Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 7 : บทที่ ๕ : หญิงสาวที่ต้นไม้ยักษ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,620
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    20 ต.ค. 63

บทที่ ๕ หญิงสาวที่ต้นไม้ยักษ์

                ฉันไม่รู้ว่าร่างนั้นจะมาดีหรือร้าย จึงพยายามส่งเสียงถามออกไป แต่คอและอวัยวะในการออกเสียงของฉันคงได้รับบาดเจ็บ จนเปล่งเสียงออกมาเลยมาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว คำพูดของฉันจึงเป็นแค่การขยับปากพะงาบ ๆ

                “ฉันชื่ออรัญญาณี จะเรียกสั้นๆ ว่านี แล้วฉันก็มาดีจ้ะ ไม่ต้องกลัวไป” เธอตอบด้วยเสียงหวานหูที่มีท่วงทำนองไพเราะอย่างประหลาด พลางส่งยิ้มมาให้กับเหมือนกับรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ในใจ แล้วย่อตัวลงแตะที่ศีรษะของฉันอย่างนุ่มนวล

                ฉันไม่รู้ว่าเธอทำอะไรกับตัวเองกันแน่ แต่จู่ ๆ ภาพความทรงจำทั้งหมดที่เคยเจอก็ปรากฏขึ้นมาในหัวสมองของฉัน เรื่องราวตั้งแต่ที่ฉันจำความได้ ทั้งเรื่องดีที่อยากจดจำ เรื่องร้ายที่อยากจะลืมเลือนก็พรั่งพรูเข้ามาในห้วงความคิด แต่ความทรงจำทั้งหลายก็ย้อนไปแค่ภาพเหตุการณ์เมื่อฉันอายุประมาณสิบสอง จนถึงก่อนจะตกมาที่นี่เท่านั้น... แต่นั่นก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะฉันเองก็จำเรื่องราวก่อนหน้าที่ตัวเองจะอายุสิบสองไม่ได้เหมือนกัน...

                แล้วภาพทั้งหมดก็หายไปเมื่อหญิงผู้ห่มสไบเขียวปล่อยมือออกจากศีรษะของฉัน ก่อนที่เธอจะประนมมือแล้วพึมพำอะไรบางอย่างที่ฉันฟังไม่ถนัด จากนั้นก็ลูบไล้ไปตามร่างกายที่เละเทะจนแทบไม่เหลือความเป็นคนของฉัน

                แรกทีเดียวฉันก็ไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไร แต่หลังจากนั้นราวสิบวินาทีฉันก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา เมื่อความเจ็บปวดทั้งหลายที่มีเริ่มเลือนหายไปจากร่างกายฉัน บาดแผลภายนอกที่เปิดกว้างก็ค่อยๆ สมานกันอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์ ซ้ำเลือดและหนองก็ยังหายไปเมื่อสัมผัสกับมือของเธอ! พอผ่านไปไม่ถึงนาที ทั้งเลือดและหนองที่เคยไหลออกมาท่วมกายก็พลันหายไปหมด เผยให้เห็นร่างที่มีเพียงแผลแห้งตกสะเก็ด ไม่มีส่วนที่เป็นแผลที่มีเลือดและหนองไหลออกมา หรือแผลที่เกิดจากหนังกำพร้าลอกจนเห็นเนื้อแดงอีกแล้ว!

                หญิงสาวถอนมือที่ออกจากร่างของฉัน จากนั้นก็นั่งพับเพียบลงแล้วนำมือไปประสานกันที่ตักด้วยอาการสงบนิ่ง พลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ของมือขวาหมุนวนไปมาที่พื้นดิน แล้วคนโทสีเงินพร้อมจอกสีเดียวกันก็ปรากฏขึ้นมาจากพื้นตรงนั้นราวกับเล่นมายากล!

                สาวงามนามอรัญญาณีหยิบคนโทมารินน้ำใส่จอกเงิน แล้วยกมันขึ้นจิบด้วยท่าทีมีมารยาท ก่อนจะวางมันลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล แล้วหันมาบอกกับฉันด้วยเสียงหวานที่มีท่วงทำนองไพเราะ

                “ลองดื่มดูนะ จะได้ดีขึ้น” เธอกล่าวจบก็จับศีรษะของฉันขึ้นไปไว้บนตักของเธอ หลังจากนั้นก็กรอกน้ำจากคนโทเข้ามาในปากของฉันอย่างนุ่มนวล ราวกับแม่ป้อนนมลูก

                น้ำเย็นๆ ที่ไหลรินผ่านริมฝีปากลงไปยังลำคออย่างช้า ๆ ทำเอาฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด ไม่ใช่แค่เพียงสดชื่นเพราะได้น้ำเท่านั้น แต่ดูเหมือนทั้งร่างกายมันจะสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาราวกับได้พักฟื้นและกินอาหารมาเต็มที่ ทั้งที่ความจริงแล้วฉันเพิ่งได้กินแค่น้ำจากคนโทนี้เท่านั้น

 

                พอฉันเห็นว่าฉันเริ่มอาการดีขึ้น เธอก็เอาคนโทออกจากปากฉันไปวางข้างจอก จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้ขวาหมุนวนรอบสิ่งที่ปรากฏออกมาเมื่อครู่ แล้วมันก็หายไปจากมือของเธอราวกับว่าไม่เคยมีคนโทกับจอกอยู่ตรงนั้นมาก่อน!

                ทุกสิ่งทุกอย่างทีเธอทำมันทำให้ฉันพอสรุปได้ว่าถ้าเธอไม่ใช่นักมายากลก็คงเป็นผู้วิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย! หากไม่เคยเจอเอื้องคำกับคนประหลาดๆ แบบจักร แล้วก็ฝูงช้างบิน กับนกยักษ์รูปร่างแปลกๆ มาก่อน ฉันคงจะตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปแล้ว!

                “รู้สึกดีขึ้นแล้วสินะ สาวน้อย” เธอพูดพลางใช้มือลูบไล้เส้นผมแห้งๆ ของฉันอย่างทะนุถนอม

                “ค่ะ ขอบคุณมากจริง ๆ” ฉันตอบเธอกลับไป พลางจะพนมมือไหว้เธอตามวิสัยคนมารยาทดี แต่ว่ายังไม่ทันจะได้ทำก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาไปทั่วร่างกายเอาดื้อ ๆ!

หรือความจริงแล้วเธอวางยาพิษฉันกันล่ะเนี่ย?!

                “อย่างระแวงไปเลยสาวน้อย ฉันไม่ได้วางยาพิษเธอหรอก” เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ด้วยท่าทีราวกับว่าอ่านใจฉันได้ “ถึงจะห้ามเลือดให้เธอแล้วก็จริง แต่เหมือนร่างกายเธอยังมีกระดูกหักอยู่หลายแห่ง คงจะขยับไม่ได้ดังใจในตอนนี้หรอก รอให้ฉันรักษาเธอเพิ่มเติมก่อนนะ”

หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวจับที่ขาของฉันซึ่งบิดผิดรูปไปให้เข้าที่ด้วยมือเปล่า แล้วจับร่างกายของฉันให้นอนอยู่ในท่านอนหงายเหยียดยาว แขนสองข้างแนบลำตัว ฉันสงสัยเหลือเกินว่าเธอเป็นใคร ทำไมต้องมารักษาให้กับฉัน แล้วที่นี่มันคือที่ไหน ทว่าหญิงสาวกลับเอ่ยด้วยเสียงอันไพเราะก่อนที่ฉันจะได้ถาม

                “ฉันก็เป็นเหมือนแม่หนูเอื้องคำที่เธอเคยเจอมาน่ะแหละ แต่ระดับสูงกว่าแม่หนูนั่นอยู่พอสมควร แล้วฉันก็ไม่ใช่พวกใจไม้ไส้ระกำชนิดที่เห็นคนจะตายตรงหน้าแล้วไม่ช่วยหรอกนะ”

                ฉันถึงกับตกตะลึงในคำตอบของเธอจนต้องนิ่งไปครู่ใหญ่! เพราะนอกจากเธอจะรู้ว่าฉันกำลังจะถามอะไรแล้ว ยังรู้แม้กระทั่งเรื่องเอื้องคำอีกด้วย! แล้วการที่เธอบอกว่าเป็นเหมือนกับเอื้องคำนั่นหมายความว่ายังไงกัน?

                “ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกสาวน้อย ที่ฉันรู้เรื่องแม่หนูคนนั้น เพราะดูความทรงจำทั้งหมดของเธอตอนที่สัมผัสศีรษะไปเมื่อครู่นี้นี่เอง” เธอบอกขึ้นมา ก่อนจะประนมมือแล้วพึมพำอะไรบางอย่างอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้ฉันไม่กล้าจะถามเธอต่อเพราะกลัวไปรบกวนสมาธิเข้า

                หญิงสาวนำมือสองข้างวางเหนือร่างกายของฉัน จากนั้นฉันก็รู้สึกได้ว่ามีพลังงานประหลาดพุ่งพล่านไปทั่วตัว ความเจ็บตรงขาของฉันที่เคยบิดผิดรูป และส่วนอื่นที่ปวดระบมเหมือนกระดูกแตกร้าวก็พลันทุเลาลง ซ้ำแผลสะเก็ดแผลก็พลันหลุดร่วงออกจากร่างจนเหลือเพียงแค่รองรอยแผลเป็นเท่านั้น

                “ตอนนี้กระดูก เส้นเอ็น และอวัยวะภายในของเธอถูกฟื้นฟูขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว พักผ่อนอีกสักคืนหนึ่งก็คงจะหายดีเอง” เธอกล่าวพลางปล่อยมือจากฉัน แล้วหมุนนิ้วชี้กับพื้นดิน ก่อนที่กระจกบานหนึ่งจะปรากฏขึ้นมา “จะลองดูสภาพของตัวเองหน่อยไหม?”

                “เอ่อ... ค่ะ” ฉันรับคำทั้งที่ยังสงสัยว่ากระจกบานนั้นออกมาจากไหน ก่อนที่เธอจะเอากระจกมาส่องหน้าให้ฉัน ทำให้มองเห็นสภาพร่างกายของตัวเองในปัจจุบัน

                ใบหน้าที่ฉันเห็นในกระจกเป็นใบหน้าของเด็กสาวที่ใบหน้าซีกซ้ายของเธอมีรอยแผลเป็นที่กินเนื้อที่เกือบครึ่งหน้า ผมของแห้งและฟูเป็นกระเซิง ถ้านัยน์ตาคมบนจมูกที่แทบไม่เห็นดั้งนั้นไม่ได้มองกลับมาล่ะก็ ฉันจะไม่เชื่อเลยว่าเด็กสาวในกระจกนั่นคือตัวเอง!

                “เอ่อ... หน้าตาของฉัน... จะกลับเป็นเหมือนเดิมได้ไหมคะ” ฉันรีบร้อนถามหญิงสาวด้วยความเป็นกังวล แต่หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามของฉัน เพราะจู่ ๆ เธอก็สะดุ้งเหมือนกำลังตกใจกับบางสิ่งบางอย่าง ก่อนที่จะหันมาบอกกับฉันด้วยท่าทางร้อนรนไปกว่าทุกที

                “เข้าไปในนั้นก่อน เร็ว! แล้วห้ามออกมาจนกว่าฉันจะบอก!” เธอพูดพลางชี้มือไปยังอีกทิศหนึ่ง แล้วเมื่อฉันหันไปมองก็พบว่ามันเป็นปากโพรงขนาดใหญ่ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้สังเกตรอบบริเวณอย่างถนัดตา ทำให้ฉันพบว่าตอนนี้ตัวเองอยู่บนกิ่งขนาดพอกับถนนสองเลนของต้นไม้ขนาดยักษ์!

                ฉันพยายามจะถามว่าเพราะอะไร แต่อรัญญาณีก็ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีด้วยท่าเคร่งเครียดกว่าที่เคยเป็น ฉันจึงรีบก้าวเท้าเดินเข้าไปในโพรงต้นไม้ยักษ์ที่ดำมืดนั่น แม้จะเดินกระโผลกกระเผลกอยู่บ้างก็ตามที

                แล้วเมื่อก้าวเข้าไปฉันก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าในโพรงนั้นมีแสงสว่างจากโคมไฟสีเงินห้อยระย้าอยู่บนเพดานของโพรง แสงนั้นสว่างมากจนทำให้ฉันเห็นว่าโพรงนี้มีขนาดกว้างราวกับห้องโถงขนาดใหญ่ ซ้ำยังมีเครื่องเรือนไม้ที่แกะสลักเป็นลวดลายแปลกตาจัดวางไว้อย่างมีระเบียบ แล้วก็มีโพรงเล็กๆ อยู่ในห้องกว้างนี่อีกหลายโพรง แต่ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจึงมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เมื่ออยู่ด้านนอกนั่น

                ฉันรู้สึกประหลาดใจได้ไม่นานนัก สายตาของฉันเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากโพรงหนึ่งในห้องนี้ พวกเขาสองคนเป็นชายหนุ่มสองคนที่มีผิวดำการกับสีของตุ๊กตาดินเหนียวที่ยังไม่ทาสี ท่อนบนไม่สวมอาภรณ์ใด ๆ ท่อนล่างนุ่งผ้าสีม่วงเป็นโจงกระเบน ในของคนหนึ่งถือคนโทสีดำ มืออีกคนถือหม้อดิน ส่วนอีกคนที่เดินออกมาเป็นหญิงสาวที่มีผมฟูและสีมีผิวเดียวกับชายหนุ่ม เธอห่มผ้าแถบและนุ่งโจงกระเบนสีม่วง ในมือของเธอถือถาดที่ใส่ผ้าสีสองผืนซึ่งมีสีเหมือนกับที่เธอสวม

                “เอ่อ... สวัสดีจ้ะทุกคน” ฉันพยายามจะทักทายพวกเขา แต่ไม่มีใครสนใจที่จะพูดกับฉันเลยแม้แต่น้อย ทั้งสามเดินมีท่าเหมือนไร้สติ นัยน์ตาของพวกเขาว่างเปล่าและมองตรงไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียว เหมือนกับคนที่เหม่อลอย ไม่ก็ไม่มีวิญญาณอยู่ในร่าง

                “ได้ยินฉันหรือเปล่า?” ฉันพูดพลางเอามือไปบังตาชายหนุ่มที่ถือหม้อดิน แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้รับคำตอบ เขาชูหม้อดินขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนที่จะเทของเหลวสีดำในหม้อนั้นลงมายังร่างกายของฉัน!

 

                “ว้าย! นี่ทำอะไรของคุณน่ะ” ฉันโพล่งออกมาเมื่อน้ำสีดำที่กลิ่นเหม็นเหมือนโคลนตมรดผ่านร่างกาย แล้วสีผิวของฉันกลายเป็นสีคล้ายดินเหนียว ไม่ต่างไปจากพวกเขาเลยสักนิด!

                แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้ทำอะไรต่อ เขาก็วางหม้อลงแล้วเข้ามารวบแขนฉันจากด้านหลัง ก่อนที่หญิงสาวผู้ถือถาดใส่ผ้าก็เดินเข้ามาแล้วปลดเสื้อผ้าเปื้อนเลือดของฉันให้หลุดออกจากร่าง ก่อนจะเอาผ้าสองผืนที่อยู่ในถาด มาสวมใส่ให้ฉันแต่งกายแบบเธอ ด้วยความเร็วที่ไม่อยากเชื่อว่ามีมนุษย์ที่ไหนทำได้

                ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามอะไร ชายหนุ่มที่ถือคนโทสีดำก็ยื่นมันให้กับหญิงสาว แล้วเธอก็จับมันกรอกปากฉัน จนของเหลวหวาน ๆ เย็น ๆ ไหลผ่านลำคอของฉันไปเรื่อยจนกระทั่งหมดจากคนโท

                จากนั้นฉันก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองไม่ได้อยู่ในการควบคุมของสมองอีกต่อไป ตัวฉันเคลื่อนไหวอย่างแข็งทื่อเหมือนไร้วิญญาณ แล้วเดินไปยืนข้างหญิงสาวที่จับฉันแต่งตัวแบบนี้ ก่อนจะหันไปทางหน้าปากโพรงอย่างขัดขืนไม่ได้! ฉันพยายามจะส่งเสียงกรีดร้องหรือเหลือบตามองสภาพรอบตัว แต่ก็ไม่ประสบผลใด เหมือนว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของฉันอีกต่อไปแล้ว!

นี่อรัญญาณีสั่งให้คนพวกนี้ทำอะไรกับฉันกันเนี่ย!

                “ขอโทษด้วยที่ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แต่ไม่ต้องตกใจไปนะสาวน้อย ทั้งหมดนี่เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง” อรัญญาณีที่ยืนนอกโพรงหันมาบอกกับฉันด้วยเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ ก่อนที่จะหันกลับไปมองอะไรบางอย่างที่พุ่งจากฟากฟ้าลงมาบนกิ่งไม้ที่เธอยืนอยู่

โครม!

            เสียงวัตถุที่มีมวลมหาศาลพุ่งกระทบกิ่งไม้ยักษ์ดังลั่น จนฉันเป็นห่วงว่ากิ่งไม้ยักษ์จะหักเพราะรับน้ำหนักของมันไม่ไหว! แล้วเมื่อได้เห็นสิ่งนั้นด้วยตาตัวเอง ฉันก็ไม่แปลกใจที่มันทำให้เกิดเสียงดังได้ปานนั้น เพราะมันคือช้างมีปีกสีทองที่ประดับประดาไปด้วยยุทธภัณฑ์ทั้งหลายจนดูคล้ายช้างศึก และมีใครบางคนกำลังก้าวลงมาจากหลังของมัน!

                “อรัญญาณี!” เสียงที่ทุ้มต่ำและดุดันราวกับสัตว์ป่าที่พูดภาษามนุษย์ดังมาจากหน้าโพรง  เสียงนั้นมันดังมากจนฉันที่อยู่ใกล้ปากโพรงแทบสะดุ้ง และก็ต้องตกตะลึงหาคำบรรยายไม่ถูก เมื่อเห็นผู้ที่ร้องเรียกชื่ออรัญญาณีเมื่อครู่

                เพราะผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหญิงสาว มีร่างกายสูงเกือบสามเมตรและอุดมไปด้วยมัดกล้ามขนาดใหญ่ และการที่เขาไม่ได้สวมเสื้อ มีเพียงเครื่องประดับรูปร่างแปลกๆ ทำให้ฉันมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผิวกายของเขานั้นสีเขียวราวกับมนุษย์กลายพันธุ์ในภาพยนตร์! แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจเลยแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับใบหน้าที่มีริมฝีปากซึ่งมีเขี้ยวขาววาววับโง้งออกมาจากมุมปาก และดวงตาโปนสีแดงบนใบหน้าสีเขียวนั่นอีก!

มันช่างเหมือนกับใบหน้าในความฝันร้าย ที่คอยตามหลอกหลอนฉันตั้งแต่ฉันจำความได้ไม่มีผิด!

                “สวัสดียามราตรี ท่านผู้มาเยือน” เสียงของอรัญญาณีถามขึ้นอย่างสงบเยือกเย็น ประหนึ่งว่าอาการตกใจและร้อนรนเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่ “แล้วถึงท่านไม่ต้องเรียกชื่อข้า ข้าก็รู้ชื่อตนเองดีอยู่แล้ว”

                “เล่นลิ้นเก่งสมกับที่เป็นเผ่าพันธุ์ของพวกท่านจริง ๆ!” เสียงของร่างมหึมาพูดอย่างขึงขัง “ข้ามาที่นี่เพราะต้องการความร่วมมือจากท่าน ในการทำภารกิจบางอย่างที่นายเหนือหัวข้ามอบให้”

                “เช่นนั้นท่านจงบอกมาว่าท่านอยากให้ข้าช่วยในสิ่งใด เพราะเครื่องรางของท่านมันทำให้ข้าอ่านความคิดท่านไม่ได้” อรัญญาณีตอบกลับไปด้วยเสียงอันอ่อนโยน แต่ทรงไว้ซึ่งพลังอำนาจบางอย่าง “แต่ข้าขอบอกท่านไว้ก่อนว่านายเหนือหัวของท่านไม่ได้มีอำนาจเหนือดินแดนของข้า และข้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคำขอนั้นถ้าหากว่ามันไม่สมควร”

                “ข้าต้องการตัวผู้หญิงคนหนึ่ง ข้าได้รับรายงานว่านางร่วงหล่นมาจากฟากฟ้า แล้วเข้ามายังอาณาเขตของท่าน” ร่างยักษ์ที่กำลังกอดอกออกเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าต้องการให้ท่านช่วยหาตัวนางให้พบ เพื่อข้าจะได้นำนางไปถวายนายเหนือหัวของข้า”

                “แล้วนายของท่านจะเอานางไปทำอะไรงั้นรึ?” อรัญญาณีเอ่ยถามพลางอ้อมไปอยู่ด้านหลังมนุษย์ตัวเขียว แล้วชำเลืองมองมาทางฉันแวบหนึ่ง เหมือนจะบอกเป็นนัยว่ามันกำลังพูดถึงฉัน

                “ข้ามีเรื่องที่ไม่อาจบอกได้ที่นี่ เพราะเรื่องนี้เป็นภารกิจลับ โปรดนำข้าไปคุยกันในที่ที่เป็นส่วนตัวกว่านี้ด้วย” ร่างที่มีกล้ามใหญ่โตผิดมนุษย์หันไปส่งสัญญาณบางอย่างกับช้างบินสีทอง แล้วมันก็ทิ้งตัวลงจากกิ่งไม้ยักษ์ ก่อนจะโผบินขึ้นไปในอากาศ

                “เช่นนั้นท่านจงตามเข้ามาในที่รับรองแขกของข้า” สาวงามผู้เสียบผมด้วยดอกไม้สีม่วงเอ่ยขึ้น พลางเดินนำหน้าร่างยักษ์เข้ามาในโพรงที่ฉันกับอีกสามคนยืนสงบนิ่งอยู่

                แล้วอรัญญาณีก็พาเจ้าของร่างกายมโหฬารผิดมนุษย์เข้ามาในโพรง มันเดินผ่านฉันไปอย่างไม่แยแส แล้วนั่งลงบนพรมสีเขียวที่ปูกลางห้อง ก่อนที่อรัญญาณีจะหันมาออกคำสั่งกับฉันและอีกสามคนที่ยืนรออยู่

                “พวกผู้ชายไปเอาชามาให้แขกของข้า พวกผู้หญิงจงมาปรนนิบัติพวกข้า”

                สิ้นเสียงสั่งของหญิงสาว ชายหนุ่มทั้งสองก็เดินกลับเข้าโพรงไป ส่วนสองเท้าของฉันก็พาตัวเองเคลื่อนที่ไปอยู่ด้านหลังของมนุษย์ตัวเขียวที่ขัดสมาธิบนพรมผืนเดียวกับอรัญญาณี ก่อนที่สองมือของฉันที่ถูกอะไรบางอย่างควบคุมจะค่อยๆ ขยับไปสัมผัสกับไหล่ของเขา และ บรรจงบีบนวดลงไปบนกล้ามเนื้อกำยำ ราวกับว่าฉันเป็นคนรับใช้ที่เจ้านายเรียกมานวดเฟ้น! ทั้งที่ในใจของฉันอยากจะออกห่างเจ้านี่ออกไปให้ไกลที่สุด!

                “ผู้คนด้านนอกจะไม่เห็นและไม่ได้ยินว่าเกิดอะไรในโพรงนี้ และไม่มีใครเข้ามาได้หากข้าไม่อนุญาต  ดังนั้นท่านจงแจ้งแก่ข้ามาเถิด ว่านางเป็นใคร และพวกท่านต้องการนางไปเพื่ออะไร?” อรัญญาณีเอ่ยถามขึ้นมา หลังจากที่พวกผู้ชายไปชงชาในออกมารินให้กับเธอและร่างยักษ์ แล้ววางกาน้ำไว้ระหว่างทั้งคู่ จากนั้นก็ถอยไปยืนมุมห้อง

                “ข้าไม่จำเป็นต้องบอกท่าน!”

                “แล้วทำไมจึงต้องการเจรจากันเป็นส่วนตัวกับข้าด้วยเล่า? ในเมื่อท่านไม่ยอมบอกรายละเอียดของสิ่งที่ตนเองต้องการมาอยู่ดี” อรัญญาณีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนสงสัยเสียเต็มประดา

                “เพราะข้าจะบอกว่าพวกเรามีวิทยาการก้าวหน้ากว่าที่ท่านคิด พวกเรารู้ว่าท่านเอานางเข้ามาอยู่ในโพรงนี้ ดังนั้นท่านจงมอบนางมาให้เราแต่โดยดี! แล้วเราจะได้ไม่ต้องผิดใจกัน!” ชายกล้ามโตเปล่งเสียงดังลั่น ก่อนที่จะส่งถ้วยชาคืนให้หญิงสาว โดยไม่ได้ดื่มไปเลยแม้แต่น้อย

                “ตายแล้ว! เป็นผู้ชายตัวใหญ่ แล้วคิดจะใช้กำลังข่มขู่ผู้หญิงงั้นเหรอ?” อรัญญาณีตอบด้วยน้ำเสียงยียวนเล็กน้อย และเนื่องจากฉันยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเธอพอดี จึงเห็นได้ว่าสีหน้าของเธอนั้นไม่ได้ฉายความหวาดกลัวเจ้าคนร่างใหญ่นี่เลยสักนิด

                “แต่ข้าจะบอกท่านไว้ว่าในโพรงนี้ไม่มีคงใครที่ท่านต้องการ ท่านก็เห็นแค่ข้ากับหุ่นพยนต์ตุ๊กตาดินที่ข้าสร้างไว้แก้เหงาพวกนี้ ถ้ามีผู้อื่นอยู่จริงท่านก็ต้องได้กลิ่นหรือสัมผัสได้แล้วสิ”

                ฉันไม่ค่อยเข้าใจในคำพูดของพวกเขาสักเท่าไร แต่ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วว่า เธอทำให้ฉันมีลักษณะและท่าทางที่คล้ายกับกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าหุ่นพยนต์ตุ๊กตาดิน เพื่อที่จะรอดพ้นจากสายตาของมนุษย์ตัวเขียวที่กำลังตามหาฉัน แต่มนุษย์ตัวเขียวนั่นจะตามหาฉันไปเพื่ออะไรกันล่ะ?

                “อย่ามาโกหกกันให้ยาก! พวกข้ารู้ดีว่านางอยู่นอกโพรงนี้จนถึงเมื่อไม่กี่อึดใจก่อน เจ้าจะมาทำไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไรกัน! จะบอกมาดี ๆ หรือจะให้ข้าใช้กำลังบังคับ?!” มนุษย์ตัวเขียวเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกหญิงสาว พลางเกร็งกล้ามเนื้อจนฉันที่กำลังบีบนวดไหล่รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อที่อยู่ได้ผิวหนังของมัน กล้ามเนื้อที่ใหญ่และแข็งแรงจนฉันเชื่อว่าอาจจะต่อยวัวควายล้มได้อย่างไม่ยาก!

ถ้าเกิดว่าหญิงสาวอย่างอรัญญาณียังคงพูดจาเล่นลิ้นกับมันอยู่แบบนี้ คงโดนมันฆ่าตายแน่ๆ!

                “เด็กๆ หลบไปหน่อย” อรัญญาณีกล่าวขึ้นมา ก่อนที่ร่างกายของฉันและพวกคนที่ถูกเรียกว่าตุ๊กตาดิน จะค่อยๆ พากันเดินเรียงแถวกันไปอยู่อีกด้านหนึ่งของห้องในโพรงใหญ่ แล้วหันหน้าไปหาพรมที่อรัญญาณีกับเจ้านักกล้ามนั่นกำลังเผชิญหน้ากันอยู่          

                “อาการแบบนี้ แปลว่าเจ้าอยากจะลองดีกับข้าใช่ไหม? เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว!” เจ้าตัวเขียวกล่าวพลางลุกขึ้นยืน แล้วทุบกำปั้นลงไปยังศีรษะของหญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวอย่างรวดเร็ว!

โครม!

                เสียงอะไรบางอย่างกระแทกกันอย่างรุนแรงดังขึ้น จนฉันแทบอยากเบือนหน้าหนีเนื่องจากไม่อยากจะเห็นผลลัพธ์ที่หมัดของนักกล้ามกระแทกศีรษะสาวงามจนแหลกเละ แต่ว่าฉันในตอนนี้ถูกควบคุมร่างกายอยู่ จึงไม่สามารถทำแบบนั้นได้! จึงต้องมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยสองตา และนั่นก็ทำเอาฉันต้องตกตะลึงจนอยากจะร้องออกมาดังๆ กับภาพที่เห็น...

                เพราะอรัญญาณีเพียงแค่นำมือมาประนมแล้วพึมพำอะไรบางอย่าง เจ้ามนุษย์ตัวเขียวนั่นก็ปลิวกระเด็นอย่างแรงราวกับโดนไดโนเสาร์ฟาดหางใส่ ก่อนที่มันจะปลิวกระเด็นไปอย่างรุนแรงจนออกนอกโพรงไป!

                หญิงสาวนัยน์ตากลมหายใจหอบ ก่อนที่เธอจะหมุนนิ้วชี้เบาๆ แล้วชี้มาทางฉัน หลังจากนั้นก็ทำสัญญาณมืออะไรบางอย่างกับพวกที่ถูกเรียกว่าตุ๊กตาดิน

                พวกที่ถูกเรียกว่าตุ๊กตาดินทั้งหลายค่อยๆ เดินเข้าไปในโพรงไม้ที่พวกเขาเดินจากมาในก่อนหน้านี้จนหายลับไปจากสายตา ทิ้งให้ฉันอยู่กับอรัญญาณีเพียงแค่สองคนเท่านั้น...

                หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวเรียกคนโทสีเงินออกมา ก่อนที่จะเทน้ำในคนโทลงไปในถ้วยชาแล้วดื่มจนหมดเกลี้ยง แล้วเริ่มกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                “ขอโทษนะ สาวน้อย ที่ต้องบังคับร่างกายของเธอแบบนั้น แถมยังทำอะไรน่าตกใจต่อหน้าเธออีก”

                “ม... ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ฉันพูดตอบเธอเมื่อร่างกายของตัวเองเริ่มกลับมาขยับตามใจคิดได้แล้ว ถึงแม้ว่ากลิ่นร่างกายฉันจะเป็นกลิ่นดินอยู่ก็ตามที “ว่าแต่คุณนีไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหม? แล้วเจ้านั่นจะกลับมาอีกหรือเปล่า?”

                “ฉันไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แล้วเจ้านั่นก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาใกล้อาณาเขตของฉันอีกต่อไปแล้วด้วย” เธอรับคำก่อนที่จะชี้พื้นที่บนพรมซึ่งว่างอยู่เพื่อเชื้อเชิญให้ฉันเดินไปนั่ง ซึ่งฉันเองก็เดินกระโผลกกระเผลกไปนั่งที่พรมนั้นอย่างที่เธอต้องการ ก่อนที่จะเอ่ยถามขึ้นมา

                “เมื่อกี้นี้มันเกิดอะไรขึ้นหรือคะ? แล้วเจ้าตัวเขียวเมื่อกี้มาที่นี่ทำไมกัน? แล้วคนที่มันกำลังตามหาอยู่คือฉันใช่ไหมคะ? แล้ว...” ฉันยิงคำถามออกมายังไม่ทันจบเธอก็ทำสัญญาณมือให้เงียบเสียก่อน จากนั้นเธอก็กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงอันนุ่มนวล

                “เก็บคำถามพวกนั้นไปก่อนดีกว่านะ เพราะดูเหมือนคำถามที่เธอถามฉันเมื่อคราวก่อนฉันยังตอบเธอไม่หมดเลยนี่นา” เธอกล่าวพลางยิ้มอย่างเป็นมิตร “แถมยังมีคำถามอีกหลายอย่างที่เธอกำลังสงสัยอยู่ก่อนหน้านั้นแต่ไม่ได้ถามออกมาด้วยนี่นา ฉันจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟังทีเดียวตอนนี้เลยแล้วกัน ดีไหมสาวน้อย?”

                “ก็ดีเลยค่ะ” ฉันตอบอย่างตื่นเต้น เพราะจะได้รู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉันและเพื่อนๆ ว่าตั้งแต่ตกน้ำมาเจอหมู่บ้านของเอื้องคำมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกฉันกันแน่ แล้วฉันจะพาเพื่อนๆ กลับไปที่ที่จากมากได้ด้วยวิธีไหน แล้วเจ้านางที่เอื้องคำพูดถึงจะเป็นอรัญญาณีหรือเปล่า?

                “ฉันจะเริ่มอธิบายตั้งแต่สถานที่ที่เธอกำลังอยู่ก่อนแล้วกันนะ” เธอกล่าวพลางรินน้ำชาจากในกา แล้วยื่นมันมาให้กับฉัน

                “อันดับแรกก็ขอให้เธอเข้าใจก่อนนะว่า ดินแดนที่เธอกำลังอยู่นั้น มันเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่อยู่ต่างภพต่างมิติกับโลกที่เธอจากมา และมันก็มีอะไรแปลกประหลาดมหัศจรรย์มากกว่าที่เธอเคยพบเห็นมาในความทรงจำที่มีเลยทีเดียว”

                “ต่างมิติ?” ฉันทวนคำอย่างประหลาดใจ นี่หมายความว่าสถานที่ที่ฉันกำลังอยู่นี่ไม่ใช่โลกของฉันงั้นเหรอ? มันถึงได้มีอะไรประหลาดๆ มามากมายขนาดนี้ ตั้งแต่ช้างบิน นกยักษ์ที่กินช้างเป็นอาหาร หรือจะเจ้านักกล้ามตัวเขียวเมื่อครู่! นี่ฉันทะลุผ่านมิติมาเจอแดนพิศวงเข้าให้แล้ว!

                “ใช่... เธอมายังภพนี้ได้ผ่านทางถ้ำซึ่งมีการบิดเบี้ยวของมิติ ที่พวกเธอเรียกว่าถ้ำอาถรรพ์ เนื่องจากไม่มีใครที่เข้าแล้วกลับออกมาได้ สาเหตุเป็นเพราะภายในถ้ำนั้นมีการบิดเบี้ยวของมิติเกิดขึ้น จนทำให้ทุกสิ่งที่เข้าไปในถ้ำถูกส่งมาทางมิตินี้ไงล่ะ”

                “งั้นก็หมายความว่าเพื่อนของฉันเองก็ถูกส่งมายังที่ภพนี้เหมือนกันใช่ไหมคะ?! แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกันบ้าง?” ฉันถามอย่างกระวนกระวาย ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนๆ  ฉันโชคดีที่ตกมาเจอฝูงช้างบิน แล้วร่วงลงมาเจออรัญญาณี แล้วคนอื่นเขาจะโชคดีแบบฉันกันหรือเปล่านะ?

            “ใจเย็นก่อนเถอะแม่หนู เพื่อนเธอทุกคนถูกส่งมายังที่นี่อย่างแน่นอน แต่ว่า... ฉันไม่รู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่ของพวกเขาเลยน่ะสิ” อรัญญาณีตอบขึ้นมาพลางถอนใจเล็กน้อยด้วยความกังวล แต่คำตอบนั้นมันทำเอาฉันกังวลมากกว่าเธอเป็นล้านเท่า!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #1009 อรชุน78 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 04:48
    ชายตัวเขียวมีวิทยาการที่ลำ้หน้า เพราะเขามาจากดาวนาเม็ค//ผิด
    #1,009
    1
    • #1009-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 7)
      15 มีนาคม 2560 / 08:58
      จากดวงดาวนาเม็ก ทะลุมายังโลก โลกทั้งโลกปั่นป่วน ยกขบวนห้ำหั่น พัลวันกันใหญ่ ไฟสงครามเกิดแล้ว!! //ผิด

      มาเป็นเพลงวงกระท้อน
      #1009-1
  3. #951 2-CHAIR (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 08:46
    โห นี่เป็นนิยายเเฟนตาซีที่มีปมซับซ้อนที่สุดที่เคยอ่านมา ปมซ้อนปมที่ถูกทับด้วยปมเเละซ้อนปม เอ้ออ พิมพ์เองงงเอง +~+ เเต่สนุกมากค่ะ น่าติดตามตั้งเเต่เกริ่นนำ คงจะเป็นนิยายอีกเรื่องที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนอ่าน ตายๆ 55
    #951
    1
    • #951-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 7)
      1 สิงหาคม 2559 / 21:10
      ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ แต่นอนพักก่อนก็ดีฮะ ถนอมสุขภาพด้วยเน้อ

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 สิงหาคม 2559 / 21:11
      #951-1
  4. #924 the beginnen (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 13:55
    ว้าววว เริ่มจะมีความเป็นแฟนตาซีมากขึ้นแล้วแหะ
    สนุกๆ
    #924
    1
  5. #805 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 19:01
    ก่อนอื่นเลย อ่านเจอชื่อ "อรัญญาณี" ชอบชื่อนี้มาก กอปรกับคาแร็คเตอร์กึ่งผีกึ่งคน (อ่านแล้วรู้สึกแบบนั้นนะครับ ดี ๆ ชอบ ฮา) ยิ่งรักใหญ่เลย ตัวนี้ แต่ไม่ลืมเอื้องคำนะ //หัวเราะในลำคอ

    เจ้าตัวเขียวมาอีกแล้วนะขอรับ (ภาพ เดอะ ฮัก เด่นชัดในมโนภาพ) แม้ที่บรรยายจะต่างกันแต่พออ่านเจอคำว่า 'เจ้าตัวเขียว' จะนึกถึงไม่เดอะฮักก็เชร็คส์เลย มันเด้งขึ้นมาอัตโนมัติ ! ไม่ใช่ความผิดท่านนะขอรับ ผมผิดเองที่ดูการ์ตูนมากเกินไป (ฮา)

    เพื่อนของฟ้าตายหมดแล้วหรือ ? คงต้องคออ่านบทต่อไป เอาไว้คราวหน้านะขอรับ ไม่ว่าอ่านตอนไหนก็ชอบการบรรยายของท่านจังเลยครับ แล้วจะแวะมาใหม่ครับ
    #805
    0
  6. #755 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 23:08
    รุ้สึกผูกใจอาเจ๊อรัญญาณี...ทั้งการพูดจาพาที ท่าทาง
    ชอบๆ..
    #755
    0
  7. #706 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 16:27
    ถ้าเราเป็นฟ้า เราคงตายไปแล้ว แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
    #706
    0
  8. #627 MyU_immi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 / 20:33
    จบตอนที่ 7
    บทนี้มัน...  นิยายรักในโรงเรียนใช้มั้ย 555
    แต่ก็ดีครับ  ถือเป็นการเบรกอารมณ์ระทึกไปในตัว 
    ขึ้นต้นด้วยฉากประจำที่เคยอ่านในการ์ตูนรัก  นักเลงหลีนางเอก  พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยด้วยมาดเท่ ๆ  ยอมรับว่าอ่านแล้วรู้สึกหมั่นไส้เจ้ากัซชะมัด  เหอะ ๆ
    ไม่แน่ใจว่ามีปมอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในบทนี้รึเปล่า  เพราะมีจุดที่อ่านแล้วสงสัยอยู่เล็กน้อย (รอยเล็บ, ฟ้าจำอะไรไม่ได้)
    อ่านตอนต่อไป --->
    #627
    0
  9. #615 amnesiac (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 เมษายน 2555 / 10:35
    กรงเล็บที่มองไม่เห็น? เกิดอะไรขึ้น ลึกลับจริงๆ แล้วเรื่องที่ฟ้าเราปฏิเสธกัสไปแบบไม่รู้ตัวนี่ตัวเองทำเองแบบเบลอๆหรือโดนอะไรบังคับเปล่า
    #615
    0
  10. #572 polin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มีนาคม 2555 / 22:02
    เลสเบี้ยน -0-..... เป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับการปฏิเสธคนที่ชอบเราเลย 
    #572
    0
  11. #442 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2554 / 09:08

    "ก้อนแข็งๆมาจุกที่ลำคอ" บทที่แล้วก็มีนะ
    ง่า...หรือรู้สึกไปเองว่าไม่ควรให้มันอยู่บทติดกัน

    ชีวิตมินท์นี่...ชีวิตจริงก็มีแบบนี้ให้เห็นเหมือนกันนะ

    แหม...บทนี้แอบมีรักหวานแหววรอพระเอกมาช่วยอยู่นะ ^^

    #442
    0
  12. #394 ML-Bunma (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2554 / 10:37

    มิน่ามินท์ถึงดูห้าวนักที่แท้ก็มีชีวิตครอบครัวแบบนี้นี่เอง น่าเห็นใจ
    ส่วน comment ที่287 ทำเอาขำที่แซวฟ้า "ปิ๊งรักผ่านเรติน่า รูม่านตา"
    ยังไงก็ขอให้มีคนมาช่วยจริง ๆ

    #394
    0
  13. #288 ~Kim sama~ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2554 / 00:03
    เหมือนกำลังมองฉากนักเลงบ้านนอกหาเรื่องสาวน้อยน่ารัก

    พร้อมคำกล่าวที่ว่า แฟนทะเลาะกันชาวบ้านอย่ามายุ่ง 55+ คล้ายๆผัวเมียตีกันคนอื่นไม่เกี่ยว

    อีกพักหนึ่งก็จะมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย

    แล้วก็ลงเอยกันด้วยการปิ๊งรักผ่านเรติน่า รูม่านตา หรืออะไรสักอย่างเมื่อสบตากัน ปิ๊งๆๆ

    แฮปปี้เอนดิ้ง ชาบู ชาบู....

    ชักเริ่ม เพ้อเจ้อแล้วเรา

    >มิ้นน่าสงสารนะ แม่ใจดำมากเลย
    #288
    0
  14. #221 ^ตาข่ายยยย^ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2554 / 07:39
    สงสารมินท์จัง
    #221
    0
  15. #196 -netto- (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2554 / 01:22
    อ่า นางเอกของเรา....

    #196
    0
  16. #17 Fledgeling (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2553 / 07:39
    ท่านผู้อ่านกรุณาอย่าตกใจกับ ปมเกลียดบุพการี ของตัวละครนะครับ

    เดี๋ยวช่วงหลังๆปมนี้จะคลายออกมาเองครับ แต่คลายยังไงต้องรออ่านกันครับ

    ดังนั้นอย่าเพิ่งเลิกอ่านซะน่อ
    #17
    0