Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 4 : บทที่ ๒ : ค่ำคืนแห่งความอลหม่าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,879
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    5 ก.ค. 59

 บทที่ ๒ ค่ำคืนแห่งความอลหม่าน

                เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงนับตั้งแต่พวกฉันเข้ามาในหมู่บ้าน ตอนนี้พวกเราอยู่บนเรือนรับรองแขกที่นายบ้านจัดให้เป็นที่พัก และกำลังนั่งๆ นอนๆ ดูดวงจันทร์ครึ่งดวงบนฟากฟ้าอยู่ที่นอกชาน หลังจากกินข้าวและอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่ชาวบ้านให้ยืมใส่กันเรียบร้อยแล้ว

                แม้ว่าจิตใจของฉันจะยังเต็มไปด้วยความกลัวระคนกับความสงสัยในเรื่องของเอื้องคำ แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะปริปากบอกเพื่อนๆ ออกไปในคืนนี้ เพราะเกรงว่าพวกเขาจะกลัวหรือขวัญเสียขึ้นมา

                แกงที่พี่เขาให้พวกเรากินเมื่อกี้อร่อยจังเนอะ เขาเรียกว่าแกงอะไรมีใครพอจะรู้บ้างเปล่าเนี่ย?” เสียงของมินท์ในชุดเสื้อแขนสั้นผ่าอกสีฟ้าเอ่ยถาม หลังจากพวกเรานั่งมองท้องฟ้ากันมาพักใหญ่

                เขาเรียกว่าแกงอ่อม ไม่รู้จักหรือไงโง่จริงๆ” เอกในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีดำกล่าวขึ้นมา ขณะที่ตัวเองหลับตานอนตะแคงเหมือนไม่ได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศยามค่ำไปกับพวกเราเลยสักนิด

                ก็เพราะไม่รู้น่ะสิ ถึงได้ถาม แค่นี้ต้องว่าฉันโง่เลยรึไง?!” มินท์พูดพลางหันไปมองเอกด้วยแววตาไม่พอใจ “ว่าแต่นายเป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี่ยไม่ออกมาดูเดือนดูดาวแล้วจะออกมาทำไมไม่ทราบ?”

                ออกมานอนรับลมน่ะ มันเย็นดี และฉันก็ไม่ได้เอาแว่นมา มองท้องฟ้าไม่ชัดหรอก” เอกกล่าวขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจต่อรังสีอำมหิตจากมินท์เลยสักนิด อาจเป็นเพราะว่าหลับตาอยู่ เลยมองไม่เห็นสายตาของเด็กสาวผิวขาว ว่าสายตาของเธอนั้นมันเหมือนกับจะกินเลือดกินเนื้อเขาขนาดไหน

                เอ่อ... แล้วพวกเราจะได้กลับบ้านกันตอนไหนน่ะแล้วใครจะมารับพวกเรากลับเหรอ? ไปพูดเรื่องนี้กันตอนไหนเนี่ย?” ฉันถามด้วยความสงสัย เพราะว่าตอนที่กินข้าวกันไม่เห็นมีใครพูดเรื่องกลับบ้านกันเลยสักคน

                ก็คุยกันตอนเธอไปอาบน้ำน่ะ คือพรุ่งนี้เช้านายบ้านเขาจะให้คนพาพวกเราไปรีสอร์ท ป่านนี้พวกนั้นคงออกตามหาพวกเรากันจ้าละหวั่นอยู่เหมือนกันแหละ” กัซในชุดเดียวกับเอกเอ่ยขึ้นมา ขณะที่ตัวเองกำลังนั่งพิงผนังและเหม่อมองไปยังท้องฟ้ายามดึก

                ถ้าจู่ๆ เราโผล่ไป มีหวังพวกนั้นคงตกใจกันน่าดูเลยเนอะ ฉันล่ะอยากเห็นหน้าเจ้าพวกนั้นจังมินท์ยิ้มเหมือนเห็นเป็นเรื่องสนุก ก่อนจะมองไปที่ใครบางคนซึ่งกำลังนั่งเงียบ

                ว่าแต่เธอจะไม่พูดอะไรเลยรึไง?”

                ก็… ไม่มีใครให้โอกาสฉันพูดเลยนี่” ต่ายในชุดเสื้อแขนสั้นผ่าอกสีชมพูพูดพลางมองหน้ามินท์กลับมาด้วยสายตาน่าสงสาร

                โอ๋... อย่าร้องนะน้องหนู” มินท์กระเซ้าต่ายเล่น “จะพูดอะไรก็พูดเลยจ้ะ พี่ไม่กัดหรอก

                จ้า… พี่สาว” ต่ายรับมุก แล้วพูดออกมาบ้าง “อยากจะบอกว่า... ทุกคนลองมองยัยฟ้าดูให้ดีสิ

                ทำไมเหรอ?!” ทุกเสียงรวมทั้งฉันดังประสานกันอย่างไม่ได้นัดหมายทันที นี่ฉันมีอะไรเกาะที่หน้าหรือว่าเสื้อแขนกระบอกกับผ้าซิ่นที่ใส่ตอนนี้มันดูไม่เข้ากับฉันมากรึไง?! ยัยต่ายถึงได้พูดอะไรทำนองนี้ออกมาได้

                อยากรู้ก็ยืนขึ้นสิฟ้า” ต่ายพูดขึ้น ฉันจึงรีบทำตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

                เธอเล่นละครโรงเรียนทุกปี ถ้าฉันจะให้ลองทำอะไรหวังว่าคงสมบทบาทนะ ต่ายพูดขึ้นมาก่อนที่จะอมยิ้ม ทำเอาฉันอดคิดไม่ได้ว่าเธอจะให้ฉันทำอะไรบ้าๆ ให้ผองเพื่อนดูกันหรือเปล่า

                จะให้ทำอะไรก็ว่ามา แต่ถ้ามันติงต๊องเกินฉันไม่เอาด้วยนะ!” ฉันดักคอไว้ล่วงหน้า เพราะฉันก็ไม่อยากจะทำอะไรที่มันไม่น่าดูให้พวกผู้ชายเห็นด้วยสิ โดยเฉพาะกัซ

                ลองกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปสักพักแล้วหยุด แล้วก็หันกลับมามองพวกเราแล้วก็ยิ้มแบบเด็กไร้เดียงสาดูสิ ฮิฮิ” ต่ายบอกไปพร้อมแอบหัวเราะนิดๆ ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยว่าจะให้ทำไปเพื่ออะไร แต่ฝีมือการแสดงระดับฉันแล้ว คงทำได้ไม่ยากเท่าไรหรอกน่า

                ฉันกึ่งวิ่งกึ่งเดินแบบเด็กวัยกำลังซน ก่อนที่หยุดกะทันหันแล้วเหลียวกลับมามองพวกต่ายด้วยท่าทางไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ตามที่ต่ายต้องการให้ทำ ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่ต่าย มินท์ แล้วก็กัซกลับทำหน้าตะลึงเล็กน้อย

                มินท์ว่าคล้ายหรือเปล่า?” ยัยต่ายเอ่ยถาม

                คล้ายมาก จะว่าเหมือนก็ได้เลยนะเนี่ย... ว่าไหมกัซ?” มินท์หันไปถามกัซอีกต่อหนึ่ง ซึ่งหนุ่มรูปงามก็พยักหน้าบอกว่าเห็นด้วยเช่นเดียวกัน

                ถ้าขาวกว่านี้อีกนิด แล้วก็เตี้ยลงอีกหน่อยล่ะก็... ใช่เลยล่ะ” ยัยต่ายพูดขึ้น ก่อนที่เสียงของยัยมินท์กับกัซจะดังประสานกันเป็นเสียงเดียวว่า

                เห็นด้วยเลยแหละ

                จะบอกว่าฉันเหมือนอะไรไม่ทราบ?!” ฉันถามขึ้นมาด้วยเสียงดังพอดู เพราะอยากรู้คำตอบ ก็เล่นแอบขำกันโดยที่ฉันไม่รู้ว่าขำเรื่องอะไรแบบนี้ฉันไม่ชอบเลย

                เหมือนเอื้องคำไง ทรงหน้าเรียวๆ ตาคม ผมก็ยาวเหมือนกัน แถมชุดที่ใส่ก็คล้ายกันอีกต่ายตอบพลางยิ้มแป้น

                จะบ้าเหรอ! ใครจะไปอยากเหมือนกับ...” ฉันหยุดคำพูดไปดื้อๆ เมื่อคิดได้ว่าพวกเพื่อนยังไม่รู้ว่าสาวน้อยที่พวกเขาพูดถึงนั่นทำเอาฉันต้องประหลาดใจขนาดไหน

                กับอะไรเหรอเอื้องคำกับเธอมีลับลมคมในอะไรกันมิทราบหรือเคยรู้จักกันมาก่อน?” มินท์พูดพลางมองหน้าฉันเขม็งราวกับจะกระโดดมาบีบคอถ้าฉันไม่ยอมพูดต่อให้จบ

                ช่างมันเถอะน่า” ฉันพยายามตัดบทสนทนาและเดินหนีไป แต่ดูเหมือนว่าความพยายามหนีของฉันมันเทียบกับความอยากรู้อยากเห็นของยัยนั่นไม่ติด เพราะยัยนั่นเดินมาขวางหน้าเพื่อไม่ให้ฉันหนีได้ แถมยังมองหน้าฉันเหมือนกับครูฝ่ายปกครองที่กำลังบังคับให้นักเรียนสารภาพผิดอย่างงั้นแหละ!

                แต่ความพยายามที่จะคาดคั้นให้ฉันเปิดปากพูดของยัยนั่นก็สิ้นสุดลง เมื่อเสียงหวานๆ เย็นๆ ที่กำลังขับขานบทเพลง แว่วมาจากทางต้นไม้ใหญ่ที่ผูกผ้าแพรสามสี ทำเอาทุกคนที่กำลังอยู่ที่นอกชานต้องปิดปากเงียบเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงเพลงนั้น

ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย

เหลียวมองรอบกายมิวายจะหวาดกลัว

มองนภามืดมัว สลัวเย็นย่ำ

ค่ำคืนเอ๋ย.……

ยามนภาคล้ำไปใกล้ค่ำ

ยินเสียงร่ำคำบอกเจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย

เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน

ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย.... เอ๋ย…..เล่านกเอย

                นี่มันเสียงของเอื้องคำนี่นา กัซพูดขึ้นก่อนที่จะลุกขึ้นยืน แล้วหันหน้าไปทางทิศที่เป็นลานกว้างกลางหมู่บ้าน ต่ายเห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นยืนตามกัซ แล้วหันมาบอกมินท์

                ถ้าเกิดว่าเธออยากรู้ว่าเอื้องคำกับฟ้ามีลับลมคมในอะไรกัน ฉันว่าเราลงไปถามเอื้องคำกันดีกว่าไหม?”

                ต่ายพูดเข้าท่าดีนี่” มินท์กล่าว ก่อนที่จะละสายตาแฝงรังสีอำมหิตไปจากฉัน “พวกเราลงไปหาเอื้องคำกันดีกว่า เนอะ

                อย่าดีกว่า! ทำแบบนั้นแล้วคิดว่ามันจะดีแน่เรอะ!? พี่ที่ดูแลก็กำชับนักกำชับหนาว่าหมู่บ้านมีกฎห้ามลงไปข้างล่างตอนดึกเด็ดขาดเนี่ยนะ!เอกคัดค้านเสียงแข็ง

                แหกกฎนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกน่า” กัซพยายามเกลี้ยกล่อม “ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอันตรายเท่าไร ถ้ามีอันตรายจริงๆ เด็กผู้หญิงจะกล้ามาเดินเล่นคนเดียวตอนดึกเหรอและอีกอย่าง พรุ่งนี้พวกเราก็จะกลับกันแล้ว ไม่คิดจะไปลาเธอหน่อยหรือไงเธออุตส่าห์พาพวกเรามานี่นะ ไม่งั้นหลงทางกันกลางป่าไปแล้ว

                จะไปก็ไปเถอะ ฉันอยู่เฝ้าบ้านดีกว่า” เอกพูดจบก็ล้มตัวลงนอนต่อ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเสียงของต่ายพูดขึ้นมา ขณะเดินไปที่บันไดกับกัซและมินท์

                คนทิ้งเพื่อน ฉันล่ะเกลียดที่สุดเลย!”

                เดี๋ยวๆ! ฉันไปด้วยก็ได้” เอกรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วเดินตามพวกนั้นไปทันที ปล่อยให้ฉันยืนพูดอะไรไม่ออกอยู่ด้านหลังเพียงลำพัง

ทุกคนกำลังไปหาผู้หญิงที่ทำฉันต้องขวัญผวาเหรอเนี่ย! หวังว่าเธอคงไม่ทำอะไรพวกเพื่อนฉันนะ!

                จะไม่ลงไปด้วยกันหรือฟ้าอยู่คนเดียวไม่กลัวผีเหรอ” มินท์กล่าวขึ้นพลางหัวเราะข่มขวัญ “ฉันเห็นนะ ว่าตอนพวกเราแยกมาจากเอื้องคำแล้ว พวกเธอก็ยังคุยอะไรกันอยู่น่ะ รึว่ามีความลับอะไรกะเอื้องคำละสิท่า

                ป... ไปสิ! ฉ... ฉันกับเธอไม่ได้มีเรื่องอะไรกันซะหน่อย” ฉันพูดขึ้นก่อนที่จะรีบเดินตามพวกเธอไป  แม้จะสังหรณ์ใจว่าถ้าลงไปแล้วจะเจออะไรเขย่าขวัญตัวเองอีก แต่การโดนเขย่าขวัญร่วมกับเพื่อนๆ มันคงจะดีกว่ามานั่งขวัญผวาคนเดียวเป็นไหนๆ

                พวกเพื่อนทั้งสี่คนของฉันรีบเดินลงบันไดกันไปอย่างรวดเร็วราวกับจงใจที่ไม่รอกัน แต่ฉันก็รีบสาวเท้าเดินลงบันไดตามพวกนั้นไปอย่างรวดเร็วจนทัน เพราะบรรยากาศวังเวงน่ากลัวแบบนี้  ฉันก็ไม่อยากเดินรั้งท้ายขบวนนักหรอก!

                พวกเราใส่รองเท้าแตะที่พวกพี่ในหมู่บ้านวางไว้ให้ ก่อนที่จะพากันมุ่งหน้าไปที่ต้นไม้ใหญ่กลางลานหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ที่เสียงเพลงเมื่อครู่แว่วมาจากทางนั้น แต่ว่าในตอนนี้เสียงร้องเพลงนั้นเงียบหายไปแล้ว

                แสงจากดวงจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่างมากจนฉันสามารถมองเห็นทัศนวิสัยรอบตัวได้อย่างชัดเจน ความสว่างนั้น มันก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะสังเกตบริเวณรอบๆ บ้านไม้ใต้ถุนสูงทุกหลังที่อยู่รายรอบลานกว้างมืดสนิท ปราศจากแสงจากหลอดไฟหรือตะเกียง ราวกับว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้ต่างพากันนอนหลับกันหมด แม้แต่บนลานกว้างที่พวกเรามากันได้ราวครึ่งทางก็ไม่มีสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านอย่างไก่ เป็ด หรือสุนัขเลยแม้แต่ตัวเดียว

                แต่ที่แปลกกว่านั้นก็คือ ไม่ว่าแสงจันทร์จะสว่างขนาดไหน แต่ฉันกลับมองไม่ค่อยชัดเจนเลยว่า ใต้ต้นไม้ที่พันผ้าสามสีนั้น มีใครหรืออะไรอยู่หรือเปล่า ที่เห็นก็เป็นเพียงเงาตะคุ่มเท่านั้น 

ฉันรู้สึกว่ามันแปลกประหลาด แต่ก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว ทำให้ความเงียบสงัดยังคงกินเวลาต่อไป และมันทำให้ความหวาดกลัวค่อยๆ มาเกาะกินจิตใจของฉันเรื่อยๆ

ตอนนี้ฉันขอล่ะ ใครก็ได้ช่วยพูดอะไรออกมาสักคำทีเถอะ!

อกฉัน ทุกวันเฝ้าอาวรณ์

เหมือนคนพเนจร ฉันนอนไม่หลับเลย

หนาว... พระพายที่พัดเชย

อกเอ๋ยหนาวสั่น สุดบั่นทอน.....

ยามนี้เราหลงทาง กลางค่ำ

ยินเสียงร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย

เจ้าดอกขจร ฉันร่อนเร่พเนจร

ไม่รู้จะนอนไหนเอย เอ๋ย...โอ้...หัวอกเอย.....

                เสียงหวานๆ เย็นๆ แบบเดียวกับที่ทำให้พวกเราต้องเดินไปที่ต้นไม้นั้น ขับขานบทเพลงต่อจากเดิมแว่วมาจากทางต้นไม้ใหญ่ที่เป็นจุดมุ่งหมาย ทำให้พวกเราที่ต้องหยุดนิ่งเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงร้องนั้น เสียงร้องที่ไพเราะจับใจ แต่วังเวงจนทำเอาฉันขนลุกไปทั้งตัว!!

                มาไม่เสียเที่ยวแล้วล่ะ! เสียงเอื้องคำร้องเพลงยังมาจากทางต้นไม้นั่นอยู่เลย” มินท์กล่าวขึ้นมาอย่างมั่นอกมั่นใจพลางชี้มือไปที่ต้นไม้  แต่ว่าฉันกลับมองไม่เห็นและก็ไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าใต้ต้นไม้นั้นมีใครหรือว่าอะไรอยู่!

แล้วถ้าอย่างนั้น เสียงนั่นมาจากไหนกันล่ะ?

                น....นี่ ทำไมไม่ลองตะโกนเรียกเธอจากตรงนี้เลยล่ะ?” ฉันเสนอความคิดเห็นหลังจากที่เงียบมานานถ...ถ้าเกิดว่าที่อยู่ตรงนั้นใช่เอื้องคำจริงๆ เธอจะได้ตะโกนกลับมา ถ้าไม่ใช่จะได้กลับกันเลยไง

                เป็นความคิดที่เข้าท่านะ ลองทำแบบที่ฟ้าบอกก็ดี” กัซพูดขึ้นกับทุกคนหลังจากฟังความเห็นของฉันพลางมองมาด้วยสายตาที่เข้าอกเข้าใจดี ว่าฉันไม่อยากจะอยู่ที่ลานกว้างนี่อีกแล้ว!  

                อืม... ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เสียเวลามาก” มินท์ตอบรับความเห็น

                แต่ว่า...” ต่ายพยายามขัดสาวห้าวประจำกลุ่ม แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเจอสายตากดดันของมินท์เข้า เด็กสาวหน้าอ่อนจึงปล่อยให้มินท์ทำอะไรตามใจโดยที่ไม่กล้าขัดเหมือนกับทุกครั้ง

                เอื้องคำ! อยู่ตรงนั้นหรือเปล่า?! ถ้าอยู่ช่วยตอบด้วย!” มินท์ป้องปากและตะโกนไปทางต้นไม้ที่พันผ้าสามสี ซึ่งเป็นที่ที่พวกเราคิดว่าเอื้องคำอยู่ตรงนั้น

                เอื้องคำ! อยู่นั่นหรือเปล่าครับ!” กัซป้องปากตะโกนร้องเรียกไปบ้าง

                ฉันก็พยายามจะป้องปากเพื่อตะโกนเรียกชื่อเด็กสาวปริศนาคนนั้นบ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะทำแบบนั้นก็ต้องหยุดชะงักไปก่อน เพราะรู้สึกเหมือนมีใครหรืออะไรบางอย่าง ลูบไล้เรือนร่างของตัวเองจากทางด้านหลัง ตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงสะโพก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะฉันยืนรั้งท้ายกลุ่ม และนอกจากพวกเราแล้ว ก็ไม่มีใครที่ลานกว้างนี้เลยสักคน!

แล้วใครอยู่ข้างหลังฉันล่ะ!?

                ถ้าหากว่ามีความกล้ามากกว่านี้อีกสักนิดล่ะก็ ฉันก็คงจะหันไปให้มันรู้ดำรู้แดง แต่ฉันไม่กล้าพอ เพราะถ้าเกิดว่าฉันหันไปแล้วเจออะไรที่มันน่าสยดสยอง หรือว่าไม่เจออะไรเลย มีหวังฉันคงเป็นลมล้มพับไปคนเดียวแน่!

                ฉันพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเพื่อนทั้งที่แข้งขาเริ่มสั่นจนยืนแทบไม่ไหว เพราะคิดว่าอย่างน้อยถ้าอยู่ใกล้เพื่อนแล้วเกิดเจออะไรที่มันน่ากลัวขึ้นมา ก็ได้ไม่ต้องมานั่งขวัญผวาอยู่คนเดียว

เอื้องคำ! อยู่หรือเปล่า?!” เสียงต่ายตะโกนขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่มีการตอบรับมาจากต้นไม้นั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

                สงสัยจะไม่อยู่” เอกกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่าทุกคนตะโกนกันมานานพอดูแล้ว “รีบกลับขึ้นไปบนบ้านกันดีกว่ามั้ง

                ยัยฟ้า ลองเรียกเอื้องคำดูบ้างสิ เผื่อเธอจะตอบกลับมาบ้าง” ยัยมินท์บอกกับฉันด้วยสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็ในเมื่อตะโกนกันขนาดนี้แล้วไม่มีใครตอบกลับมา ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครอยู่ หรือถ้าอยู่ เขาก็คงไม่อยากจะคุยกับเรานักหรอก

                เอ่อ... ก็ได้” ฉันรับคำยัยมินท์เมื่อเห็นสายตากดดันของเธอ ก่อนที่จะเอามือป้องปากและตะโกนไปทางต้นไม้ใหญ่นั่น

                เอื้องคำ! อยู่หรือเปล่า?”

                อะหยังล่ะก๊ะ?” เสียงที่ฟังดูใสซื่อไร้เดียงสาแว่วขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเราทุกคน ทำให้พวกเราทั้งห้าต้องหันกลับไปมองจนเกือบจะพร้อมกัน และพบว่าเด็กสาวบ้านป่าที่กำลังตามหานั้น ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเรานั่นเอง!

แต่เสียงของเธอมันดังมาจากต้นไม้ที่อยู่ข้างหน้าพวกเรานี่! แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ด้านหลังได้ล่ะ?

                เอื้องคำ!” ฉันกล่าวชื่อเธอออกไปอย่างประหลาดใจ ขณะที่เสียงของเอกก็พึมพำอะไรบางอย่างขึ้นมาเบาๆ จนฟังไม่ออกว่าพูดอะไร ส่วนคนอื่นนั้นนิ่งสนิท อาจจะเป็นเพราะกำลังประหลาดใจกับการปรากฏตัวจากทิศทางที่คาดไม่ถึงของเด็กสาวที่พวกเรากำลังตามหา จนไม่พูดอะไรไม่ออกไปตามกันแน่ๆ

                ธ... เธอมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันน่ะ?” สาวห้าวผู้รวบรวมสติของตัวเองมาได้ก่อนใครถาม เด็กสาวชาวบ้านได้ยินก็ยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำสำเนียงไทยกลางปนสำเนียงท้องถิ่น

                ช่างมันเต๊อะ ว่าแต่พวกคุณมายะอะหยังตรงนี้ล่ะนิ?”

                พวกเราก็มาลาเธอน่ะสิ คือพรุ่งนี้หัวหน้าหมู่บ้านจะให้คนพาพวกเรากลับกันแล้วน่ะ” กัซที่เริ่มตั้งสติได้แล้วกล่าวขึ้นมา ตอนนี้เขาคงไม่อยากจะพูดเรื่องอื่นให้มากความอีกแล้ว เพราะเขาคงเข้าใจดีว่าถ้ายังอยู่ตรงนี้ต่อไปอีกสักหน่อยล่ะก็ วันนี้ฉันคงได้สลบอีกรอบแน่ๆ

                ขอบคุณเธอมากนะ ที่พาพวกเราเข้ามาที่นี่ ไม่งั้นเราคงต้องหลงทางกันกลางป่าแล้วแน่ๆ แล้วก็พวกเราขอลา...กัซพยายามจะกล่าวลาเธอแทนพวกเรา แต่ว่ายังไม่ทันจะจบ เด็กสาวที่ใส่ชุดเหมือนกับฉันก็ชิงตัดหน้าขึ้นมาก่อน

                บ่ต้องอู้ว่าลาก่อนก็ได้เจ้า” เธอกล่าวพลางส่งยิ้มที่แฝงความรู้สึกประหลาดมาให้ ราวกับว่าตอนนี้เธอกำลังวางแผนอะไรบางอย่างเอาไว้

                หมายความว่าไงกันแน่...” มินท์กล่าวถามด้วยความสงสัย แต่ดูเหมือนว่าความสงสัยของเธอนั้นจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก เมื่อเด็กสาวไม่ได้ตอบอะไรให้เธอหายข้องใจเลยแม้แต่น้อย นอกจากมองหน้าพวกเราทุกคนแล้วโปรยยิ้มให้

                เป็นความลับเจ้า...  เปิ้นก็ต้องขอบคุณพวกคุณนักๆ เน้อเจ้า ที่อุตส่าห์มาหากันก่อนกลับ ทั้งที่ดึกดื่นขนาดนี้” เอื้องคำเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียนตามสไตล์ของเธอ

                ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” เสียงของเด็กสาวร่างเล็กในชุดเสื้อสีชมพูกล่าวขึ้นมาเมื่อมีโอกาสพูด “แค่นี้มันเทียบกับที่เธอพาพวกเราเข้ามาที่นี่ไม่ได้หรอก

                ว่าแต่ทำไมเธอถึงกล้ามาอยู่ที่ลานกว้างนี้ในตอนนี้ล่ะ?” มินท์ถามขึ้นด้วยความสงสัยอีกครั้ง “ทั้งที่คนอื่นในหมู่บ้านทุกคนดูเหมือนกับว่า... กลัวตอนกลางคืนกันยังไงยังงั้น พอตกค่ำก็เห็นรีบเข้านอนกันหมด ไม่เห็นมีใครออกมาเดินเพ่นพ่าน หรือมีบ้านไหนเปิดไฟเลยสักหลัง

                ก็เปิ้นชอบยามนี้น่ะเจ้า” 

                เหตุผลง่ายดีนะเนี่ย…” เสียงต่ายพึมพำขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะเขย่งขึ้นมากระซิบกับฉัเอื้องคำเธอไม่กลัวผีบ้างเลยหรือไง บรรยากาศออกจะวังเวงขนาดนี้ ขนาดฉันยังขนลุกเลย…”

                แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะก้มลงไปกระซิบตอบเพื่อนสนิทร่างเล็ก สาวห้าวประจำกลุ่มก็หันกลับมาที่พวกเราทั้งคู่และชิงพูดขึ้นมาก่อน

                พูดเรื่องอะไรงี่เง่าน่าต่าย! ผีมีจริงที่ไหนกันเล่า! ถ้ามีจริงป่านนี้ก็ต้องโผล่หัวมาบ้างแล้วล่ะ! อย่ามาไร้สาระน่า ยัยเตี้ย! คนหมู่บ้านนี้ก็แค่ไร้สาระไปงั้นเองแหละ” เธอกล่าวขึ้นมาราวกับได้ยินที่ต่ายกระซิบบอกฉัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก เพราะตอนกลางคืนของหมู่บ้านนี้มันเงียบมากจนแม้กระซิบกันเบาๆ ก็ได้ยินอยู่ดี

                ถึงพวกคุณจะบ่เชื่อเรื่องพวกนี้ ก็บ่มีสิทธิ์ที่จะมาดูถูกความเชื่อของหมู่เฮาเน่อ!” เอื้องคำพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร แถมสีหน้าของเธอก็ดูจริงจังมากกว่าที่เคยเป็นเสียด้วย “คนที่เอาความคิดตัวเองมาตัดสินว่าคนอื่นที่บ่ได้คิดคือกันว่าผิดจะอี้ เปิ้นชังนักๆ"

                คำพูดของเอื้องคำทำเอาสาวห้าวประจำกลุ่มของพวกเราถึงกับต้องลดระดับความห้าวลงในทันตา และนอกจากคำพูดที่บอกถึงความไม่พอใจของเอื้องคำแล้ว นัยน์ตาคมของเธอก็มองมาที่มินท์ด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความโกรธเคืองอย่างรุนแรงอีกต่างหาก!

                ขอโทษแทนมินท์ด้วยนะครับ เอื้องคำ” กัซชิงขอโทษแทนมินท์ขึ้นมาอย่างทันควัน “มินท์เขาเป็นคนไม่ค่อยระวังคำพูดคำจา อาจจะพูดอะไรไม่ดีไป แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะครับ

                เปิ้นยกโทษให้ก็ได้เจ้า” เด็กสาวตาคมกล่าวขึ้นมา ก่อนที่ร่องรอยของความไม่พอใจจะจางหายไปจากแววตาของเธอ ทำให้แววตาของเธอกลับมาเป็นดวงตาที่สดใสร่าเริงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ฉันถึงกับแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

                ก็ถือว่าโชคดีแล้วที่ไม่ทำให้เธอโกรธไปมากกว่านี้ เพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กสาวลึกลับคนนี้ จะทำอะไรกับพวกเราบ้างเมื่อโมโห เพราะดูเหมือนเธอมีความสามารถที่จะทำอะไรที่คนธรรมดาทำไม่ได้แน่ๆ

                “แต่คนอื่นตรงนั้น เปิ้นบ่ฮู้ด้วยเน้อ ว่าจะคิดคือกันก่อ” เธอพูดอย่างขี้เล่น พลางชี้นิ้วไปยังเบื้องหลังของพวกเรา ซึ่งทำให้พวกเราต้องหันขวับกลับไปดูเกือบจะพร้อมกัน แต่ภาพที่เราได้เห็นก็คือต้นไม้ใหญ่ที่พันผ้าแพรสามสีเพียงเท่านั้น ไม่มีสิ่งแปลกประหลาดอื่นที่น่าตกอกตกใจเลยแต่อย่างใด

                ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่! เอื้อง...” มินท์กล่าวขึ้นมาก่อนที่จะหันกลับไปหาเด็กสาวบ้านป่า แต่จู่ๆ คำพูดของเธอต้องหยุดชะงักลงไปก่อนโดยที่ฉันก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงอีกเสียงหนึ่ง

                กรี๊ด!!!” มินท์กรีดร้องขึ้นมาอย่างสุดเสียงอย่างที่ไม่มีใครอยากจะเชื่อมาก่อน ว่าสาวห้าวอย่างเธอจะส่งเสียงแสดงความตกใจได้ดังถึงขนาดนี้! แต่มันก็ไม่น่าตกใจเท่ากับที่จู่ๆ เธอก็วิ่งพรวดออกจากลานกว้างที่พวกเรายืนอยู่ แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า!

                “หยุดก่อนมินท์! จะวิ่งไปไหนกัน!” กัซร้องเรียกพลางเอื้อมมือไปคว้าร่างสาวห้าว แต่ฝีเท้าของเธอไวกว่าที่เขาจะจับไว้ได้ มินท์วิ่งออกจากลานกว้างเข้าไปในป่ายามดึกสงัดเสียแล้ว!

                “ม... มันเกิดอะไรขึ้นกันน่ะเอื้อง...” ฉันรีบหันไปถามเด็กสาวชาวบ้านป่า ด้วยความสงสัยว่าอะไรที่ทำให้มินท์กลัวจนสติแตกแบบนั้น

                แต่ตรงที่เคยมีเอื้องคำยืนอยู่กลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยที่น่าจะทำให้มินท์ตกใจกลัวจนสติแตกเลยสักนิด นอกจากใบไม้แห้งสี่ห้าใบที่กองอยู่ที่พื้น... ไม่มีเด็กสาวที่ชื่อเอื้องคำยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว...

                “ท... ทุกคน อ... เอื้องคำหายไปแล้ว!” ต่ายที่หันมามองเอื้องคำพร้อมกับฉันร้องบอกออกมา ทำเอาความวิตกกังวลปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของกัซ แต่เขาก็สลัดมันออกไปในชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                “เหมือนที่ลานกว้างนี่จะไม่ปลอดภัยแล้ว ทุกคนรีบกลับขึ้นบ้านไปก่อนเถอะ ฉันจะไปตามมินท์เอง”

                “นายจะบ้ารึไง! นี่มันป่าตอนกลางคืนนะ! พวกเรารีบกลับขึ้นบ้านแล้วไปตามคนมาช่วยในตอนเช้าดีกว่าน่า!” เอกขัดขึ้นมาด้วยท่าทีจริงจังไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นท่าทางที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะเห็นจากเขามาก่อน

                “ถ้าชักช้า เดี๋ยวมินท์ก็เตลิดไปไกลกันพอดีหรอก!

                “แต่ถ้านายเข้าไปในป่าตอนนี้ นายหลงป่าแน่ อย่าเพิ่มจำนวนคนที่ชาวบ้านต้องไปช่วยให้มากขึ้นเลยน่า!” เอกแย้งขึ้นมา ทำเอาหนุ่มรูปงามต้องนิ่งไปครู่ใหญ่เพราะยอมจำนนด้วยเหตุผล

                “ถ้างั้นทุกคนรีบขึ้นไปบนบ้านกันก่อนก็แล้วกัน” กัซประกาศกับพวกเราที่เหลือ ก่อนจะหันไปมองเอก "ฉันจะนำหน้าไปเอง นายคอยระวังหลังให้สาวๆ ด้วย“

                สิ้นเสียงหนุ่มรูปงาม เขาก็เดินนำพวกเราไป โดยมีต่ายตามไปติดๆ แต่ไม่ทันที่ฉันกับเอกจะก้าวเท้าออกจากจุดที่เคยยืน ก็มีสายลมเย็นพัดแผ่วๆ มาจากทางต้นไม้ที่พันผ้าสามสีที่อยู่ทางด้านหลัง ซึ่งในสถานการณ์ที่กำลังสับสนแบบนี้ ลมเบาๆ มันก็ทำให้ฉันหนาวสะท้านไปทั้งตัวราวกับยืนอยู่กลางพายุหิมะ แข้งขาของฉันเริ่มสั่นระรัวจนรับน้ำหนักร่างกายไม่อยู่ แล้วร่างกายของฉันก็ทรุดลงไปนั่งพับเพียบกับพื้นดินอย่างฝืนไม่ได้!

                ฟ้า! เป็นอะไรน่ะ?” ต่ายตะโกนถามขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นฉันทรุดลงไป แต่ฉันไม่สามารถที่จะตอบเธอได้ เพราะฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาปิดปากเอาไว้ไม่ให้พูดตอบโต้เธอ ร่างกายของฉันสั่นไปหมดจนเหมือนคนเป็นลมชัก และฉันก็ไม่สามารถควบคุมการสั่นจากความกลัวนี้ได้ ซึ่งนั่นมันทำให้ฉันอยากจะสลบหนีจากสภาพน่าทุเรศนี้ไปให้รู้แล้วรู้รอดเลยด้วยซ้ำ!

                อย่าเดินกลับมา กัซ!” เสียงของเอกตะโกนห้ามเมื่อหนุ่มรูปงามจะเข้ามาใกล้ฉัน “นายเข้าใกล้ตัวบ้านกว่าฉันแล้ว รีบพาต่ายขึ้นไปบนบ้านก่อนเถอะ ฉันจะพาฟ้าตามขึ้นไปเอง!

                ทำตามที่เอกบอกเถอะกัซ” เด็กสาวร่างเล็กบอกด้วยเสียงออดอ้อนก่อนที่กัซจะทันได้คัดค้านอะไร แล้วหันกลับมาหาเอก “ว่าแต่นายคนเดียวจะไหวเหรอยัยฟ้าตัวสั่นยังกะเจ้าเข้าขนาดนี้

                ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอกน่า พวกเธอรีบขึ้นไปเถอะ! เร็ว!” เอกหันกลับไปย้ำให้พวกต่ายมั่นใจอีกครั้งว่าควรจะทำอะไรต่อ กัซและต่ายพยักหน้ารับคำก่อนที่จะรีบเดินกลับไปทางบ้านไม้ใต้ถุนสูง ทิ้งให้ฉันที่กำลังตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า อยู่กับเด็กหนุ่มผู้ชอบกวนประสาทฉันเป็นประจำกันเพียงแค่สองคน

                ถึงแม้ว่าฉันจะหมดเรี่ยวหมดแรงและไม่สามารถควบคุมให้ร่างกายตัวเองหยุดสั่นด้วยความกลัวได้ก็ตามที แต่ประสาทสัมผัสของฉันยังคงทำงานได้อย่างดีเยี่ยมจนน่าเหลือเชื่อ ฉันมองเห็นว่านอกจากเอกแล้ว ในลานกว้างที่เคยว่างเปล่าเมื่อพวกเราลงมานั้น ตอนนี้มีอะไรต่อมิอะไรที่ฉันไม่อยากจะบรรยายเต็มไปหมด

                ดวงไฟประหลาดหลากขนาดหลากสีสันลอยวนเวียนรอบบริเวณอย่างช้าๆ มันวนเวียนรอบเอกที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ฉัน รอบตัวฉันที่กำลังสั่นกลัวเพราะเห็นภาพพวกนั้นเข้า และดูเหมือนว่าจะวนเวียนอยู่ใกล้อีกสองคนที่กำลังจะเดินกลับขึ้นไปบนบ้านด้วย

                แต่ทำไมกัซกับต่ายถึงเดินกลับขึ้นบ้านอย่างหน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิดกันนะ? หรือว่าจะมีแค่ฉันเพียงคนเดียวที่เห็นลูกไฟประหลาดพวกนั้นล่ะเนี่ย?

                มือที่มองไม่เห็นปิดปากฉันแน่นราวกับไม่อยากให้ร้องบอกเอกว่าเห็นอะไรบ้าง เอกผู้คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ฉันและนั่งยองๆ ลงต่อหน้าร่างที่กำลังสั่นเพราะขวัญกระเจิงของฉันโดยที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไร เขาค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันเพื่อมองให้เห็นถนัดตามประสาคนสายตาสั้น จนกระทั่งหน้าของเขาห่างจากหน้าของฉันเพียงคืบกว่าๆ! ถ้าหากใครผลักเขาหกล้มขึ้นมาตอนนี้ล่ะก็ มีหวังฉันได้เสียจูบแรกให้กับเจ้าคนกวนประสาทนี่แน่ๆ!

                แต่ฉันก็ต้องอยากให้เอกยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันมากกว่านี้ขึ้นมาทันที เมื่อดวงไฟสีเหลืองขนาดเท่ากำปั้นลอยผ่านระหว่างหน้าฉันกับเอก และมันคงจะไม่ทำให้ฉันตกใจเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากว่าดวงไฟดวงนั้นไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชรา ที่กำลังแสยะยิ้มมาให้ฉัน!

                ดวงไฟนั้นลอยอยู่ตรงหน้าฉันและฉีกยิ้มกว้างขึ้นทุกที แถมยังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ด้วยอีกต่างหาก! ฉันพยายามจะปัดเจ้าลูกไฟออก แต่มันก็ทะลุผ่านมือของฉันไปเสียอย่างนั้น! และนั่นก็ทำให้ร่างกายของฉันสั่นยิ่งกว่าเดิมราวกับลูกหมาที่เพิ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำ ฉันพยายามกรีดร้องออกมาแต่ไม่สำเร็จ แล้วหูของฉันก็แว่วยินเสียงใสที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน กระซิบเบาๆ มาจากทางด้านหลัง

                ย่านอะหยังคุณเองก็บ่ได้ต่างจากหมู่เฮาเลยเน้อเจ้า ฮิฮิ

                เสียงนั่นมันเสียงของเอื้องคำชัดๆ! แต่ทำไมเธอถึงมาอยู่ด้านหลังฉันล่ะหรือเธอคือเจ้าของมือที่มองไม่เห็นนั่นแล้วคำพูดนั่นหมายความว่ายังไงกันแน่เนี่ย?

                ยังไม่ทันที่ฉันจะหายสงสัย ดวงไฟประหลาดนั้นล่องลอยเข้ามาจนห่างจากหน้าของฉันเพียงไม่ถึงคืบ! ราวกับอยากจะมอบจุมพิตแรกให้กับฉันก็ว่าได้!

                ในเสี้ยววินาทีที่ใบหน้าของฉันกำลังจะแนบชิดเข้ากับใบหน้าบนดวงไฟประหลาดนั้นเอง เอกก็สะบัดมือผ่านระหว่างใบหน้าของฉันกับเขาอย่างรวดเร็วเหมือนกับปัดแมลงวัน ส่งผลให้ดวงไฟประหลาดดวงนั้นปลิวไปจากใบหน้าของฉันไปในทันที!

                ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือว่าเขาจงใจเพราะมองเห็นดวงไฟนั่นเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ฉันก็อยากจะขอบคุณเขาจริงๆ  เพราะมันทำให้ฉันรอดพ้นจากจุมพิตสยองขวัญนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด!

                สงบไว้ก่อนฟ้า! ลุกขึ้นยืนเองไหวหรือเปล่า?” เอกถามด้วยสีหน้าที่ดูเป็นห่วงเป็นใยฉันอย่างบอกไม่ถูก ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นสีหน้าแบบนี้จากผู้ชายกวนประสาทแบบเขา

                ฉันรู้สึกว่ามือที่มองไม่เห็นนั้นออกไปจากปากแล้ว จึงพยายามจะพูดจาโต้ตอบ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไร้ผลเพราะขากรรไกรของฉันสั่นกระทบกันจนไม่อาจจะพูดได้ เลยได้แต่ส่ายหน้าตอบกลับไปแทนคำพูดเท่านั้น

                ดูเหมือนเอกก็จะรับรู้ถึงคำตอบ เขาส่งมือมาให้จับเพื่อจะให้ฉันพยุงตัวเองลุกขึ้นได้ แต่ว่าตอนนี้เรี่ยวแรงของฉันที่เหลืออยู่นั้นมันยังมีไม่พอสำหรับการเอื้อมมือไปจับมือของเขาเลยด้วยซ้ำ

                เฮ้อ... กลัวขนาดขยับตัวไม่ไหวเลยเหรอเนี่ยขวัญอ่อนสมเป็นเธอจริงเลยนะ” เอกกล่าวขึ้นมาพลางยิ้มด้วยท่าทางทียียวนกวนประสาท “ปล่อยทิ้งเอาไว้นี่ดีกว่ามั้ง อยากเห็นเธอกลัวจนฉี่ราดจริงๆ จะได้เรียกให้ให้กัซมันมาดูซะหน่อย ฮะฮะฮะฮ่า

                อีตาบ้า!” ฉันโพล่งออกไปทันทีเมื่อรู้ว่าเอกคิดจะประจานฉันตอนอยู่ในสภาพทุเรศแบบนั้นให้กัซรู้  ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหมอนี่ถึงได้ชอบหัวเราะเยาะเมื่อเห็นฉันกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ทุกทีเลย ที่เห็นว่ามีท่าทีเป็นห่วงเป็นใยเมื่อกี้คงเพราะฉันตาฝาดไปล่ะมั้ง

                อ้าว! หายสั่นแล้วแฮะ” เด็กหนุ่มผู้ชอบกวนประสาทพูดขึ้นมาด้วยสีหน้ากวนโอ๊ย “งั้นก็รีบลุกขึ้นมาซะ ไม่งั้นก็จับมือฉันก็ได้ หรือจะให้อุ้ม?”

                ฉันประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่ตัวเองหายสั่น ทั้งที่ตอนนี้ก็ยังคงรู้สึกกลัวพวกดวงไฟประหลาดที่ลอยวนไปวนมาอยู่รอบลานกว้าง อาจเป็นเพราะว่าความโกรธที่มีต่อเอกเมื่อครู่นี้มันทำให้เลือดลมฉันสูบฉีดขึ้นมาจนหายสั่น ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าหมอนั่นจงใจยั่วโมโหฉันเพราะจุดประสงค์นี้แต่แรก หรือนี่เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

                “ร... รู้สึกว่าฉันจะยังลุกไม่ไหว น... นี่นายไม่กลัวอะไรพวกนี้บ้างเลยรึไง...” ฉันถามเขา หลังจากที่พลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้ว แต่แข้งขากับอ่อนแรงจนทรงตัวไม่ได้

                ก็ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวนี่นา” เอกพลางยื่นมือซ้ายมาให้ฉันจับ “ถ้าลุกไม่ไหวก็จับมือฉันไว้ แล้วก็มองมาที่ฉันก็พอ อย่ามองซ้ายมองขวาให้มันมากไป เดี๋ยวก็เห็นภาพหลอนอะไรอีกหรอก”

                ฉันพยายามจะทำตามที่เอกบอก แต่ทว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อจู่ๆ ก็มีนกฮูกตัวหนึ่งบินมายืนอยู่ระหว่างฉันกับเอก โดยที่หันหน้าไปมองทางเด็กหนุ่ม พร้อมกับกางปีกขวางเหมือนไม่อยากให้เขาแตะต้องตัวฉัน

                “ถึงเวลาแล้วงั้นสินะ? นี่เจ้านายของแกต้องการให้ทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ?” เอกบ่นพึมพำขึ้นมาหลังจากย่อตัวลงแล้วจ้องหน้านกฮูกตัวนั้นครู่ใหญ่ ก่อนที่เจ้านกประหลาดนั่นหันเพียงแค่ส่วนหัวมายังฉัน ทั้งที่ส่วนอื่นของมันยังคงหันไปทางเด็กหนุ่มร่างผอม! ดวงตากลมโตที่เรืองแสงสีแดงราวกับปีศาจของมันจับจ้องมาอยางน่าหวาดหวั่น แล้วมันก็บินพุ่งเข้ามาที่ใบหน้าของฉันอย่างรวดเร็ว!

                ฉันร้องลั่นออกมาไม่เป็นภาษา เมื่อโดนกรงเล็บของมันจิกลงไปที่ใบหน้าอย่างรุนแรง ฉันรู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นๆ ที่ไหลรินออกมาจากใบหน้า! จากนั้นจะงอยปากของมันจิกตามมา จนฉันรู้สึกได้ว่ามีเนื้อหนังบางส่วนหลุดออกไปจากใบหน้าเนียนนวลของตัวเองแล้ว!

                หูของฉันได้ยินเสียงเอกตะโกนอะไรบางอย่าง แต่ก็ฟังไม่รู้เรื่องเพราะเสียงกรีดร้องที่ไม่เป็นภาษาของตัวเองดังกลบไปจนหมด ฉันได้ยินเสียงกัซวิ่งลงมาจากบ้านพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียก แต่เลือดที่ไหลรินเข้าตาของฉันมันทำให้ฉันมองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด... แล้วขาทั้งสองข้างของฉันมันออกวิ่งไปเองเพื่อจะหลบหนีเจ้านกบ้านั่น โดยที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองจะวิ่งหนีไปที่ไหน!

                แม้เลือดจะไหลเข้าตาจนมองไม่เห็น แต่ผิวหนังก็รู้สึกได้ว่ากิ่งไม้และพงหนามจำนวนไม่น้อยขีดข่วนผ่านเสื้อผ้า มันพอทำให้ฉันเข้าใจได้ว่าตอนนี้ตัวเองหลุดเข้ามาในป่าแล้ว ถึงแบบนั้นฉันไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อไปนอกจากวิ่ง วิ่ง และวิ่งไปข้างหน้าราวกับคนเสียสติ!

                แล้วเรี่ยวแรงของฉันก็หมดลง พร้อมกับความรู้สึกว่าเจ้านกบ้าไม่ได้ตามมาแล้ว แต่ฉันก็ไม่รู้ได้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เพราะเลือดที่ไหลเข้าตามา มันทำให้ฉันมองไม่เห็นอะไรเลยสักนิด!

                ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องระงม ฉันนั่งลงกับพื้นและพยายามคลำทางรอบด้านก็พบว่ามีแต่ต้นไม้! ฉันรู้สึกได้ถึงเลือดสดๆ ที่ไหลรินออกมาจากใบหน้าและผิวหนังทั่วร่างเรื่อยๆ และก็คงไม่มีใครมาช่วยเหลือฉันที่กำลังหลงทางอยู่กลางป่าในตอนนี้แน่ๆ

                ฉันพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยเสียงที่แหบพร่า เนื่องจากกรีดร้องด้วยความทรมานมาตลอดทางจนคอแห้ง  แต่ไม่ว่าจะตะโกนไปสักกี่ครั้งก็ไม่มีใครตอบรับเสียงตะโกนของฉันเลยแม้แต่น้อย… นี่ช่างเป็นสถานการณ์นี่น่าสิ้นหวังจริงๆ

หรือว่าฉันจะต้องมาตายอย่างน่าอนาถตรงนี้ล่ะเนี่ย...

                น้ำอุ่นๆ ไหลรินออกมาจากสองตาของฉันโดยไม่รู้ตัว มันชะล้างเลือดสีแดงออกจากดวงตาจนเริ่มทำให้มองเห็นทัศนียภาพรอบตัวได้ แต่นั่นมันก็ทำให้รู้สึกสิ้นหวังมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะว่าเบื้องหน้าของนั้นมีแต่ต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงรายจนเกือบจะมองไม่เห็นท้องฟ้า

                ดูจากความสูงของดวงจันทร์เหนือป่าโปร่งในตอนนี้แล้ว คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะมีใครสักคนเข้ามาในป่าเพื่อตามหาฉัน และคืนนี้ฉันก็คงต้องตกเป็นอาหารของสัตว์ป่าที่หิวโซอย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นก็ยังดีที่อย่างน้อยก่อนจะตาย ร่างกายตัวเองก็ยังได้ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมโลกบ้าง

                ฉันปิดเปลือกตาลง ขณะที่เลือดอุ่นๆ ยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลของฉันต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ร่างกายที่อ่อนแรงหลังจากผ่านการวิ่งมาเป็นเวลานานเริ่มต้องการอะไรสักอย่างมาดื่มดับกระหาย แต่เท่าที่ดูแล้วฉันคงไม่มีอะไรมาให้ตามที่ร่างกายเรียกร้องแน่ๆ

                ช่วงเวลาที่ต้องมานอนรอความเป็นความตายแบบนี้ อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวฉันโดยไม่รู้ตัว ทั้งเรื่องคุณพ่อคุณแม่ที่รักและเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่ฉันจำความได้ ทั้งเรื่องเพื่อนๆ ทั้งหมดที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดในชีวิตมัธยมปลาย ทั้งเรื่องที่เคยทำกับเพื่อนๆ มาตลอด ราวกับว่าความทรงจำดีๆ เหล่านี้จะมาเป็นของขวัญให้ฉันจดจำติดตัวไปในโลกหน้า...

                แต่แล้วห้วงความทรงจำอันแสนสุขของฉันก็ต้องสิ้นสุดลง เมื่อเสียงของกลุ่มคนที่พูดคุยกันมากระทบโสตประสาทของฉัน ทำให้ฉันต้องลืมตามามองดูรอบตัว เผื่อว่าจะมีใครสักคนผ่านมาช่วยเหลือฉัน แต่ก็มองไม่เห็นใครสักคน มีเพียงดวงไฟประหลาดหลากสีสันแบบเดียวกับที่ลานกว้างเท่านั้น!

                “ขอสุมาด้วยเจ้า หมู่เฮาบ่อยากจะยะจะอี้ แต่เจ้านางหื้อหมู่เฮายะ หมู่เฮาขัดบ่ได้” เสียงใสที่ฉันคุ้นหูดังขึ้นมาอย่างเศร้าสร้อย เหมือนกับรู้สึกผิดเสียงเต็มประดา ก่อนที่เสียงเหยียบใบไม้กรอบแกรบจะแว่วมา แล้วฉันก็พบว่าร่างเพรียวงามของเอื้องคำค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ฉันทุกขณะ

                “อ... เอื้องคำใช่ไหม? จ... เจ้านางที่ว่าเป็นใคร? คิดจะทำอะไรกับพวกฉันกันแน่!?” ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงถาม แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ เด็กสาวผู้สวมเสื้อแขนกระบอกเพียงแค่ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า แล้วเอื้อมมือเข้ามาลูบใบหน้าของฉันเพียงเท่านั้น...

                ฉันไม่รู้ว่าเอื้องคำตั้งใจจะทำอะไร แล้วเจ้านางหรือเจ้าหญิงเป็นใครกันแน่อะไรนั่น แต่ฉันก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขัดขืนได้อีก... ความเงียบสงัดในป่ายามราตรีทำให้ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นช้าลงทุกขณะ ลมหายใจอันรวยรินเริ่มแผ่วเบาราวกับว่าเรี่ยวแรงที่ใช้หายใจใกล้จะหมดลง สติสัมปชัญญะก็เริ่มเลือนลางลงไป เหมือนกับใกล้จะดับวูบลงไป...  ประสาทสัมผัสทั้งหลายเริ่มพร่าเลือน... ฉันรู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังจะก้าวย่างมาเยือนทุกขณะ...

แล้วความรู้สึกทั้งหมดของฉันก็ดับวูบลงไป อย่างที่มันควรจะเป็นมานานแล้ว...



_____________________________________________

ภาพฟ้า กับเจ้าของมือที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังปิดปากเธอในตอนนี้ โดยคุณ Knock - Up ครับ


 


  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1042 Katana (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2561 / 15:47

    รูปปลากรอบมีความฟิน

    #1,042
    1
    • #1042-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 4)
      27 สิงหาคม 2561 / 21:37
      คู่นี้แอบมีความยูริ
      #1042-1
  2. #1006 อรชุน78 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 04:07
    รูปประกอบตอนท้ายมีความYuri😍
    #1,006
    0
  3. #996 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 08:05
    เอกกวนส้นกว่าที่จำได้ มิ้นท์น่าจะตบเกรียนสักป้าบ

    สงสัยนืดหน่อยว่าที่ฟ้าไม่อยากเหมือนเอื้องคำ แค่เพราะเอื้องคำพูดอะไรแปลกๆ หรือว่าเพราะมีเรื่องอย่างอื่นอีก (ไม่สปอยล์คนอื่นว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง) เพราะถ้ามีเหตุผลแค่เพราะเอื้องคำพูดอะไรแปลกๆเท่านั้นมันดูเบาไปหน่อยที่จะทำให้ฟ้าพูดออกมาแบบนั้น ฟ้าดูเกลียดเหมือนเอื้องคำทำอะไรให้ผิดใจแรงๆมากกว่า

    ตรงที่กำลังชุลมุน มีจุดหนึ่งที่ "ต่ายพูดด้วยเสียงออดอ้อน" น่าจะเป็น "อ้อนวอน" มากกว่าหรือเปล่า ไม่ค่อยอยากเชื่อว่าต่ายจะยังจีบกัซในสถานการณ์แบบนั้น แต่ถ้าออดอ้อนจริงๆนี่ถือว่าต่ายร้ายใช่เล่น

    #996
    1
    • #996-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 4)
      28 มกราคม 2560 / 08:43
      ต่ายออดอ้อนเพราะอย่างที่คิดจริงๆ แหละฮะ... ภาคสองยันเดเระแตกกระจายเกรียนแตกอย่างที่เห็น ฮา

      ฟ้ารู้สึกไม่ชอบความลึกลับของเอื้องคำครับ เจ๊แกขวัญอ่อนมาก เลยไม่อยากเหมือนคนที่ทำตัวเองขวัญอ่อนนัก

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มกราคม 2560 / 08:49
      แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 30 พฤษภาคม 2560 / 23:21
      #996-1
  4. #989 Imperatoris Risus (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 19:55
    อ้านจบ เหลือบลงมาเห็นแฟนอาร์ต + บรรยากาศมืด.... //เอามือทาบอก
    #989
    1
    • #989-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 4)
      26 มกราคม 2560 / 00:38
      ทาบอกนางเอกในรูปเหรอนั่น //ผิด
      #989-1
  5. #981 กระต่ายกลมปุ๊ก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 11:15
    ทำใจไว้แล้วว่าเป็นเรื่องผี แต่ไม่คิดว่าจะเจอตัวเอกเป็นผีแบบนี้ -O-
    #981
    0
  6. #950 2-CHAIR (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 08:00
    เอกมีอะไรซ่อนอยู่กันนะ-,-
    #950
    1
    • #950-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 4)
      1 สิงหาคม 2559 / 21:10
      เอกเป็นตัวละครที่มีอะไรซ่อนเยอะครับ ถึงแม้ครึ่งเรื่องหลังของภาคแรกจะดูเหมือนเปิดเผยก็เถอะ...
      #950-1
  7. #923 the beginnen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 11:47
    กรี๊ดดดดด...หลอนอะ กลายเป็นนิยายสยองขวัญไปแล้วรึนี่? อต่ไรท์แต่งเก่งคะ ขอชมเลย ให้อารมณ์เหมืิอนกำลังดูหนังเรื่องนึงเลย
    #923
    1
  8. #904 17yok112535 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 / 20:45
    สนุกอ่ะค่ะ ชอบบบตื่นเต้นเร้าใจสุดๆเลยอ่ะ ชอบอ่ะ. ไรค์เก่งมากๆสู้ๆนะคะ รออัพน้าาาาาาาาา
    #904
    0
  9. #889 Zeferus (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 19:05
    หลอนดีค่ะ แต่เราอ่านที่เอื้องคำพูดแล้วไม่เข้าใจอ่ะค่ะ ;w; ไม่เคยมีคนพูดภาษานี้ให้ฟังมาก่อนเลยแปลไม่ออกอ่ะค่ะ 
    #889
    0
  10. #816 TheSaiALone (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 00:06
    หลอนอ่าา -~-" แต่สนุกดีนะ หึๆๆ
    #816
    0
  11. #798 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2557 / 14:48
    อ่านเนื้อเพลงแล้วขนลุกชอบกล เวลาอ่านแล้วทำนองมันผุดขึ้นมาในหัวทั้งที่ไม่ได้มีเจตนาจะฮัมเพลงเลยนะครับ
    เห็นภาษาเหนือแล้วอยากไปแอ่วเหนือเจ้า ไหนจะแกงอ่อมอีก โอ๊ยน้ำลายสอ ! (นอกเรื่องแล้ว ๆ)
    ชอบการบรรยายโดยใช้บุรุษที่หนึ่งแบบนี้นะครับ ผมเคยเขียนโดยบรรยายแบบนี้แต่ไม่ได้แบบนี้ (ของผมอ่านแล้วจะสะดุดตลอด)
    แต่ของท่านอ่านไหลลื่นดีครับ ออกแนวหลอน ๆ ดี (อันนี้ความชอบส่วนตัว หึหึ)
    ภาษาเหนือบางคำต้องไปเปิดแปลภาษาถึงจะเข้าใจ (ไม่ใช่ความผิดของท่านนะครับ แต่ผมจะชินกับภาษาอีสานมากกว่า บางคำไม่คุ้นหูเท่าไหร่ ถึงกระนั้นท่านก็ใช้ภาษาถิ่นมารวมกันได้กลมกลืนครับ)
    อย่างไรก็ดี วันนี้แวะอ่านบทนี้ก่อนนะครับ ถ้าช่วงเย็นไม่ติดขัดอะไรจะมาอ่านต่อ (ซึ่งปกติก็ทำไม่เคยได้ ฮา)
    รอลุ้นบทต่อไป ๆ ครับ
    #798
    0
  12. #747 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มีนาคม 2557 / 19:53
    อ่านตอนช่วงเพลงทีไร...หลอนจิตทุกที
    ไม่รุ้ผมเป็นอะไรกับพวกเพลงมาก อ่านไปบางทีใส่ทำนองเองซะงั้น..

    เอ้า รอตอนต่อไป...
    #747
    0
  13. #614 amnesiac (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2555 / 09:54
    ฉันก็อยู่ในสภาพยับเยินจำอะไรไม่ได้ คำว่ายับเยินนี่มันตีได้หลายแง่นะคะ อ่านแล้วหวาดเสียวยังไงพิกล อยากให้มีบรรยายเพิ่มสักหน่อย เช่นอาจจะเป็นเสื้อผ้าขาดวิ่น หรือร่างกายฟกช้ำมีแผลถลอกอะไรงั้น



    ไ่ม่ใช่นักวิจารณ์ แต่อ่านประโยคนี้แล้วสะดุดขึ้นมาน่ะค่ะ
    #614
    0
  14. #597 MyU_immi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 เมษายน 2555 / 16:50
    จบตอนที่ 4
    นี่แหล่ะ  ตอนนี้บทบรรยายทั้งตอน (ยกเว้นช่วงท้ายนิดเดียว)  ทำให้ลากสายตาอ่านได้ทุกบรรทัดแม้ตอนจะยาวเหยียด 555
    ไรท์เตอร์จงใจสปอยล์เรื่องในอดีตผ่านฝันของน้ำ  ทำให้รู้ว่าน้ำเป็นตัวละครที่มีปมเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต  แต่ประเด็นคือ  ผมไม่เชื่อว่าไรท์เตอร์จะวางพล็อตง่ายขนาดนั้น  มันต้องมีอะไรซับซ้อนซ่อนอยู่ในปมที่เปิดเผยอย่างจงใจเอาไว้
    รอดูว่าจะหักหลังคนอ่านอย่างไร
    อ่านตอนต่อไป --->
    #597
    0
  15. #585 ฝนธารา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 13:36
    นุกดี สู้ๆ
    #585
    0
  16. #568 polin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2555 / 13:22
    อ่านได้ไม่สะดุดเลย แล้วเดี๋ยวทีนี้นางเอกก้จำเรื่องในคราวน้นได้เรื่อยๆรึเปล่านะ สุดยอดเลยค่ะ
    #568
    0
  17. #558 Pippin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 / 14:28
     เง้อ!! ตกลงแล้วมันเคยเกิดอะไรขึ้นกับฟ้ากันแน่เนี่ย อยากอ่านบทต่อไปมาก แต่ขอไปอ่านหนังสือสอบพรุ่งนี้ก่อน (เศร้า T^T'')
    #558
    0
  18. #512 J.Ron (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2554 / 20:28
     เอ๋ 

    หรือว่านางเอกถูกลบความทรงจำไป และตอนนี้เมื่อกลับมาป่าอีกครั้ง ความทรงจำทั้งหมดก็เริ่มกลับมา

    แล้วเด็กร่างผอมแห้งนั่นล่ะ ปานนี้เปนไงบ้าง
    #512
    0
  19. #482 WeddingFlower (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2554 / 12:21
     สนุกมากจ้ะ
    #482
    0
  20. #389 ML-Bunma (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2554 / 09:49

    ผมชอบอ่านในช่วงที่เป็นบรรยายนะ ไม่มีสะดุดเลย
    เหมือนอ่านนิยายเล่นหนาเล่มนึง บทสนทนาที่แทรก
    เข้ามาก็เหมาะกับสถานการณ์ดีครับ

    ปล. ผมอยากรู้ว่านั่นมันตัวอะไรนะ??

    #389
    0
  21. #282 ~Kim sama~ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 / 12:48

    โหววว...เคยหลงป่าตอนอายุสิบสาม แล้วนางเอกไม่รู้สึกหวาดหรือที่จะมาเที่ยวที่ป่าอีกรอบอ่ะ

    หรือว่าเหมือนๆกับการละเมอ พอตื่นก็จบไม่มีอะไร

    แล้วจักรคือใครล่ะหว่า เพราะงั้นต้องเปิดบทต่อปายยย...

    #282
    0
  22. #226 Unknonws (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2554 / 20:19

    เนื้อเรื่องชวนติดตามมากมายเน่อ
    *บทที่3บรรทัดที่ 7 อกไม้ หรือดอกไม้ครับ

    พี่ศรา ;]

    #226
    0
  23. #182 -netto- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 เมษายน 2554 / 03:26
    อ่า นายศรา เราว่าอายุสิบสองสิบสามก็มีน่าอกแล้วนะ เด็กสมัยนี้โตไว
    บางคนอาจจะเร็วกว่านั้น

    เรื่องเริ่มลึกลับซับซ้อนแล้วสิ
    #182
    0
  24. #146 fah (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2554 / 10:04
    แล้วจักรก้อคือ...

    #146
    0
  25. #99 พีโอว่า (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 19:15

    หลงรักกัซค่ะ การบรรยายงดงามมากค่ะ

    #99
    0
  26. #82 พ.จันทร์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 / 17:21

    น้ำว้าหรอครับ   ผมาเคยไปล่องมาเหมือนกัน แม้ว่าน้ำจะไม่แรงเท่าน้ำเข็ก แต่ผมจำได้ว่าธรรมชาติสวยมากครับ

    #82
    0