Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 3 : บทที่ ๑ : จุดเริ่มต้นกลางพงไพร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,970
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    9 ก.ย. 63

 บทที่ ๑ จุดเริ่มต้นกลางพงไพร

                เรือยางทั้งหกลำแล่นไปตามกระแสน้ำกลางป่าเขาที่เชี่ยวกราก แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อสต๊าฟและเหล่านักท่องเที่ยววัยรุ่นที่มาเล่นล่องแก่งสักเท่าไร เกือบทุกคนพยายามกันอย่างแข็งขันในการฝ่าฟันกระแสน้ำด้วยความสนุกสนาน

ขอย้ำอีกทีว่า “เกือบทุกคน”

                ว้าย! ใครก็ได้ เอาฉันลงไปที!” ฉันตะโกนขึ้นด้วยประโยคนี้เป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ตั้งแต่ตัวเองต้องมาอยู่บนเรือยางกลางลำน้ำแบบนี้

                ฉันก็ไม่ได้อยากจะมาเล่นล่องแก่งอะไรนี่เลยสักนิด ถ้าหากว่าเพื่อนไม่อุตส่าห์ทั้งขอร้อง ทั้งขู่ ทั้งบังคับ จนต้องมาเล่นด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ฉันคงไม่มาเล่นอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้หรอก!

                แต่ดูเหมือนว่าเสียงกรีดร้องของฉัน มันจะไปกระตุ้นความสนุกสนานของเพื่อนๆ เสียมากกว่า เพราะพวกเขาแต่ละคนไม่ได้ดูเห็นอกเห็นใจฉันเลยสักนิด

                แม่ย่านางเรือเราร้องอีกแล้วเว้ย ฮะฮะฮะฮ่า” เสียงเด็กหนุ่มร่างผอมที่พายเรือยางอยู่ด้านซ้ายมือกล่าวพลางระเบิดเสียงหัวเราะ เขามีชื่อว่าเอก เป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของฉันเองล่ะ

                ได้ยินยัยฟ้ากรี๊ดแบบนี้ ยิ่งสนุกใหญ่เลยวุ้ย” เสียงเด็กสาวผิวขาวนัยน์ตากลม ผมยาวปรกไหล่ร้องขึ้นมาด้วยความสนุกไม่แพ้กัน

                ชื่อของเธอคือมินท์ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉันที่รู้จักกันตั้งแต่มัธยมต้น  ถึงแม้ว่าเธอจะดูสวยใสราวกับดาราญี่ปุ่นหรือเกาหลี  แต่นิสัยของเธอคงไม่ผิดไปจากผู้ชายสักเท่าไร ตอนนี้เธอตะโกนอย่างบ้าคลั่งเมื่อเรือล่องไปตามกระแสน้ำ และดูเหมือนความสะใจของเธอจะทวีคูณทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฉันกรีดร้องเสียด้วย

                ไม่ต้องกลัวนะฟ้า พวกพี่ๆ สต๊าฟเราคุมเรือเก่งอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มรูปงามที่พายเรืออยู่ทางขวาของฉันพูดปลอบใจ

                ผิวขาวและหน้าตาคมคายของเขาทำเอาสาวหลายคนแทบใจละลายเมื่ออยู่ใกล้ แถมรูปร่างที่สมส่วนเพราะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ทำเอานักเรียนหญิงทั้งหลายในโรงเรียนพากันหลงใหล ถ้าจะบอกว่าหมอนี่เป็นผู้ชายที่ป๊อบที่สุดในโรงเรียนก็คงไม่ผิดเท่าไรนัก หมอนี่มีชื่อว่ากัซ เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนอีกคนหนึ่งของฉันเหมือนกัน

                ใช่ๆ กัซพูดถูก ไม่ต้องกลัวนะฟ้า พี่ๆ เขาเก่งจะตาย แถมพวกเราก็ใส่เสื้อชูชีพ รับรองปลอดภัยไร้กังวล” เด็กสาวร่างเล็ก ผู้มีผมสีดำยาวตัดหน้าม้าและหน้าตาอ่อนวัยกว่าทุกคนพูดเสริม ขณะที่ตัวเองก็นั่งพายเรืออยู่ด้านหน้ากัซอย่างไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อย เธอมีชื่อว่าต่าย เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของฉัน

                เอ้อ... ลืมบอกไปสนิท ฟ้าคือชื่อของฉันเอง ส่วนชื่อจริงคือขวัญนภา เป็นสาวน้อยวัยสิบเจ็ดที่จะเปลี่ยนเป็นสิบแปดในไม่กี่วันข้างหน้า รูปร่างหน้าตาอยู่ในเกณฑ์ดีพอตัว ถึงแม้จะไม่ได้อ่อนวัยดูน่ารักน่าถนอมแบบยัยต่าย ไม่ได้ขาวสวย ตาโต หน้าใสแบบยัยมินท์ แต่ฉันเองก็ภูมิอกภูมิใจกับใบหน้าที่งามอย่างไทย นัยน์ตาคม และผมยาวสลวยของฉันเหมือนกัน

                พาย! พาย! ข้างหน้าเป็นโค้งหักศอก ออกแรงกันหน่อย ระวังหลบหินไม่พ้นนะ!” เสียงพี่สต๊าฟนายท้ายเรือตะโกนขึ้นแข่งกับเสียงคลื่นน้ำ ทำเอาทุกคนบนเรือหันไปจดจ่อกับพายของตัวเองแล้วเร่งฝีพายอย่างสุดกำลัง เนื่องจากเรือยางลำที่ฉันนั่งเป็นเรือยางลำแรกในขบวนเรือ

                กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก บวกกับคลื่นที่ถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ทำเอาเรือยางลำที่ฉันนั่งอยู่โคลงเคลงไปมาเหมือนจะพลิกคว่ำได้ทุกเวลา จนฉันหวาดเสียวจนสะกดกลั้นความกลัวเอาไว้ไม่ได้

จะคว่ำแล้ว! ใครก็ได้ พาฉันลงไปที!

                แต่เมื่อฉันลืมตาขึ้นมาก็พบว่า เรือยางที่ฉันและเพื่อนอีกสี่คนนั่งอยู่ กำลังพุ่งตรงไปที่โขดหินใหญ่โขดหนึ่งเพราะแรงพายของพวกเราสู้กระแสน้ำไม่ได้ และที่สำคัญ ตอนนี้โขดหินนั้นอยู่ห่างจากเรือยางเราไปไม่ถึงเมตร! และอีกไม่ถึงวินาที เรือพวกฉันคงต้องชนมันและพลิกคว่ำแน่ๆ!

โครม!

                เสียงเรือยางกระแทกโขดหินจนพลิกคว่ำดังสนั่น ตามด้วยเสียงของสมาชิกบนเรือยางที่กระจัดกระจายตกจากเรือยางลงไปในกระแสน้ำ

            “ใครก็ได้ ช่วยด้วย! ฉันยังไม่อยากตาย!” ฉันกรีดร้องขึ้นด้วยความหวาดเสียว หลังจากตัวเองหงายหน้าลอยตัวพ้นผิวน้ำจากแรงพยุงของเสื้อชูชีพ ตามวิธีที่พี่สต๊าฟสอนเอาไว้ก่อนจะลงเรือ แต่ฉันก็ได้แค่หลับตาปี๋ และปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปตามกระแสน้ำ และภาวนาให้มันพัดพาฉันไปเกยฝั่ง

                ในที่สุดร่างของฉันถูกซัดจนเกยติดตลิ่ง และฉันรู้สึกได้ถึงเชือกที่หย่อนลงมากระทบกับมือ จากนั้นประสาทรับฟังของฉันก็แว่วยินเสียงร้องเรียกของเพื่อนๆ

                จับเชือกสิ ฟ้า!” เสียงของมินท์ดังขึ้น ฉันพยายามลืมตาขึ้นมาและคว้าเชือกที่หย่อนลงมา พอคว้าเชือกได้ พวกพี่สต๊าฟออกแรงดึงอย่างเต็มแรง จนกระทั่งฉันตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้สำเร็จ

                แม่ย่านางเรือเรากลายเป็นลูกหมาตกน้ำไปเลยแฮะ” เอกที่เปียกโชกไปทั้งตัวพูดไปก็หัวเราะอย่างสะใจ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไร เพราะเป็นห่วงพวกเพื่อนคนอื่นมากกว่าที่จะไปสนใจคำล้อเลียน

                คนอื่นปลอดภัยไหม?

                ไม่มีใครเป็นอะไรสักหน่อย ทุกคนเขาขึ้นมาก่อนเธอกันตั้งนานแล้วย่ะ” มินท์ที่เปียกปอนไม่แพ้เอกพูด และพอฉันมองซ้ายมองขวาก็พบว่าทุกคนนั้นปลอดภัยดี ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะเปียกเหมือนลูกหมาตกน้ำกันหมดก็ตาม

                สนุกไหมฟ้า?” เอกถามเหมือนคิดว่าฉันจะสนุกกับเรื่องหวาดเสียว ทั้งที่คำถามนี้น่าจะไปถามยัยมินท์มากกว่า

                สนุกอะไรเล่า! ไม่เล่นต่อแล้ว ฉันจะกลับรีสอร์ท! รู้แบบนี้ฉันไม่มาเที่ยวด้วยแต่แรกแบบตาจักรก็ดี!” ฉันอ้างถึงเพื่อนคนเดียวในห้องที่ไม่ยอมมาเที่ยว ก่อนจะถอดเสื้อชูชีพแล้วขว้างทิ้งไว้กับพื้น แต่ดูเหมือนว่าพวกเพื่อนจะไม่ยอมให้ฉันทำตามที่ฉันต้องการ แต่ละคนล้วนมองมาด้วยสายตาราวกับว่าฉันทำอะไรสักอย่างผิดเสียอย่างนั้น

                “อย่าไปเทียบกับหมอนั่นเลยน่า หมอนั่นบอกว่าต้องรีบกลับบ้านไปทำธุระ เลยมาเที่ยวกับพวกเราไม่ได้แต่แรก ไม่ได้เหมือนเธอที่มาได้แต่ทำโอดครวญสักหน่อย” เอกพูดไปก็ส่งยิ้มกวนประสาทมาให้

                เรื่องเจ้านั่นน่ะช่างมันเถอะฟ้า ถ้าเธอยังยืนกรานจะไม่เล่นต่อล่ะก็...” มินท์กล่าวพลางส่งสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารมาที่สาวน้อยขวัญอ่อนอย่างฉัน 

                ล... เล่นต่อก็ได้จ้า” ฉันตอบอย่างจำยอมก่อนจะก้มลงคว้าเสื้อชูชีพ แต่ดูเหมือนกับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะจงใจเขย่าประสาทคนขวัญอ่อนอย่างฉัน เสื้อชูชีพเจ้ากรรมดันลื่นหลุดมือของฉันเอาดื้อๆ แถมมันยังกลิ้งไปใกล้ลำน้ำที่กระแสน้ำกำลังเชี่ยวกรากอยู่เสียอีก!

                มือไม่มีแรงรึไง ฟ้า!” กัซพูดขึ้น ก่อนจะเดินมาข้างฉัน “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันช่วยเก็บมาให้เอง

                ไม่เป็นไรหรอก! เดี๋ยวฉันเก็บเองได้” ฉันเดินแซงเขาไปที่เสื้อชูชีพ เพราะคิดว่าถึงฉันจะเป็นคนที่ดูขวัญอ่อนที่สุดในหมู่เพื่อน แต่ฉันก็ไม่ได้อยากให้เพื่อนมาช่วยฉันทุกเรื่องหรอก

                มันใกล้น้ำนะ เดี๋ยวเธอตกลงไปจะทำยังไง? ไปอยู่ด้านหลังเถอะ ฉันเก็บให้เอง” กัซพูดก่อนที่จะดันฉันไปอยู่ด้านหลัง แล้วเดินแซงหน้าไป 

                แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงใจกลั่นกลั่นแกล้ง เท้าของฉันจึงสะดุดเข้ากับก้อนหินก้อนหนึ่งที่อยู่แถวนั้น ส่งผลให้ฉันล้มกลิ้งลงกับพื้นไปทางกัซที่กำลังเก็บเสื้อชูชีพ จนชนกับเขาที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว และแรงปะทะนั้นก็ส่งผลให้ฉันและเขากลิ้งตกลงไปในลำน้ำทันที!

                เราทั้งสองกระทบกับผิวน้ำดังเสียงสนั่น ก่อนที่จะไหลไปตามกระแสน้ำที่รุนแรงราวกับจะฉีกกระชากร่างของฉันเป็นชิ้นๆ ฉันพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำ แต่ดูเหมือนความพยายามจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไรนัก เพราะดูเหมือนกับว่าร่างกายที่ปราศจากชูชีพของฉันมันจะอยากลงไปอยู่ใต้น้ำมากกว่า!

                ฉันพยายามร้องเรียกขอความช่วยเหลือ แต่เสียงกลับไม่ออกมา เพราะน้ำทะลักเข้าไปในปอด ฉันพยายามลืมตามองรอบๆ แต่ว่าก็ไม่สำเร็จ เพราะน้ำเข้าตาจนแสบไปหมด! แล้วเรี่ยวแรงที่จะดิ้นรนต่อไปก็หมดลง และสติสัมปชัญญะของฉันก็ดับวูบลงไป...

.

                ความรู้สึกที่กลับคืนมาอย่างช้าๆ ทำให้ฉันรับรู้ได้ถึงสองมือของใครบางคนที่กดที่หน้าอก ฉันพยายามลืมตาแม้จะยากลำบาก และก็ได้รู้จากสภาพท้องฟ้าเหนือป่าโปร่ง ว่าตอนนี้เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว ส่วนตัวฉันเองนอนหงายหมดสภาพอยู่ใกล้ลำน้ำ โดยที่มีพวกเพื่อนที่อยู่ในเรือยางลำเดียวกันเมื่อครู่นี้ล้อมวงอยู่รอบๆ โดยที่สีหน้าของแต่ละคนไม่สู้จะดีเท่าไรนัก

                ฉันพยายามจะขยับตัวขึ้นนั่งแล้วอ้าปากถาม ทว่ากลับทำได้อย่างยากลำบาก เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีเท่าไร

                ระหว่างที่ยังเคลื่อนไหวดังใจคิดไม่ได้ ฉันก็เกิดความสงสัยขึ้นมา ว่าฉันตกน้ำมากับกัซแค่สองคน แล้วทำไมเพื่อนทุกคนถึงอยู่กันพร้อมหน้าหรือนี่เป็นความฝัน?  ฉันพยายามจะถามทุกคนให้รู้เรื่อง แต่กัซก็กล่าวขึ้นมาก่อนที่ฉันจะพูดอะไรเสียก่อน

                อย่าเพิ่งพูดอะไรนะฟ้า เธอยังอาการไม่ค่อยดีอยู่ เดี๋ยวพวกเราจะเล่าให้ฟังเองว่าเกิดอะไรขึ้น

                เรื่องมันมีอยู่ว่า....” เด็กสาวหน้าอ่อนวัยที่นั่งข้างกัซกล่าวขึ้น “เอ่อ... พวกเราทุกคนหลงป่าน่ะ ก็เพราะว่า เธอซุ่มซ่าม แล้วก็...

                พูดอะไรจับต้นชนปลายไม่ถูกแบบนี้จะรู้เรื่องไหม?  ฉันเล่าเอง! ฟังนะยัยฟ้า” มินท์ที่นั่งกับเอกอยู่ด้านหลังกัซเริ่มเล่าแทน เรื่องมีอยู่ว่า เธอดันซุ่มซ่ามสะดุดก้อนหินแล้วกลิ้งพานายกัซตกน้ำไปด้วยกัน ซึ่งพี่สต๊าฟบอกว่า ทางน้ำที่พวกเธอตกลงไป มันจะพัดพวกเธอไปอีกเส้นทางที่ไม่ได้ใช้ล่องแก่ง ซึ่งเป็นเส้นทางที่อันตรายมาก”

                ”ยัยต่ายได้ยินก็เกิดบ้าอะไรขึ้นมาไม่รู้ กระโดดตามลงไปบอกว่าจะลงไปช่วยพวกเธอ แต่ไม่ได้ดูตัวเองเลย ว่าว่ายน้ำไม่แข็ง พลอยจะจมลงไปอีกคน นายเอกกับฉันก็เลยส่งเชือกให้ยัยต่าย แต่ดันพลาดลื่นลงมาด้วยกัน จนถูกซัดติดตลิ่งที่ไหนสักที่แบบนี้แหละ

                ตอนนี้พวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว คือทุกคนถูกน้ำซัดมาเกยฝั่งที่ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราทุกคนควรจะใจเย็นๆ แล้วก็ช่วยกันหาทางออกนะ ไม่ใช่เอาแต่ทะเลาะกันแบบนี้! กัซเอ่ยขึ้นมา และคำพูดที่ดูมีเหตุมีผลของกัซทำให้พวกเราเงียบกริบขึ้นมาทันตาเห็น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ร่างกายของฉันเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ จนฉันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างที่ต้องการ และเรี่ยวแรงก็เริ่มกลับคืนมาแล้ว ฉันจึงใช้โอกาสที่ทุกคนกำลังเงียบกริบพูดขึ้นมา

                ล... แล้วพวกเราตอนนี้ควรจะ ท... ทำ อะไรต่อไปล่ะ?”

                นั่นล่ะปัญหา อยู่กลางป่ากลางเขาที่ไม่รู้ว่าที่ไหน แถมไม่มีอุปกรณ์อะไรสักอย่าง คิดแล้วน่าหนักใจแฮะ กัซพูดอย่างกังวลใจ

                ฉ... ฉันว่าเราน่าจะก่อไฟเป็นสัญญาณให้มีคนรู้นะ ว่าพวกเราอยู่ตรงนี้ ล... แล้วก็จะได้ป้องกันพวกสัตว์ป่าด้วย” เด็กสาวหน้าอ่อนพูดอย่างตะกุกตะกักเพราะขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะปกติแล้วเธอไม่ค่อยได้เปิดบทสนทนาสักเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะเอาแต่เสริมคำพูดคนอื่นเอาเสียเป็นส่วนมาก

                เป็นความคิดที่ดีนะ ว่าแต่พวกเราจะใช้อะไรจุดไฟล่ะ?” มินท์กล่าวขึ้นมา ทำเอาต่ายที่เหมือนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองอยู่แล้วดูเสียความเชื่อมั่นเข้าไปอีก

                ฉันเคยเห็นในโทรทัศน์นะ เขาเอากิ่งไม้แห้งมาเสียดสีกันแล้วมันจะจุดไฟได้น่ะ” เอกบอกกับทุกคน

                มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?” มินท์ถามขึ้นมาด้วยความสนใจ “ว่าแต่นายพอจะทำเป็นไหม?”

                ถึงทำไม่เป็นงานนี้ก็ต้องเป็นล่ะ ไม่งั้นมีหวังตายกลางป่าแน่

                เอกพูดจบประโยคก็เดินไปเอาเศษไม้ระเกะระกะอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อเอามาทำฟืน ก่อนที่จะแบกกิ่งไม้พวกนั้นตรงกลับมาหาพวกเรา แต่ยังไม่ทันได้ลงมือจุดไฟตามที่เขาตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรก  ร่างเพรียวงามร่างหนึ่งที่ดูไม่คุ้นตา ก็เคลื่อนที่มาทางพวกฉันสียก่อน

                นักท่องเที่ยวแม่นก่อยะอะหยังกันตรงนี้ล่ะนิ?” เสียงสำเนียงท้องถิ่นปนไทยกลาง อันเกิดจากความพยายามพูดไทยกลางของคนที่พูดแต่ภาษาท้องถิ่นจนเคยดังขึ้น

                เมื่อพวกเราหันไปหา ก็พบเจ้าของเสียงใสซื่อไร้เดียงสา กำลังมองพวกเราด้วยนัยน์ตาคมบนใบหน้ารูปไข่สีขาวนวล ผมดำยาวสาวสยายของเธอปลิวไปตามลมเบาๆ เสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินกับผ้าซิ่นตีนจก[1]สีเขียวอ่อนๆ ที่สวมใส่ให้กับร่างเพรียวบางของเด็กสาว ทำให้คาดเดาได้ว่าเธอคงเป็นสาวน้อยชาวบ้านแถบนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

                เธอเป็นชาวบ้านแถวนี้สินะ  พวกเรากำลังหลงป่าน่ะ ช่วยพาพวกเราไปที่หมู่บ้านของเธอหน่อยสิ” เด็กสาวหน้าขาวกล่าวขึ้นอย่างร้อนรน ท่าทางของเธอดูดีใจมาก ราวกับตกลงไปในหลุมเป็นเวลานาน แล้วมีคนยื่นเชือกให้เธอตะเกียกตะกายขึ้นมา

                 “ได้เจ้า” เด็กสาวชาวบ้านกล่าวขึ้น ก่อนที่จะกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากกลุ่มพวกฉันไปประมาณห้าเมตร แล้วหันกลับมาตะโกนบอกพวกฉันพร้อมกับรอยยิ้มร่าเริงแจ่มใส

                นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้วเน้อ ถ้าจะไปที่หมู่บ้านเปิ้น ก็รีบหน่อยเตอะเจ้า ขืนชักช้าอยู่มีหวังตะวันลับฟ้าไปก่อนพอดี” สำเนียงภาคกลางปนสำเนียงท้องถิ่นของเด็กสาวดังขึ้น โชคดีเหลือเกินที่พวกเราเคยเรียนวิชาภูมิปัญญาทางภาษามาก่อน ทำให้เราสามารถฟังที่เธอพูดได้โดยไม่ลำบากอะไรมากนัก

                เอาไงจะตามไปไหม?” มินท์กล่าวขึ้นมาเบาๆ ราวกับไม่ต้องการให้เด็กสาวแปลกหน้าที่อยู่ห่างออกไปได้ยิน

                ถ้าไม่ตามไปล่ะก็ คืนนี้พวกเราคงต้องนอนรอเสือคาบไปกินกันพอดีน่ะสิ” กัซตอบด้วยเสียงที่เบาไม่แพ้กัน

                ตามไปเถอะมินท์ ตอนนี้ร่างกายฉันดีขึ้นมาเยอะแล้ว และถ้าอยู่กันกลางป่าโดยที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรสักอย่างล่ะก็ คงไม่รอดถึงวันพรุ่งนี้แน่” ฉันพูดขึ้นมาบ้าง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนและบิดขี้เกียจเพื่อยืดเส้นยืดสาย

                ตอนนี้ร่างกายของฉันเกือบจะเป็นปกติทุกอย่างแล้ว เหลือแต่เพียงอาการแสบในช่องปากเล็กน้อยเวลาที่พยายามพูด และความรู้สึกปวดแก้วหูเพราะถูกแรงดันน้ำ ซึ่งฉันคิดว่าถ้าได้พักสักคืนหนึ่งก็คงจะรู้สึกดีขึ้นเอง

                ฉันเห็นด้วยกับฟ้านะ” ต่ายออกความเห็นบ้าง

                เอาเป็นว่า ทุกคนเห็นด้วยกับการตามน้องสาวคนนั้นไปสินะ” มินท์สรุป ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วจูงมือต่ายเดินตามเด็กสาวไปอย่างไม่รอช้า ส่วนฉันกับกัซก็เดินตามพวกเธอไปทีหลัง

                นี่ เอก! นายไม่ตามมาด้วยรึไง?” กัซร้องเรียกเพื่อนผู้กำลังสุมกองฟืนอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งอกตั้งใจก่อกองไฟมากเกินไปจนกระทั่งไม่รับรู้เลยว่าพวกเราจะตัดสินใจทำอะไรต่อ ทั้งที่ปกติก็ไม่ค่อยได้เห็นทำอะไร นอกจากหัวเราะอย่างกับคนโรคจิตแท้ๆ

                เมื่อจบเสียงเรียกของกัซแล้ว เด็กหนุ่มร่างผอมก็ทำหน้างงไปชั่วขณะ ก่อนที่จะลุกขึ้นจากกองฟืน แล้วพึมพำอะไรบางอย่างขณะที่เดินตามพวกเรามา จนกระทั่งตามฉันกับกัซมาจนทัน

                พวกเราเดินตามเด็กสาวแปลกหน้าคนนั้นไปเรื่อยๆ ขณะที่สายตาของพวกเราจับจ้องที่เด็กสาวบ้านป่าเป็นตาเดียวกัน ถึงแม้ว่าเสื้อแขนกระบอกและผ้าซิ่นที่เธอสวมอยู่นั้นจะเป็นชุดแบบสาวน้อยชาวบ้านธรรมดา แต่ว่ามันก็ไม่สามารถทำให้ความงามของเธอลดลงไปได้สักเท่าไรนัก เพราะไม่ว่าดูยังไง เธอก็เป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งเลยทีเดียว 

                เหมือนเธอก็รู้ว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของพวกเราอยู่ เธอจึงหันมาแวบหนึ่งพลางใช้นัยน์ตาไร้เดียงสาจ้องมาที่พวกฉันพร้อมกับโปรยยิ้มให้  ก่อนที่จะหันหน้ากลับไปและเดินต่อไปด้วยความเอียงอาย

                ในตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่าเธออายใคร แต่คำตอบก็ปรากฏแก่สายตาของฉัน เมื่อฉันพบว่าเป็นกัซนั่นเอง ที่ยิ้มตอบให้กับเธอไป

                นายนี่เสน่ห์แรงจังเลยนะ กับสาวบ้านป่าก็ไม่เว้นเลยรึไง?” ฉันเงยหน้าถามกัซผู้เดินอยู่ข้างๆ เพราะว่าเขาสูงกว่าฉันราวสิบเซนติเมตร

                ก็ยิ้มตามธรรมเนียมน่ะ ไม่ได้คิดอะไรจริงจังหรอก

                ยิ้มตามธรรมเนียมของนายมันโกยคะแนนนิยมจากสาวๆ ไม่น้อยเลยนะ รู้ตัวรึเปล่าเนี่ย?” ฉันประชด

                พูดแบบนี้ หึงกัซล่ะสิท่า” เอกที่เดินตามหลังเราสองคนพูดขึ้น แต่แล้วก็ต้องเงียบไปเมื่อฉันส่งสายตาไม่พอใจอย่างแรงไปให้ ก่อนจะเดินปึงปังหนีเขาไปทางมินท์

                เป็นอะไรเหรอฟ้า หน้าแดงมาเชียว” สาวห้าวประจำกลุ่มถามขึ้นมา เมื่อฉันเดินไปใกล้ๆ

                ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่กลางป่ายามเย็นนี่จะว่าไปก็ดูสวยดีเหมือนกันนะ” ฉันเปลี่ยนเรื่องพูดไปพูดชมธรรมชาติกับต่าย

                อืม... พระอาทิตย์กำลังจะตกสีแดงสวยดี” ต่ายพูดขึ้นมาพลางแหงนมองท้องฟ้าเหนือป่าโปร่งซึ่งต้นไม้ขึ้นไม่ทึบเท่าไรนัก ทำให้เห็นบรรยากาศของท้องฟ้าได้ มันแดงเหมือนหน้าเธอเลยล่ะ

                ด้วยความที่ไม่อยากให้ใครแซวแบบนี้อีก ฉันเลยเดินฉับๆ แซงหน้าพวกเธอไปจนกระทั่งขึ้นไปเดินคู่กับเด็กสาวแปลกหน้าแทนที่จะเดินกับทุกคน แล้วเอ่ยถามเธอขึ้นมาเพื่อหาเรื่องคุย

                เอ่อ... หมู่บ้านของเธอเป็นที่แบบไหนเหรอแล้วอีกนานไหม กว่าจะถึงหมู่บ้านของเธอน่ะ?”

                เด็กสาวหันมาทางฉันเพื่อที่จะตอบคำถาม แต่ไม่ทันที่เธอจะอ้าปากตอบ สายลมเย็นสบายก็พัดมาจากทิศทางที่พวกเรากำลังจะเดินไป ทำเอาเส้นผมดำยาวของฉันปลิวไปเล็กน้อย ลมเย็นกระทบผิวหน้าของฉันเบาๆ ราวกับจะเอ่ยทักทาย และความรู้สึกที่สายลมนั้นสัมผัสกับร่างกาย มันทำให้ฉันเกิดความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างที่ไม่สามารถบรรยายได้ถูกขึ้นมา แต่ก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

                เข้าเขตหมู่บ้านเปิ้นแล้วล่ะเจ้า” เด็กสาวกล่าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม หลังจากที่สายลมประหลาดนั้นพัดผ่านฉันไปแล้ว แต่รอยยิ้มของเธอก็ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูกไม่แพ้สายลมประหลาดเมื่อครู่นี้เลย...

                นี่เขตหมู่บ้านของเธอแล้วเหรอเนี่ย!? ไม่ยักจะเห็นบ้านคนสักหลัง แล้วเธอรู้ว่าเข้าเขตหมู่บ้านของเธอได้ไงล่ะเนี่ย?!” มินท์กล่าวขึ้นมาจากด้านหลังของฉันกับเด็กสาวนัยน์ตาคม แต่เด็กสาวก็ไม่ได้ให้คำตอบสาวห้าวประจำกลุ่ม เธอเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ให้และกล่าวด้วยเสียงใส

                 “เป็นความลับเจ้า ฮิฮิ

                ไม่อยากบอกก็ตามใจ เอาเป็นว่าใกล้จะถึงบ้านคนแล้วใช่ไหมเนี่ยฉันเริ่มจะหิวข้าวขึ้นมาแล้วสิ” มินท์บ่นไปก็ลูบท้องตัวเองเบาๆ

                ก็ใกล้แล้วล่ะเจ้า ดูตรงนั้นสิเจ้า” เด็กสาวในเสื้อแขนกระบอกหยุดก้าวเท้าและชี้มือไปเบื้องหน้า ทำให้พวกเราที่กำลังเดินอยู่ต้องชะลอฝีเท้าและจ้องมองไปยังทิศทางที่นิ้วอันเรียวงามของเธอชี้ไป

                ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคู่ของพวกเราทุกคนคือ บ้านเรือนหลายหลังตั้งรายล้อมลานกว้าง ที่กลางลานมีต้นไม้ต้นหนึ่งตั้งตระหง่าน ใบเขียวชอุ่มเป็นพุ่มอยู่เต็มกิ่งก้าน ลำต้นของมันเหยียดตรงและสูงประมาณตึกสี่ชั้นเห็นจะได้

                ถึงแม้ว่าความกว้างของลำต้นจะไม่มาก แต่สิ่งที่ทำให้ต้นไม้ต้นนี้ดูโดดเด่นก็คือ รัศมีประมาณสิบเมตรบริเวณรอบต้นนั้น ไม่มีต้นไม้อื่นหรือแม้กระทั่งเศษใบไม้เลยสักใบเดียว และที่โคนต้นของมันมีผ้าแพรสามสีพันอยู่รอบๆ ราวกับเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์!

                นั่นต้นอะไรเหรอแล้วทำไมต้องพันผ้าเอาไว้ด้วยน่ะ?” กัซที่อยู่ด้านหลังซึ่งเดินขึ้นมาคู่กับเด็กสาวตาคมถามขึ้น ก่อนที่จะหันไปสบตากับเธอ ทำเอาเด็กสาวต้องหลบสายตาเพราะอายม้วนต้วนจนไม่อาจสบสายตากับเขาได้นาน แต่ก็ไม่แปลกหรอก อาการแบบนี้ขนาดฉันยังเป็นเอาอยู่บ่อยๆ เมื่อคุยกับกัซเลย

                เอาไว้ถามคนอื่นดีกว่าเน้อเจ้า เปิ้นอธิบายบ่ค่อยเก่ง” เด็กสาวตอบโดยที่ไม่ได้หันไปสบตากับเด็กหนุ่มรูปงาม ฉันสังเกตเห็นใบหน้าของเธอที่ก้มหลบมาทางฉันนั้นแดงก่ำราวกับลูกมะเขือเทศ

                เดินไปที่บ้านหลังนั้นกันเน้อเจ้า” เด็กสาวที่ยังหลบตากัซกล่าวพลางชี้นิ้วเรียวงามไปที่บ้านไม้ใต้ถุนสูงที่ดูใหญ่โตและตกแต่งสวยงามกว่าบ้านหลังอื่นๆ หน้าจั่วบ้านประดับด้วยกาแล[2]ทรงอ่อนโค้งแกะสลักเป็นลายกนก ต่างจากบ้านหลังอื่นที่กาแลเป็นทรงตรงธรรมดา 

                นั่นเป็นบ้านของพ่อหลวงเจ้า ไปบอกพ่อหลวงว่าสูเขาหลงทางมาหมู่บ้านนี้เน้อเจ้า พ่อหลวงคงจะดูแลสูเขาอย่างดี แล้วหาทางพาสูเขาปิ๊กบ้านเองล่ะเจ้า

                หมายความว่า เธอจะส่งพวกเราแค่นี้เหรอทำไมล่ะ?” กัซเอ่ยถามขึ้นมา

                ต้องขอโทษด้วยเน้อเจ้า คือ... เปิ้นมีอะหยังจะต้องยะต่อเจ้า

                ถ้างั้นก็ไม่เป็นไรหรอก ใกล้แค่นี้เดี๋ยวพวกเราเดินไปกันเองได้” มินท์พูดขึ้นมา ก่อนที่จะเดินแซงหน้าพวกเราเพื่อจะไปที่บ้านหลังนั้น อย่างไม่รอช้า

                จะรีบไปไหนล่ะมินท์” กัซร้องทัก ทำเอาสาวห้าวผู้กำลังหิวโหยต้องหยุดฝีเท้าลง “รู้ว่าเธอหิว แต่พวกเราเดินไปพร้อมกันดีกว่ามั้ง

                งั้นก็เร็วหน่อยสิ ฉันหิวแล้วนะ” มินท์เร่ง พวกเรามองหน้ากันพักใหญ่ก่อนที่หันไปมองเด็กสาวปริศนา แล้วฉันก็เอ่ยถามเธอขึ้นมา

                แล้วเธอไม่กลับบ้านเหรอนี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว จะให้พวกเราไปส่งก่อนไหม?”

                ขอบคุณนักๆ เน้อเจ้า เเต่บ่ต้องก่อได้เจ้า” เด็กสาวในเสื้อแขนกระบอกเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ “หมู่บ้านนี้เปิ้นหลับตาเดินยังไหวเลยเจ้า บ่ต้องห่วงสูเขารีบไปกันเตอะเจ้า เดี๋ยวตะวันลับไปขึ้นมาแล้วสูเขายังบ่มีที่นอน จะพลอยลำบากเอาเน้อเจ้า

                ขอบคุณนะที่เป็นห่วงพวกผม” กัซพูดขึ้นก่อนที่จะยิ้มให้เด็กสาว “ว่าแต่คุณ เอ่อ... คุณ...

                เอื้องคำเจ้า” เด็กสาวตอบขึ้นมา “เรียกเปิ้นว่าเอื้องคำเฉยๆ เตอะเจ้า บ่ต้องมีคุณนำหน้าก่อได้ อีกนานกว่าเปิ้นจะสิบแปดอย่างพวกคุณ

                ครับ เอื้องคำ ว่าแต่เราจะได้เจอกันอีกไหมครับ ถ้าพวกเราไปพักบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว?”

                ถ้าเกิดว่าสูเขาอยากป๊ะกะเปิ้นล่ะก็ ตอนกลางคืนก็ออกมาเดินเล่นชมจันทร์ดูที่ลานกว้างใต้ต้นไม้นั่นสิเจ้า เปิ้นออกมาเดินเล่นที่นั่นประจำทุกคืนแหละ แต่อย่าพาชาวบ้านคนอื่นมาด้วยเน้อ

                งั้นคืนนี้เจอกันนะครับ พวกผมไปกันก่อนล่ะครับ” กัซกล่าวขึ้นก่อนที่จะยิ้มอย่างเป็นมิตรและเดินตามมินท์ไป โดยที่มีเอกที่แทบไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำเดินตามไปติดๆ

                เราคงได้เจอกันอีกนะ เอื้องคำ” ต่ายยิ้มให้เธอ เธอเองก็ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน พอต่ายพูดกับเธอเสร็จก็หันมาจูงมือฉันเดินไปทางพวกมินท์ทันที

                เดี๋ยวสิต่าย ขอฉันพูดอะไรบ้าง” ฉันพูดก่อนที่จะเกร็งแขนเพื่อไม่ให้ต่ายดึงตัวฉันไปได้ ก่อนที่จะหันไปหาเด็กสาว

                เรามาเป็นเพื่อนกันนะเอื้องคำ ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันชื่อ...” ฉันพูดยังไม่ทันจบ เธอก็ส่งยิ้มที่ทำเอาฉันรู้สึกประหลาดมาให้ ก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำบางอย่างขึ้นมา... ถ้อยคำที่ทำเอาฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว...

                ยินดีที่ได้รู้จักเน้อ คุณขวัญนภา

                เร็วหน่อยฟ้า ช้ามากเดี๋ยวก็ไม่รอหรอก” เสียงมินท์ตะโกนเร่ง ทำให้ต่ายดึงฉันที่กำลังยืนตะลึงอยู่จนไม่มีแรงขัดขืนให้เดินไปกับเธอได้สำเร็จ จนกระทั่งเดินไปจนถึงมินท์ที่รออยู่

                เอ้า! ไปกันเลย” มินท์ที่ไม่ได้สังเกตอะไรกล่าวขึ้นก่อนที่จะเดินนำลิ่วไป ส่วนกัซที่สังเกตเห็นว่าฉันมีอะไรผิดปกติไปก็หันมาถามฉันเบาๆ

                เป็นอะไรหรือเปล่าฟ้า?”

                ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ช่างมันเถอะ” ฉันพูดพลางเดินตามมินท์ไป เพราะไม่อยากให้พวกเพื่อนต้องคิดมาก แต่ในหัวสมองของฉันอัดแน่นไปด้วยความสงสัยจนเจียนจะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ คำพูดของเด็กสาวชื่อเอื้องคำยังคงก้องวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวฉันราวกับใครมากดปุ่มเล่นซ้ำ

            “เรียกเปิ้นว่าเอื้องคำเฉยๆ เตอะเจ้า บ่ต้องมีคุณนำหน้าดอก อีกนานกว่าเปิ้นจะสิบแปดอย่างพวกคุณ

            ยินดีที่ได้รู้จักเน้อ คุณขวัญนภา

                ฉันไม่เคยพูดเลยสักคำว่าพวกเราอายุสิบแปด และที่สำคัญ พวกเราทุกคนยังไม่มีใครเรียกกันด้วยชื่อจริงเลยสักคน แล้วเธอรู้อายุพวกเรา แล้วก็ชื่อจริงของฉันได้อย่างไรกันแน่!?

                สายลมเย็นสบายพัดมาจากทางบ้านของนายบ้าน ทำเอาความรู้สึกประหลาดกลับมาวนเวียนในตัวฉันอีกครั้งหนึ่ง และความรู้สึกนั้นก็ได้ไปกระตุ้นสัญชาตญาณ ให้ฉันเหลียวหลังกลับไปมองทิศที่เด็กสาวเคยยืนอยู่ตรงนั้น

แต่เด็กสาวชื่อเอื้องคำ ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว!

                ฉันอยากจะบอกกับเพื่อนเรื่องเอื้องคำอยู่เหมือนกัน แต่มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะมาทำให้ทุกคนขวัญเสียเอาตอนนี้ เพราะฉะนั้นฉันคงต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้เขย่าขวัญตัวเองอยู่คนเดียวเสียแล้ว นี่ก็คงเป็นสิ่งเดียวที่คนอย่างฉันจะสามารถทำให้เพื่อนๆ ได้

                ฉันเดินไปเองได้ ไม่ต้องมาฉุดกระชากลากถูฉันหรอกน่า!” ฉันร้องบอกสาวห้าวประจำกลุ่มพลางสะบัดแขนตัวเองออกมาจากมือของเธอ

                งั้นก็รีบเดินตามมาหน่อยสิ เหม่ออีกคราวนี้ไม่เรียกแล้วนะ!” มินท์กล่าวขึ้นก่อนที่จะรีบเดินฉับๆนำหน้าทุกคนไปอีกครั้ง ปล่อยให้ฉันเดินรั้งท้ายกลุ่มเหมือนเมื่อครู่ แต่คราวนี้นายเอกคงเห็นว่าฉันมีอะไรผิดปกติ เขาจึงชะลอฝีเท้าลงจนฉันเดินทันเขา ก่อนที่จะถามฉันด้วยเสียงอันแผ่วเบาราวกับจะกระซิบ

                เริ่มรู้สึกตัวแล้วสินะ ฟ้า?”

                นายพูดอะไรน่ะ!? ฉันไม่เห็นเข้าใจเลย?” ฉันถามกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบาเช่นเดียวกัน

                แต่ดูเหมือนว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กชายร่างผอมที่สูงพอกับฉันคนนี้ ความพยายามที่จะกลบเกลื่อนจะไม่สำเร็จ ทั้งที่ปกติแล้วหมอนี่จะอยู่ใกล้กัซ และพึ่งพากัซเป็นประจำแท้ๆ แต่ว่าทำไมฉันถึงรู้สึกว่าตอนนี้หมอนี้มีแรงกดดันขนาดนี้กันนะ!?

                เธอจะไม่ยอมรับก็ตามใจนะ แต่เดี๋ยวเธอก็รู้เองล่ะ” เขาพูดจบก็เร่งฝีเท้าจนเดินนำหน้าฉันไปทันที

                นายหมายความว่าไงน่ะ?!” ฉันถามขึ้นมาด้วยเสียงปกติ แต่มันก็ดังพอที่จะทำให้เพื่อนคนอื่นๆหันมามองฉันกับเอกเป็นตาเดียวกันแล้วล่ะ!

                สองคนนั้นมีอะไรกันน่ะ!” กัซเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฉันกับเอกมีอะไรไม่ชอบมาพากล

                ไม่มีอะไรหรอกน่า ฉันก็แค่แซวยัยฟ้าเล่นเท่านั้นแหละ” เอกพูดขึ้นก่อนที่จะเดินไปทางกัซ

                จริงรึเปล่า ฟ้า?” กัซถามฉัน

                ใช่ นายคุมเพื่อนนายดีๆ หน่อยสิ! ปากดีได้ทุกสถานการณ์เลยนะ!” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่เอกพูดเมื่อครู่นี้ ให้เหมือนกับว่าเขาเดินมาแซวฉันเล่นตามปกติ

                 “เอก นายหัดรู้จักสถานการณ์บ้างสิ รู้ว่าชอบแซวยัยฟ้า แต่ให้มันมีขอบเขตบ้างสิ!” มินท์หันกลับมาตะคอกเอก

                ครับ ท่านผู้บัญชาการ” เอกยิ้มกลบเกลื่อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นเดียวกับฉัน ก่อนที่พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่บ้านหลังนั้นต่อไป โดยที่ไม่มีใครพูดอะไรอีกสักคำเดียว

                สายลมเย็นยังคงพัดมาเรื่อยๆ และดูเหมือนกับว่ามันจะยิ่งกระตุ้นความรู้สึกแปลกประหลาดของฉันทุกขณะ... ทุกครั้งที่ฉันเดินเข้าไปใกล้บ้านหลังนั้น ฉันก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยกับสายลมแบบนี้ กับความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกว่ามันคืออะไรกันแน่... เหมือนกับว่าฉันกำลังได้กลับมายังสถานที่ซึ่งไม่ได้กลับไปเป็นเวลานานแสนนาน ทั้งที่ฉันเองก็ไม่เคยมีความทรงจำว่าเคยเห็นหรือเคยอยู่ในหมู่บ้านลักษณะนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ!

หมู่บ้านนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลสำหรับฉันแล้วสิ


[1] ผ้าซิ่นตีนจก หมายถึงผ้าซิ่นที่ทอลวดลายของตีนซิ่น (ส่วนชายด้านล่างสุดของผ้า) ด้วยวิธีการใช้ขนเม่นเกี่ยวผ้าฝ้ายให้เป็นลวดลายที่สวยงามตามต้องการ ก่อนที่จะนำมาเย็บเข้ากับตัวผ้าซิ่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ประณีตและยากมากพอสมควร

 

[2] กาแล คือส่วนประดับที่แกะสลักอยู่บนหลังคาเรือนของบ้านแถบภาคเหนือ มักมีลักษณะเป็นไม้สองอันไขว้กันอยู่เหนือหน้าจั่ว 

_________________________________________

นี่เป็นรูปของเอื้องคำนี่กำลังเชิญชวนให้พวกฟ้าเข้าไปในหมู่บ้าน วาดโดยคุณ Sama - Clover ลงสีโดยคุณ DIB ครับ



 

 


  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1054 435216 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2563 / 18:55
    เอาแล้วๆ
    #1,054
    0
  2. #1049 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 19:02

    เพื่อนแบบนี้แม้ดูแล้วจะเปนคนดีแต่ไม่น่าคบมีเกิดเรื่องแง่ลบมากมายก้อเพราะเพื่อนแบบนี้ล่ะ

    #1,049
    0
  3. #1014 Gow27 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 22:50
    เฮ้ยๆๆๆๆ จะบอกว่างานดี...และต้องใช้ว่า "งานเนียน" เลย 555



    คือตอนแรกอ่ะ มันยังเฉยๆ นะตอนที่กลุ่มเพื่อนอยู่ด้วยกัน การบรรยายดูรู้ว่าตั้งใจทำ ไม่มีคำที่สะกดผิด เกลามาอย่างดี แต่มันยังดูแห้งแล้งนิดๆ แล้วก็การบรรยายกับบทพูดยังรู้สึกว่ามันยังไม่รู้สึกถึงอารมณ์ของตัวละคร คงเพราะคำบรรยายหลังคำพูดไม่ได้บอกการกระทำ สีหน้า หรืออารมณ์ของตัวละครมากนัก เพราะฉากที่ทุกคนตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองหลงป่าและกำลังเถียงกันก็ยังไม่รู้สึกให้ฟิลว่ากำลังทะเลาะกัน ตรงนี้เลยคิดว่ามันยังทำให้งานไม่ perfect



    แต่พอเอื้องคำ โผล่มาเท่านั้นแหละ ทำไมมันดูสวยงาม มีเสน่ห์ขึ้นมาแบบบอกไม่ถูก อธิบายจนอยากเห็นรูปจริงๆ ของเอื้องคำว่าเป็นยังไง คือความน่ารักที่บรรยายมากับอากัปกริยาและสำเนียงที่นางพูดนี่ มันดึงความสวยหล่อของตัวละครอื่นทั้งกลุ่มออกมาหมด 555 เออ แปลกแต่จริง ทำเอารู้สึกว่า อยากจะฟินกับเอื้องคำขึ้นมาซะอย่างนั้น !!!



    และคงเพราะว่า เนื้อหามันดูเหมือนผุ้เขียนมีความรู้ท้องถิ่นมาเป็นอย่างดี เลยทำให้เนื้อเรื่องดูแน่นขึ้น กลมกลืนขึ้น คำบรรยายและบทสนทนาก็พลอยดีขึ้นด้วยนะตรงนี้ เหมือนกับเริ่มเข้าฝัก... ส่วนฉากนั้นบรรยายให้เห็นภาพ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าเอื้องคำจะเป็นอะไร .. นางฟ้า รุกขเทวดา คนธรรมดา แล้วก็มาแอบคิดว่าหรือจะเป็นสตรีเมืองลับแล 5555



    จนมาเจอฉากต้นไม้ใหญ่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าต้นออะไรนะ แต่คิดว่าคงเป็นเทพประจำหมู่บ้านหรือต้นไม้นี่แหละ

    แต่แหม่ เทพก็ยังเขินกัซเลยทีเดียว 555

    อ่านดูแล้ว กัซนี่แอบหยอดอยู่หลายดอกนะ บอกว่าจะมาเดินเล่นกลางคืนด้วยไรแบบนี้



    เอาแค่นี้ก่อน เพราะตอนยาวไว้มาอ่านต่อ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 พฤษภาคม 2560 / 22:53
    #1,014
    1
    • #1014-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 3)
      30 พฤษภาคม 2560 / 23:09
      เอื้องคำเป็นตัวละครที่คนเขียนชอบเป็นอันดับต้นๆ ของเรื่องเลยล่ะครับ
      #1014-1
  4. #1005 อรชุน78 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 11:44
    มาแนวระลึกชาติสินะครับ//สงสารฟ้าที่อ่อนแอจัง สู้ๆน้า👍🏻
    #1,005
    1
    • #1005-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 3)
      14 มีนาคม 2560 / 19:29
      ไม่เชิงระลึกชาติหรอกมั้ง อ่านกันต่อไปฮะ
      #1005-1
  5. #995 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 07:57
    กลับมาอ่านใหม่อีกรอบหลังจากที่ไม่ได้อ่านนาน เลยคิดว่าอ่านตั้งแต่ต้นเรื่องใหม่เลยดีกว่า ลืมไปหลายอย่าฃ โดยเฉพาะว่าฟ้าชอบกัซ.... แถมตอนชนนี่การ์ตูนญี่ปุ่น/ละครไทยดีแท้ ล้มไปจูบกันในน้ำเลยดีไหม



    รู้สึกขัดนิดนึงตรงเรือที่จะชนกับโขดหิน ห่างไม่เกินเมตร แต่ใช้เวลาสามวินาที เท่ากับความเร็วแค่ราวๆ 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช้ากว่าเดิน ลดเวลาหรือเพิ่มระยะห่างสักหน่อยน่าจะดี

    #995
    2
    • #995-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 3)
      28 มกราคม 2560 / 08:41
      โอเคฮะ เดี๋ยวแก้ตรงนี้ครับ รอเลิกงานกลับบ้านก่อน

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มกราคม 2560 / 08:45
      #995-1
    • #995-2 รักต์ศรา(จากตอนที่ 3)
      28 มกราคม 2560 / 22:31
      แก้เป็นวินาทีเดียวแล้วครับ จากสามวินาที
      #995-2
  6. #988 Imperatoris Risus (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 19:01
    อ่านจบ ... ผมนี่เปิดเพลง X Files เลยครับ... อาจมีพลังงานบางอย่าง ก็เป็นได้....
    #988
    0
  7. #980 กระต่ายกลมปุ๊ก (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 07:33
    อื้อหือ แลดูหลอน
    #980
    1
    • #980-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 3)
      7 พฤศจิกายน 2559 / 11:28
      ตอนต่อไปหลอนกว่านี้ฮะ
      #980-1
  8. #949 2-CHAIR (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 07:47
    อือหืออ หลอนขึ้นมาทันที ไม่รุ้ทำไม -[]-!
    #949
    0
  9. #885 stargazing (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2558 / 21:49
    ตอนแรกที่อ่านคำโปรยนึกว่าจะออกแนวฝรั่งๆ แต่มาถึงตอนนี้ไทยนี่หว่า ชอบบบบบ ชอบภาษาเหนือ (ถึงแม้ว่าจะแปลบางคำไม่ออก) แต่ก็อ่านไหลลื่นดีค่ะ ตัวละครก็น่ารัก
    #885
    1
  10. #857 ซูน่า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มีนาคม 2558 / 19:45
    เรื่องนี้มีพระเอกมั้ย?
    #857
    1
  11. #839 ปาทองโก๋ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มกราคม 2558 / 10:55
    นิยายเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงโฆษณา
    เอื้อนด๋าวกะได้
    55555+
    #839
    0
  12. #815 TheSaiALone (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 / 23:53
    ขะ..ขนลุกซู่เลยอ่า เหมือนมีลมเย็นพัดมาใส่ทั้งๆที่ไม่ได้เปิดน่าต่างเลยนะ -~- "
    #815
    0
  13. #795 วิฬารสีหมอก (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กันยายน 2557 / 14:52
    สงสารฟ้ามาก เพื่อนๆน่าจะแกล้งให้หนักกว่านี้นะครับ (ฮา)
    ชอบคาแร็คเตอร์ของเอื้องคำนะครับ มันน่าดึงดูดอย่างไรบอกไม่ถูก
    อาจจะเพราะเป็นลักษณะตัวละครที่ผมชอบด้วยกระมังครับท่าน
    ชอบๆ
    #795
    0
  14. #774 luisme (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2557 / 12:55
    เอื้องคำน่ารักจังค่ะ ตอนนี้ฟ้าโดนแกล้งใหญ่เลย น่าสงสาร 55
    #774
    0
  15. #768 Sirisobhakya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 08:58
    กลับมาอ่านตอนมีรูปแล้ว รู้สึกว่าเอื้องคำน่ารัก ฮา.....

    อ่านรอบก่อนหน้านี้มีความรู้สึกว่าเอื้องคำน่าจะเด็กกว่านี้ สัก 12-13 ปี แต่ดูแบบนี้น่าจะสัก 14-15



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 มิถุนายน 2557 / 09:01
    #768
    0
  16. วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 13:33
    แก้ไขเนื้อหาในบทดังกล่าว ให้สอดคล้องกับเนื้อหาบทต่อไปที่กำลังจะอัพ คือ

    - เปลี่ยนคำพูดเรื่องอายุฟ้าของเอื้องคำ ให้เอื้องคำไม่เคยบอกมาก่อนว่าตัวเองอายุเท่าไร แค่บอกว่าอีกนานกว่าจะสิบแปดเท่าพวกฟ้า
    - เพิ่มคำพูดชวนให้ฟ้าสงสัยเอกว่ารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคววามสัมพันธ์ของฟ้ากับหมู่บ้านนี้
    #765
    0
  17. #751 Mystic Irie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 เมษายน 2557 / 09:50
    แหม กำลังจะถามเลยครับว่ารู้อายุของพวกฟ้าได้ยังไง ที่แท้ก็เป็นปริศนาของเอื้องคำนี่เอง
    #751
    0
  18. #704 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 15:47
    คำผิด หนังตาขอฉังน = หนังตาของฉัน เอื้องคำเป็นผีเหรอเนื่ย แต่ว่าเอกรู้ได้ไง
    #704
    0
  19. #654 ดนุวัฒน์ เมาลีทอง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กันยายน 2555 / 23:40
    สนุกมากเลยครับ นึกภาพตามเลย ละเอียดดี
    #654
    0
  20. #648 janesukeekung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กันยายน 2555 / 11:41
    เป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปเรื่อยๆค่ะ ภาษาก็สวยอ่านแล้วสบายตาดี ไรเตอร์เก่งมากเลยนะคะ จะตามอ่านตอนต่อไปเรื่อยๆค่ะ
    #648
    0
  21. #636 เจ้าหญิงกล้วยไม้ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2555 / 07:28
    ชอบๆ มากๆ
    #636
    0
  22. #626 าสย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 / 12:22
    สนุกมากค่ะ น่าค้นหาดี่
    #626
    0
  23. #601 แคราย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2555 / 21:14
    ภาษาเหนือมันฟังแล้วดูผล่อนคลายไงม่ายรุ มันเหมือนเสียงมันเจื้อยแจ้วดีอ่ะเ้วย ^^

    แต่มันเริ่มง่วงแล้วอ้ะ __ ตามันปรือๆ

    ปล. แล้วมันเกี่ยวะไรเนี๊ยยยยยยยยยย
    #601
    0
  24. #582 ฝนธารา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 13:24
    เกิดอะไรขึ้นอะ
    #582
    0
  25. #580 MyU_immi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มีนาคม 2555 / 11:37
    จบตอนที่ 3
    อ่านช่วงแรกนึกไปถึงเรื่องสี่แพร่งเลย  คาดเดาไปว่าฟ้าต้องตายไปแล้วแล้วไม่รู้ตัวซะอีก 555
    ซึบซับบรรยากาศและเนื้อเรื่องไปกับการบรรยายอย่างละเมียดละไมของไรท์เตอร์  นอกจากภาษาเหนือที่ใช้วรรณยุกต์เป๊ะแล้ว  ยังเขียนบรรยายสภาพแวดล้อมได้เห็นภาพตามในทุกฉาก
    ติดนิดหนึ่งตรงที่โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบอ่านบทบรรยายมากกว่าบทพูด  เรื่องนี้มีบทพูดค่อนข้างเยอะจึงทำให้ผมอ่านข้ามไปบ้าง  ต้องขออภัยไว้ด้วย
    อ่านตอนต่อไป --->
    #580
    0
  26. #425 Iz.Adiemus (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 20:04

    เขียนได้ดีมากเลยค่ะ น่าติดตามมาก (เผ่นฟิ้วกดไปอ่านบทต่อไปอย่างรวดเร็ว)

    #425
    0
  27. #422 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กันยายน 2554 / 13:25

    แหม...ไม่เห็นต้องแก้ตัวเลยว่าไม่ได้ชอบ ^^
    แต่เอกกับฟ้านี่ยังไงๆอยู่นา.... หรือว่าสองคนนี้จะ...

    #422
    0
  28. #405 Vivian^O^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กันยายน 2554 / 17:52

    ไรเตอร์เป็นคนเหนือแม่นก่อ

    เขียนเนื้อเรื่องได้น่าติดตามมาก ๆ

    เป็นกำลังใจให้เน้อ

    #405
    0
  29. #386 ML-Bunma (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กันยายน 2554 / 09:48
    ผมชอบภาษาเหนือนะ...อ่านได้ทั้งบันเทิง
    ได้ทั้งความรู้ต้องขอขอบคุณผู้แต่งมาก ๆ ครับ
    #386
    0
  30. #331 kingdoy22 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 / 22:04
    ช่วยตอบนะครับ  แก่บ้าน คนเหนือก็ใช้กันครับ  ใช้ทั้งบ้อหลวงกับแก่บ้านคับ  แต่ส่วนมากคนดอยจะใช้แก่บ้านนะครับ 
    ปล..พึ่งเข้ามาอ่านครับ  ภาษาเขียนดีมากครับ
    #331
    0
  31. #276 ~Kim sama~ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 / 01:07
    เหมือนหมู่บ้านจะแปลกๆ...ไม่น่าไว้ใจเลยน่อ แต่ยังดีกว่าอยู่ในป่า

    บรรยายได้เห็นภาพดี แต่ตอนนี้ไม่ค่อยตื่นเต้นเลยอ่ะ (รึข้าพเจ้าตายด้านไปแล้ว เพราะมันเริ่มดึก)

    ค้างไว้เดี๋ยวมาอ่านต่อเจ้า...สู้ๆ
    #276
    0
  32. #225 Unknonws (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2554 / 20:16

    ถึงจะแปลไม่ค่อยออก แต่เรื่องสนุกมากครับชวนติดตาม

    #225
    0
  33. #181 -netto- (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2554 / 02:54
    อืม แอบงง ภาษาเห็น อู้เจ้า นึกว่าเหนือ
    พอเจอแก่บ้าน กลางนี้นา
    ผู้ใหญ่บ้านภาษาเหนือรู้สึกจะ ป้อหลวง
    ถ้าบ้านของผู้ผู้ใหญ่ก็ บ้านป้อหลวง
    ลองๆดูนะท่าน ตอนนี้ ตี 2.54
    ข้าน้อยมึนๆ เริ่มสติไม่ดี
    #181
    0
  34. #167 ^ตาข่ายยยย^ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 เมษายน 2554 / 08:24
    อ่านแล้วมีความรู้สึกตื่นเต้นมากๆ คนเขียนเก่งมากเลยค่ะ
    #167
    0
  35. #145 fah (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 เมษายน 2554 / 09:56
    น่าติดตามมมม><

    [แอบกลัวเล็กๆในจายยย]
    #145
    0
  36. #137 XIII-Killer (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 09:41
    หึหึหึ
    #137
    0
  37. #130 popoZzi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มีนาคม 2554 / 17:30
    อ่านต่อค่ะ
    #130
    0
  38. #98 พีโอว่า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 19:07
    ขอเเสดงความคิดเห็นอีกนิดหนึ่งน่ะค่ะ

    ตรงเด็กสาวชาวป่าน่ะค่ะ ตกลงเป็นคนภาคไหนค่ะ เหมือนจะเป็นคนเหนือ เเต่มีประโยคหนึ่ง เธอบอกว่า ขอบคุณหลายเจ้า เเต่บ่ต้องดอก  มันออกอีสานมากกว่า (หรือเป็นคนอีสาน)
    เพราะเราเป็นคนเชียงใหม่ ไม่มีคำว่า หลาย หรือ ดอก ค่ะ ถ้าเป็นคนเหนือเราใช้
    ขอบคุณนักๆเน้อเจ้า เเต่บ่เป็นหยังก่อได้เจ้า   เเต่ถ้าเป็นความตั้งใจของไรเตอร์เราก็ขอโทษด้วยน่ะ
    #98
    0
  39. #97 พีโอว่า (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 18:56

    อืมตรงที่มินท์ถามเด็กสาวชาวป่านั่นอ่ะค่ะ ตกคำว่า ก็ หรือเปล่าค่ะ
    ไม่อยากบอกตามใจ มันเเปลกๆน่ะค่ะ น่าจะเป็น ไม่อยากบอกก็ตามใจ หรือเปล่าค่ะ^^
    คหสต น่ะค่ะ

    #97
    0
  40. #41 anidjang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มกราคม 2554 / 08:29
    มาอ่านเป็นตอนที่สองครับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับป่าดงพงไพร
    แนวเดียวกับที่ผมเขียนเลย ยังไงก็ต้องขอแลกเปลี่ยนความรู้
    เรื่องป่ากับคุณศราบ้างแล้วครับ
    #41
    0
  41. #34 Kamen Rider Den-O (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มกราคม 2554 / 21:18
    มาดูภาษาสวยๆอะ เทพจัีงเลยครับท่านเป้นนักเขียนสมัครเล่นแน่เหรอ?
    #34
    0