Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 8 : บทที่ ๖ : สิ่งที่เคยได้ยินเพียงแค่ตำนาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,549
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    12 ก.ย. 63

บทที่ ๖สิ่งที่เคยได้ยินเพียงแค่ตำนาน

                “ไม่รู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่ของพวกเขาหมายความว่าไงกันคะหรือว่า...” ฉันถามอย่างกระวนกระวาย เมื่อคิดไปว่าเพื่อนของฉันทุกคนจะตายกันไปหมดแล้ว...

                “ใจเย็นก่อนแม่หนู ฉันรู้ดีว่าเธอจะพูดอะไรต่อ แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่เธอคิดก็ได้” หญิงสาวกล่าวพลางใช้ดวงตาคู่งามมองมาที่ฉัน

                “ที่ฉันจะพูดก็คือ... ฉันมีความสามารถที่จะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ และอารมณ์ของสิ่งต่างๆ ได้ในรัศมีหนึ่งโยชน์ ถ้าเรียกให้เข้าใจง่ายหน่อยก็รัศมีสิบหกกิโลเมตร ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ถ้าเพื่อนของเธอไม่ตายกันหมดแล้วล่ะก็ พวกเขาจะต้องอยู่นอกรัศมีการรับรู้ของฉันแน่นอน

                ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วยิ้มดีใจขึ้นมาด้วยความดีใจในทันทีที่ได้ยินเธอพูดจบ และฉันก็ขอภาวนาให้มันเป็นแบบหลัง

                “เอ่อ... แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหนกันล่ะคะคุณนีพอจะรู้ไหม?”

                “เรื่องนั้นฉันก็ไม่เก่งพอที่จะรู้เหมือนกัน เพราะช่องว่างระหว่างมิติส่งพวกเธอมาบนท้องฟ้านอกอาณาเขตของฉัน แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกมนุษย์แบบพวกเพื่อนของเธอนั้นจะรอดมาจากการตกจากความสูงขนาดนั้นได้ไหม หรือถ้าบังเอิญรอดมาได้จริงๆ พวกเขาจะเจออะไรกันบ้าง” อรัญญาณีกล่าวพลางถอนใจออกมาด้วยความกังวลพลางส่ายหัวช้า ๆ บ่งบอกให้รู้ว่าเธอเองก็จนปัญญาเหมือนกันกับเรื่องนี้

                “แล้วคุณนีเสกพวกเครื่องบินหรืออุปกรณ์ติดตามตัวคนไม่ได้เหรอคะฉันเห็นคุณนีเสกนั่นเสกนี่ออกมาตั้งเยอะตั้งแยะ

                “เข้าใจผิดแล้วสาวน้อย” อรัญญาณีกล่าวขึ้นมา พลางมองไปยังคนโทและกาน้ำชา แล้วอธิบายออกมาด้วยเสียงอันไพเราะ

                “สิ่งของพวกนี้เป็นสิ่งที่ฉันได้ทำพันธสัญญากันพวกมัน และเก็บเอาไว้ในคลังส่วนตัว ทุกครั้งที่อยากจะใช้อะไร ฉันเพียงแค่เรียกของในห้องที่เก็บพวกมันเอาไว้ออกมาต่างหาก แล้วที่มันหายไปจากสายตาเธอมันก็ไม่ได้หายไปไหน แค่เพียงกลับไปอยู่ในห้องนั้นตามเดิมก็เท่านั้นเอง

                “ทำไมเรื่องแบบนั้นฟังดูเหมือนง่ายจังเลยล่ะคะ? แล้วฉันจะทำแบบคุณได้หรือเปล่า หรือว่าต้องเป็นผู้วิเศษแบบคุณนีเท่านั้น ถึงจะทำได้?” ฉันถามด้วยความสนใจ เพราะหวังว่าตนเองจะทำแบบนั้นได้บ้าง แล้วความสามารถนี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเพื่อนๆ ของฉันกลับบ้าน

                “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษอะไรอย่างที่เธอเข้าใจหรอกนะ ความจริงแล้วสิ่งที่เธอเห็นในว่าฉันทำวันนี้หลายอย่าง ไม่ว่าจะพลังพลังในการรักษา อ่านความคิด ดูภาพความทรงจำ หรือเรียกสิ่งของออกมา สำหรับพวกฉันแล้วเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า แทบจะเป็นปกติในกิจวัตรประจำวันเลยล่ะ”” อรัญญาณีกล่าวพลางส่ายหัวช้าๆ แล้วอมยิ้มเหมือนขบขันเสียเต็มประดา

                “พวกฉัน? คุณนี้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในมิตินี้ ทำเรื่องที่คุณนีพูดไปได้ทุกคนงั้นเหรอคะ?”

                “ไม่ใช่ทุกคนหรอก เพราะหลายเผ่าพันธุ์ก็ไม่ได้สนใจจะฝึกบางสิ่งบางอย่าง แต่ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์ของฉัน จะทำสิ่งที่พูดไปเมื่อครู่ได้ทุกคนนั่นแหละ

                “บางเผ่าพันธุ์? หมายความว่าในมิตินี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์แบบคุณนีกับเจ้าตัวเขียวเมื่อกี้งั้นเหรอคะ?”

                “อะไรกันสาวน้อย ฉันไม่เคยพูดสักคำเลยนะ ว่าฉันเป็นมนุษย์หญิงสาวผู้มีดวงหน้ากลมตอบพลางยิ้มให้ ทำเอาฉันต้องนิ่งไปชั่วขณะ แล้วก็นึกถึงคำพูดของคุณนีเมื่อไม่นานนี้ขึ้นมาได้

                ฉันก็เป็นเหมือนแม่หนูเอื้องคำที่เธอเคยเจอมาน่ะแหละ แต่ระดับสูงกว่าแม่หนูนั่นอยู่พอสมควร แล้วฉันก็ไม่ใช่พวกใจไม้ไส้ระกำชนิดที่เห็นคนจะตายตรงหน้าแล้วไม่ช่วยหรอกนะ

                “หมายความว่าคุณนีกับเอื้องคำเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันงั้นเหรอคะ? ป... แปลว่าคุณนีเป็นผีเหมือนกับเอื้องคำงั้นเหรอเนี่ย...ฉันพูดออกไปด้วยความสะพรึงกลัว แล้วนั่นก็ทำให้คุณนีต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “เข้าใจผิดแล้วสาวน้อย พวกฉันไม่ใช่ผีสักหน่อย

                “ถ... ถ้าไม่ใช่ผี แล้วเอื้องคำกับคุณนีเป็นอะไรกันคะ?”

                 “อืม... เธอชอบอ่านนิทานหรือวรรณคดีสินะแถมยังชอบการดนตรีและนาฏศิลป์ด้วยสินะ…อรัญญาณีเปลี่ยนเรื่องพลางยิ้มน้อยๆ แล้วมองฉันเหมือนผู้ใหญ่กำลังเอ็นดูเด็กไร้เดียงสา “พวกเราเองก็เป็นผู้ที่ชื่นชอบในการดนตรีและนาฏศิลป์เช่นเดียวกับเธอ

                “เรื่องราวของพวกเรามีอยู่ในวรรณคดีหลายเรื่องที่เธอเคยอ่าน มีอยู่ในนิทานจำนวนไม่น้อยที่เธอเคยฟัง เธอเองก็คงจะเคยได้ยินเรื่องราวตำนานของพวกมนุษย์ ที่กล่าวถึงพวกเราอยู่ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ โดยเฉพาะคนที่สนใจในดนตรีและนาฏศิลป์แบบเธอ

                “หรือว่าเอื้องคำกับคุณเป็น....” ฉันพูดอย่างตะกุกตะกักเมื่อพอจะคาดเดาคำตอบของคำถามได้

                “ใช่แล้ว เธอเข้าใจไม่ผิดหรอก” หญิงสาวผิวขาวนวลกล่าวตอบอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ริมฝีปากสีชมพูเรื่อๆ ของเธอจะปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ ที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ

                “พวกเรามีทั้งระดับล่างที่อาศัยอยู่บนโลกของเธอ ในฐานะเจ้าแห่งภูตในป่าแถบนั้น ที่พวกคนโลกนั้นเรียกกันว่านางไม้ประเภทหนึ่งจากอีกหลายประเภท แบบแม่หนูเอื้องคำ หรือระดับกลางแบบฉันที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้ และยังมีพวกระดับสูงอย่างพวกที่อาศัยกันในที่ที่พวกเธอเรียกกันว่าสวรรค์  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นระดับไหน พวกเราก็ล้วนแต่หลงใหลในสิ่งบันเทิงและชื่นชอบในอิสระเสรีกันทั้งนั้น... ใช่แล้วล่ะ ฉันกับแม่หนูเอื้องคำนั่นล้วนแต่เป็นเผ่าพันธุ์...

                “คนธรรพ์ หรือว่าอัปสร งั้นเหรอคะ?”

“ฉันเป็นธิดาคนธรรพ์ผู้ดูแลป่าแถบนี้รุ่นก่อนจ้ะ นับว่าเป็นเผ่าพันธุ์คนธรรพ์ก็ได้” 

” อรัญญาณีเฉลย ทำเอาร่างกายของฉันในตอนนี้มันสั่นไปหมดด้วยอารมณ์ที่ฉันไม่ทราบว่ามันจะเป็นอารมณ์หวาดกลัว ตื่นเต้น ดีใจ หรือว่าตกใจ เมื่อตัวเองก็มานั่งอยู่ตรงหน้าของสิ่งที่อยู่ในตำนานที่พ่อแม่เคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งยังเด็ก!

                “แต่เท่าที่ฉันรู้มา พวกคุณเป็นภูตหรือเทวดานี่นาถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็น่าจะแตะตัวคุณนีหรือยัยเอื้องไม่...

                “แล้วเธอตบหนูเอื้องคำโดนไหมล่ะ?” อรัญญาณีพูดพลางยิ้มแล้วมองมาด้วยสายตาเอ็นดู

                “ตามความรู้ของฉันที่นิยามผ่านคำศัพท์อันเธอพอจะเข้าใจแล้ว ถ้าอยู่ในโลกนั้น พวกเราจะอยู่ในสถานะอทิสมานกาย ที่พวกเธอเรียกว่ากายละเอียด เป็นพลังงานอีกรูปแบบซึ่งดวงตาของทิสมานกาย หรือที่พวกเธอเรียกว่ากายหยาบ แบบพวกเธอส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักจะมองไม่เห็น และสัมผัสพวกเราไม่ได้ นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความผูกพันหรือเกี่ยวข้องกันจริง ๆ จึงทำให้เรื่องราวของพวกเราเป็นเพียงแค่ตำนานสำหรับพวกเธอไป

                “แต่ในดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนพิเศษ ทุกเผ่าพันธุ์ใต้ระดับดาวดึงส์พิภพที่มาอยู่ในนี้จะมีสถานะจะสามารถมองเห็นและจับต้องกันได้เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นเธอในตอนนี้ รวมทั้งเพื่อนๆ ของเธอที่อาจจะยังมีชีวิตอยู่ ตัวฉัน หรือสิ่งต่างๆ ในมิตินี้ก็มองเห็นและสัมผัสกันได้ แบบที่เธอรับรู้ถึงการมีอยู่ของฉันหรือเจ้ายักษ์นั่นเหมือนเห็นคนปกติได้ยังไงล่ะ

                ฉันนั่งนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เหมือนกับความฝัน แต่ฉันก็เริ่มสงสัยว่าเมื่อมีสภาพไม่ต่างจากภูตผีเทวดาแบบนี้แล้ว ถ้ากลับไปที่โลกของพวกเรา มันจะกลับเป็นร่างกายปกติที่คนอื่นสามารถมองเห็นและจับต้องได้ไหม หรือว่าจะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนกันแน่...

                ระหว่างที่ฉันกำลังครุ่นคิดหนัก อรัญญาณีก็ทำให้คนโทและกาน้ำชาหายไปจากตรงนั้น พลางหันมาส่งรอยยิ้มที่แฝงความรู้สึกแต่แล้วฉันก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

                “เอ่อ... จะว่าไปแล้ว คุณนีรู้จักเจ้านางที่เอื้องคำบอกกับฉันหรือเปล่าคะ? หรือว่าคุณนีคือเจ้านางที่เอื้องคำพูดถึง?” ฉันถามถึงบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังโชคร้ายทั้งหมดของฉัน เพราะถ้าเป็นไปตามที่เอื้องคำบอกล่ะก็ ฉันจะได้กลับไปที่นั่นโดยปลอดภัย ซึ่งน่าจะหมายถึงกลับไปได้ในสภาพมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าฉันจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อได้พบกับเจ้านาง

                “ฉันไม่ใช่เจ้านางที่เธอต้องการจะพบนักหรอก แต่ฉันก็รู้ดีว่าเธอพูดถึงใครอยู่เธอตอบพลางยิ้มให้อย่างมีความหมายบางอย่างแอบแฝง แล้วเธอก็คิดไว้ไม่ผิดนัก เพราะเจ้านางที่เอื้องคำพูดถึงจะเป็นคนกำหนดเองว่าเธอจะได้กลับไปที่โลกที่เธอจากมาได้หรือไม่ และจะได้กลับในสภาพไหน ดังนั้นถ้าเธออยากจะกลับไปโดยปลอดภัย ก็คงต้องไปพบกับคนที่เอื้องคำเรียกว่าเจ้านางเท่านั้น

                “แล้วเจ้านางที่ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหนกันเหรอคะ? คุณนีพาฉันไปพบกับเขาได้ไหม?”

                “ฉันคิดว่าไม่บอกเธอเรื่องเจ้านางที่แม่หนูเอื้องคำพูดถึงจะดีกว่า แต่ว่าฉันจะพาเธอไปยังที่ที่สามารถพบเจ้านางได้ในวันรุ่งขึ้นเองอรัญญาณีตอบกลับมา แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามว่าเพราะอะไรเธอจึงไม่อยากบอกเรื่องเจ้านาง หญิงสาวที่มีผ้าแถบสีม่วงพันรอบอกก็เดินออกมาจากโพรงหนึ่งในห้อง พร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ไร้ชีวิตชีวา

                “นายหญิงเจ้าคะ มีการติดต่อมาทางกระจกวิเศษเจ้าค่ะ

                “กลับไปบอกอีกฟากของกระจกด้วยว่าฉันกำลังจะไปอรัญญาณีบอกกับหญิงสาวที่เธอเรียกว่าตุ๊กตาดิน จากนั้นร่างสีผิวเหมือนดินจะเดินกลับเข้าไปในโพรง แล้วหญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวก็จ้องมองฉันด้วยสายตาเอ็นดู

                “วันนี้เราคงคุยกันได้เท่านี้ เพราะมีเพื่อนของฉันติดต่อมาผ่านทางกระจกวิเศษ แล้วฉันก็คงจะต้องคุยกับเขาอีกนานพอตัวหญิงสาวกล่าวพลางยันกายลุกขึ้นยืน แล้วผายมือไปยังโพรงที่ด้านหนึ่งของห้อง  “เธอจงเดินเข้าไปในโพรงนั้น จะมีห้องพักสำหรับเธออยู่ พักผ่อนตามสบายเถิด แล้วพบกันอีกในวันรุ่งขึ้น

                “แล้วกระจกวิเศษที่ว่านี่ มันคืออะไรกันเหรอคะ?”

                “คงคล้ายกับโทรศัพท์ในโลกที่เธอจากมา แต่ว่าเราสามารถสนทนากันแบบเห็นหน้าของอีกฝ่ายได้น่ะหญิงสาวผู้ห่มสไบพูดพลางส่งสายตาบอกกับฉันว่าควรจะแยกกันตรงนี้ แต่ฉันยังมีบางอย่างที่ค้างคาใจอยู่

                “ขอถามอะไรอีกสักอย่างหน่อยสิคะ คำถามสุดท้ายแล้ว” ฉันบอกกับเธอเพราะตัวเองมีคำถามสำคัญมากอีกคำถามหนึ่งที่อยากจะถามมาตั้งแต่แรก และฉันควรจะรู้ให้ได้ เพื่อที่จะไม่ต้องไปนอนค้างคาใจในคืนนี้

                “แล้วฉันจะตามหาเพื่อนๆ ของฉันได้ยังไงกันคะ? ฉันตั้งใจเข้าถ้ำอาถรรพ์จนทะลุมาที่มิตินี้ก็เพราะอยากจะพาเพื่อนกลับไป ถ้าเจอเจ้านางอะไรนั่นแล้วกลับไปโลกมนุษย์ได้ แต่ถ้าไม่เจอใครก่อนหน้านั้นก็ไม่มีความหมายไม่ใช่เหรอคะ?”

                “เธอจำที่ฉันบอกได้หรือเปล่า? ว่าฉันยังไม่เก่งพอที่จะรู้ความเป็นไปของเพื่อนเธอได้อรัญญาณีถามขึ้นมาพร้อมกับส่งยิ้มเอ็นดูให้ แล้วนั่นมันก็ทำให้ฉันคิดอะไรออก

                “นั่นหมายความว่า มีคนที่เก่งพอจะรู้ความเป็นไปของเพื่อนฉันได้ใช่ไหมคะ?” ฉันถามอย่างมีความหวัง เพราะในเมื่อเธอบอกเองว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ นั่นก็หมายความว่าเธอรู้จักคนที่เก่งกว่าและทำเรื่องต่างๆ ที่เธอยังทำไม่ได้แน่ๆ!

                “ใช่แล้วจ้ะ ฉันตั้งใจจะบอกกับเธอว่าแบบนั้น” อรัญญาณีตอบพลางมองมาที่ฉันอย่างพึงพอใจ

                “ถ้าแบบนั้นก็พาฉันไปหาเขาเถอะค่ะฉันอยากจะรู้ว่าทุกคนอยู่ที่ไหน ฉันอยากจะพาทุกคนกลับไปให้ได้ ถึงแลกด้วยอะไรฉันก็ยอม!

                “แน่ใจเหรอ?” สาวงามผู้ห่มสไบเขียวกล่าวพลางเอื้อมมือมาจับที่แก้มซ้ายของฉัน “บางทีถ้าเธอไปพบเจ้านางแค่คนเดียว เธอก็อาจจะกลับไปได้โดยปลอดภัย แต่ถ้าเธออยากจะรู้ว่าเพื่อนๆ อยู่ไหนแล้วออกตามหาทีละคน เธออาจจะเจออะไรที่มันอันตรายมากกว่าที่เคยเจอมาก็ได้นะ ไหนจะพวกสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จัก ไหนจะสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย... ฉันไม่รับประกันความปลอดภัยของชีวิตเธอนะ

                “อีกอย่าง ถ้าเธอพยายามฝ่าอันตรายพวกนั้นแทบตาย แล้วมารู้ทีหลังว่าเพื่อนของเธอตายกันหมดแล้ว ไม่เท่ากับการกระทำทั้งหมดของเธอสูญเปล่าหรอกหรือ?”

                “แต่มันก็ยังดีกว่ามาเสียใจภายหลังที่ไม่ได้ทำนี่คะ!” ฉันตอบกลับไปอย่างหนักแน่น เพราะการที่อรัญญาณีขู่ไม่ให้ฉันกล้าออกไปจากที่นี่ด้วยเรื่องอันตรายสารพัด มันก็ยิ่งทำให้ฉันยิ่งอยากจะออกไปตามหาพวกเพื่อนๆ มากไปกว่าเดิม เพราะไม่รู้ว่าป่านนี้แต่ละคนจะต้องเจออันตรายอะไรในดินแดนที่แสนจะเต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้กันบ้าง!

                “ฉันชอบความเด็ดเดี่ยวของเธอนะ” หญิงสาวผิวขาวนวลยิ้มอย่างพึงพอใจ “ฉันจะพาเธอออกไปจากที่นี่เพื่อไปหาคนที่รู้ความเป็นไปของเพื่อนเธอในวันรุ่งขึ้นก็แล้วกันนะ เขาอยู่ไม่ไกลจากที่ที่เธอจะพบเจ้านางสักเท่าไรนักหรอก

                ”แล้วสถานที่ที่ว่ามันคือที่ไหนงั้นเหรอคะ? แล้วเขาเป็นใครกัน?”

                “ขวัญนภา” อมนุษย์สาวกล่าวกับฉันด้วยน้ำเสียงที่เหมือนครูตำหนิลูกศิษย์เมื่อทำอะไรผิด “เธอบอกเองว่าเมื่อครู่คือคำถามสุดท้าย และฉันมีธุระ ไม่ว่างจะตอบคำถามเธออีก เพราะฉะนั้นถ้าเธอถามฉันมาอีกคำถามเดียว ฉันจะทำให้เธอเป็นแบบพวกตุ๊กตาดินไปทั้งคืน

                คำพูดของเธอมันทำเอาฉันต้องปิดปากให้สนิทอย่างกะทันหันเลยทีเดียว เพราะไม่อยากจะไปอยู่ในสภาพที่บังคับร่างกายของตัวเองไม่ได้แบบนั้นอีกแล้ว... และความเงียบนั่นมันก็ทำให้สาวงามผู้ห่มสไบเขียวพูดออกมาด้วยความพึงพอใจ

                “เอาล่ะจ้ะ กลับไปที่ห้องนอนของเธอก่อนแล้วกันนะ ในนั้นมีเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว ส่วนฉันมีธุระต้องทำต่อที่ห้องของฉันน่ะ” อรัญญาณีกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันสงบปากสงบคำไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เดินหายลับไปในโพรงไม้ที่ตุ๊กตาดินหญิงกลับเข้าไปเมื่อครู่

                ฉันเองก็คิดจะแอบตามเธอไปเหมือนกัน แต่เหมือนกับว่าเธอคงไม่อยากให้ฉันไปจุ้นจ้านกับชีวิตเธอเท่าไรนัก โพรงไม้ทั้งหมดในห้องจึงหายไปต่อหน้าต่อตาฉันเอาดื้อๆจะเหลือก็เพียงแต่โพรงที่เป็นทางไปที่ห้องนอนชั่วคราวของฉันเท่านั้น

                ในเมื่อเหลือทางเลือกให้ฉันแค่สองทาง คือเข้าโพรงนี้กลับไปยังห้องนอน กับแอบหนีเธอไปทางถ้าปากโพรงใหญ่ ฉันคงไม่เลือกทางที่เสี่ยงอันตรายอีกแน่ๆ จึงต้องเดินเข้าไปในโพรงที่เป็นทางไปสู่ห้องนอนแต่โดยดี

                ฉันสาวเท้าจนพ้นปากโพรงนั้นไปได้สักระยะหนึ่งก็พบว่ามันเป็นทางเดินเล็กๆ ที่กว้างไม่ถึงสองเมตร แล้วทางเดินนั้นก็สิ้นสุดลงที่ห้องอันกว้างใหญ่ ที่เต็มไปด้วยเครื่องเรือนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเตียงไม้สลักลวดลายสวยงาม ตู้เสื้อผ้าที่มีลายแปลกตา โซฟาหวายที่มีถาดเงินใส่ก้อนข้าววางอยู่บนนั้น หรือกระจกบานใหญ่เท่าตัวคนที่ดูคล้ายกับกระจกในสมัยก่อน บนเพดานห้องมีโคมไฟสีเงินห้อยระย้าอยู่ไม่ต่างจากในส่วนห้องรับแขกเท่าไรนัก

                ฉันทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหวายอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะคว้าก้อนข้าวในถาดมากัดเข้าไป และก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้กินอะไรมานาน หรือเพราะก้อนข้าวนี่รสชาติไม่เหมือนกับที่เคยกินมาจริงๆ ฉันถึงได้รู้สึกว่ามันอร่อยกว่าอะไรที่เคยกินมาทั้งหมดในชีวิต พอกัดมันเข้าไปแค่คำแรก ก็รู้สึกราวกับดวงวิญญาณของฉันจะลอยขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว

                ในที่สุดฉันก็กินมันจนหมดถาด แต่ยังไม่ทันทำอะไรกับถาดเงิน มันก็หายไปจากบนโซฟา ถ้าเป็นสมัยก่อนฉันก็คงตกอกตกใจอยู่ไม่น้อย แต่ว่าเรื่องราวที่เจอมาทั้งหมดมันก็ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นเรื่องไม่น่าตกใจไปแล้ว

                จะว่าไปแล้วชีวิตของฉันมันก็ช่างน่าแปลกจริงๆ เพราะดันจำเรื่องราวก่อนที่ตัวเองจะอายุสิบสองไม่ได้เลยสักเรื่อง ทำได้แค่เชื่อที่พ่อแม่บอกมาว่าเคยหลงเข้าไปในป่าตอนเที่ยวกัน แล้วถูกพบอีกทีด้วยสภาพที่ยับเยินจนแทบจำไม่ได้ ซ้ำยังความจำเสื่อมจนต้องมานั่งรื้อฟื้นกันใหม่ แถมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็เอาแต่ฝันประหลาดๆ

                ฉันหลับตาลงแล้วครุ่นคิดว่าป่านนี้พวกเพื่อนๆ ที่หลงเข้ามายังดินแดนนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คงเป็นการภาวนาให้พวกเขาถูกคนในดินแดนนี้ช่วยเอาไว้แบบตัวเอง จะได้ออกตามหาพวกเขาแล้วพากลับไปที่โลกของเราได้...

                ระหว่างที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั่นเอง ฉันก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้องนอนของฉันจากทางปากโพรง ฉันจึงรีบเหลียวไปมองอย่างทันที เพราะหวังว่าจะเป็นอรัญญาณีเสร็จธุระแล้วและจะกลับมาคุยกันต่อ

                แต่ฉันก็คิดผิดไปถนัด เมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาในห้องนั้นเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งกายเหมือนกับฉันไม่มีผิด เธอคือหนึ่งในคนที่ถูกเรียกว่าตุ๊กตาดินนั่นเอง

                “นายหญิงให้เอาสิ่งนี้มาให้คุณหนูเจ้าค่ะ” น้ำเสียงที่เรียบเฉยไร้ชีวิตชีวาดังออกมาจากปากของหญิงสาวผู้นั้น พลางสองมือของเธอก็ยื่นหม้อสีทองมาให้ฉัน

                ในครั้งที่ฉันถูกอรัญญาณีทำให้เหมือนกับว่าเป็นเหมือนคนเหล่านี้ ฉันไม่สามารถสังเกตเธอได้ดีเท่าไรนัก เพราะร่างกายถูกควบคุมอยู่ แต่ว่าในครั้งนี้ฉันมีโอกาสได้มองเธอให้ถนัดตา ฉันจึงพบว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นดูแปลกพอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากดวงตาเรียวเล็กบนใบหน้าสีคล้ำเหมือนดินของเธอนั้นมีแต่ความว่างเปล่าราวกับไม่มีจิตวิญญาณ เส้นผมของเธอดูหยาบกระด้างจนแห้งและฟูเป็นกระเซิงเหมือนๆ กับฉันในตอนนี้ การเคลื่อนไหวของเธอนั้นก็ดูแข็งๆ ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไรนัก จะว่าไปแล้วเธอดูไม่เหมือนกับใครที่ฉันเคยพบมาก่อนเลยทีเดียว!

                “มันใช้ทำอะไรเหรอแล้วเธอเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่กับคุณนีล่ะ?” ฉันยิงคำถามออกไปหลังจากพิจารณาดูเธออย่างคร่าวๆและรับหม้อใบนั้นมาเรียบร้อยแล้ว

                “นายหญิงให้คุณหนูใช้น้ำในหม้อนี้ล้างหน้าและลูบผมเจ้าค่ะ” เธอตอบกลับเหมือนกับท่องจำจากหนังสือมาไม่มีผิด “ส่วนดิฉันเป็นบ่าวของนายหญิง เป็นหุ่นพยนต์ที่สร้างขึ้นมาจากตุ๊กตาดินเจ้าค่ะ

                “คุณนีสร้างเธอขึ้นมายังไงกันน่ะแล้วเธอ..” ฉันถามแต่ว่ายังไม่ทันได้จบประโยค ยัยตุ๊กตาดินนั่นก็พูดขัดขึ้นมาราวกับเครื่องตอบรับอัตโนมัติเสียก่อน

                “นายหญิงสั่งมาอีกว่า ห้ามคุณหนูถามอะไรดิฉันอีกนอกจากนี้ มิฉะนั้นนายหญิงจะทำให้คุณหนูมีสภาพเหมือนดิฉันจนกว่าจะพรุ่งนี้เช้าเจ้าค่ะ” ตุ๊กตาดินหญิงพูดจบก็เดินจากไปอย่างไม่ใยดีฉันเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้ฉันอยู่เพียงลำพังคนเดียวในห้อง กับคำถามและความสงสัยว่าพวกตุ๊กตาดินที่อรัญญาณีบอกว่าตัวเองสร้างขึ้นมานั้นใช้ชีวิตกันแบบไหน แล้วถูกสร้างมาด้วยวิธีใด แล้วน้ำในหม้อนี้มันใช้ทำอะไรกันแน่

                ฉันวักน้ำในหม้อนั้นมาชโลมไปตามเส้นผมที่แห้งกรอบเบาๆ และฉันก็พบว่าเส้นผมมั้นกลับนุ่มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ฉันจึงรีบวักน้ำจากในนั้นมาลูบผมต่อในทันที และนั่นมันก็ทำให้เส้นผมกลับมานุ่มขึ้นจนดูเหมือนจะกลับมาอยู่ในสภาพเดิมก่อนที่เรื่องราวพวกนี้จะเกิดขึ้นแล้ว!

                เมื่อเห็นว่าเส้นผมกลับมาเป็นปกติ ฉันก็รีบวักน้ำมาล้างใบหน้า เพราะรู้แล้วว่าน้ำในหม้อนี้เป็นของวิเศษแน่ๆ ถึงได้รักษาเส้นผมของฉันให้กลับมาเป็นแบบเดิมได้ และก็หวังว่ามันจะคืนสภาพใบหน้าของฉันให้กลับมาได้เหมือนกัน

                ฉันล้างหน้าได้สักพัก หม้อทองใบนั้นก็หายวับไปเหมือนกับถาดเงินที่ใส่ข้าวปั้น เป็นสัญญาณบอกว่าควรจะพอได้แล้ว ฉันจึงรีบกลับไปที่กระจกในทันที เพื่อจะได้มองสภาพของตัวเองในตอนนี้ว่าดีขึ้นมากขนาดไหนแล้ว

                เด็กสาวที่แต่งตัวเหมือนกับตุ๊กตาดินหญิง แต่ว่าดูดีกว่าเพราะเส้นผมของเธอที่ควรจะฟูและแห้งเป็นกระเซิง กลับดำขลับและยาวสลวย ถึงแม้ว่ามันจะขาดแหว่งไปบ้างบางก็ตามที และใบหน้าเรียวรูปไข่สีดำเหมือนดินของเธอก็เกลี้ยงเกลาปราศจากสิวฝ้าหรือรอยแผลเป็น… จะว่าไปแล้วถ้าเกิดว่าดั้งเธอไม่หัก ปากของเธอไม่บวมเจ่อ และสีผิวเธอไม่คล้ายดินเหนียวล่ะก็ เด็กสาวในกระจกนั่นก็ไม่น่าจะต่างจากฉันในสภาพปกติสักเท่าไรหรอกนะ

                ฉันอยากขอบคุณแม่สาวคนธรรพ์จริงๆ สำหรับการที่ทำให้ฉันกลับมาใกล้เคียงกับสภาพเดิมขึ้นอีกหน่อย ถึงแม้ว่าจะยังไม่เหมือนเดิมเลยทีเดียว แต่มันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรมากมายแบบในตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา ทีนี้ฉันก็หมดห่วงเรื่องหน้าตาของตัวเองไปได้ระดับหนึ่งแล้ว

                แต่ก่อนที่ฉันจะทันคิดกังวลเรื่องอะไรไปอีกนั้น หูของฉันก็ได้ยินเสียงพิณดีดเป็นเพลงแว่วมาเบา ๆ จากทิศทางไหนก็ไม่อาจทราบได้ มันเป็นเพลงที่ไพเราะมากเหลือเกิน... ท่วงทำนองของมันนุ่มนวลราวกับจะขับกล่อมฉันให้เคลิบเคลิ้มไปตามเสียงดนตรีที่บรรเลง

                สองเท้าของฉันก้าวไปที่เตียงนอนแล้วทิ้งร่างลงบนนั้นอย่างแผ่วเบา พลางค่อย ๆ หลับตาลงอย่างช้า ๆ นี่ถ้าจะบอกว่าเพลงที่ฉันได้ยินอยู่เป็นเพลงกล่อมเด็กล่ะก็ ฉันคงจะเชื่อสนิทใจเลยทีเดียว... ก็เล่นเอาฉันเคลิ้มจนอยากจะนอนขนาดนี้เลยนี่นา...

                มันช่างเป็นท่วงทำนองที่คุ้นเคยราวกับว่าฉันเคยได้ฟังเพลงนี้ที่ไหนมาก่อน.. ทั้งที่ในรอบห้าหกปีที่ผ่านมาของฉันนั้นไม่เคยมีความทรงจำว่าได้ฟังเพลงที่เพราะขนาดนี้มาก่อนเลยนี่นา ว่าแต่ฉันเคยได้ยินเพลงนี้ที่ไหนมาก่อนกันนะ?

                ท่วงทำนองเพลงพิณนั้นยังคงบรรเลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง มันทำให้ในใจของฉันเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย เหมือนกับว่าฉันกำลังกลับไปเป็นเด็กน้อยที่กำลังถูกแม่กล่อมให้นอนหลับ ความรู้สึกนี้มันคล้ายกับตอนที่ฉันโดนลมประหลาดนั่นเมื่อก้าวเข้าเขตหมู่บ้านของเอื้องคำเลยนี่นา… พรุ่งนี้ฉันคงจะต้องถามดูให้รู้เรื่องบ้างแล้วว่าเพราะอะไรกันแน่...

                แสงสว่างจากโคมเงินค่อยๆ หรี่ลง ราวกับรู้ว่าตอนนี้ฉันไม่จำเป็นต้องอาศัยมัน ถ้าเป็นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนฉันอาจจะคิดสงสัยอยากหาคำตอบว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แต่บทเพลงนั่นทำให้ฉันไม่อยากจะคิดอะไรให้มันหนักสมองแล้ว... สิ่งที่ฉันอยากจะทำในขณะนี้ก็คือปล่อยตัวเองให้ผ่อนคลายไปกับเสียงดนตรีที่บรรเลง ลืมทุกสิ่งที่เคยเจอมาแล้วจมเข้าสู่ห้วงนิทรา...

                แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้หลับสนิทดี ฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาฉุดดึงร่างกายของฉันไปยังอีกที่อันไกลแสนไกล แล้วฉันก็พลันออกจากภวังค์แห่งความเคลิบเคลิ้มจากเสียงดนตรีที่อรัญญาณีบรรเลงไปในทันที

ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็พบว่าสถานที่ซึ่งตัวเองอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ใช่ห้องนอนในโพรงของอรัญญาณี หากแต่เป็นสถานที่อื่นซึ่งฉันไม่น่าจะอยู่ได้... ร่างกายของฉันก็ไม่ได้อยู่ในอิริยาบถนอนอย่างที่ควรจะเป็น...

                ฉันพยายามจะขยับร่างกายให้เป็นไปตามใจคิด แต่ก็เหมือนว่าจะไร้ผล ร่างกายของฉันเคลื่อนไหวไปเองนอกเหนือการควบคุม มันค่อย ๆ ขยับไปมองผ่านหน้าต่างบานเล็ก ลงไปยังบริเวณรอบสนามฟุตบอลที่อยู่เบื้องล่าง และฉันก็ได้เห็นกับสิ่งที่คุ้นตาเหลือเกิน

                สนามถูกเปลี่ยนเป็นที่ตั้งของซุ้มจากชมรมต่าง ๆ ที่นำหลายสิ่งจากแต่ละชมรมมาสาธิตให้คนที่เดินผ่านไปมาได้ดูเป็นขวัญตา ก่อนที่จะเชื้อชวนให้พวกเขาไปเยี่ยมชมสิ่งเหล่านั้นกันต่อในพื้นที่ซึ่งชมรมของตนได้จัดเอาไว้

                ผู้คนหลากเพศหลากวัยดูพลุกพล่าน ส่วนใหญ่กำลังสนอกสนใจกับเด็กหนุ่มสี่ห้าคนจากชมรมการเต้นที่กำลังเต้นท่าแปลกประหลาดเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมทั้งหลาย ขณะที่ชมรมศิลปะการป้องกันตัวที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็มีคนเยอะไม่แพ้กัน เพราะที่หน้าซุ้มของชมรมพวกเขานั้นก็มีการแสดงการต่อสู้ด้วยอาวุธโบราณต่าง ๆ ที่ดูแล้วน่าหวาดเสียว

                และนั่นก็ทำให้ฉันนึกออกแล้วว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังพบเจออยู่ มันเป็นเรื่องราวเมื่อประมาณหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งช่วงนั้นโรงเรียนของฉันมีนิทรรศการวิชาการที่ทุกชมรมจะนำผลงานของตัวเองออกมานำเสนอกันอย่างเต็มที่ โดยจะจัดแบ่งกันเป็นพื้นที่ของชมรมต่างๆ ซึ่งแต่ละชมรมก็จะจัดการพื้นที่ของตนให้สวยงามตามต้องการและนำเสนอของดี ๆ จากชมรมตัวเอง ซึ่งมีเพียงครั้งเดียวในรอบสองปี ส่วนตัวฉันตอนนี้ก็กำลังยืนอยู่หลังเวทีในห้องประชุมประจำโรงเรียน!

ตอนนี้ฉันเริ่มสับสน เพราะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องกลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่เคยผ่านมาแล้วแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังหลับฝันไป หรือมีคนตั้งใจย้อนภาพอดีตให้ฉันเห็นชัด ๆ อีกครั้ง หรือตัวเองถูกส่งย้อนเวลายังอดีตมากันแน่...

                “พี่ฟ้าคะ ขอถ่ายรูปคู่หน่อยค่ะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากเบื้องหลัง ทำเอาฉันต้องออกจากห้วงความคิดทันที แล้วร่างกายของฉันก็หันไปมองเจ้าของเสียง แล้วพบว่าเธอเป็นเด็กสาวผิวเข้มในชุดเสื้อแขนกระบอกและผ้าซิ่น ซึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด เธอคงเป็นรุ่นน้องที่แสดงเป็นสาวชาวนาในละครเวทีที่ฉันเล่นในนิทรรศการนั้น และตอนนี้ เธอก็กำลังเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเพื่อนของเธออีกคนหนึ่งซึ่งถือกล้องถ่ายรูปมาด้วย

                “เดี๋ยวหนูขอบ้างนะคะ พี่ฟ้า” เด็กสาวตากล้องกล่าวขึ้นมาบ้าง

                “จ้า... ได้กันทั้งคู่แหละจ้ะ” ปากของฉันขยับตอบกลับไป ก่อนที่ตัวเองจะเดินเข้าไปใกล้ เพื่อถ่ายรูปคู่กับเด็กสาวที่ร่วมงานกันเมื่อครู่

                ในตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าตัวเองกำลังเห็นภาพเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองในอดีต จึงไม่สามารถควบคุมตัวเอง หรือทำอะไรได้มากไปกว่าเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉันจึงทำตัวตามสบายและปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเคยเป็นมา

                “เสร็จแล้วค่ะ” เด็กสาวตากล้องกล่าวขึ้นมา หลังจากดูรูปในกล้องดิจิตอลของเธอว่าเรียบร้อยดีแล้ว ก่อนที่จะยื่นกล้องมาให้ดูภาพนั้น “พี่ฟ้ารู้ไหมพี่ฟ้าเข้ากับชุดนี้มากเลยค่ะ เหมือนนางในวรรณคดีเลยล่ะค่ะ

                “ขอบคุณที่ชมจ้ะ ปากหวานจังเลยนะเราเนี่ย” ฉันยิ้มรับคำชมจากรุ่นน้อง ก่อนที่จะมองไปที่กล้องดิจิตอลของเด็กสาว

                กล้องดิจิตอลนั้นแสดงให้เห็นภาพของสาวน้อยผิวเข้มในเสื้อแขนกระบอก ยืนคู่กับสาวหน้ารูปไข่ นัยน์ตาคม เกล้าผมมวยขึ้นไปเหนือศีรษะ ที่ห่มสไบแพรสีชมพู และประดับประดาไปด้วยเครื่องประดับต่างๆ ที่ดูแล้วออกมาลงตัวกับเธออย่างมากที่สุด เธอคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากฉันคนนี้นั่นเอง

                “จะป๊อปปูลาร์ไปถึงไหนยะยัยนางเอก” เสียงเด็กสาวที่ฟังดูห้าวไม่แพ้ผู้ชายดังขึ้นมาจากทางทางเข้าด้านหลังเวที “เล่นละครเวทีเสร็จแล้วก็รีบเปลี่ยนชุดเร็วเข้าสิ อย่าลืมนะว่านอกจากแสดงละครของชมรมนาฏศิลป์แล้ว เธอยังจะต้องไปทำงานที่พื้นที่ของชมรมญี่ปุ่นหรรษาของห้องเราอีกนะ!

                “จ้า จะรีบเปลี่ยนเดี๋ยวนี้แหละ” ฉันพูดตอบพลางหันไปมองยัยมินท์ เพื่อนสนิทตั้งแค่มัธยมต้นของฉันที่เป็นเจ้าของเสียงเมื่อครู่

                “ว่าแต่เธอไม่รีบมากใช่ไหมเนี่ยเพราะดูท่าทางฉันคงใช้เวลาเปลี่ยนชุดนานหน่อยนะ ก็กิโมโนยาวที่ฉันต้องใส่ มันยุ่งยากกว่ายูกาตะ[1]ของเธอเยอะเลยนี่

                “รู้ว่าใช้เวลาเปลี่ยนชุดนานแล้วยังจะมัวแต่เหม่ออีก รีบเปลี่ยนชุดเร็วเข้าหน่อยเถอะยัยบ๊องเอ๊ย!” เด็กสาวผิวขาวเกล้าผมมวยพูดด้วยน้ำเสียงขู่แกมบังคับ แถมยังส่งสายตาที่แฝงรังสีอำมหิตมาหาฉันอีก ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอไม่รู้จักทำตัวให้มันน่ารักสมกับหน้าตาและชุดยูกาตะสีน้ำเงินลายดอกซากุระที่ใส่อยู่เสียหน่อยนะ

                “แล้วชุดที่จะให้ฉันเปลี่ยนอยูไหนล่ะมินท์?” ฉันถามกลับไป เมื่อเห็นว่ายัยสาวห้าวดูรีบร้อนที่จะให้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเร็วที่สุด ทำเอามินท์ต้องหยุดชะงักขึ้นมาทันทีเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้

                “ขอโทษทีนะ ฉันลืมเอาไว้ที่พื้นที่ชมรมเราน่ะ

                “ถ้างั้นก็รอนานหน่อยนะจ๊ะ แม่คนรีบ” ฉันเหน็บแนมกลับไป “บังเอิญว่าเสื้อผ้านักเรียนของฉันมันอยู่ที่ห้องนาฏศิลป์น่ะนะ แล้วบังเอิญว่าชุดนี้มันแพงด้วยน่ะนะ ถ้าถอดเก็บไว้ที่พื้นที่ชมรมญี่ปุ่นแล้วเสียหายขึ้นมาเราจะแย่เอาได้นะ

                “ยังไงก็รอฉันหน่อยแล้วกันนะจ๊ะ” ฉันพูดต่อเพราะเห็นว่าตัวเองกำลังได้เปรียบ นานทีปีหนฉันจะได้เปรียบมินท์บ้าง ก็ขอเอาให้คุ้มหน่อยแล้วกัน 

                “เดี๋ยวฉันจะกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องนาฏศิลป์ก่อน ยังไงก็รอหน่อย แต่ถ้ารอไม่ไหวก็ไปคนเดียวก่อนก็ได้นะ

                “เอ่อ...” ยัยมินท์ชะงักไปหลายวินาทีราวกับกำลังคิดหาทางเถียงให้ชนะ ก่อนที่จะพูดออกมาดังๆ ให้กับนักแสดงทุกคนที่อยู่ด้านหลังเวทีได้ยิน

                “ขอโทษนะคะทุกคน คือว่าฟ้ารับหน้าที่ต้องไปต้อนรับคนที่ขึ้นมาชมชมรมญี่ปุ่นหรรษาด้วยน่ะค่ะ แล้วต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่พื้นที่ของชมรมของฉัน แต่ว่า... ชุดที่เธอใส่ตอนนี้ ถ้าไปเปลี่ยนที่นั่นอาจจะเสียหายได้  มีใครที่พอมีเสื้อผ้าให้เธอยืมบ้างคะ?” เธอพูดขึ้นมาด้วยเสียงหวานๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนตั้งแต่รู้จักกันมา

                “คือจริงๆ แล้วเสื้อผ้าพวกเราอยู่ห้องนาฏศิลป์กันหมดเลยน่ะค่ะ” เสียงของเด็กสาวผิวเข้มที่ถ่ายรูปคู่กันฉันเมื่อครู่กล่าวขึ้นมา “ว่าแต่รีบกันหรือเปล่าคะพี่ฟ้า?”

                “อ่า... ก็รีบอยู่น่ะจ้ะ” ฉันตอบไปด้วยความจำใจเพราะรู้ดีว่าถ้าตอบว่าไม่รีบ มีหวังโดนเล่นงานเอาทีหลังแน่ๆ

                “งั้นพี่ถอดเครื่องประดับออกแล้วแลกชุดกับหนูเลยค่ะ” เธอกล่าวขึ้นมา “ชุดชาวบ้านของหนูราคาถูกกว่าค่ะ แถมที่ห้องนาฏศิลป์ก็มีอีกหลายสิบชุด ถึงเสียหายขึ้นมาก็ไม่เป็นไรเท่าไรหรอกค่ะ

                “ขอบใจมากนะจ๊ะน้อง” มินท์ชิงพูดตัดหน้าขึ้นมา ก่อนที่จะแอบหันมายิ้มให้ฉันอย่างผู้ชนะ

                “ไม่เป็นไรค่ะ ได้ช่วยพี่ฟ้าหนูก็ดีใจแล้วค่ะ” เด็กสาวผิวเข้มกล่าวขึ้นก่อนที่จะยิ้มมาให้ฉันอย่างดีอกดีใจ แต่ใครจะรู้ว่าในใจฉันนั้นไม่ได้อยากจะให้เธอแลกชุดกับฉันเลยสักนิด

.

                 “จะว่าไป เธอนี่มันใส่ชุดแนวไทยๆ ชุดไหนก็ขึ้นแฮะ ขนาดชุดสาวชาวนายังดูดีเลย” มินท์บอกกับฉัน ขณะที่เราทั้งสองกำลังเดินบนทางเชื่อมของตึกเรียน เพื่อไปที่พื้นที่ของชมรมญี่ปุ่นหรรษา

                “บังเอิญคนมันหน้าตาให้ ใส่ชุดอะไรไทยๆ ก็เหมาะหมดแหละ” ฉันตอบเธอกลับไปด้วยความภาคภูมิใจในหน้าตาตัวเอง “เธอเองก็เหมาะกับชุดญี่ปุ่นมากเลยนะเนี่ย ถ้ายิ้มแล้วทำตัวน่ารักหน่อยก็คงน่ารักไม่หยอกเลยนะเนี่ย

                “ไม่ต้องห่วงน่า อยู่ต่อหน้าคนอื่นฉันรู้จักวางตัวอยู่แล้วล่ะ เมื่อกี้ก็เห็นแล้วนี่นา” มินท์ตอบกลับมาด้วยความมั่นใจ

                “ก็เห็นอยู่หรอก แต่ในเมื่อเธอเองก็วางตัวดีได้ แล้วทำไมปกติถึงชอบทำตัวห้าว แล้วก็ชอบเหน็บแนม หยาบคาย โวยวายเก่ง แล้วก็...

                “พอๆ ไม่ต้องต่อแล้ว” มินท์ห้ามขึ้นมาก่อนที่ฉันจะพูดต่อ พลางใช้ดวงตากลมโตของเธอมองจับจ้องมาที่ดวงตาของฉันอย่างจริงจัง “เธออยากรู้จริงเหรอ?”

                “แหงอยู่แล้วล่ะ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนานแล้วนะ” ฉันตอบกลับไปอย่างจริงจังเช่นกัน “อะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับฉันเธอก็รู้ทุกอย่าง แต่ฉันสิ ไม่ค่อยรู้เรื่องของเธอเลย

        อยากจะรู้ไปทำไม ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกน่าสาวห้าวพยายามกลบเกลื่อน แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะความอยากรู้อยากเห็นของฉันมันพุ่งถึงขีดสุดแล้ว

                “แต่เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?” ฉันรบเร้าต่อ และนั่นก็ทำให้มินท์ชะงักไปชั่วขณะในทันที เหมือนกับคำว่าเพื่อน นั้นมันเป็นคำที่กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างของเธอ สาวห้าวจึงถอนใจเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่ง แล้วมองหน้าฉันพร้อมกับพูดขึ้นมา

                “เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนกัน ฉันจะเล่าให้ฟังก็ได้ แต่ถ้าเล่าแล้วห้ามบอกให้ใครฟังนะ” มินท์กำชับ และพอเห็นฉันพยักหน้ารับคำ เธอจึงเริ่มเดินช้าลง และเริ่มเล่าเรื่องออกมาให้ฉันฟัง

                “ตั้งแต่เรารู้จักกันมา ฉันเคยไปเที่ยวบ้านเธอตั้งหลายครั้ง แต่ฉันไม่เคยให้เธอไปบ้านฉันเลยสักครั้ง ฉันรู้จักครอบครัวเธอดีพอกับรู้จักครอบครัวตัวเอง แต่เธอคงไม่เคยรู้จักคนในครอบครัวฉันสักคนเลยสินะ

                “ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจหรืออยากทำตัวลึกลับหรอก ความจริงแล้วน่ะ... ฉันกลัวว่าเธอจะรังเกียจ แล้วก็ไม่อยากจะเป็นเพื่อนฉันมากกว่า...

                “ทำไมถึงคิดว่างั้นเหรอ?” ฉันถามเธอด้วยความสงสัย ถ้าฉันไปบ้านเธอแล้วจะรังเกียจเธองั้นเหรอนี่เธอพูดเรื่องอะไรออกมาเนี่ย ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะเห็นว่าดวงตากลมโตที่เปล่งประกายของเธอเริ่มมีน้ำตาคลออยู่เล็กน้อยเสียแล้ว

                “ฉันไม่มีพ่อ... แล้วก็ไม่ค่อยจะถูกกับแม่สักเท่าไรด้วย...

                “เอ่อ... ขอโทษนะ พ่อของเธอไปไหนซะล่ะเสียชีวิตแล้ว หรือว่า...” ฉันพยายามถาม แต่มินท์ก็ยกมือห้ามขึ้นเสียก่อน ท่าทางของเธอในตอนนี้มันเหมือนกับฉันไปพูดคำบางคำที่ไม่ควรจะพูดกับเธอเข้าให้แล้ว

                “มันจะเป็นจะตายยังไงก็ช่างหัวมันเถอะ! คนที่ไม่เคยคิดจะเลี้ยงดูฉันเลยสักนิด แค่ไข่ไว้แล้วก็ทิ้งแบบนั้นน่ะ ฉันไม่ถือว่ามันเป็นพ่อหรอก!” มินท์กระแทกเสียง โชคดีเหลือเกินที่ทางที่พวกเราเดินนั้นมันไม่มีใครใช้ เพราะไม่ได้เป็นพื้นที่ของชมรมไหนเลย ไม่งั้นคนคงได้ยินกันเยอะแน่ๆ

                “ขอโทษนะฟ้า เมื่อกี้ใส่อารมณ์มากไปหน่อย” มินท์พูดขึ้นมาก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อนอารมณ์เมื่อครู่ “พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ไม่ค่อยอยากเล่าแล้วแฮะ

เอ่อ... ว่าแต่แม่ของเธอไปทำอีท่าไหนถึงได้รู้จักกับผู้ชายแบบนั้นได้...

                “ยัยนั่นไวไฟยิ่งกว่าอะไรดี” มินท์ชิงตอบก่อนที่ฉันจะถามจบ และเหมือนว่าคำพูดของฉันไปจี้ใจดำของเธอโดยไม่รู้ตัวเข้าอีกคน

                “เธอรู้ไหม ตอนสาวๆ ยัยนั่นร่านมากจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมีแฟนมาแล้วกี่สิบคน แล้วจู่ๆ วันหนึ่งเกิดท้องขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้อง มันจะมีหน้าไหนล่ะที่พร้อมจะทิ้งชีวิตเพลย์บอยทั้งหมดเพื่อรับผิดชอบชีวิตของผู้หญิงสำส่อนแค่คนเดียว

                “ชีวิตคนเราบางทีมันก็ยิ่งกว่าละครนะ” มินท์ปาดน้ำตาที่เริ่มรินลงมายังแก้มใส “พอท้องไม่มีพ่อขึ้นมา คุณตาคุณยายท่านก็เลยตัดยัยนั่นออกจากวงศ์ตระกูล ไล่ให้ออกจากบ้าน ยัยนั่นก็เลยต้องระหกระเหเร่ร่อนจนต้องไปอาศัยที่ห้องเช่าเล็กๆ ในชุมชนแออัด... หรือที่พวกเธอเรียกกันว่าสลัมนั่นล่ะ แต่คุณตากับคุณยายก็ยังตัดเลือดในอกตัวเองไม่ขาด ถึงจะไล่ออกมาจากบ้านแล้วก็ยังจ่ายเงินให้ยัยนั่นทุกเดือน บอกว่าเป็นค่าจ้างเลี้ยงดูหลาน ซึ่งก็คือฉันนั่นแหละ

                “แต่เธอก็ไม่น่าจะเรียกแม่เธอแบบนั้นนะ” ฉันแย้ง เพราะทนไม่ได้ที่มินท์ดูถูกบุพการีตัวเอง “ยังไงซะเขาก็น่าจะรักเธออยู่บ้างล่ะน่า?”

                เพื่อนสาวมองหน้าฉันด้วยสายตาที่ยากแก่การอ่านความรู้สึก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กสาวที่อยู่เบื้องหน้ากำลังรู้สึกยังไง เหมือนกับว่าทั้งโกรธและเศร้าในเวลาเดียวกัน ราวกับความรู้สึกที่เก็บมาทั้งชีวิตกำลังจะถูกระเบิดออกมาตรงนี้ และฉันก็ไม่อาจคาดเดาด้วยว่า คำพูดที่พูดออกไปเมื่อครู่ มันจะทำให้เธอมีปฏิกิริยายังไงต่อไป 

                แต่ถ้าเธอจะลงไม้ลงมือ ฉันก็คงยอม เพราะฉันเป็นเพื่อนของเธอนี่ เพื่อนกันก็ต้องไม่ยอมให้เพื่อนทำอะไรที่มันไม่ดี แล้วการที่มินท์กำลังด่าว่าบุพการีตัวเองแบบนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ๆ

            แต่เปล่าเลย มินท์ไม่ได้ลงไม่ลงมือกับฉันตามนิสัยของสาวห้าวบ้าพลังเลยสักนิด แต่เธอกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ น้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากสองตาของเธออย่างหยุดไม่ได้ จนมันอาบลงมาที่แก้มขาวทั้งสองข้างและเริ่มเลอะเครื่องสำอางบนผิวหน้า แล้วไหลรินลงมาจนถึงยูกาตะลายซากุระที่เธอสวม

                “รักเหรอคนที่รักกันเขาจะเลี้ยงลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ จนขนาดป่วยเจียนตายก็ไม่เคยพาไปหาหมอเหรอคนที่รักลูกเขาจะปล่อยให้ลูกตัวเองอดๆ อยากๆ ไม่มีข้าวกิน ขณะที่ตัวเองเอาแต่ไปนั่งเล่นไพ่เหรอคนที่รักลูกจะให้ลูกทำงานบ้านทุกอย่าง ขณะที่ตัวเองเอาแต่นอนงั้นเหรอ?  คนที่รักลูกเขาจะส่งให้ลูกเรียน เพราะหวังเงินจากพ่อแม่ตัวเองที่ตั้งเงื่อนไขว่าถ้าไม่ส่งลูกเรียน จะไม่ให้เงินมาใช้เหรอ?  คนที่รักลูก ข..เขาจะ...” มินท์หยุดพูดสักพักเพราะสะอึกจากการสะอื้นร้องไห้ ก่อนที่จะลดเสียงของตัวเองให้เบาลงจนเห็นได้ชัด 

                “ข... เขาจะจับลูกตัวเองที่อายุแค่สิบสามไปขายตัวให้เศรษฐีบ้ากาม เพื่อเอาเงินมาเล่นไพ่เหรอ?”

                ฉันนิ่งเงียบทันทีเมื่อได้ยินมินท์พูดจบ หยดน้ำอุ่นๆ ไหลรินออกมาจากสองตาของฉันเช่นเดียวกับเธอ ฉันเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเธอถึงจงเกลียดจงชังบุพการีของเธอนัก ถ้าหากว่าชีวิตของตัวเองต้องเผชิญกับเรื่องราวแบบนั้นบ้างล่ะก็ ฉันคงไม่สามารถอยู่เป็นผู้เป็นได้แน่ๆ

                ฉันอยากจะปลอบใจเธอ แต่ก็เหมือนมีก้อนแข็งๆ มาจุกที่ลำคอจนพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ และถึงพูดออก ก็ไม่รู้หรอกว่าจะหาคำอะไรมาปลอบใจเธอ ในเมื่อชีวิตของฉันมันสุขสบายกว่าเธอทุกอย่าง แม้แต่ทะเลาะกับพ่อแม่ก็ไม่เคยโกรธกันนานข้ามวันเลยด้วยซ้ำ

                แต่ไม่ต้องห่วง... ฉันไม่ได้โง่พอที่จะเสร็จไอ้เศรษฐีโรคจิตชอบกินเด็กนั่นหรอก หึๆ” มินท์พูดขึ้นมาพลางฉีกยิ้มอย่างสะใจที่ได้พูดถึงเรื่องที่น่าอับอายนั้น ราวกับมันคือความภูมิใจของเธอก็ว่าได้ “ฉันเล่นงานจุดยุทธศาสตร์ของมัน แล้วก็อาศัยจังหวะและความโชคดีหนีออกมาจากบ้านของมันได้

                “แต่พอฉันกลับมาถึงบ้าน ยัยนั่นก็มีแต่บ่นแล้วก็ด่าฉัน แถมยังเฆี่ยนตีฉันยังกะหมูกะหมา จนกระทั่งฉันต้องขู่ว่าถ้ายังไม่หยุดฉันจะฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละ ยัยนั่นถึงได้เลิก ฉันว่าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอะไรหรอกนะ แต่กลัวตัวเองไม่มีเงินใช้ต่างหาก

                “หลังจากนั้นมา ฉันเลยต้องทำตัวเป็นสาวห้าว ทำตัวให้เหมือนผู้ชาย ปากเก่ง เอะอะก็โวยวาย จะได้ไม่ต้องมีใครหน้าไหนมาสนใจฉัน และพอเวลายัยนั่นจะบังคับให้ฉันทำอะไรที่ฉันไม่ต้องการอีกฉันก็สู้ ยัยนั่นจะได้ไม่ต้องกดขี่ฉันหรือเอาฉันไปขายกับใครหน้าไหนอีก

                มินท์หยุดพูดขึ้นมากะทันหัน แล้วใช้ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาเอ่อมองมาที่ฉันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

                “ขอโทษทีนะที่พูดมากไปหน่อย บังเอิญพอมีใครพูดถึงพวกที่ทำให้ฉันเกิดมาทีไรแล้วมันทำให้ฉันสติหลุดทุกทีเลย ว่าแต่เธอรู้เรื่องของฉันแล้วเธอเกลียดฉันหรือเปล่าเธอเกลียดลูกไม่มีพ่อคนนี้หรือเปล่าเธอเกลียดคนที่เกลียดแม่ตัวเองแบบฉันหรือเปล่าล่ะ?”

                ฉันหลบสายตาของเธอเพื่อปาดน้ำอุ่นๆ ที่คลออยู่ในดวงตา ก่อนที่จะรวบรวมความคิดและความกล้าทั้งหมดเพื่อหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง

                “มินท์... ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะมีที่มาที่ไปยังไง และฉันก็จะทำเป็นไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน และจะไม่บอกให้ใครฟังเด็ดขาด ฉันสัญญา” ฉันหยุดพูดเพื่อสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด เพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่ยังมี และพยายามกลั่นกรองคำพูด ก่อนที่จะกล่าวออกมา

                “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เธอก็คือยัยมินท์ มีนา ขวัญดำรง เพื่อนสนิทที่สุดของฉัน และเมื่อเธอเป็นเพื่อนของฉันแล้ว เราจะไม่ทิ้งกันเด็ดขาด เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

                ความเงียบสงัดเริ่มมาเยือนทันทีที่ฉันพูดจบ เราทั้งสองเงียบจนชนิดที่ว่าได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันเต้น เหมือนกับว่าไม่มีนิทรรศการที่จัดขึ้น ไม่มีคนอยู่ในโรงเรียน ไม่มีใครอยู่ในโลก เหมือนกับว่าโลกนี้มีแต่เราสองคนเท่านั้น...

                “ข... ขอบคุณมากนะฟ้า” ยัยมินท์กล่าวขึ้น ก่อนที่จะร้องไห้ออกมาราวกับบ่อน้ำตาจะแตก แล้วเข้ามาสวมกอดฉันแล้วซบใบหน้าลงกับบ่าเล็กๆ ของฉัน “ธ... เธอเป็นเพื่อนคนแรกของฉันจริงๆ  ฉ...ฉันขอบคุณเธอจริงๆ นะ ข..ขอบคุณจริงๆ

                “ไม่ต้องขอบคุณหรอกน่า เพื่อนกันก็ต้องเข้าใจกันอยู่แล้ว...” ฉันกล่าวออกไปจากใจจริง ก่อนที่จะกอดตอบกลับไปพลางลูบหลังของเธอเบาๆ ให้เธอหยุดสะอื้น แต่เธอก็ยังคงร้องไห้ต่อไปเรื่อยๆ ราวกับว่านี่คือน้ำตาที่เก็บเอาไว้ไม่ได้ไหลออกมาตลอดชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้

                ไม่รู้เหมือนกันว่ากินเวลานานเท่าไรกว่าเธอจะหยุดร้องไห้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่คุ้มแล้ว เมื่อเทียบกับความรักและความเข้าใจที่ฉันกับเธอจะมีให้กันตลอดไป...

                “ขอบคุณมากจริงๆ นะฟ้า...” มินท์กล่าวขึ้นมาหลังจากหยุดร้องไห้ไประยะหนึ่ง ก่อนจะคลายแขนที่สวมกอดฉันอยู่ออกช้าๆ และจ้องมองมาที่ฉันราวกับอยากจะขอบคุณอีกสักพันครั้ง แล้วจะปาดน้ำใสๆ จากนัยน์ตาคู่งามของเธอ

                “ไปกันต่อเถอะ ฉันทำให้เสียเวลามามากแล้ว“ มินท์กล่าวขึ้นมาก่อนที่จะยิ้มน้อยๆ แล้วเดินนำหน้าฉันไปช้าๆ ถึงแม้ว่าน้ำตาของเธอจะหยุดไหลแล้ว แต่ท่าทางของเธอเหมือนกับยังเศร้าอยู่ที่ต้องพูดถึงเรื่องอดีตที่เลวร้ายไปเมื่อครู่ ไม่สมกับเป็นสาวห้าวประจำห้องเลย

                ฉันเดินตามเธอไปช้าๆ เพราะยังไม่รู้ว่าจะชวนเธอคุยต่อไปเรื่องอะไรดีให้เธอหายซึม ถึงแม้ว่าฉันและเธอจะไม่มีอะไรต้องปิดบังกันต่อไปอีกแล้ว แต่ฉันก็อยากให้เธอกลับมาสดใสร่าเริงสมเป็นเธอเหมือนที่เคยเป็นในวันที่ผ่านมามากกว่าที่จะมาเปลี่ยนบุคลิกเอาดื้อๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินตามเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาของฉันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่าง... สิ่งที่น่าจะทำให้ยัยนั่นยิ้มและกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

                “เห็นเจ้าบ้านั่นไหม?” ฉันกระซิบกับมินท์พลางชี้ไปที่หนุ่มคนหนึ่งที่ยืนตรงทางเชื่อมระหว่างตึกที่อยู่เบื้องหน้าพวกเรา

                “เห็นสิ” มินท์ตอบพลางมองไปที่เป้าหมาย ซึ่งก็คือจักร เพื่อนหนุ่มผิวคล้ำที่สูงกว่าฉันประมาณห้าเซนติเมตร ซึ่งกำลังยืนเหม่อลอยอยู่ที่ทางเชื่อมระหว่างตึกที่พวกเราอยู่กับตึกที่มีพื้นที่ของชมรมเรา แววตาน่ากลัวที่อยู่บนใบหน้าที่คล้ายกับคนโบราณของเขาทอดสายตาไปยังผู้คนเบื้องล่าง สองมือของเขาจับราวกั้นของทางเชื่อมเอาไว้หลวมๆ นกกางเขนหนึ่งตัวเกาะอยู่บนบ่าซ้ายของเขา พลางส่งเสียงร้องเป็นท่วงทำนองราวกับจะขับกล่อมเขาให้เข้าสู่ภวังค์ก็ว่าได้ มันดูเชื่องมากราวกับเป็นนกที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นไข่ยังไงยังงั้น

                “หมอนี่ปกติชอบทำตัวนิ่งๆ ดูขี้เก๊กยังไงก็ไม่รู้สิ” ฉันกระซิบเบาๆ “น่าหมั่นไส้เป็นบ้าเลย เดี๋ยวฉันจะลองแอบเข้าไปใกล้แล้วทำให้มันตกใจซะหน่อย อยากเห็นหน้ามันตอนตกใจอยู่เหมือนกัน

                “เอาสิ เดี๋ยวฉันจะยืนดูอยู่ตรงนี้นะ” มินท์กระซิบตอบพลางยิ้มนิดๆ ด้วยความสะใจกับการที่เราจะได้เห็นหน้าตกใจของเจ้าคนมาดนิ่งที่ชอบทำตัวขวางโลกนั่น...  คนอะไรไม่รู้ หน้าตาไม่ดีเหมือนกัซแล้วยังจะชอบยืนเก๊กอีก แถมทำตัวเย็นชากับพวกฉันเสียเหลือเกิน โดนแกล้งหน่อยคงจะดีเหมือนกัน

                ฉันสาวเท้าเข้าไปใกล้เป้าหมายของเราอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งเข้าไปอยู่ที่ข้างหลังของเป้าหมายของเราได้โดยที่เขาไม่น่าจะรู้สึกตัว ก่อนที่จะเตรียมตัวตะโกนดังๆ จากทางด้านหลังให้เขาตกใจจนสะดุ้งสุดตัว

                “จะเล่นอะไรก็ให้มันรู้เรื่องหน่อยนะ คุณขวัญนภา” เสียงทุ้มๆ ของผู้เป็นเป้าหมายดังกังวานขึ้นมาจากปากของเขา ก่อนที่เขาจะเหลียวกลับมามองฉันด้วยแววตาน่ากลัวราวกับปีศาจ! จนฉันที่จะไปแกล้งเขาต้องสะดุ้งด้วยความตกใจเสียเอง!

                “มีงานต้องทำไม่ใช่เรอะรีบไปทำงานซะสิ” เขาหยุดพูดเมื่อสายตาของเขาจับจ้องมาที่ร่างกายของฉัน จู่ๆ นัยน์ตาที่มีแววตาน่ากลัวนั้นเบิกโพลงขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ แล้วความเงียบกริบก็เริ่มต้นขึ้น ฉันและเขามองหน้ากันอยู่สักพักโดยที่ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีกสักคำเดียว และคงจะกินเวลาไปเรื่อยๆ ถ้าเสียงของใครบางคนไม่ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

                “นี่! พวกเธอสองคนจะจ้องกันแบบนี้ไปอีกนานถึงไหนยะอย่าบอกนะว่าอยู่มาตั้งนานเพิ่งมาปิ๊งกันวันนี้” เสียงของยัยมินท์ที่ดังขึ้นมาทำเอาฉันต้องหันขวับไปมองเจ้าของเสียง และพบว่าเธอกำลังท้าวเอวยืนมองฉันกับจักรอย่างขบขัน

                แววตารวมทั้งสีหน้าท่าทางของเธอดูไม่เหลือร่องรอยของความเศร้าเมื่อครู่อีกแล้ว แต่จะเป็นเพราะเธอได้เห็นหน้าจักรตอนตกใจ หรือเป็นเพราะเธอรู้จักตีสีหน้าได้เก่งเวลาอยู่กับคนอื่น แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ช่างมันเถอะ เพราะเธอก็กลับมาดูร่าเริงดีแล้วนี่ แค่นั้นก็พอแล้วล่ะสำหรับฉันที่ต้องการให้เธอกลับมาร่าเริงอีกครั้ง

                “จะบ้าเหรอยัยมินท์!” ฉันตะโกนตอบกลับไป “เอาอะไรมาคิดยะว่าฉันจะชอบเจ้าหมอนี่?! ถึงโลกนี้เหลือผู้ชายคนเดียวฉันง้อเจ้าบ้านี่ให้มาเป็นแฟนหรอกย่ะ! ถ้าจะให้ฉันง้อให้เจ้านี่ทำอะไรให้นะ ฉันตายซะยังดีกว่า!”

                “พูดเหมือนถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นฉันจะเอาเธอรึไงอย่าหลงตัวเองให้มันมากนักสิ” เสียงทุ้มๆ ของจักรดังขึ้นมาบ้าง ก่อนที่จะรีบสาวเท้าเดินไปยังที่ที่พวกเราเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่อย่างรวดเร็วเป็นการตัดบทสนทนา โดยมีนกกางเขนตัวน้อยบินตามไปติดๆ เหมือนกับรู้ว่าถ้าหากอยู่ต่อต้องฟังเสียงฉันบ่นว่าอีกนานแน่ๆ

                “ไปตายที่ไหนก็ไปเลย อีตาบ้า” ฉันตะโกนไล่หลังเจ้าหมอนั่นไป โดยไม่ได้สนใจว่าเจ้าคนที่เดินไปไกลลิบโลกนั่นจะได้ยินหรือเปล่า

                ”ไปกันต่อเถอะฟ้า เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องมามากพอแล้วนะ” มินท์พูดขึ้นพลางเดินฉับๆ นำฉันไปดื้อๆ ก่อนที่จะหันกลับมามองด้วยนัยน์ตากลมโต “หรือเธอยังอยากจะกลับไปสานสัมพันธ์กับตานั่นต่อไม่ทราบ?”

                ฉันอยากจะย้อนยัยนั่นกลับไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าเกิดว่าย้อนกลับไปแล้วยัยนั่นจะอารมณ์หลุดอีกหรือเปล่า เลยตัดสินใจปิดปากเงียบแล้วเดินตามเธอต่อไปโดยไม่ได้พูดอะไรโต้แย้งเลยสักคำ

                เด็กสาวผิวขาวในชุดยูกาตะลายซากุระหยุดเดินเอาโดยไม่บอกไม่กล่าวเมื่อเดินพ้นทางเชื่อมที่กำลังพาเราไปสู่พื้นที่ที่จัดนิทรรศการ แล้วหันกลับมามองจ้องตาฉัน ทำเอาฉันต้องหยุดกึกด้วยความสงสัยว่าสาวห้าวประจำห้องคิดจะทำอะไรต่อไปกันแน่

                “ฟ้า... ฉันรู้สึกดีขึ้นเยอะแล้วนะ เพราะฉะนั้นเวลาฉันแซว เธอก็เถียงกลับมาเหมือนปกติน่ะแหละ ดีแล้ว” เธอกล่าวขึ้นก่อนที่จะลูบมวยผมของตัวเองเพื่อเช็คว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ “ทำตัวให้มันเป็นธรรมชาติหน่อยเถอะน่า ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะน้อยใจหรอก ฉันไม่เอาเรื่องที่เถียงกับเพื่อนนิดๆ หน่อยๆ มาคิดมากหรอกน่า ไม่ต้องห่วง

                ฉันหยุดนิ่งอึ้งไปทันทีเมื่อได้ยินเธอพูด นี่ฉันประเมินเธอผิดไปจริงๆ ความคิดความอ่านของเธอดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่ฉันคิดมากนัก ฉันประเมินเธอผิดไปมากเลยทีเดียว คำพูดของเธอมันทำให้ฉันรู้สึกผิดจริงๆ

                “เธอเองก็อย่ามาคิดมากเพราะคำพูดของฉันเลยน่า” เธอกล่าวต่ออีกเหมือนรู้ใจฉันว่าคิดอะไรอยู่ “ไม่ว่าฉันจะพูดอะไรไม่ดีกับเธอไป เธอก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกนะ เพราะว่า เพื่อนที่ฉันไว้ใจได้ก็มีแค่เธอเท่านั้นแหละ

                “จ้ะ งั้นฉันจะทำตัวให้เหมือนเดิมแล้วกันนะ ไปต่อกันเถอะ ยัยบ๊อง

                “เอาสิ... ใครถึงพื้นที่ชมรมทีหลัง คนนั้นเลี้ยงข้าว” เด็กสาวหน้าขาวใสกล่าวขึ้นก่อนที่จะเริ่มออกวิ่งนำหน้าฉันไป ฉันก็เลยรีบวิ่งตามเธอไปอย่าเต็มฝีเท้า เรื่องอะไรฉันจะยอมเลี้ยงข้าวกันล่ะเห็นน้ำหนักมากกว่าฉันไม่เท่าไรแบบนั้น แต่ยัยนั่นกินจุยิ่งกว่าใครในห้องเสียด้วย!

                ในตอนแรกฉันพยายามสุดฤทธิ์ที่จะวิ่งแซงหน้าเธอที่เร็วกว่าฉันให้ได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าความคิดที่เอาชนะเริ่มจะหายไปเมื่อเธอชะลอฝีเท้าลงให้ฉันตามทัน แล้วหันมายิ้มให้ ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าไปอีกครั้ง เราทั้งสองคนแหวกฝูงชนที่มาเข้าชมงานไปด้วยกันอย่างเริงร่าราวกับกระต่ายป่าที่กระโดดหยอกล้อเล่นกันไปมาบนท้องทุ่งดอกไม้ ฉันรู้สึกสนุกมากจริงๆ ยังกับว่าตัวเองกลับไปเป็นเด็กประถมและวิ่งเล่นกับเพื่อนอีกครั้ง

                แต่จะว่าไปแล้ว ฉันเคยวิ่งเล่นกับเพื่อนตอนสมัยประถมด้วยเหรอเนี่ยทำไมฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับฉันกันนะ?

พลั่ก!

โครม!

                “อุ๊บ!”

                “ว้าย!” ฉันกับยัยมินท์ร้องขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน เมื่อเราทั้งสองที่วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือดันวิ่งไปชนกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้าจนเราล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นอย่างรุนแรง ฉันพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อลุกขึ้นมาขอโทษคนที่เราวิ่งชนเมื่อครู่ แต่ดูเหมือนว่าฉันจะยังเจ็บจนจุกอยู่ จึงไม่สามารถลุกขึ้นมาเองได้เดี๋ยวนั้นเลย ผิดกับยัยมินท์ที่ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นได้อย่างหน้าตาเฉย แถมยังส่งมือมาให้ฉันจับจนประคองตัวเองลุกขึ้นได้อีก

                “ขอโทษด้วยนะคะ” เสียงสาวห้าวที่พยายามทำตัวให้ดูน่ารักเพื่อหน้าที่กล่าวขึ้นพลางค้อมศีรษะกับกลุ่มคนแปลกหน้าทั้งห้าคนที่พวกเราชนเมื่อครู่ พวกเขาเป็นนักเรียนชายจากโรงเรียนอื่น แต่ดูท่าทางแล้วดูเหมือนจะอยากเป็นนักเลงหัวไม้มากกว่านักเรียน เพราะดูแล้วตั้งแต่ทรงผมไปจนถึงรองเท้านั้น แทบไม่มีอะไรที่มันน่าจะถูกกฎโรงเรียนของพวกเขาเลยสักอย่าง!

                “ไม่เป็นไรหรอกพวกเธอ เราให้อภัยคนน่ารักอยู่แล้ว” เสียงของคนที่ผิวดำที่สุดในห้าคนนั้นกล่าวขึ้นพลางยิ้มโชว์ฟันขาว แล้วส่งสายตาแทะโลมไปยังยัยสาวห้าวที่กำลังทำตัวเป็นสาวน่ารัก ในขณะที่สี่คนที่เหลือก็ร้องเชียร์ขึ้นมาราวกับอยากจะให้เจ้ามืดนั่นจีบยัยมินท์ยังไงยังงั้น!

                “ขอบคุณค่ะที่ให้อภัย” ยัยมินท์กล่าวขึ้นมาพลางโค้งให้อีกครั้ง พลางโปรยยิ้มให้ ซึ่งมันดูเข้ากับใบหน้าของเธอมากกว่าตอนทำตัวห้าวซะอีก “แต่พวกฉันต้องขอตัวไปก่อนนะคะ

                เด็กสาวในชุดยูกาตะสีน้ำเงินกล่าวขึ้นพลางหันมาทางฉันแล้วส่งสัญญาณมือให้ฉันเดินตามเธอไป ก่อนที่จะเดินผ่านกลุ่มนักเรียนผิดระเบียบเหล่านั้นไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งฉันเดินผ่านหน้าเจ้านักเรียนผิดระเบียบคนสุดท้ายที่ตัดผมทรงสกินเฮด เจ้าบ้านั่นก็ขยับตัวมาขวางทางฉันเอาไว้เอาดื้อๆ!!!

                “ขอโทษนะครับคนสวย” เจ้าหัวสกินเฮดพูดพลางยิ้มให้ “ถ้าไม่รังเกียจ ให้เราไปเที่ยวด้วยได้ไหมอะ?”

                “คงไม่ได้ค่ะ ฉันจะไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว” ฉันพูดพลางเดินหลบมันไปทางซ้าย แต่มันก็ก้าวเท้ามาขวางฉันเอาไว้อีก! เจ้าบ้านี่คิดจะทำอะไรกันเนี่ย?!

                “ขยันจริงๆ นะครับ ว่าแต่อยู่ชมรมไหนกันล่ะเนี่ย พาพวกผมไปเที่ยวได้ไหมครับ?”

                “อ่า...” ฉันใช้ความคิดว่าจะตอบไปตามความจริง รึว่าจะผลักภาระไปให้กับชมรมอื่นดีแต่ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอยู่ ยัยมินท์ก็เดินกลับพอดี

                “ขอโทษนะคะ ปล่อยเพื่อนฉันเถอะค่ะ พวกเรากำลังรีบ” เสียงของเด็กสาวหน้าขาวที่กล่าวขึ้นมาทำเอาห้าอันธพาลต้องหันไปมองเธอ แต่ว่าการขอร้องของเธอก็ไม่ได้ลดความพยายามของพวกมันลงเลยสักนิด!

                “งั้นพาพวกเราไปเที่ยวชมรมพวกเธอหน่อยสิ พวกเราอยากไปเที่ยวอะ” เจ้าหัวสกินเฮดพูดพลางหันไปหามินท์แทนฉัน ซึ่งมันก็เป็นโอกาสที่ฉันจะใช้โอกาสที่มันละความสนใจเดินหนีไปจากพวกมัน แต่ว่าพอฉันจะพยายามทำอย่างนั้น เจ้าคนที่ดำที่สุดในกลุ่มก็คว้าข้อมือฉันไว้เสียก่อน!

                “อย่าเพิ่งหนีไปสิเธอ” อันธพาลผิวหมึกกล่าว “พวกเราแค่อยากรู้จักพวกเธอหน่อยอะ ให้โอกาสหน่อยไม่ได้เหรอ?”

                ฉันพยายามจะสะบัดมือให้หลุดจากมือของเจ้าบ้านั่น แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะแรงสาวน้อยอย่างฉันไหนเลยจะไปสู้แรงชายหนุ่มได้! ฉันจึงใช้ท่าไม้ตายที่แม่เคยสั่งสอนมาให้ใช้ยามคับขันในทันที!

                “ช่วยด้วยค่ะมีคนโรคจิตจะลวนลามหนู!!”

                คนรอบข้างเริ่มหันมาสนใจพวกฉันแล้ว แต่ว่าเจ้าบ้านั่นกลับไม่ยอมปล่อยมือจากข้อมือของฉัน แถมยังจับไหล่ฉันแล้วดึงตัวฉันเข้าไปใกล้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ! แถมยังตะโกนอะไรออกมาซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีไว้เหมือนแก้ทางฉันโดยเฉพาะอีกต่างหาก!

                “แฟนทะเลาะกัน ชาวบ้านอย่ามายุ่งนะเว้ย!

 [1] ชุดคล้ายกิโมโนที่ใส่แบบง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองมากเท่าไร มีชายแขนเสื้อสั้นกว่า เนื้อผ้าบางกว่ากิโมโน ส่วนมากมักจะใส่ชั้นเดียว นิยมสวมใส่ในฤดูร้อนของญี่ปุ่นมักจะใส่ชั้นเดียว นิยมสวมใส่ในฤดูร้อนของญี่ปุ่น


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1053 กุหลาปสีเทา.. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 00:49
    555 แฟนทเลาะกัน จะมีใครเชื่อไหมล่ะเนี่ย
    #1,053
    0
  2. #997 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 08:30
    ฟ้านี่พูดอะไรไม่สนใจคนอื่นกว่าที่คิด ถือว่ามิ้นท์ในดีมากที่ยังยอมเล่าให้ฟังดีๆ
    #997
    0
  3. #807 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2557 / 12:52
    แวะมาอ่านขอรับท่าน...

    อ่านเมื่อตอนที่แล้วตกใจนึกว่าเพื่อนของฟ้าตายเกลี้ยง แต่ที่แท้พวกเขาอาจไกลเกินระยะเรดาร์(?)นี่เอง

    คุณพระ ! กระจกที่เหมือนกับโทรศัพท์ ! นี่มันแม่มดชด ๆ !!!? แต่เป็นการสื่อสารโดยใช้จิตทำนองโทรจิตสินะขอรับเพียงแต่มีสื่อกลางเป็นกระจก รู้สึกว่าโทรศัพท์เราจะพัฒนามาจากอ้ายกระจกพวกนี้สินะขอรับ //หัวเราะในลำคอ

    "แฟนทะเลาะกัน ชาวบ้านอย่ามายุ่งเว้ย !"

    คุณพระ ! อันธพาลผิวหมึกนั่นจะยัดเยียดความเป็นสามีให้ฟ้าแล้วหรือ !? อย่าไปยอมมันนะขอรับ ! เดี๋ยวผมช่วย...ดูอยู่ห่าง !!! //โดนฟ้าถีบ
    #807
    0
  4. #766 Grimm. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 16:23
    จักรเป็นพระเอกและฟ้าเป็นนางเอกสินะคะ >_
    #766
    0
  5. #756 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 23:13
    อุต๊ะ กระจกวิเศษ 3G!!!
    #756
    0
  6. #679 คุณมึนจัง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 / 04:28
    แปลกๆ ตรง หุ่นดิน3 ตัวนั้น เพศตรงกันกับเพื่อนของ หนูฟ้าเลยนะ   ชาย2 หญิง 1 บังเอิญเกินไปไหม
    #679
    2
    • #679-2 รักต์ศรา(จากตอนที่ 8)
      1 สิงหาคม 2559 / 21:07
      บังเอิญจริงจริ๊ง!
      #679-2
  7. #667 ประณยา โยคุง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 21:11
    น่ากลัว หึยยย +..-
    #667
    0
  8. #630 MyU_immi (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2555 / 23:35
    จบตอนที่ 8
    จากบทที่แล้วมาอ่านบทนี้  กระชากอารมณ์อย่างแรง
    ทิ้งปริศนาไว้มากมายให้ชวนติดตามต่อ  ภาษาเหนือที่ใช้ก็สำเนียงเป๊ะ  ไรท์เตอร์เป็นคนเหนือรึเปล่าหว่า?
    อ่านตอนต่อไป --->
    #630
    0
  9. #443 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กันยายน 2554 / 09:16

    >.< ผู้หญิงของผม...ขนลุกๆ เขินแทนนะเนี่ย
    ๕๕๕ นึกว่าจะลุยเดี่ยว...มีเดอะแก๊งคุมอยู่ข้างหลังนี่เอง

    ต่ายนี่ไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย...เหตุจะเกิดยุ่งเหยิงเพราะ
    คนคนนี้รึเปล่านะ???

    #443
    0
  10. #427 Iz.Adiemus (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 21:08
    กำลังจะได้อารมณ์ แต่สะดุดตรง 'หอดทิ้งเธอไปไห' นี่ล่ะ (ป่อยยยยย~ ทันที =w=")
    #427
    0
  11. #395 ML-Bunma (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กันยายน 2554 / 10:49

    ครบรสหลายอารมณ์จริง ๆ ครับ ในช่วงย้อนอดีตนี้ให้ความรู้สึก
    เหมือนอ่านนิยายวัยรุ่นของ สนพ.ชื่อดังที่สามารถพ่วงว่าคำว่าเบิกบานได้
    อ้อ อ่านจบตอนนี้คิดประโยคนึงขึ้นมาได้ "ความรัก มิตรภาพ ความริษยา
    นำมาซึ่งปมปริศนาให้ฟ้าต้องเผชิญ"



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 6 กันยายน 2554 / 10:29
    #395
    0
  12. #289 ~Kim sama~ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2554 / 00:35
    วันเปิดใจจริงๆเลย มีแต่คนมาสารภาพกับหนูฟ้า

    จักรนี่แปลกๆดูมืดมน แล้วจักรไปทำร้ายอะไรใครไว้รึเปล่า? เหมือนมีรังสีอำมหิต ออร่าสีดำๆ

    กัซแห้วไปเพราะหนูฟ้าเลือกเพื่อนนะจ๊ะ...แป่วววว ต่อไปก็รอเอกขยายความในใจ

    ตอนต่อไปวกกลับเข้าป่าอีกรอบ...

    #289
    0
  13. #222 ^ตาข่ายยยย^ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 เมษายน 2554 / 07:57
    ซึ้งอ่าาาา
    #222
    0
  14. #20 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2553 / 17:24
    ว้า~~! หมดซะแล้ว

    รีบๆมาอัพต่อนะคะ

    อยากอ่านอ่า >< สู้ๆนะคะ
    #20
    0