Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 6 : บทที่ ๔ : ปากทางแห่งความพิศวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,765
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    15 มี.ค. 60


บทที่ ๔ ปากทางแห่งความพิศวง

            ตอนนี้ฉันเดินตามนกแก้วที่บินจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งเรื่อยๆ จนออกมาจากตัวหมู่บ้านเข้าไปในเขตป่า ขึ้นไปยังทางลาดชันที่น่าจะเป็นเส้นทางบนเขา แม้หยาดเหงื่อจะไหลรินจากผิวหนังเข้าไปยังบาดแผลตามตัวจนฉันรู้สึกแสบไปหมด แต่ฉันก็ต้องกัดฟันทนกับความเจ็บปวดนี้เอาไว้...

            “ไม่ไหวแล้วเหรอ” เสียงของเจ้านกแก้วนำทางดังขึ้นมา หลังจากที่มันเห็นว่าความเร็วในการเดินของฉันเริ่มตกลง และฉันก็คงแสดงท่าทีเจ็บปวดกับบาดแผลออกมาทางสีหน้า

            “ยังไหวอยู่น่า... เพื่อช่วยเพื่อนๆ กลับมา ยังไงฉันก็ไม่ยอมหยุดแค่นี้หรอก...” ฉันแข็งใจตอบกลับไป ถึงสองขาของตัวเองในตอนนี้มันจะเริ่มเรียกร้องหาการพักผ่อน แต่ฉันยังคงหยุดตอนนี้ไม่ได้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้แสงจากพระจันทร์จะมาฉายอยู่บนท้องฟ้าแทนแสงตะวันแล้วก็ตาม!

            แล้วความพยายามก็ส่งผล เมื่อในที่สุดสายตาของฉันก็มองเห็นปากถ้ำประหลาดอยู่เบื้องหน้า มันมีรอยเท้าของคนจำนวนมากที่เคยเดินวนไปมาอยู่แถวนี้ และนั่นคงจะเป็นรอยเท้าของพวกที่ออกตามหาฉันและมินท์ ซึ่งนี่ก็คงเป็นถ้ำอาถรรพ์ที่ถูกพูดถึงอย่างไม่ต้องสงสัย

            “ถ้ำนี้แหละ เข้าไปเลย” เสียงของนกแก้วที่นำทางฉันมาตลอดดังขึ้น แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้ถามอะไรมัน เจ้านกน้อยก็พลันบินจากต้นไม้ที่มันเกาะ แล้วหายไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไปเสียแล้ว

            ฉันทำใจแล้วว่าตัวเองจะต้องเข้าไปในถ้ำอาถรรพ์ แล้วพบกับเจ้านางอะไรนั่นเพื่อเจรจาต่อรอง แต่พอมายืนอยู่หน้าถ้ำเพียงลำพัง ไม่มีใครอยู่ด้วยแม้แต่เจ้านกแก้ว ฉันก็ทำเป็นเก่งต่อไปอีกไม่ไหว ขาสองข้างหมดแรงยืนจนฉันต้องทรุดลงนั่งเอาดื้อๆ ก่อนที่ฉันจะหายใจหอบเพราะความเหนื่อยล้าที่เดินโดยไม่พักมาเป็นเวลานานไม่น้อย

            แสงจากดวงจันทร์ในคืนข้างขึ้นเริ่มหายไป เพราะพระจันทร์ถูกเมฆเคลื่อนตัวเข้ามาบังจนมิด ความมืดเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณหน้าปากถ้ำ พร้อมกับความกลัวที่เข้ามาปกคลุมอยู่ในหัวใจของสาวน้อยที่ต้องอยู่ลำพังกลางป่าในยามค่ำคืนอย่างฉัน... เสียงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องระงมในตอนนี้เหมือนกับเสียงหวีดร้องของปีศาจ เงาไม้ที่โยกไหวไปตามแรงลมดูคล้ายผีเปรตกำลังเคลื่อนไหว สายลมที่พัดมาเบาๆ ทำเอาฉันต้องหนาวสะท้าน

แล้วจู่ๆ แสงจันทร์จึงกลับมาสาดส่องอีกหน อาจเพราะหมู่เมฆที่ปกคลุมดวงจันทร์คงจะถูกลมพัดปลิวกระจายไป เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบดังขึ้นมาจากด้านหลังของฉันพอดี ฉันจึงรีบหันขวับกลับไปมองตามต้นเสียง แล้วก็พบกับใครคนหนึ่งกำลังก้าวเข้ามา...

            ร่างเพรียวงามในเสื้อแขนกระบอกที่เตี้ยกว่าฉันราวสามเซนติเมตรเดินเข้ามาใกล้ จนระยะห่างระหว่างเราเหลือไม่ถึงเมตร ก่อนจะนั่งยองๆ ลงข้างฉัน ดวงตาคู่คมบนใบหน้าขาวนวลของเธอจับจ้องมาที่ตัวฉันอย่างอยากรู้อยากเห็น ก่อนที่จะอมยิ้มออกมาราวกับตลกขบขันที่ได้เห็นหน้าฉันก็ไม่ปาน

            เอื้องคำ” ฉันพูดชื่อผู้ที่มองหน้าตัวเองอยู่ด้วยเสียงอันแหบแห้ง

            คุณขวัญนภา ขอสุมาด้วยที่เปิ้นมาสาย” เธอตอบกลับมาด้วยเสียงใส

            เมื่อตัวการที่ทำให้ฉันต้องตกอยู่ในสภาพร่างกายที่น่าอนาถแบบนี้มาอยู่ตรงหน้า ไม่ได้จับล็อกร่างกายของฉันไว้แต่อย่างใด มีหรือที่ฉันจะปล่อยให้เธอมานั่งยิ้มแบบนี้อยู่เฉยๆ ฉันสะบัดมือขวาเต็มแรงหวังจะฟาดเข้าที่ใบหน้าของเธอสักฉาด ให้เธอได้รับรู้บ้างว่าความรู้สึกทรมานที่ฉันได้รับนั้นมันเจ็บปวดขนาดไหน แต่ฉันก็ต้องประหลาดใจ เพราะสิ่งที่สัมผัสได้มีแต่อากาศธาตุเย็นๆ เท่านั้น และมือของฉันก็ทะลุผ่านใบหน้าที่คล้ายกับฉันก่อนจะเสียโฉมไปดื้อๆ!

            “เข้าใจแล้วแม่นก่อ? ว่าเปิ้นบ่ใช่มนุษย์ เปิ้นเป็นกายละเอียดที่คุณอาจจะฮ้องว่าวิญญาณ ตอนนี้คุณยะอะหยังเปิ้นบ่ได้ แต่เปิ้นยะคุณได้เน่อ” เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าฉันกล่าว และยังคงมองฉันด้วยสายตาไร้เดียงสาตามแบบฉบับของเธอ เหมือนกับว่าไม่รู้ถึงความโกรธของฉันเลยสักนิด ก่อนที่เธอจะพูดขึ้นมาเบาๆ ด้วยเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกเย็นวาบเข้าไปถึงหัวใจ

            “เปิ้นก็ฮู้ว่าคุณคิดอะหยัง แต่คุณจะโทษเปิ้นก็บ่ถูก เพราะเปิ้นก็บ่ได้อยากจะยะหื้อเกิดเรื่องจะอี้ แต่เปิ้นขัดเจ้านางบ่ได้”

            “เจ้านางอีกแล้วสินะ... นี่ตกลงเจ้านางเป็นใครกันเนี่ย แล้วคิดจะทำอะไรฉันกับเพื่อนๆ กันแน่ แล้วทำไมถึงสามารถสั่งพวกผีที่น่ากลัวอย่างเธอให้ทำตามที่ตัวเองต้องการได้?” ฉันถามเอื้องคำอย่างไม่เกรงกลัวในเรื่องที่เธอไม่ใช่คนเหมือนฉัน หรือที่เธอเคยทำกับฉันเลยสักนิด อาจเป็นเพราะความโกรธ ความหวัง และความอยากรู้อยากเห็นมันผลักเอาความกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติออกไปจากใจฉันหมดแล้วก็เป็นได้

            “ถ้าผีในนิยามคุณคือมนุษย์ที่ตายไป เปิ้นก่อบ่แม่นผี แล้วก็บ่ได้น่ากลัวด้วย!” เอื้องคำโพล่งขึ้นมา ก่อนจะมองฉันด้วยท่าทางไม่พอใจเท่าไรนัก “คุณถูกเลี้ยงดูจากมนุษย์มานานจนคิดแบบหมู่เขา คิดว่าผู้ที่เป็นกายละเอียดอย่างหมู่เฮาน่ากลัวจะอั้นจะอี้ บ่ฮู้จักหมู่เฮา แล้วก็คิดกันไปเองว่าจะอั้น”

            “ฉันไม่เข้าใจที่เธอพูดเลย... เธอว่าอะไรของเธอน่ะ...”

            “เปิ้นฮู้ว่าตอนนี้คุณบ่เข้าใจ แต่เมื่อมื้อใดที่คุณป๊ะกับเจ้านาง คุณก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง” เอื้องคำโยนความรับผิดชอบในการตอบคำถามไปดื้อๆ ก่อนที่ความไม่พอใจจะหายไปจากสีหน้าของเธอ

            “ฉันเองก็อยากจะเข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมเจ้านางอะไรนั่นถึงต้องการให้ฉันมาอยู่ในสภาพน่าทุเรศแบบนี้... แล้วทำให้เพื่อนๆ ฉันต้องหลุดเข้าไปในถ้ำบ้าๆ นี่อีก” ฉันบ่นพึมพำ ก่อนที่จะเอ่ยถามแม่สาวชาวป่า “แล้วตกลงเจ้านางเป็นใครกันแน่!

            “เจ้านางเป็นคนใจดี เป็นผู้มีพระคุณของเปิ้น เจ้านางมาจากดินแดนอันไกลโพ้น เจ้านางเคยช่วยชีวิตเปิ้นเอาไว้เมื่อหกปีก่อน แล้วที่เปิ้นรูปงามจะอี้ก็เพราะเจ้านางเจ้า”

            “ดินแดนอันไกลโพ้น? ช่วยชีวิตเธอ? แล้วคนใจดีอะไรกัน ถึงมาทำให้ฉันอยู่ในสภาพแบบนี้ แล้วทำให้เพื่อนๆ ฉันต้องเข้าไปในถ้ำที่เข้าไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก”

            “เปิ้นบอกแล้ว ว่าเมื่อคุณป๊ะกับเจ้านาง คุณจะฮู้ทุกอย่างที่สงสัยเอง เข้าไปในถ้ำนี้เตอะเจ้า เจ้านางก็คงอยากจะป๊ะกับคุณอยู่คือกัน” เอื้องคำตอบตอบพลางผายมือไปยังถ้ำอาถรรพ์ “แล้วก็เรื่องหมู่เพื่อนของคุณนี่มันเป็นอุบัติเหตุเน่อ เจ้านางบ่ได้อยากหื้อเป็นจะอั้น ถ้าคุณป๊ะกับเจ้านางแล้วอาจจะช่วยหื้อหมู่เพื่อนคุณปิ๊กมาก็ได้”

            “หมายความว่า... คนที่เธอเรียกว่าเจ้านาง อยู่ในถ้ำนี้สินะ”

            “บ่แม่นเจ้า เจ้านางบ่ได้อยู่ในถ้ำ แต่ถ้าคุณอยากจะป๊ะกับเจ้านาง และอยากจะช่วยหมู่เพื่อนออกมา คุณต้องเข้าไปในถ้ำนั้นก่อนเจ้า เพราะหมู่เพื่อนของคุณจะออกมาได้ หรือบ่ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองหลังป๊ะกับเจ้านาง” สาวน้อยอธิบาย แต่ฉันแทบจะไม่เข้าใจอะไรเพิ่มเลยสักนิด นอกจากเจ้านางอะไรนั่นไม่ได้อยู่ในถ้ำ แต่ฉันต้องเข้าไปในถ้ำเพื่อจะได้พบกับเธอ และถ้าจะช่วยเพื่อนออกมา ฉันต้องเข้าไปในถ้ำนั้นก่อน

            “ฉันไม่เข้าใจ... เธอช่วยอธิบายอะไรให้ชัดเจนกว่านี้ได้ไหม? ขอร้องล่ะ”

            ดูเหมือนคุณมีเรื่องอยากจะฮู้ไม่น้อย แต่ถ้าอยากจะฮู้อะหยังนอกจากนี้ เข้าไปในนั้นก็จะฮู้เองล่ะเน้อ รวมถึงเรื่องเมื่อหกปีก่อนที่คุณจำบ่ได้ด้วย” เอื้องคำพูดขึ้นมา พลางยิ้มแบบไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่คำพูดนั้นทำให้ฉันถึงกับสะดุ้ง

            “เธอหมายความว่า... เธอรู้เรื่องเมื่อหกปีก่อน ว่าเกิดอะไรกับฉันด้วยงั้นเหรอ?” ฉันถามอย่างกระตือรือร้นในทันที เพราะเธอพูดอะไรที่น่าสนใจสำหรับฉันเข้าให้แล้ว

            “แม่นแล้วเจ้า เปิ้นฮู้ดีว่าตัวคุณเอง จำเรื่องใดก่อนที่จะอายุสิบสองบ่ได้เลยแม้แต่น้อย เปิ้นอู้ได้แม่นก่อ?” เด็กสาวในเสื้อแขนกระบอกกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ซึ่งมันก็เป็นความจริงทุกประการ

            “เปิ้นคงอู้บ่ผิดสิเน่อ” เด็กสาวพูดพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะมองฉันด้วยแววตาที่บรรยายความรู้สึกไม่ถูก “ถ้าคุณอยากฮู้จะอั้นคุณก็ควรไปในถ้ำหื้อไวก็ดีเจ้า จะได้ฮู้เกี่ยวกับตัวเองในช่วงเวลานั้นเสียที  เพราะยิ่งชักช้าจะอี้ ถ้าหมู่เพื่อนจะเป็นจะใดไปก่อน เปิ้นก็บ่ฮู้ด้วย”

            เมื่อเธอพูดออกมาแบบนี้แล้ว ฉันคิดว่าคงเปล่าประโยชน์ที่จะคาดคั้นอะไรเธอต่อไป เพราะฉะนั้นฉันคงจะต้องทำตามที่เธอบอก แต่ถึงแบบนั้นก็มีคำถามหนึ่งที่ค้างคาใจฉันอยู่...

            ถ้าฉันเข้าไปในนั้นแล้ว... ฉันจะไม่ตายใช่ไหม... ฉันถามสิ่งที่ค้างคาใจออกไป แต่เด็กสาวกลับยิ้มและส่ายหน้าช้าๆ

            “บ่มีผู้ใดหนีความตายพ้นเจ้า คุณจะเข้าไปหรือไม่เข้าไป สักมื้อหนึ่งคุณก็ต้องตายอยู่ดี”

            “งั้นขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน... ถ้าฉันเข้าไปในถ้ำนี้แล้วจะพาทุกคนกลับมาได้โดยปลอดภัยไหม“

            “ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อป๊ะเจ้านางแล้ว คุณจะยะจะใดต่อเจ้า” เด็กสาวกล่าวถึงเจ้านางอะไรนั่นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเอียงคอมองฉันแล้วหัวเราะเบาๆ เหมือนกับขบขันกับคำพูดคำจาและท่าทางของฉันเสียเต็มประดา

            แต่ก็ฉันไม่อยากจะเสียเวลาพูดกับเธอต่อแม้แต่คำเดียว เพราะรู้แล้วว่าคงไม่ได้สาระอะไรเพิ่มนอกจากให้เข้าถ้ำนี้แล้วไปเจอกับเจ้านางแน่ๆ ฉันจึงรีบเดินตรงเข้าไปยังถ้ำนั้นทันที

            ถ้าป๊ะกับเจ้านางแล้ว บอกเจ้านางด้วยเน่อว่าเปิ้นขอบคุณนักๆ แล้วก็ขอสุมาด้วยเน้อเจ้า สำหรับทุกอย่าง” เสียงใสแต่แฝงความเศร้าสร้อยของเอื้องคำแว่วดังมา และเมื่อฉันหันขวับกลับไปหมายจะถามว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ ก็พบว่าเธอหายวับไปจากตรงนั้นเสียแล้ว...

            แต่ฉันอาจจะเจอกับสิ่งลึกลับในคืนที่ผ่านมามากจนมีจิตใจภูมิคุ้มกัน หรือไม่ก็ไม่มีเวลาไปตกตะลึงหรือประหลาดใจกับการกระทำเหนือธรรมชาติของเด็กสาวผิวขาวนวลอีกแล้ว ฉันจึงหันหลังกลับมา แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปในถ้ำนั้น เพื่อจะพบกับเจ้านางอะไรนั่นตามที่เอื้องคำบอกไว้ แล้วจะได้พาเพื่อนๆ กลับออกไปให้ได้...

            แต่โชคร้ายที่ฉันไม่มีอุปกรณ์อะไรที่ให้แสงสว่างได้เลย จึงได้แต่ใช้สองมือคลำไปตามผนังถ้ำ สองเท้าของฉันเหยียบย่ำไปตามพื้นหินในถ้ำอย่างไร้จุดหมาย เพราะตาของฉันมองไม่เห็นอะไรเลยสักนิดนอกจากความมืด... แล้วก็ความมืด

            “เจ้านางอยู่ในนี้หรือเปล่าคะ...” ฉันร้องหาคนที่อยากจะพบ ทว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ฉันจึงรีบเปลี่ยนใจไปร้องเรียกเหล่าเพื่อนแทน

            “มินท์ กัซ เอก อยู่ในนี้กันใช่ไหม ฉันฟ้าเองนะ ได้ยินแล้วตอบหน่อย!

            เสียงของฉันสะท้อนไปทั่วถ้ำ ทว่าก็ยังคงไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมา... มันทำเอาฉันเกิดความกังวลว่าพวกเขาอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็เป็นได้... แต่ฉันก็รีบสลัดความคิดพวกนั้นออกไป แล้วมองในแง่ดีว่าบางทีเขาอาจจะแค่อยู่ลึกเข้าไปจนไม่ได้ยินเสียงของฉันก็ได้ ฉันจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าแล้วเดินต่อไป

            เพราะความเงียบสนิทของในถ้ำ จึงทำให้เสียงต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงหยดน้ำที่หยดลงมาจากหินย้อยตามเพดานถ้ำ เสียงของฝีเท้าตัวเองที่กำลังก้าวเดิน เสียงมือของตัวเองที่กระทบกับผนังถ้ำเพื่อคลำทาง เสียงลมหายใจที่ติดขัดเพราะความเหนื่อยของตัวเอง แม้กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นถี่ยิบเพราะความตื่นเต้นและหวาดกลัวว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง... แต่น่าแปลกที่ในความเงียบนั้น ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงของอะไรสักอย่างที่บ่งบอกว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในถ้ำเลยสักนิด ไม่มีแม้กระทั่งเสียงหนูหรือค้างคาวแบบถ้ำที่เคยเห็นในภาพยนตร์... เหมือนกับว่าในถ้ำนี้ไม่มีใครหรืออะไรอยู่เลยนอกจากฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น...

            แล้วท้องของฉันเริ่มส่งเสียงร้องว่าต้องการอาหาร มันทำเอาฉันอดคิดไม่ได้ว่าน่าจะกินอะไรสักหน่อยก่อนที่จะเข้ามาในถ้ำนอกจากผลไม้ประหลาดของจักร แต่ว่ามาคิดเอาตอนนี้ก็คงสายไปแล้วสินะ ก็เล่นเข้ามาลึกถึงขนาดนี้แล้วนี่นา...

            ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองทั้งโง่และบ้าสิ้นดีจริงๆ ที่ตัดสินใจเข้าถ้ำมาโดยที่ร่างกายไม่พร้อม แถมยังไม่มีอะไรที่ให้แสงสว่าง ตามคำพูดของคนที่ไม่น่าจะไว้วางใจเลยสักนิดอย่างเอื้องคำหรือนายจักร ที่ไม่รู้ว่าความจริงแล้วอยากจะทำอะไรกับฉันกันแน่... นี่ถ้าต้องมาตายตรงนี้จริงๆ ฉันอยากจะหัวเราะสมน้ำหน้าในความโง่ของตัวเองก่อนตายให้คอแตกเสียจริง!

            แล้วฉันก็ต้องหยุดความฟุ้งซ่านขึ้นในทันที เมื่อฝ่ามือของฉันที่แตะไปที่ผนังถ้ำรู้สึกว่ามันร้อนผิดปกติ จนต้องสะดุ้งโหยงและถอยออกมาจากผนัง

            แต่ฉันก็มาคิดได้ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะเมื่อไม่แตะผนังแล้ว ฉันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองอยู่ที่ใดและควรจะไปไหนต่อในความมืดนี้ ฉันตัดสินใจรวบรวมความอดทนทั้งหมด เพื่อจะทนความร้อนของผนังและคลำมันต่อไป แต่แล้วก็ต้องตกใจถึงขีดสุด เมื่อมือของตัวเองพบเพียงอากาศธาตุ ไม่มีผนังอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว!

            แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกันในเมื่อฉันถอยออกมาจากผนังไม่น่าจะเกินหนึ่งฟุต แต่ตอนนี้ฉันเอื้อมมือจนสุดแขนก็แล้ว เดินไปข้างหน้าก็แล้ว แต่กลับไม่เจอผนัง หรือว่าอะไรบางอย่างที่จะสัมผัสได้เลยสักนิด!

            ฉันพยายามเดินตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆ หวังจะหาผนังเพื่อจะใช้คลำทางต่อ แต่ก็พบว่าความพยายามของตัวเองมันสูญเปล่า เมื่อไม่ว่าจะเดินตรงไปข้างหน้าสักกี่ก้าว ก็ไม่พบว่าจะมีอะไรให้ฉันจับต่อได้เลยแม้แต่น้อย!

            อากาศรอบตัวร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังอยู่ในกองไฟ แต่ฉันก็เดินตรงต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ โดยที่เชื่อเพียงอย่างเดียวว่า นั่นเป็นทางที่จะทำให้ฉันได้พบกับเจ้านางอะไรนั่น ไม่ก็ทางออกไปจากที่นี่

            ฉันเดินไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเจ็บแผลตามตัวใจแทบขาด และปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังที่ไม่ได้เป็นแผลราวกับโดนแสงแดดแผดเผา แต่ฉันก็ยังไม่หยุดฝีเท้า ฉันยังคงเดินต่อไป... ต่อไป... จนกระทั่งเกิดบางสิ่งอย่างที่ฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ขึ้นมา...

            ร่างกายของฉันลอยละลิ่วจากพื้นดินที่ยืนอยู่ ราวกับถูกช้างสักโขลงมาฉุดกระชากไปทางนั้นพร้อมกัน มันเป็นความรู้สึกเดียวกันในความฝันร้ายที่ฉันฝันซ้ำๆ มาตลอดตั้งแต่ช่วงเวลาหกปีที่จำความได้!

            เสียงกรีดร้องอย่างทรมานออกมาจากปากของฉันโดยไม่ต้องรอสมองสั่ง อากาศที่หายใจเริ่มแปลกไปจนหายใจไม่สะดวกขึ้นทุกที... ความเจ็บปวดทรมานแล่นไปทั่วร่างกายของฉันที่กำลังพุ่งไปอย่างไร้จุดหมาย ฉันรู้สึกได้ว่าผ้าพันแผลที่ปกปิดกายหลุดออกจากตัว แผลที่ยังไม่ปิดสนิทฉีกออก และสะเก็ดแผลที่แห้งแล้วก็หลุดร่วงออกก่อนเวลา จนสัมผัสได้ว่าร่างกายตัวเองตอนนี้เต็มไปด้วยเลือดและหนองที่ไหลรินออกมาท่วมกาย! โชคดีหน่อยที่มันทำให้ดวงตาข้างซ้ายที่มีสะเก็ดเกาะจนลืมไม่ได้กลับมาใช้การได้อีกครั้ง!

            ฉันรู้สึกว่าการถูกแรงมหาศาลอันไม่ทราบที่มาฉุดกระชาก และความเจ็บปวดเจียนบ้านี้ช่างกินเวลายาวนานเหลือเกิน... มันอาจจะนานนับชั่วโมง หรืออาจจะผ่านไปแค่ไม่กี่นาทีก็ได้... แต่สำหรับฉันแล้ว มันเหมือนกินเวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์... ฉันอยากจะหลุดพ้นจากสภาพนี่เหลือเกิน...

            แล้วความปรารถนาของฉันก็เป็นจริง เมื่อแสงปริศนาส่องกระทบกับดวงตาของฉัน จนทำให้ผู้ที่อยู่ในความมืดมานานแบบฉันต้องหรี่ตา อากาศที่ฉันหายใจนั้นบริสุทธิ์ขึ้นมาทีละนิด รอบตัวฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบรรยายไม่ถูก... ถึงแม้ว่าความรู้สึกนี้จะเป็นความรู้สึกนี้อาจจะหาได้ทั่วไปจากการตื่นนอนมาสูดอากาศยามเช้า แต่ว่าสำหรับคนที่อยู่ในความมืดมิดอันน่าทรมานมานานเท่าไรไม่ทราบอย่างฉันแล้ว นี่คือของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้เลยทีเดียว

            แต่แล้วความสุขชั่วคราวก็ต้องสิ้นสุดลงไปในทันที เมื่อความรู้สึกหวาดเสียวเหมือนกำลังดิ่งพสุธาตามาติดๆ! และเมื่อสายตาเริ่มเคยชินกับแสงที่มาจากดวงจันทร์บนฟ้า จนสามารถมองเห็นสถานการณ์โดยรอบได้ถนัดตา มันก็ทำให้ฉันต้องตกใจเป็นพันเท่า...

            เมื่อสิ่งที่ฉันพบ คือพื้นแผ่นดินเบื้องล่างที่ห่างไกลออกไปไกลลิบ... ไกลจนกระทั่งฉันมองเห็นต้นไม้เขียวๆ ทั้งหลายด้านล่างเล็กพอกับต้นหญ้า... เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ข้างล่างนั้นมีขนาดเท่าแมลงเล็กๆ

และถ้าร่วงลงไปจากความสูงขนาดนี้โดยที่ไม่มีร่มชูชีพล่ะก็ คงศพไม่สวยแน่ๆ!

            แต่ความวิตกกังวลเรื่องการหล่นลงไปดิ่งพสุธาของฉันต้องสิ้นสุดลง เมื่อร่างกายของฉันไปสัมผัสกับอะไรบางพื้นผิวอะไรสักอย่างที่แข็งกระด้างอย่างน่าตกใจ และความแข็งของมันก็เล่นเอาคนที่ร่วงลงมากระทบกับมันอย่างฉัน ต้องเจ็บตัวไม่ใช่น้อย เหมือนกับการตกลงมาหน้ากระแทกพื้นจากบันไดขั้นบนสุด! แต่ถึงแบบนั้นฉันก็คิดว่ามันคงดีกว่าตกลงไปกระแทกกับพื้นดินด้านล่างนั่น

            แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ แรงกระแทกนั้นดูเหมือนจะทำให้แผลที่เปิดออกมาจะสาหัสกว่าเดิม! แถมฉันยังรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรงที่จมูก ซึ่งเป็นอวัยวะแรกที่ลงมากระทบพื้นผิว! มันเจ็บจนฉันอยากจะสลบหนีความเจ็บนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

            ความเจ็บปวดทรมานกับบาดแผลตามร่างกายที่เหวอะหวะอยู่ก่อน กับความเจ็บปวดบริเวณใบหน้าและร่างกายที่กระแทกเข้ากับพื้นผิวนั่นมันมากมายจนไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไร... ตอนนี้แผลตามตัวและใบหน้าของฉันมันคงเละเทะมากจนรักษาไม่หายแน่ๆ

            ฉันพยายามพลิกตัวนอนหงายแล้วเปิดเปลือกตาขึ้นมามองร่างกายตัวเองด้วยสายตาที่พร่ามัว แล้วพบว่า เหมือนกับร่างกายตัวเองถูกย้อมไปด้วยสีแดง เพราะเลือดสดๆ นั้นไหลออกมาจากบาดแผลทั่วร่าง!

            เพราะร่างกายของฉันในตอนนี้นั้นมันบาดเจ็บสาหัสมากจนไม่อาจจะขยับได้อย่างที่ใจคิด ฉันจึงไม่อาจจะทำอะไรได้เลยสักอย่างนอกจากนอนมองท้องฟ้าเพียงเท่านั้น แต่นั่นก็ทำเอาฉันต้องประหลาดใจจนแทบจะคิดไปว่าตัวเองกำลังนอนฝัน เมื่อบนท้องฟ้าที่ตัวเองมองไปนั้น มีฝูงสัตว์ปีกที่มีสี่ขาแล้วมีงวงยาวๆ เหมือนกับช้างมากกว่านก!

            แต่ช้างที่ไหนมันจะมีปีกมาบินอยู่บนฟ้ากันเป็นฝูงกันล่ะ?! และพวกมันก็ไม่ได้มีเพียงแค่อยู่เหนือร่างของฉันเท่านั้น เพราะเมื่อฉันกวาดสายตามองไปยังทางขวาซ้าย ก็พบสิ่งมีชีวิตลักษณะเดียวกันจำนวนไม่น้อย กำลังกระพือปีกโบยบินอยู่ข้างๆ ที่ซึ่งฉันนอนเจ็บอยู่

            ถ้าจะให้ฉันเดาล่ะก็ ฉันก็คงตกลงมาอยู่บนร่างของพวกมันตัวใดตัวหนึ่งแน่ๆ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปทำบุญหรือบาปอะไรไว้ ถึงได้ต้องมาอยู่บนหลังสัตว์สุดมหัศจรรย์แบบนี้ แต่ร่างกายกลับเจ็บจนไม่มีเวลาไปชื่นชมกับความน่าทึ่งของมันเลยสักนิด

            ฉันพยายามคิดว่านี่ต้องเป็นแค่ความฝันที่เกิดจากการนอนคิดมากไปเอง... ตอนนี้ฉันกำลังหลับอยู่ในรีสอร์ทคืนก่อนจะมาล่องแก่ง... ฉันยังไม่ได้บาดเจ็บจนเสียโฉม... ทุกคนไม่ได้เข้าไปในถ้ำอาถรรพ์... และเดี๋ยวฉันก็จะได้กลับไปหาคุณพ่อคุณแม่ที่รออยู่ที่บ้าน ฉลองวันเกิดที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้... แต่ความเจ็บปวดทั้งหมดที่ได้รับมันก็ทำเอาฉันโกหกตัวเองแบบนั้นไม่ลง!

            นี่มันไม่ใช่ความฝัน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉันมันเป็นความจริง... ฉันเสียโฉมและยังบาดเจ็บสาหัส... เพื่อนของฉันทั้งสามคนหายสาบสูญและกำลังเจอกับเรื่องแบบไหนอยู่ก็ไม่รู้... ทั้งคนที่เป็นสุภาพบุรุษที่ฉันแอบปลื้มอย่างกัซ เด็กหนุ่มที่พูดจากวนประสาท แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนดีแบบเอก รวมทั้งหนึ่งในเพื่อนที่ฉันสนิทที่สุดแบบมินท์ ทั้งหมดนี่เป็นความจริงที่ฉันยอมรับไม่ได้ และภาวนาขอให้มันเป็นเพียงแค่ความฝัน

            ในขณะที่ฉันกำลังจะตั้งคำถามกับตัวเองว่าพวกมันกำลังจะบินไปไหนกันนั้น ฉันก็ต้องตกตะลึงและพบคำตอบของคำถามที่กำลังจะถามตัวเองทันที เมื่อสายตาของฉันเหลือบไปเห็นนกยักษ์ตัวหนึ่งที่มีขนาดมหึมากว่าช้างพวกนี้ราวสิบเท่า กำลังบินโฉบไล่หลังพวกมันมาอย่างไม่ลดละ ราวกับว่ามันจะจับช้างบินพวกนี้ไปกินเป็นอาหาร!

            ฉันไม่รู้ว่านี่มันคือนกอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้! แล้วสถานที่ที่ฉันอยู่ในตอนนี้มันคือที่ไหนกันล่ะถึงได้มีทั้งช้างบินเป็นฝูง และนกยักษ์ที่ตัวใหญ่ราวกับตึกแบบนี้อีก! แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะมาไขข้อข้องใจนี้ได้...

            ฉันรู้สึกได้ว่าฝูงช้างบินเร่งความเร็วในการบินขึ้นอีกเพื่อหลบหนีจากนักล่าร่างยักษ์ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมาจนน่าตกใจของพวกมันทำเอาตัวฉันซึ่งนอนเจ็บอยู่บนร่างของหนึ่งในพวกมันเกือบจะปลิวกระเด็นตกลงไปเบื้องล่าง! แต่เหมือนว่าความเร็วของพวกมันจะไม่เพียงพอ เพราะเจ้านักล่านั่นโฉบเข้ามาจนเกือบจะคว้าช้างบินตัวที่มีฉันนอนอยู่ได้อยู่แล้ว!

            กรงเล็บมหึมาของมันใกล้เข้ามาไม่ถึงเมตร แต่ช้างบินตัวที่ฉันอยู่บนหลังของมันฉลาดพอที่จะหลบกรงเล็บนักล่าได้ มันก็หยุดกระพือปีกเอาดื้อๆ ส่งผลให้ตัวมันเองร่วงหล่นลงไปจากตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ไปหลายเมตร! มันจึงรอดพ้นจากกรงเล็บนกยักษ์ไปได้อย่างหวุดหวิด!

ขอย้ำอีกที ว่าที่รอดไปได้... มีแค่เจ้าช้างบินนั่นเท่านั้น!!!

            เพราะว่าการที่จู่ๆ เจ้าช้างนั่นมันร่วงลงไปอย่างรวดเร็วนั้น มันทำให้ฉันซึ่งอยู่บนแผ่นหลังของมันต้องกระเด็นออกมา จนกระทั่งเข้าไปในอุ้งเล็บของเจ้านกยักษ์ที่กำลังจะจับเหยื่ออย่างพอดิบพอดี!

            ฉันรู้สึกได้ถึงแรงจับอันมหาศาลจากอุ้งเท้านกยักษ์ที่จับไม่ให้เหยื่อขนาดเล็กอย่างฉันหล่นร่วงลงไปเบื้องล่าง มันแน่นเสียยิ่งกว่าโดนกอดรัดครั้งไหนๆ แต่ถ้าฉันพยายามดิ้นรนล่ะก็ การจะลอดผ่านอุ้งเท้ามรณะนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่สภาพร่างกายของฉันในตอนนี้ มันไม่เอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นเอาเสียเลย...

            ฉันอยู่ในอุ้งเท้าของมันเป็นเวลาไม่นานนัก มันก็ทิ้งฉันลงบนที่ไหนสักที่หนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่ามันคงเปลี่ยนใจไม่อยากกินเหยื่อที่ตัวเล็กเกินไปอย่างฉัน แล้วเปลี่ยนใจไปจับช้างบินนั่นกินแทน แต่เมื่อเปิดเปลือกตาตัวเองขึ้นมาจึงรู้ว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด เพราะสายตาของฉันเห็นว่ารอบกายตนคือลูกนกสามตัวที่มีงวงมีงาอยู่เหนือปาก และมีขนาดพอกับช้าง!

และอะไรก็ไม่น่ากลัวเท่า พวกมันทั้งสามกำลังหันมามองที่ฉันเป็นตาเดียว!

            ยังดีที่สวรรค์อาจจะเข้าข้างฉันอยู่บ้าง เมื่อเจ้านกตัวใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นแม่นกนั้นได้จากไป ปล่อยให้ลูกนกทั้งสามอยู่กันตามลำพัง และดูเหมือนว่าลูกนกสามตัวนี้มันจะไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไรเสียด้วย เพราะพวกมันเริ่มต่อสู้กันเองทันทีที่ละสายตาไปจากฉัน เพื่อตัดสินว่าตัวไหนสมควรจะพาฉันเข้าไปนอนเล่นอยู่ในท้องมัน!

             แต่ฉันยังมีอะไรต่อมิอะไรที่อยากทำมากกว่าไปนอนเล่นในท้องมันตอนนี้ ฉันจึงอาศัยจังหวะที่เจ้าลูกนกทั้งสามกำลังทะเลาะกัน รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดของตัวเองเพื่อใช้ในการกลิ้งอย่างสุดแรง!

            ฉันหลับหูหลับตากลิ้งต่อไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะกลิ้งไปที่ไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จนการกลิ้งของฉันก็สิ้นสุดลงเมื่อร่างกายของตัวเองร่วงหล่นลงไปยังเบื้องล่าง! และนั่นเองที่ทำให้ฉันเพิ่งมานึกได้ว่านกมันมักจะทำรังกันบนกิ่งไม้หรือที่สูงๆ!

            ร่างของฉันหล่นลงมากระทบกับอะไรบางอย่างอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียงกระดูกในร่างกายหลายชิ้นแตกหักอย่างชัดเจน! แต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นกระดูกส่วนไหน เพราะว่าเนื้อตัวของฉันมันระบมจนเริ่มแยกความเจ็บปวดไม่ออกแล้วว่าส่วนไหนเจ็บมากกว่า!

            สติสัมปชัญญะของฉันเริ่มพร่าเลือนเหมือนจะหมดสติได้ทุกขณะ แต่ฉันก็แข็งใจฝืนมันเอาไว้ เพราะกลับว่าถ้าฉันหลับไปเมื่อไร ฉันจะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีก แล้วก็ไม่มีโอกาสพบเจ้านางอะไรนั่น ไม่มีโอกาสพบเพื่อนของฉัน และไม่ได้กลับไปหาคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง

            แต่ความท้อก็เริ่มเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ในหัวใจ เมื่อเห็นสภาพน่าสังเวชของตัวเอง เลือดไหลออกจากแผลเก่าและแผลใหม่จนท่วมกาย กระดูกหักจนขาบิดผิดรูป ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างที่เคยสวยงาม แต่บัดนี้เหมือนเป็นเพียงก้อนเนื้อมีชีวิต... อย่างไรเสียฉันก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนรอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เหมือนกับเมื่อคืนก่อนสินะ...

            แต่ก่อนที่ความตายจะมาเยือน ฉันก็แว่วยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ๆ และเมื่อฉันเหลือบไปมองต้นเสียง ก็พบร่างเพรียวบางของหญิงสาวนางหนึ่งก้าวเข้ามาใกล้

            เธอห่มสไบเฉียงสีเขียวและนุ่งผ้าสีม่วงไร้ลวดลาย นัยน์ตากลมโตเป็นประกายที่อยู่บนใบหน้ากลมๆ สีขาวนวลของเธอเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อของเธอยิ้มให้กับฉันราวกับคนกันเอง ผมยาวสลวยสีดำขลับของเธอปลิวไปกับสายลมที่พัดมา ดอกไม้สีม่วงที่เสียบผมของเธอขยับไปน้อยๆ เมื่อต้องลม ท่าทางงามสง่าของเธอบอกกับฉันว่าหญิงสาวคนนี้คงเป็นผู้สูงศักดิ์หรือถูกอบรมมาอย่างดี

แต่เธอเป็นใคร... แล้วทำไมถึงมาทำอะไรอยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดกันนะ...

 

 

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1018 w'wi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 17:55
    ป่าหิมพานต์รึป่าวน้าาาา
    #1,018
    1
    • #1018-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 6)
      15 สิงหาคม 2560 / 07:56
      ดูกันต่อไปครับ
      #1018-1
  2. #1008 อรชุน78 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 04:36
    เจ้านางมาจากดินแดนอันไกลโพ้นนี่นึกถึงคางุยะในนารูโตะเลยนะครับ
    #1,008
    1
    • #1008-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 6)
      15 มีนาคม 2560 / 09:05
      ยังๆ ภาคนี้ยังไม่ไปดวงจันทร์
      #1008-1
  3. #905 17yok112535 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 / 23:56
    ทำไมถึงทำกับฉันได้!! เป็นเมียพี่ต้องอดทน !!! ไม่ใช่ๆๆ เป็นนางเอกน่ะ โหดมากตกระกำลำบากสุดๆไปเลย
    #905
    1
  4. #802 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กันยายน 2557 / 18:29
    เธอห่มสไบเฉียงสีเขียว ? นางตานีใช่ไหมขอรับท่าน ? (โดนท่านศราโบกซีเมนต์ทับสองชั้น)
    เมื่อก่อนผมเคยอยากเกิดเป็นตัวเอกนะ พระเอกหรือนางเอก แต่อ่านจากบทนี้แล้วรู้สึกว่าเป็นตัวประกอบจะปอลดภัยที่สุด (ฮา)
    ชักอยากจะรู้เรื่องเมื่อหกปีก่อนเสียแล้วสิครับท่าน
    #802
    0
  5. #758 เหยาเหยา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 21:16
    เกิดเป็นนางเอกเรื่องนี้ ต้องถึก และทน ใชไหมค่ะ writer L-O-''YY
    #758
    0
  6. #754 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 23:04
    สภาพนางเอกตอนนี้มีแต่เยินเพิ่มเรื่อยๆ...จะทารุณกรรมสาวน้อยไปไหน!
    #754
    0
  7. #741 nanami mew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2556 / 14:28
    น่ากลัวววววววววววว หลอนนนนนนนน เก็บไปฝันแล้ววววววววววว
    #741
    0
  8. #693 สุวssณจัunsา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 12:06
    สนุกมากกกกค่ะ=[]=
    #693
    0
  9. #617 MyU_immi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2555 / 13:42
    จบตอนที่ 6
    พฤติกรรมศาสตร์ชัด ๆ เลย
    คนเราจะเป็นอย่างไร  ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู+สังคมแวดล้อม  ที่มินท์เป็นสาวห้าว  เพียงเพราะต้องการป้องกันตัวเองจากความเลวร้ายของสังคมเช่นที่ประสบกับตัวเอง
    เจ๋งดีครับ
    ทิ้งท้ายไว้น่าอ่านต่อ
    อ่านตอนต่อไป --->
    #617
    0
  10. #586 ฝนธารา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 14:25
    นุกดีจ้า
    #586
    0
  11. #441 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กันยายน 2554 / 08:58

    ต่ายนี่ชักยังไงๆ...
    ในยามขับขัน คับขัน สะกดแบบไหนนะ? เอกสามารถใช้กัสได้
    จุมพิตนั่นนึกถึงแฮรี่กับผู้คุมวิญญาณ ๕๕๕ คิดไปโน่นเฉยเลย
    อ้อ "สงบไว้" มันแปร่ง ๆ รึเปล่านะ หรือจะเป็น"ใจเย็นไว้"...


    เลื่อนขึ้นไปดูมาเอกพูดนี่เองงั้น "สงบไว้" ก็ไม่แปร่งสินะ ^^ 

    #441
    0
  12. #407 Vivian^O^ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 กันยายน 2554 / 21:48

    สนุกดีค่ะ

    ภาพสวยมากกกกกกก

    อยากให้มีภาพประกอบเยอะ ๆ เลย^^

    #407
    0
  13. #391 ML-Bunma (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กันยายน 2554 / 10:05

    เอก นี่พึ่งได้ได้จริงๆ ผมเดาว่าเป็นพระเอกไว้ก่อน
    หรือ เรื่องนี้ไม่มีพระเอก....ไม่ควรคาดการณ์ล่วงหน้าสินะ

    ภาพประกอบแจ่มจริงๆครับ รายละเอียด ครบ!

    #391
    0
  14. #286 ~Kim sama~ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2554 / 23:33
    เสียงหัวเราะในป่าตอนกลางคืนนี่มันหลอนมากเลยนะ เพราะเพื่อนเราเคยทำ...

    เอ่อ...หนูฟ้าเหมือนเตรียมใจตาย

    >> 'ฉันรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองถูกอะไรบางอย่างกัดแทะ' =[]=" ขนาดรู้สึกนะเนี่ย นิ่งมาก ราบเรียบ...

    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนว่า เอกชอบฟ้าแล้วฟ้ากับต่ายชอบกัซอีกที แหมคนหน้าตาดีนี่น่อ
    #286
    0
  15. #169 rawinnipar (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 เมษายน 2554 / 12:38

    ว้าวว หนุกมากกกกกกกก

    #169
    0