Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 5 : บทที่ ๓ : ความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

บทที่ 5 ฝันร้ายยามตื่น

                ฉันกำลังวิ่งหนีชายร่างยักษ์ที่มีผิวสีเขียวไปที่ทะเลสาบเบื้องหน้า แต่มันก็กลายเป็นหลุมประหลาด และตัวฉันเองก็กำลังถูกฉุดกระชากเข้าไปในหลุมนั่นอีกแล้ว...

ถูกฉุดเข้าไป เหมือนกับความฝันซ้ำไปซ้ำมาตลอดหกปีที่ฉันจำความได้

ใช่... เวลาที่ฉันจำความได้แตกต่างจากคนอื่นๆ อยู่บ้าง เพราะฉันจำเรื่องราวก่อนตัวเองอายุสิบสองสิบสามไม่ได้เลย

พ่อแม่บอกว่าตอนนั้นพาฉันมาเที่ยวป่า แล้วพลัดหลงกันไปเกือบอาทิตย์ พอเจอตัวก็อยู่ในสภาพที่ยับเยินและจำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลย เหมือนกับว่าไปเจอเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางจิตใจ จนทำให้ความทรงจำทั้งหมดที่มีอยู่หายไป พ่อกับแม่เลยต้องมารื้อฟื้นความทรงจำให้ฉันใหม่ตั้งแต่ต้น

กว่าฉันจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองได้ก็กินเวลาไปหลายเดือน แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จำอะไรก่อนหน้านั้นไม่ได้เลยสักนิด... รวมถึงความทรงจำในช่วงที่ฉันหายไปในป่า และไปเจอกับอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันลืมเรื่องก่อนหน้านั้นทั้งหมดด้วย...

                สิ่งเดียวที่พอเชื่อมโยงกับความทรงจำที่หายไปได้ มีเพียงความฝันประหลาดที่ตามหลอกหลอนอยู่ตลอดหกปีที่ผ่านมา สถานการณ์แบบที่ฉันกำลังเผชิญ วิ่งหนีชายร่างยักษ์ และเกิดหลุมประหลาดที่ฉุดกระชากร่างเข้าไปในนั้น ก่อนที่จะสะดุ้งตื่น...

            แต่คราวนี้แปลกว่าความฝันทุกครั้งในช่วงเกือบหกปีที่ผ่านมา ตรงที่ฉันไม่ได้สะดุ้งตื่น!

ฉันยังคงรู้สึกได้ถึงความหวาดเสียวจากการร่วงหล่นลงจากปากหลุม ไปสู่ก้นหลุมที่ฉันไม่รู้ได้เลยว่าลึกเพียงใด รู้แต่เพียงว่าตัวเองร่วงหล่นมานานมาก และความห่างระหว่างตัวฉันกับแสงสว่างที่ปากหลุมก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งฉันไม่เห็นแสงสว่างนั่น และไม่เห็นอะไรอีกเลย...

แล้วร่างกายของฉันก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเหมือนอยู่ในสภาพปราศจากแรงโน้มถ่วง อากาศที่ฉันหายใจเข้าไปมันอึดอัดราวกับว่ามีอากาศบริสุทธิ์อยู่น้อยเต็มที... ฉันพยายามดิ้นรนโดยการแหวกว่ายไปในความมืดนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเคลื่อนที่ไปได้มากแค่ไหน เพราะฉันมองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด

ในที่สุดฉันก็ต้องหยุดการดิ้นรนที่ไร้ประโยชน์ลงเพราะหมดเรี่ยวแรง ความเงียบเหงาวังเวงก็เกาะกินเข้าไปในหัวใจของฉันทีละน้อย...  ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าควรจะกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อไป หรือควรจะปล่อยตัวเองในลอยเคว้งคว้างไปตามบุญตามกรรมดี เพราะผลของมันก็คงไม่ต่างกันเลย

คำถามหนึ่งแวบขึ้นมาในห้วงความคิด ว่าทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนการที่ตัวเองลอยคว้างอยู่กล้างความมืดในสภาพคล้ายไร้แรงโน้มถ่วง หลังจากตกลงมาในหลุมที่เหมือนไร้ก้นแบบนี้ เป็นเรื่องที่เคยพบเคยเจอมาแล้วกันนะ ทั้งที่ความฝันที่คอยตามหลอกหลอนฉันมาตลอดเกือบหกปี ไม่เคยมีเรื่องอะไรแบบนี้อยู่เลยแท้ๆ

 

                ระหว่างที่ฉันกำลังสงสัย แสงสีขาวที่ไม่ทราบที่มาก็สาดส่องเข้ามา และเมื่อมันกระทบกับร่างกายของฉัน ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด อากาศที่ฉันหายใจเริ่มบริสุทธิ์ขึ้นมาทีละน้อย จนทำให้ฉันหายใจได้อย่างไม่ลำบากเท่าไรนัก และแสงนั่นมันทำให้ฉันตัดสินใจได้แล้วว่า ฉันควรจะดิ้นรนต่อไปหรือไม่

                ฉันพยายามรวบรวมกำลังทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ แหวกว่ายเข้าไปหาที่มาของแสงสว่างนั้น... แสงสว่างที่เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของฉันในความมืดมิด... และเมื่อฉันเข้าไปใกล้ที่มาของแสงปริศนานั่น ร่างกายของฉันก็พุ่งเข้าไปหาแสงสว่างนั้นอย่างรวดเร็วจนฉันไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้!

                ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองต่อจากนั้น เพราะแสงสว่างนั่นทำให้ตาพร่ามัว แต่สักพักใหญ่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพราะถูกฉุดกระชากสิ้นสุดลง ก่อนจะเริ่มรู้สึกได้ถึงร่างกายที่กำลังนอนหงายเหยียดยาวอยู่ที่ไหนสักแห่ง

                ฉันพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นมา แต่แสงสว่างจ้าทำให้ต้องกลับไปหลับตาเช่นเดิม ฉันพยายามขยับปลายนิ้วมือ แม้ว่าจะทำได้อย่างยากลำบากพอควร และเมื่อเริ่มขยับนิ้วไปได้สักพัก ฉันก็พยายามจะขยับร่างกายส่วนอื่นดูบ้าง เริ่มจากขยับแขนขวาเพื่อใช้คลำรอบตัวดูว่าเป็นสถานที่แบบไหน และพบว่ามันเป็นเหมือนกับผ้าหรืออะไรสักอย่างที่ปูรองรับร่างกายอยู่

ฉันพยายามจะรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อจะลุกขึ้นนั่ง แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงจะไม่พอที่จะทำแบบนั้น แถมยังรู้สึกว่าเคลื่อนไหวได้ยากลำบากมากกว่าทุกครั้งอีกด้วย...

              ระหว่างที่กำลังพยายามเคลื่อนไหวร่างกาย ความคิดของฉันก็พลันปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฉันคิดว่าเรื่องที่ผ่านมาคงเป็นแค่ความฝันเหมือนกับทุกครั้ง ส่วนที่ฉันกำลังเผชิญในตอนนี้ก็คือความจริง แต่อะไรที่เป็นความฝันบ้างล่ะ? เรื่องที่มาล่องแก่งนั่นด้วยหรือเปล่า?

                “เอื้อยๆ เปิ้นตื่นแล้วเน้อเจ้า!!” เสียงใสที่ฟังเหมือนเสียงของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ดังขึ้นมาจากข้างกายฉัน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของใครสักคนเดินตามเสียงเรียกมาอย่างเร่งรีบ ทำเอาฉันหลุดออกมาจากห้วงความคิด แล้วเสียงฝีเท้านั้นก็หยุดลงเมื่อเข้ามาใกล้

                “บ่หันเปิ้นจะยะจะใด๋เลยนิ” เสียงของหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นคนที่เพิ่งมาถึง ทำลายความเงียบขึ้นมา

                “บ่ได้จุ๊เน้อเอ้ย ยะหยังข้าเจ้าต้องจุ๊ด้วย?” เสียงเด็กหญิงกล่าวตอบเสียงหญิงสาว หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เงียบกันไปอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่ฉันจะรู้สึกได้ว่ามีมือเรียวๆ ของใครสักคน มากุมที่หลังมือข้างขวาของตัวเองเอาไว้ แล้วเจ้าของมือที่มากุมนั่นก็พูดนั้นเบาๆ ด้วยเสียงที่อ่อนโยน

                “ถ้าน้องเฮาบ่ได้ขี้จุ๊... ตั๋วก็ยะอะหยังให้เฮาฮู้หน่อยเต๊อะ ตั๋วเป็นจะอี้มาหลายมื้อแล้ว หมู่เฮาบ่ซว่างใจ๋เลยน่อ”

                ฉันฟังที่หญิงสาวพูดมาออกเพียงนิดหน่อย เพราะเธอแทบไม่ได้ใช้ภาษาไทยกลางปนในคำพูดเธอเลย เธอพูดกับฉันเหมือนกับพูดกับคนในท้องถิ่นเดียวกันมากกว่า แต่ถ้าที่หญิงสาวผู้กุมมือของฉันอยู่พูดมาเป็นความจริงล่ะก็... เท่ากับว่าที่เหตุการณ์ที่มาล่องแก่งจนเตลิดเข้าป่าเป็นความจริง และฉันก็ยังไม่ตาย แถมยังสลบไปหลายวันสินะ... แล้วตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?!

                ฉันพยายามขยับมือขวาที่ถูกกุมอยู่เพื่อทำให้เธอรู้ว่าฉันรู้สึกตัวแล้ว พร้อมทั้งพยายามส่งเสียงผ่านปากที่ขยับได้อย่างยากลำบาก แต่ว่าเสียงที่ออกมาจากปากกลับแหบพร่าจนฟังไม่เป็นภาษา

                “ไปเอาน้ำมาหื้อเปิ้น” เสียงหญิงสาวร้องสั่งเด็กสาวด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเร่งรีบ ครู่ต่อมาฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเท้าคู่น้อยวิ่งห่างออกไปอย่างว่องไว ก่อนที่เท้าคู่นั้นจะเดินกลับมาที่ฉันในเวลาอันสั้น หลังจากนั้นฉันก็รู้สึกได้ว่าศีรษะของตัวเองถูกใครบางคนยกให้สูงขึ้น แล้ววัตถุแข็งๆ ก็มาแตะที่ริมฝีปาก ของเหลวเย็นๆ ไหลผ่านลงไปยังลำคอไปอย่างช้า ๆ

                ฉันรู้สึกเจ็บในคออยู่ไม่น้อย แต่ก็รีบดื่มมันเอาไว้จนหมด ก่อนจะกระแอมออกมาเบาๆ เพื่อทดสอบเสียงของตัวเอง

                ฉันพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอีกครั้ง  ถึงแม้ว่ามันจะยากลำบาก แต่สุดท้ายเปลือกตาขวาของฉันก็เปิดขึ้นมา ทำให้เห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้าได้ ถึงแม้ว่ามันจะพร่ามัวอยู่นิดหน่อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับเปลือกตาซ้ายที่ปิดสนิทแน่นจนไม่ยอมเปิดออกมาตามที่สมองฉันสั่งเลยสักนิด!

                ฉันกวาดสายตาที่ใช้ได้เพียงข้างขวาไปรอบบริเวณ และพบว่าตัวเองนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนแคร่ไม่ไผ่ที่ปูด้วยใบตอง นอกชานของบ้านไม้ใต้ถุนสูงของใครสักคน ตัวฉันแทบจะปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์ปิดกาย จะมีก็แค่ผ้าพันแผลที่พันรอบอวัยวะต่าง ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น

                ฉันมองเห็นหญิงสาวเกล้าผมมวยนั่งอยู่บนแคร่ที่ฉันนอน ดูแล้วอายุของเธอคงประมาณยี่สิบต้นๆ เธอกำลังจ้องมองมาที่ฉันด้วยดวงตากลมโตบนใบหน้ากลมๆ ใบหน้าของเธอแสดงสีหน้าประหลาดใจและแฝงความดีใจ ราวกับว่าญาติสนิทของเธอเพิ่งฟื้นจากความตาย เธอยิ้มอยู่สักพักก็หันไปทางเด็กหญิงที่น่าจะอายุประมาณสิบสองสิบสาม ก่อนที่จะกล่าวขึ้นมา

                “เอาน้ำมาหื้อเปิ้นแห็มโอ” หญิงสาวเกล้าผมมวยที่สวมเสื้อแขนกระบอกสีเขียว กล่าวขึ้นกับเด็กหญิงที่แต่งกายอย่างคนพื้นถิ่น ก่อนจะส่งขันสังกะสีที่เป็นภาชนะใส่น้ำไปให้กับเด็กหญิง ซึ่งเธอก็รับขันนั้นมาแล้วรีบวิ่งไปที่โอ่งใส่น้ำที่อยู่ด้านในตัวบ้านทันที

               “อ่า... ท... ที่นี่ที่ น... ไหน? ล... แล้ว.. มันเกิดอะไร ข...ขึ้นเหรอ?” ฉันพยายามถามกลับไปด้วยเสียงอันแหบพร่าเพราะขาดน้ำมานาน แต่ดูเหมือนสภาพเสียงของฉันตอนนี้มันยังไม่ดีพอที่จะใช้สื่อสารเท่าไร

                ฉันเห็นสีหน้าของหญิงสาวเกล้าผมมวยคนนั้นฉายแววประหลาดใจอีกครั้งเมื่อฉันพูด แต่เธอยังไม่ทันกล่าวอะไรต่อ เด็กหญิงที่วิ่งไปตักน้ำเมื่อครู่ก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำเต็มขัน ก่อนที่จะส่งขันใส่น้ำใบนั้นให้กับหญิงสาวที่น่าจะเป็นพี่สาวของเธอแล้วซุบซิบอะไรบางอย่างกันก่อนที่เด็กหญิงจะวิ่งลงไปจากตัวบ้าน

 

                หญิงสาวรับขันน้ำนั้นมาแล้วทำท่าจะกรอกปากฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะยกมือเป็นเชิงปฏิเสธไปแล้วก็ตามที แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจ ฉันจึงต้องพูดออกมาให้เธอฟังทั้งที่เสียงยังคงแหบพร่าแบบนั้น

                “ย... อย่า ฉ... ฉันขอดื่มเอง ด... ดีกว่า” ฉันพูดพลางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะยื่นแขนที่เรี่ยวแรงเริ่มมีแล้วไปรับขันน้ำ ทำให้ฉันรู้ในตอนนี้เอง ว่าแขนซ้ายของฉันได้รับบาดเจ็บมากจนไม่มีแรงพอที่จะหยิบของด้วยมือเดียว เหมือนกับว่าเส้นเอ็นข้อมือจะเสียหายไปไม่น้อย

                ดวงตาของหญิงสาวในเสื้อแขนกระบอกสีเขียวฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมื่อฉันได้รับขันน้ำไป เหงื่อของเธอผุดบนใบหน้าทั้งที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนสักเท่าไร ราวกับเธอกำลังทำผิดอะไรแล้วถูกจับได้ และดูเหมือนกับว่าความกังวลของเธอจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฉันก้มมองลงไปที่ขันน้ำใบนั้น!

                เงาสะท้อนบนผิวน้ำในขันนั้นสะท้อนให้เห็นใครบางคนที่ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน มันเป็นใบหน้าของคนที่น่าจะเป็นผู้หญิง เพียงแต่ว่าใบหน้านั้นเหวอะหวะไปด้วยแผลจำนวนมากที่เริ่มจะแห้งตกสะเก็ดไปบ้างแล้ว! บริเวณใบหน้าซีกซ้ายของเธอนั้นเละเทะมากเป็นพิเศษ หนังหน้าของเธอบางส่วนนั้นหลุดหายไป เผยให้เห็นเนื้อแดงๆ บริเวณแก้ม! ริมฝีปากของเธอบวมเจ่อและยับเยินราวกับเพิ่งกินพริกมาสักสิบเม็ดติดต่อกัน! เส้นผมบนศีรษะเธอแห้งเสียและแหว่งเป็นหย่อมๆ ราวกับถูกหนูรุมแทะ!

ถ้านั่นไม่ใช่เงาสะท้อนบนผิวน้ำล่ะก็... ฉันคงไม่เชื่อแน่นอน ว่านั่นคือใบหน้าของตัวเอง!

                ฉันกรีดร้องออกมาโดยที่ไม่สนว่าคอตัวเองจะยังเจ็บอยู่ ถึงฉันรู้แล้วว่าหน้าฉันอาจจะเสียโฉม แต่ฉันไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่า มันจะเละเทะขนาดนี้!

เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งด้วยความตกใจของฉันดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดลงเมื่อฉันเริ่มไอออกมาเพราะความเจ็บแสบข้างในลำคอ แถมดูเหมือนว่ามันไม่ใช่การไอเพราะเจ็บคอธรรมดา ตาขวาที่มองเห็นได้อย่าพร่ามัวของฉันมองเห็นของเหลวสีแดงสดหยดออกมาจากปากทุกครั้งที่เสียงไอของตัวเองดังขึ้นอีกด้วย

                ไม่รู้ว่าหญิงสาวมีท่าทีอย่างไรกับการกระทำราวกับผู้ป่วยที่กำลังเสียสติของฉัน เพราะตัวเองก็กำลังตกอกตกใจกับการที่ไอเป็นเลือดจนไม่ได้เหลือบมองเธอ แต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ เดินถอยออกไปจากที่เดิมช้า ๆ อย่างหวาดระแวง

                ฉันเหลียวไปมองเธอและพยายามยกมือขึ้นกวักเรียกให้เธอเข้ามาใกล้ฉัน เมื่อเห็นว่าการไอราวกับคนป่วยระยะสุดท้ายของตัวเองนั้นเริ่มสิ้นสุดลงแล้ว แต่ดูท่าทางของเธอแล้วคงไม่อาจจะทำตามที่ฉันต้องการ เพราะฉันรู้สึกว่าสองขาที่อยู่ใต้ผ้าซิ่นสีแดงที่เธอนุ่งอยู่นั้นสั่นระริก ด้วยความกลัวจนเรียกว่า อย่าว่าแต่จะเดินเข้ามาหาฉันเลย แค่ยืนอยู่โดยไม่เป็นลมล้มพับลงไปก่อนก็โชคดีแล้ว!

                อันที่จริงแค่โดนนกจิกมันก็ไม่ทำให้ใบหน้ายับเยินขนาดนี้ก็จริง แต่ว่าการที่ฉันนอนรอความตายกลางป่าแล้วปล่อยให้อะไรต่อมิอะไรมากัดมาแทะคงเป็นสาเหตุหลักฉันเยินขนาดนี้แน่ ๆ ส่วนสาเหตุที่หญิงสาวตกใจคงมาจากการที่จู่ ๆ ฉันก็กรีดร้องออกมาขนาดนั้น แถมยังไอออกมาเป็นเลือดอีกมากกว่า

                เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเกล้าผมมวยยังคงไม่กล้าเดินเข้ามา ฉันก็คว้าขันน้ำสังกะสีเมื่อครู่มาดื่มน้ำ ของเหลวผสมกับเลือดคาวๆ ในลำคอทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนอยากจะอาเจียนออกมา แต่ก็กล้ำกลืนดื่มเข้าไปจนเกลี้ยง แล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนแรง

                ท่าทางหวาดระแวงของหญิงสาวผู้เกล้าผมมวยเริ่มลดน้อยลงไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาเลยแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตากลมโตของเธอยังคงจับจ้องมาที่ฉันอย่างไม่วางตา ราวกับจะมองให้แน่ใจแล้วว่าคนที่กรีดร้องราวกับเสียสติเมื่อครู่นี้นั้นได้สงบสติอารมณ์ลงได้แล้วจริง ๆ

                “ขอโทษนะคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ?” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งตะโกนถามจากทางด้านซ้ายที่มองไม่เห็นของฉันด้วยสำเนียงของคนเมืองหลวง ด้วยเสียงที่ฉันคุ้นเคยเหลือเกิน

                “บ่มีอะหยังเจ้า” หญิงสาวนัยน์ตากลมพูดขึ้นมาก่อนที่จะมองไปทางด้านซ้ายของฉัน ซึ่งกำลังมีใครบางคนเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ

                “เอ่อ... หนูอยู่ด้วยได้ไหมคะ? อยู่ในบ้านคนเดียวแล้ว... หนูกลัว” เสียงที่ฉันคุ้นเคยกล่าวขึ้นมา ก่อนที่เท้าของเจ้าของเสียงจะเดินอ้อมปลายเท้าของฉันไปอย่างช้า ๆ ทำเอาฉันต้องมองไปที่เจ้าของเสียงด้วยความตกตะลึงกับภาพที่เห็นเต็มตา...

เพราะเด็กสาวร่างเล็กในชุดพื้นถิ่นสีชมพูนั่น มันยัยต่ายชัดๆ!

ฉันพยายามรวบรวมพลังเสียงทั้งหมดอ้าปากร้องเรียกเพื่อนอย่างสุดแรงเกิด แต่จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่าริมฝีปากของตัวเองไม่สามารถขยับได้ดังใจคิด แรกทีเดียวฉันคิดว่าเป็นเพราะผลของการกรีดร้องอย่าบ้าคลั่งอย่างเมื่อครู่ แต่ความคิดนั้นก็ต้องหายไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง

                “ขอสุมาด้วยเน้อคุณขวัญนภา แต่เปิ้นหื้อคุณอู้อะหยังกับเพื่อนบ่ได้เจ้า” เสียงที่ฉันจำได้ว่าเป็นของเอื้องคำเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา เธอคงทำอะไรบางอย่างกับร่างกายฉันจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้แบบที่ทำที่ลานกว้างกลางหมู่บ้านอีกแน่ๆ!

                “พี่เขาได้สติแล้วเหรอคะ?” เสียงของเด็กสาวร่างเล็กเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่จะหันมาดูฉันด้วยสายตาที่แฝงความสงสารระคนกับสังเวชอยู่ในแววตา

“อย่าเข้าไปใกล้เปิ้นดีกว่าน่อ สติเปิ้นบ่ค่อยดีเท่าไร” หญิงสาวผมมวยกล่าวขึ้นด้วยสำเนียงท้องถิ่นปนไทยกลางที่เบาราวกับกระซิบ

“สงสัยคงเจออะไรที่น่ากลัวๆ ในป่ามาเยอะมากจนช็อกน่ะค่ะ... แถมหน้าตาก็เป็นแบบนี้ไปซะอีก” เด็กสาวในชุดพูดถิ่นกล่าวจบก็ถอนหายใจขึ้นมาครั้งหนึ่ง “ไม่รู้ป่านนี้ยัยฟ้ากับยัยมินท์ เพื่อนหนูที่เตลิดเข้าป่าไปเมื่อวานซืนจะเป็นยังไงบ้าง...”

“คงจะบ่เป็นแบบเพื่อนของเฮา” หญิงสาวชาวบ้านพูดพลางมองมาที่ตัวฉันอย่างสลดใจ

 “เมื่อวานที่พี่ๆ กับเพื่อนๆ เขาไปตามหาเพื่อนหนูจนเจอคนเจ็บในป่าเข้า หนูก็นึกว่าจะเป็นเพื่อนหนูแล้วแท้ๆ แต่พอดูเสื้อผ้ากับบัตรในกระเป๋าสตางค์ที่ติดตัว ดันกลายเป็นเพื่อนของพี่ๆ ที่เข้าไปในป่าเมื่อเดือนก่อนแล้วไม่กลับมาเสียได้” ต่ายพูดพลางทอดสายตาไปยังทิวทัศน์ที่ลานกว้างกลางหมู่บ้าน

“ป่านนี้เพื่อนหนูสามคนกับพวกพี่นายพรานแล้วก็พวกพี่สต๊าฟรีสอร์ทจะเจอสองคนนั้นหรือยังก็ไม่รู้ แต่เราเคยสัญญากันไว้แล้วว่าจะไม่ทิ้งกันเด็ดขาด พวกหนูไม่ยอมกลับถ้ายังไม่เจอสองคนนั้นแน่ ๆ! ถึงแม้ว่าจะเจอแค่... ศพก็เถอะ” ยัยต่ายนิ่งเงียบไปทันทีเมื่อกล่าวจบ สีหน้าของเธอดูซึมลงไปอย่างสังเกตได้ชัด ก่อนที่น้ำใสๆ จะไหลรินออกมาจากดวงตาของเธอจนอาบสองแก้ม

ว่าแต่เมื่อกี้นี้ยัยต่ายบอกว่าเสื้อผ้ากับบัตรประจำตัวในกระเป๋าสตางค์ไม่ใช่ของฉันอย่างนั้นเหรอ? แล้วเพื่อนที่เข้าไปหาฉันในป่ามีสามคน แต่พวกเราที่เข้ามาที่หมู่บ้านนี้มีกันห้าคน ขาดฉันกับมินท์ไปสองคน แล้วถ้าไม่นับยัยต่ายจะมีสี่คนได้ยังกัน?!

                “บ่ต้องสงสัยเรื่องเสื้อผ้าไปเน้อ เปิ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าของคุณขวัญนภา กับศพแม่ญิงคนหนึ่งที่โดนงูกัดตายในป่าเดือนก่อนเองเจ้า” เสียงเอื้องคำกล่าวขึ้นมาอธิบาย แต่ฉันก็ไม่เข้าใจเลยว่าเธอจะทำให้ทุกคนเข้าใจว่าฉันเป็นสาวชาวบ้านที่หลงเข้าไปในป่าเมื่อเดือนก่อนเพื่ออะไรกันแน่

                “เปิ้นเคยอู้ไปแล้วว่าเปิ้นเองก็บ่อยากจะยะจะอี้เท่าใด แต่เปิ้นขัดเจ้านางบ่ได้” เอื้องคำบอก ก่อนที่ฉันจะรู้จะสึกว่ามือที่มองไม่เห็นจะเลิกปิดปากของฉัน

ฉันไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เธอถึงเลิกทำแบบนั้น แต่นั่นก็เป็นโอกาสอันดีที่ฉันจะได้พูดกับต่ายและหญิงสาวชาวบ้านคนนั้นว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ ทว่าเสียงฝีเท้าของร่างหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากทางบันได ก็ขัดจังหวะขึ้นมาเสียงก่อน และเมื่อฉันหันไปมองก็พบว่าต่ายและหญิงสาวผมมวยเดินออกไปทางบันได เพื่อคุยกับคนที่ขึ้นบันไดบ้านมาเสียแล้ว

                “เป็นจะใดบ้างเจ้า?” เสียงของหญิงสาวชาวบ้านกล่าวถามร่างที่เพิ่งเดินขึ้นบันไดมา สายตาพร่ามัวของฉันมองเห็นว่าร่างนั้นเป็นชายคนหนึ่งที่สวมเพียงกางเกงขายาวสีน้ำตาลออกแดง ท่อนบนไม่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ เผยให้เห็นรูปร่างกำยำ และผิวเนื้อสีดำแดงได้อย่างถนัดตา

                “น... นายกลับมาจากป่าแล้วเหรอ? เจอฟ้ากับมินท์หรือเปล่า? แล้วเพื่อนคนอื่นหายไปไหนกันหมดล่ะ?” ต่ายเริ่มถามตาม หลังจากเห็นว่าหญิงสาวถามนำไปก่อนแล้ว

                “เธอหยุดถามแล้วเตรียมตัวกลับไปบ้านดีกว่า” ชายคนนั้นพูดขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แสดงอารมณ์เหมือนกับเบื่อหน่ายการตอบคำถามของต่ายเต็มที

                “ม... หมายความว่าทุกคนเจอฟ้ากับมินท์แล้วใช่...”

                “เปล่า แค่พวกนั้นคงอาจจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว” ชายผู้มาเยือนตอบ ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามายึดครองพื้นที่ในบริเวณบ้านไปครู่ใหญ่ แล้วเขาก็ทำลายมันด้วยน้ำเสียงเย็นชาของตัวเอง

                “พวกพรานพบรอยเท้าที่น่าจะเป็นของสองคนนั้นเดินเข้าไปในถ้ำอาถรรพ์ ที่ถ้าเข้าไปแล้วจะไม่มีใครกลับออกมาได้ เจ้านักว่ายน้ำก็รีบคว้าไฟฉายแล้วเดินเข้าไปแบบไม่สนใจคำเตือนชาวบ้าน แถมยังลากเอกเข้าไปด้วยอีกต่างหาก”

                “กัซ... ฟ้า... มินท์... จะไม่มีใครกลับมาแล้วงั้นเหรอ... ไม่จริง! ไม่!!!” ต่ายกรีดร้องลั่นพลางเอามือกุมหัวด้วยท่าทางสิ้นหวัง แล้วเธอก็ทรุดลงหมดสติไปตรงนั้นก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรต่อ

                “เธอช่วยพาผู้หญิงคนนี้ไปเตรียมตัวกลับบ้านด้วยแล้วกัน ส่วนคนป่วยตรงนี้เดี๋ยวจะเฝ้าให้เอง” ชายร่างกำยำพูดเหมือนไม่แยแสต่ายเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่จะเดินไปตักน้ำในโอ่งแล้วตรงเข้ามาหาฉัน ในขณะที่หญิงสาวชาวบ้านกำลังประคองร่างของต่ายกลับเข้าตัวบ้านไป

                “กินนี่ซะ เผื่อจะพูดได้คล่องขึ้น ฉันไม่ได้รู้ความคิดของคนอื่นก่อนที่เขาจะพูดออกมาแบบเอื้องคำหรอกนะ” ชายคนนั้นพูดพลางวางขันน้ำลงข้างกายฉัน แล้วยืนกอดอกอยู่ข้างแคร่ที่ฉันนอน

ถึงแม้ฉันจะไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรกันแน่ แต่ฉันก็รีบคว้าขันน้ำมาแล้วรีบกรอกน้ำผ่านปากลงไปยังลำคอทันที แล้วความทรมานจากการเจ็บคอก็พลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง

 

เมื่อฉันมองผู้ที่ยื่นขันน้ำมาให้ชัดๆ ก็พบว่าดวงตาสีน้ำตาลที่มีแววตาน่ากลัวราวกับอสุรกายก็จ้องฉันกลับมาเช่นกัน ผิวคล้ำดำแดงของรูปร่างบึกบึนที่เปลือยท่อนบนสะท้อนแสงแดดจนทำให้เขาดูเหมือนรูปปั้นทองแดง ผมทรงรากไทรของเขาปลิวไปกับสายลมที่พัดมาเบาๆ ร่างของเขาน่าจะสูงกว่าฉันราวห้าเซนติเมตร ซึ่งลักษณะทั้งหมดนั้น มันก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะพึมพำขึ้นมา

“ท... ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้? นาย... ไม่ได้มาเที่ยวกับพวกเรานี่” เสียงของฉันดังขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ในขณะที่อารมณ์ของตัวเองก็กำลังสับสนไปหมด ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอารมณ์ดีใจ เสียใจ ตกใจ หรือว่าจะตื่นเต้น... ก่อนที่ปากของฉันจะเรียกชื่อของผู้ที่กำลังจ้องมองมาเบาๆ

”น... นายจักร”

“เคยบอกไปแล้ว คุณขวัญนภา” เขาตอบกลับมาอย่างเย็นชา

                “บอกตอนไหนไม่ทราบยะ!” ฉันโพล่งออกมาอย่างหัวเสียทันที เมื่อเจอเขาพูดจาเหมือนจะกวนประสาทในสถานการณ์แบบนี้ เพราะเดิมทีแล้วฉันก็ไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าไรอยู่แล้ว อันที่จริงหน้าตาเหมือนพร้อมจะชกคนคุยด้วยทุกเวลา นิสัยชอบพูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่น กับพฤติกรรมขวางโลกหลายอย่างนั่น อย่าว่าแต่ฉันจะไม่ชอบเลย ใครก็ไม่อยากจะยุ่งกับเขาทั้งนั้น

แต่ถึงแบบนั้นฉันก็รู้สึกประหลาดใจ และสงสัยมากว่าทำไมเจ้าคนที่ไม่ได้คิดจะมาเที่ยวกับพวกเราเลยแบบหมอนี่ จะมาอยู่ในหมู่บ้านกลางป่าที่พวกเราหลงเข้ามากันได้ แล้วทำไมถึงรู้ว่าผู้หญิงที่หน้าตาเละเทะจนแทบจำไม่ได้แบบนี้ คือเพื่อนร่วมห้องเรียนของเขาอีก

                “เคยบอกไปตอนแนะนำตัวในห้องเรียนใหม่ๆ สมัยย้ายเข้ามากลางเทอมแล้ว ว่าทำไมถึงได้อยู่ที่นี่  ไม่เคยสนใจจะจำสินะ” เขาตอบพลางถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ทำเอาฉันต้องลำดับความจำตัวเองใหม่ทันที

                “เอ่อ... บ้านนายอยู่ที่หมู่บ้านนี้งั้นสินะ?” ฉันพยายามสงบสติอารมณ์และพูดกับเขาให้ดีขึ้น เพราะคิดว่าตัวเองคงต้องพึ่งพาเขา

                “ก็แค่ที่พักชั่วคราวก่อนจะกลับบ้านจริง ๆ”

                “เรื่องนั้นช่างมันก่อนแล้วกัน นายรู้ใช่ไหมว่าตรงนี้คือขวัญนภา  ไม่ใช่คนที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็นตามที่ยัยเอื้องคำอะไรนั่นต้องการ ถึงฉันจะสงสัยอยู่ว่านายรู้ได้ยังไงก็เถอะ แต่ฉันไม่ถามนายก็ได้ ขอแค่นายช่วยบอกความจริงให้ทุกคนทีได้ไหม? แล้วก็ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยว่าเอื้องคำ กับเจ้านางอะไรนั่นเป็นใคร ต้องการอะไรจากฉันกันแน่”

                “เป็นคำขอที่ยาว แต่ต้องตอบว่าไม่ล่ะ” เขาตอบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา พลางส่งรอยยิ้มที่เหมือนจะเหยียดหยามมาให้ฉัน “สมัยเรียนเคยพูดเองไม่ใช่รึว่าถ้าจะต้องง้อให้ฉันทำอะไร สู้ยอมตายยังดีกว่า งั้นถ้าก็ตายไปสิ”

                “นายมันบ้าที่สุด! นี่นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่” ฉันโพล่งออกไปด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง นี่ถ้าหากร่างกายฉันยังดีอยู่ ฉันคงจะลุกขึ้นไปตบเจ้าหมอนี่ไปสักทีแล้ว!

                “เธอคงได้ยินเรื่องเพื่อนของเธอเข้าไปในถ้ำอาถรรพ์นั่นแล้วใช่ไหมล่ะ?” เขาตอบคำถามฉันด้วยคำถามกลับ

                “ก็ใช่... ฉันถึงต้องการให้นายบอกเรื่องฉันให้คนอื่นรู้ไง เขาจะได้เลิกตามหาฉันจนเป็นอันตรายแบบพวกนั้นอีก แล้วฉันก็จะได้หาทางช่วยเพื่อนคนสำคัญของฉันออกมาให้ได้เอง!” ฉันบอกกับเขาด้วยท่าทางจริงจังที่สุดที่จะทำได้ ทำเอาเขาชะงักไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะหัวเราะขึ้นมาเบาๆ ราวกับจะเยาะเย้ย

                “ตอนนี้พวกเขายกเลิกการตามหาเธอกันแล้ว เพราะได้ข้อสรุปแล้วว่าเธอกับเพื่อนเข้าไปในถ้ำอาถรรพ์ที่คนไม่เข้าไปกัน จากรอยเท้าที่เอื้องคำปลอมไว้หลอกคนอื่น ดังนั้นเหตุผลที่จะบอกคนอื่นว่าเธอคือคนที่พวกเขาตามหาก็ตกไป” จักรตอบพลางมองฉันด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ “แล้วเรื่องช่วยเพื่อนน่ะ สภาพน่าเวทนาแบบนี้จะไปทำอะไรได้ เธอจะช่วยเพื่อนๆ ออกมาจากถ้ำอาถรรพ์นั่นด้วยวิธีไหน คิดไว้แล้วรึไง?”

                “ฉันจะไปหาเจ้านางที่เอื้องคำพูดถึง แล้วคุยให้รู้เรื่องเองว่าเธอต้องการอะไรจากพวกฉันกันแน่! ถ้าเป็นไปได้ ฉันจะแลกตัวฉันคนเดียวกับเพื่อนอีกสามคนเอง!”

                “ตอบได้สมเป็นเธอจริง ๆ” เขายิ้มเหมือนจะพึงพอใจในคำตอบของฉันเสียเต็มประดา ก่อนจะหัวเราะในลำคอ แล้วอธิบายบางอย่างให้ฉันได้รับรู้

                “ถ้าเธออยากจะพบกับเจ้านางอะไรนั่นล่ะก็ หาทางเข้าไปในถ้ำอาถรรพ์นั่นให้ได้ก็แล้วกัน หล่อนรอที่จะพบเธออยู่นะ” ชายผู้มีดวงตาน่ากลัวราวปีศาจกล่าวขึ้น ก่อนจะกลับหลังหันแล้วทำท่าจะเดินจากฉันไป

                “นายบอกมาแค่นี้แล้วฉันจะไปถูกได้ยังไงกัน? ช่วยบอกอะไรมากกว่านี้หน่อยสิ อย่างเจ้านางเป็นใครกันแน่ แล้วเอื้องคำอีก พวกเขาต้องการอะไรจากฉันหรือเพื่อน ๆ กันเหรอ?”

                “ยอมตายมากกว่าที่จะง้อฉันไม่ใช่เหรอ? ถ้ายังถามมากกว่านี้อีก ฉันจะฆ่าเธอให้ตายสมกับที่พูดไว้เอง” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่ได้หันกลับมามองเลยสักนิด ก่อนที่จะเดินลงตัวบ้านไปอย่างไม่แยแสอะไรฉัน

                จักรจากไปแล้ว ทิ้งให้ฉันนั่งอยู่ลำพังคนเดียวบนแคร่ ตอนนี้ฉันกำลังคิดอยู่ว่าชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างไรว่าฉันไม่ใช่คนที่พวกเขาเข้าใจดีไหม แต่ดูเหมือนว่าถ้าทำแบบนั้นเอื้องคำจะพยายามขัดขวางไม่ให้ฉันพูดได้ และฉันก็ไม่มีทางจะตอบโต้อะไรได้เลยสักนิด

ดังนั้นทางเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้และน่าจะเป็นประโยชน์กับฉันมากที่สุด คือตามหาตัวเจ้านางนั่นให้เจอแล้วเจรจากันให้รู้เรื่อง แล้วเจ้านางที่ว่าก็น่าจะอยู่ในถ้ำอาถรรพ์นั่นพร้อมกับเพื่อนๆ ของฉันที่เข้าไปด้านใน ทว่าตัวฉันเองยังไม่รู้เลยว่าจะไปที่ถ้ำอาถรรพ์นั่นได้ยังไงกัน

“ตามเรามาสิ”

เสียงแหลมเล็กที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลังทำเอา ฉันต้องสะดุ้งโหยงแล้วรีบก้มหน้าก้มตา เพราะกลัวจะหันไปเห็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวอีก

แต่พอก้มหน้าได้สักพักก็นึกขึ้นได้ว่าเรื่องความเป็นความตายของเพื่อนมันสำคัญกว่าการเจอเรื่องน่ากลัวของตัวเอง ดังนั้นฉันควรจะปลงและเลิกกลัวเรื่องสยองขวัญสักที

                ฉันรวบรวมความกล้าหันหลังไปมองต้นเสียงนั้น ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะเจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่อะไรที่น่าสยอง แต่เป็นนกแก้วตัวน้อยสีสันฉูดฉาดที่กำลังเกาะอยู่ด้านหลังแคร่ และเมื่อเจ้านกน้อยรู้ว่าฉันเห็นมันเข้า มันก็รีบบินไปเกาะที่บันได พร้อมกับส่งเสียงร้องแบบเดิมออกมาทันที

                “ตามเรามาสิ”

                “นี่เธอ... จะมานำทางให้ฉันงั้นเหรอ?” ฉันถามเจ้านกแก้วออกไป แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าถึงนกแก้วนั้นสามารถเลียนเสียงต่าง ๆ ที่มันเคยได้ยินมาก็จริง แต่มันไม่ได้รู้ความหมายของสิ่งที่มันพูด

                “อื้ม ตามเรามาสิ” คำตอบที่ออกมาจากเจ้านกแก้ว ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองอาจจะคิดผิดเกี่ยวกับเจ้านกตัวนี้ก็ได้ แต่ฉันก็ไม่รู้จะวางใจมันได้แค่ไหน ถึงแบบนั้นฉันก็ไม่รู้ว่าจะมีใครหรืออะไรที่ฉันสามารถพึ่งพาได้ในสถานการณ์แบบนี้นอกจากเจ้านกนี่อีกไหม จักรก็จากไปด้วยท่าทางเหมือนไม่เต็มใจจะช่วย ส่วนเอื้องคำก็ไม่รู้ว่าจะเอาแน่เอานอนอะไรได้อีกต่างหาก

                แล้วฉันก็ตัดสินใจได้ว่าตัวเองควรจะเสี่ยงดู จึงค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพยายามแกว่งแขนขาไปมาเพื่ออบอุ่นร่างกายที่ไม่ได้ขยับมานาน ให้มีความพร้อมเพียงพอที่จะหลบหนีไปได้ เมื่อเห็นว่าร่างกายพร้อมใช้งานดีแล้ว ฉันก็เดินตรงไปที่บันไดบ้านในทันที เคราะห์ดีเหลือเกินที่จุดที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวมีแค่ข้อมือซ้ายเพียงที่เดียวเท่านั้น การเดินของฉันจึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร

แต่ยังไม่ทันก้าวไปที่บันไดบ้านก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เพราะผู้หญิงที่มีผ้าพันแผลพันเต็มตัวแทนเสื้อผ้า แถมหน้ายังเละไปครึ่งหน้าอย่างฉัน มันดูสะดุดตาเกินไป หากเดินออกจากตัวบ้านก็ต้องมีคนจำได้แน่ๆ ว่าเป็นใคร แล้วก็คงจะพาตัวฉันกลับมาที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งฉันก็ควรจะหาเสื้อผ้าอะไรมาใส่เพื่อทำให้ออกจากหมู่บ้านไปยังถ้ำอาถรรพ์นั้นได้อย่างไม่ถูกใครจับได้ก่อน

ก็นับว่าโชคยังเข้าข้างฉันอยู่บ้าง เพราะห่างจากแคร่ไปไม่ไกล มีราวตากผ้าที่มีเสื้อผ้าตากอยู่เต็มไปหมด ฉันจึงเดินไปที่ราวผ้าแล้วปลดเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าถุงสีเลือดหมูหม่นๆ มาสวมใส่อย่างไม่รอช้า เพราะชุดนี้ปกปิดร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของฉันได้อย่างมิดชิดดีทีเดียว

ถึงความจริงฉันไม่ชอบการเอาของของคนอื่นมาเป็นของตัวเองโดยไม่ขออนุญาต แต่ฉันก็จำเป็นต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงแบบนั้นฉันก็ยังหวังว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาคืนชุดนี้ให้เจ้าของได้ในอนาคต

ส่วนเรื่องบาดแผลที่หน้านั้น ฉันก็จัดการใช้มือสางผมแห้งๆ แหว่งๆ ของตัวเองมาปิดบังใบหน้าซีกทีมันเละจนดูไม่ได้ แต่หน้าซีกขวาที่มีบาดแผลเล็กน้อยนั้นก็ปล่อยไปตามปกติ ก่อนที่จะเดินตรงไปที่บันไดบ้าน

                “ตามเรามาสิ” เสียงเจ้านกแก้วดังขึ้นก่อนฉันจะเดินไปถึงบันได แล้วมันก็บินไปเกาะบนต้นไม้ต้นหนึ่งที่ห่างออกจากตัวบ้านไปไม่ไกลเท่าไรนัก

                ดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะลับฟ้าทำให้ฉันพอจะคาดเดาได้ว่านี่เป็นเวลาเย็นแล้ว ตอนนี้ผู้คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยกำลังเดินกลับบ้าน และตัวฉันก็คงเดินไปมาในหมู่บ้านได้อย่างไม่มีใครสังเกตสักเท่าไรนัก ซึ่งก็คงจะพาฉันออกจากหมู่บ้านไปยังถ้ำอาถรรพ์นั่นได้แน่ ๆ แล้วฉันจะได้คุยกับเจ้านางอะไรนั่นให้ความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจดวงนี้คลี่คลายลงไปบ้างเสียที

คอยก่อนเถอะเจ้านาง ฉันจะไปหาเธอแล้วเอาตัวเพื่อนๆ กลับมาเอง!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1052 กุหลาปสีเทา.. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 23:45
    ด้วยความที่เป็นคนเหนือเลยรอดตัวไป ไม่งั้นเอ๋อแน่ๆ
    #1,052
    0
  2. #1043 Katana (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 15:58

    ลึกลับมาก

    #1,043
    0
  3. #1007 อรชุน78 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 04:24
    จักรคงเกลียดที่เพื่อน ๆ ไม่ค่อยทำดีด้วย น่าสงสารจัง ดูเย็นชาและโหดร้ายมากกว่าแค่กวน ๆ ด้วย
    #1,007
    0
  4. #1002 SSK[a]wt (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 16:20
    เขียนแปลด้วยเถอะ ไม่รู้เรื่องเลยยยย ยิ่งอ่านยิ่งหงุดหงิดอ่ะ
    #1,002
    1
    • #1002-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 5)
      29 มกราคม 2560 / 19:36
      บทนี้ต้องการแบบนั้นแหละครับ เพราะใข้คำภาษาถิ่นเพียวๆ ที่ตัวนางเอกเองก็ไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจว่าคุยอะไรเหมือนกัน ไม่ได้พยายามจะใช้ภาษากลางปนแบบสองบทก่อน

      อีกบทเดียวก็ไม่ใช้ภาษาถิ่นแล้ว อดทนอีกนิดนะครับ ขอบคุณมากครับที่แวะมาอ่าน
      #1002-1
  5. #890 Zeferus (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 19:14
    เราชอบเอื้องคำแฮะ 
    #890
    0
  6. #799 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กันยายน 2557 / 20:11
    ยิ่อ่านตอนนี้จบยิ่งรักเอื้องคำ (แหวกแนวท่านอื่น)
    รู้สึกเนื้อหาซับซ้อนน่าติดตามทีเดียวครับ
    ค้าง...รออ่านบทต่อไป เอาไว้พรุ่งนี้เด้อ คืนนี้ไม่ไหวแล้วขอรับท่าน
    #799
    0
  7. #753 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 23:00
    นั่งมโนภาพ..."ปากบวมเจ่อรวมซัดพริกเข้าไป10เม็ด" อุ๊สป์ขรรม
    #753
    0
  8. #735 lovelove (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2556 / 14:28
    หลอนน อ่ะ T^T
    #735
    0
  9. #730 Erica (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2556 / 19:58
    แทบช๊อค  อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #730
    0
  10. #705 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 16:07
    อ่านในโืทรศัพท์ รู้สึกได้เลยว่ามือมันสั่น หลอนมาก หวังว่าคืนนี้จะไม้ฝันร้าย
    #705
    0
  11. #692 สุวssณจัunsา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 11:32
    หลอนเลยT_T แต่งเก่งจริงๆ
    #692
    0
  12. #666 ประณยา โยคุง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 / 20:26
    หึยย ฟ้าหมดสวยหมดอะดิ
    #666
    0
  13. #663 Wiji (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 10:43
    ตอนนี้สยองมาก
    #663
    0
  14. #649 janesukeekung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กันยายน 2555 / 12:28
    เอื้องคำนี่เป็นวิญญาณแน่ๆเลย แล้วที่บอกว่าฟ้าก็ไม่ต่างจากเอื้องคำงั้นก็แปลว่าทั้งหมดตายแล้วอย่างนั้นหรอ? ยิ่งอ่านยิ่งมัน
    #649
    0
  15. #605 MyU_immi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 เมษายน 2555 / 17:04
    จบตอนที่ 5
    สิ่งที่ชอบที่สุดในตอนนี้คือ...
    เพลงประกอบ!!

    ผมเป็นคนชอบฟังเพลงลูกกรุงยุคเก่า  ยิ่งเพลงนี้ได้มีโอกาสฟังในคอนเสิร์ต "คุณพระช่วย" และเพลงประกอบละครเรือนแพ ที่ กัน เดอะสตาร์ร้อง  ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่

    อ่านบทนี้จบต้องเปิด youtube ฟังเพลงนกขมิ้นอีกรอบ ^.^
    อ่านตอนต่อไป --->
    #605
    0
  16. #571 polin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มีนาคม 2555 / 21:44
    น่ากลัวจัง >< อ่านต่อๆ
    #571
    0
  17. #561 Pippin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มีนาคม 2555 / 01:33
     ค้างมาก  =_= แต่ไม่ไหวแล้ว ง่วงงิ (อ่านก่อนนอนสักนิด 555)
    ว่าแล้วเชียวว่าเอื้องคำนี่มันแปลกๆ ที่แท้ก็....

    ปล. ไม่ว่าแสงจันทร์จะสว่างขนาดไหน แต่ฉันกับมองไม่ค่อยชัดเจนเลยว่า --- กลับ
    #561
    0
  18. #524 nice555 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2554 / 17:39
     อยากเจอมั่ง(แต่ไม่เอานกฮูกบ้าๆนั่นนะ

    #524
    0
  19. #440 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กันยายน 2554 / 08:48

    เอ...ทำไมถึงได้ดูคล้ายกัน หรือสองคนนี้จะ...
    ๕๕๕ คำว่า "จะ"มาอีกแล้ว หรือว่าจะเป็นพี่น้อง หรือเป็นอีกร่าง
    หรือเป็นอีกส่วน หรือเป็นต้นตระกูล หรือ...จะ...ต้องอ่านต่อไปสินะ
    ว่าแต่คุณมินท์เป็นอะไร...หืม...คิดทำไมอยู่ไปอ่านสิ...หึๆ

    #440
    0
  20. #426 Iz.Adiemus (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 20:21
    =_= ค้างมาก อ่านต่อไป...
    #426
    0
  21. #396 NARUTO BLEACH <3 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 กันยายน 2554 / 18:12
     เอื้องคำน่ากลัวอ่ะ
    #396
    0
  22. #390 ML-Bunma (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กันยายน 2554 / 15:11
    อ้าว ค้างคาใจ ตอนท้าย ๆ ได้ลุ้นบอกไม่ถูก
    ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น...
    #390
    0
  23. #283 ~Kim sama~ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 / 13:14
    ผีหลอก... 

    ถ้าเป็นเราคงไปนานแล้ว มิ้นกล้าพูดแฮะ เขาว่าไม่ให้พูดถึงผีตอนกลางคืน (เขาไหน? ไม่รู้)

    แถมสถานการไม่น่าให้ท้าทายเล้ย แค่ต้นไม้ก็น่ากลัวแล้ว เจอเจ้าของต้นไม้อีก...

    เอวังกันเลยทีเดียว
    #283
    0
  24. #195 -netto- (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 เมษายน 2554 / 01:01
    น่ากลัวอะ
    #195
    0
  25. #185 ^ตาข่ายยยย^ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2554 / 14:19
    หลอนจิต!!!
    #185
    0
  26. #147 fah (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 เมษายน 2554 / 10:10
    หลอนอ่า~

    จักรนี่ก้อคงรุช่ายปะ??
    #147
    0
  27. #138 ธารน้ำแข็ง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 10:13
    กำลังระทึกเลย
    #138
    0
  28. #47 white-ruff (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มกราคม 2554 / 21:17
     ว่าแล้ว  = =  
    #47
    0
  29. #42 ศรัณย์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มกราคม 2554 / 21:05
    สนุกมากค่ะ น่าติ



    ดตามมาก อยากรู้จังว่าเอื้องคำเป็นใคร >
    #42
    0
  30. #6 Onysky (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2553 / 13:05
    เอื้องคำทำหลอนอีกแล้ว-*-
    #6
    0