอย่างยากลำบากเพราะกิโมโนสีชมพูของเธอมันทำให้วิ่งได้ไม่สะดวกนัก

                เธอพูดอะไรออกไปเนี่ย?” เด็กสาวหน้าอ่อนกล่าวขึ้นพลางมองฉันด้วยสายตาน่าสงสารที่คลอไปด้วยน้ำตา “ไหนเธอบอกฉันว่าเธอชอบกัซไง!แล้วทำไมพูดออกมาแบบนี้!ทำไมต้องโกหกกันด้วย!?! ทำไม ต....เธอกล่าวเพียงเท่านั้นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อเลยแม้แต่คำเดียว เพราะสะอื้นกับการร้องไห้ไปจนพูดไม่ออกไปแล้ว

                ฉ...ฉันขอโทษ” ฉันพูดพลางลุกขึ้นมาจะไปกอดเพื่อปลอบเธอ แต่เธอปัดมือฉันออกไปเอาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะร้องไห้ต่อไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ แล้วทิ้งตัวลงนั่งกับม้านั่งที่ระเบียง แล้วซบหน้าลงกับมือคู่เล็กของเธอ

                ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเอาเสียเลยเมื่อเห็นเธอต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ มันทำเอาฉันรู้สึกวังเวงและหดหู่ยังไงก็ไม่รู้ แถมจู่ๆ ข้อมือของฉันก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาราวกับถูกข่วนเอาดื้อๆ และฉันก็พบว่าไม่ได้รู้สึกไปเอง เมื่อถลกแขนกิโมโนแล้วพบรอยคล้ายเล็บคนพาดผ่านข้อมือข้างซ้ายของตัวเองไปจนถึงข้อพับ!

                ขณะที่ฉันกำลังสงสัยและมึนงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น และกำลังเป็นห่วงเพื่อนที่กำลังร้องไห้อย่างไม่ทราบสาเหตุนั้นเอง ฉันก็รู้สึกได้ถึงเล็บที่มองไม่เห็นกำลังพาดผ่านแก้มขวาฉันไปเหมือนกับที่แขน และฉันก็เห็นสายตายัยมินท์มองมาที่แก้มขวาฉันอย่างตกตะลึง คงเป็นเพราะว่าจู่ๆ มันก็มีรอยเหมือนโดนข่วนที่แก้ม แต่ฉันคงไม่มีเวลาจะไปวิตกกังวลกับมันสักเท่าไรหรอก เพราะตอนนี้ความเข้าใจกันระหว่างฉันกับต่ายสำคัญกว่านั้นเยอะ

                ต่าย... ฟังฉันนะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับจะกล่อมเด็ก “ที่ฉันพูดต่อหน้ากัซ มันคือเรื่องโกหก... แต่ที่ฉันบอกเธอ มันคือเรื่องจริง...

                ล...แล้วทำไมต้องพูดแบบนั้นกับกัซ กัซเขาตกใจมากนะ ร...รู้ไหม?” ต่ายพูดพลางสะอื้นพลาง “ก...ก็ในเมื่อเธอชอบกัซ ล... แล้วทำไมถึงต้องบอกเขาไปยังงั้นด้วย?”

                เพราะว่า.... ฉันน่ะ แค่ชอบเขา” ฉันตั้งสติให้แน่วแน่ ไม่สนใจว่าจะมีรอยข่วนพาดผ่านตรงไหนอีกหรือเปล่า แล้วบอกเธออกไป แต่เธอน่ะ... เธอรักเขา ถึงได้ยอมทำทุกอย่างให้เขามีความสุข ถึงแม้ว่าความสุขนั้นคือการเป็นแฟนกับคนอื่น! ฉันก็เลยไม่อยากแย่งเขาไปจากเธอ!

                เด็กสาวในกิโมโนสีชมพูหยุดการร้องไห้ลงในทันทีทันใดเมื่อฉันพูดอะไรที่ฉันไม่น่าจะรู้เข้า ก่อนที่จะเงยหน้าที่ซบฝ่ามืออยู่ขึ้นมามองฉันอย่างสงสัย

                ธ... เธอรู้ได้ไง?”

                ก...ก็สังเกตเอาจากคำพูดเธอน่ะสิ” ฉันโกหกคำโตเพราะไม่อยากให้ต่ายไม่สบายใจไปมากกว่านี้

                ฉันขอบคุณเธอมากนะที่ยอมเสียสละให้ฉันไปคบกับเขา แต่ฉันแย่งเขาไปจากเธอไม่ได้จริงๆ  ฉันแย่งเขาจากเพื่อนที่แสนดีอย่างเธอไม่ได้ ฉันอยากให้แฟนของเขาเป็นเธอมากกว่าที่จะเป็นฉัน!  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สนใจเธอเท่าไรก็เถอะ แต่ว่าถ้าเธอพยายามเข้าเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง ความดีของเธอต้องเอาชนะใจเขาได้แน่ๆ!

                ฟ้า...” ต่ายมองหน้าฉัน ด้วยสายตาที่แฝงความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่ามันเป็นความรู้สึกไหนกันแน่  ก่อนจะลุกขึ้นแล้วโถมตัวเข้ามากอดฉันแน่นราวกับเด็กกอดแม่

                ข...ขอบคุณมากนะ

                ไม่เป็นไรหรอกต่าย... เธอไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น... ฉันกับมินท์ก็จะไม่มีทางทรยศหรือทอดทิ้งเธอไปไหนแน่ๆ” ฉันพลางลูบหลังของเธอเบาๆ แบบเดียวกับที่ทำกับมินท์เมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมา

                มันช่างเป็นวันที่น่าแปลกจริงๆ  ที่เพื่อนๆ ต่างมากอดฉันแล้วก็ร้องไห้ระบายความรู้สึกแบบนี้... มินท์เองก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกันล่ะมั้ง และเธอก็คงเข้าใจความรู้สึกของยัยต่ายดีด้วย เธอจึงเอื้อมมือมาลูบศีรษะของต่ายเบาๆ ราวกับจะปลอบโยน

                ต่าย... ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป” มินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

                ข... ขอบใจมาก ฟ้า มินท์” ต่ายพูดพลางคลายอ้อมกอดออกจากฉันหลังจากที่ร้องไห้มาได้สักพักใหญ่ ก่อนที่จะใช้ชายกิโมโนปาดน้ำตาออกจากสองแก้ม แล้วยื่นนิ้วก้อยของมือทั้งสองข้างมาที่ฉันและสาวห้าวหน้าญี่ปุ่น

                สัญญานะ ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราจะไม่มีวันทอดทิ้งกันเด็ดขาด

                แน่นอนจ้ะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราคือเพื่อนกันตลอดไป มีอะไรก็จะช่วยกันให้ถึงที่สุด แล้วก็จะไม่มีวันทอดทิ้งกันเด็ดขาด” ฉันยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวก้อยสัญญากับเธอ

                อื้ม” ยัยมินท์กล่าวขึ้นมาแล้วทำแบบที่ฉันทำบ้าง

                ช่างเป็นวันที่ดีมากอีกวันจริงๆ เพราะเป็นวันที่ฉันได้เข้าใจเพื่อนสนิททั้งสองคนมากยิ่งขึ้น แล้วก็คงจะเป็นความรัก ความสนิทสนม และความเข้าใจที่มีให้กัน ไปอีกตราบนานเท่านานเลยล่ะ... ฉันจะจำไปถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว... ฉันจะไม่ผิดสัญญาว่าเราจะไม่ทอดทิ้งกันเด็ดขาด!

ฉันจะช่วยมินท์กลับไปที่โลกให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!



[1] โอริงามิ ศิลปะชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ว่าด้วยการพับกระดาษเป็นรูปร่างต่างๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #998 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 08:35
    ลากมิ้นท์ไปเกี่ยวด้วย ฟ้านี่จะว่าเป็นเพื่อนที่ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้สิ....

    ตอนจักรสั่งชงชานี่คิดภาษาญี่ปุ่นออกเลย ทั้งน้ำเสียง ทั้งหน้า ทั้งคำพูด นี่มันยากูซ่าปลายแถวชัดๆ

    #998
    1
    • #998-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 9)
      28 มกราคม 2560 / 08:45
      เฮียแกมีความ Savage ในตัวสูง เผ่าพันธุ์เพิ่งวิวัฒนาการมาจากสัตว์นิดเดียวนี่นะ ๕๕๕๕
      #998-1
  2. #812 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2557 / 17:33
    แวะมาอ่านหลังจากที่หายไปเกือบครึ่งเดือนขอรับ...งานกองเท่าอึไดโนเสาร์ (ฮา)

    ตอนนี้มีเกอิชาด้วย (ชอบเป็นการส่วนตัวขอรับ)

    ช่วงคำขอบคุณที่เป็นอักษรฮิรางานะ ผมอยากให้ท่านทำเชิงอรรถไว้ด้านล่างเป็นคำอ่านด้วยก็ดีนะขอรับ เผื่อท่านผู้อ่านท่านอื่นที่ไม่มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นจะได้รู้ด้วยว่า...เออ คนญี่ปุ่นเขาขอบคุณกันด้วยคำคำนี้นะ

    "ชงชาให้หน่อยสิ !" ท่านมาดุมากขอรับ แต่อ่านแล้วอมยิ้มเลย ทั้งฮา ทั้งดุ

    ตอนนี้จบด้วยการกระชับมิตรและคำมั่นสัญญา ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ กลุ่มนี้ต่อให้ตายก็คงไม่ทิ้งกันหรอกขอรับ (อินเกิ๊น //ขอวิบัติเถอะ)

    ชอบคำว่า "ผิวหมึก" ขอรับ แม้จะอ่านเจอหลายรอบแต่ก็นึกถึงสีผิวที่ดำสนิท (สำทับว่า "ดำสนิท" จริงๆ) เลยขอรับ แต่รู้สึกว่านางเอกนี่จะทำเวรทำกรรมไว้เยอะจริง ๆ นะขอรับ อ่านแล้วรู้สึกว่า...ชีวิตที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดของผมเป็นเพียงนิยายย่อหน้าเดียวเองเมื่อเทียบกับของฟ้า

    พลิกอ่านบทต่อไป...
    #812
    0
  3. #757 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 23:21
    โอ๊ะ..รัชทายาทเมืองงิ้ว ปรากฎตัวมาพร้อมกลิ่นอายความมุ้งมิ้ง..
    ปล.เวลานึกถึงช้างบิน ผมนึกถึงตัวนี้เฉยเลย..
    #757
    0
  4. #707 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 16:48
    ฟ้าหลุดมาป่าหินมะพานเหรอเนื่ย แต่ว่างงกับเนื้อเรื่องอ่ะ ทำไมฟ้าถึงมาที่นี่ได้ จักรเป็นใคร คุณนีช่วยฟ้าเพราะอะไร
    #707
    0
  5. #697 Little Angel (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 เมษายน 2556 / 03:12
    เริ่มงงกับเนื้อเรื่องอ่ะ



    #697
    0
  6. #668 ประณยา โยคุง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 21:21
    ไม่น่ามาอ่านก่อนนอนเลย โฮกกกก T^T
    #668
    0
  7. #628 ฟ้าสีดำ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 / 21:27

    ออกน้ำเน่านิดๆน่ะค่ะ แต่โดยรวมก็สนุกดีค่ะ

    #628
    0
  8. #619 ป้าแง้ว (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 / 15:08
    สลบถี่ไปไหนนักหนา มันเริ่มทำให้เนื้อเรื่องน่าสนใจน้อยลงม
    #619
    0
  9. #618 ป้าแง้ว (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 / 15:08
    สลบถี่ไปไหนนักหนา มันเริ่มทำให้เนื้อเรื่องน่าสนใจน้อยลงม
    #618
    0
  10. #587 ฝนธารา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 16:20
    นางเอกเราเจ็บหนักตลอดเลยอะ
    #587
    0
  11. #575 polin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มีนาคม 2555 / 20:06
    น่าสงสารนางเอก TOT เจ็บแล้วเจ็บอีก เจ็บซ้ำเจ็บซ้อน แต่ก็ทนชะมัดเลย แผลคงน่ากลัวมาก
    ปริศนาก็เริ่มยุ่งยากขึ้นทุกที
    #575
    0
  12. #560 Kakal2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 / 21:18
    สุดยอดครับ จะติดตามทุกตอนเลยครับ ถ้าลงเป็นหนังสือเมื่อรัยบอกไว้ตรงนี้เลยครับว่าจะซื้อเก็บไว้แน่นอนเรื่องนี้
    #560
    0
  13. #428 Iz.Adiemus (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 21:24
    ช็อคไปเลย นางเอกหน้าเละ
    อา...นิยายเรื่องนี้น่ากลัวยิ่งนัก T-T
    #428
    0
  14. #398 ML-Bunma (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กันยายน 2554 / 10:27
    นี่มันเกิดอะไรขึ้น! งงไปพร้อมกับฟ้า แต่เอาใจช่วยอยู่ครับ

    ปล. ผมว่าไว้ในหมวดนี้น่าจะถูกต้องที่สุดนะ ถึงมันจะเฉียด
    ไปทางสืบสวนหน่อย ๆ ก็ตาม
    #398
    0
  15. #342 tanjungcop (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2554 / 21:36
    ฟ้าน่าสงสารอ่า
    #342
    0
  16. #26 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2553 / 17:57
    ก็ยังงงอยู่ดี

    แต่ตอนนี้ติดแล้วล่ะค่ะ 5555

    สนุกมากค่ะ อย่าลืมมาอัพต่อนะคะ ^----^
    #26
    0
  17. #23 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2553 / 21:59

    =[]= ทำไมมาค้างตรงนี้ล่ะคะ T-T

    ต่ายมาเกี่ยวอะไรด้วย แถมยังเอก แล้วก็จักรด้วย

    สับสนค่ะ =_________=!!! อย่าลืมมาอัพต่อนะคะ

    จะมารออ่าน ^^

    #23
    0