Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 14 : บทที่ ๑๒ : ความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,915
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    31 ต.ค. 63

บทที่ ๑๒ : ความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน

                ไม่ใช่สิ... สติสัมปชัญญะของฉันไม่ได้ดับวูบ แต่เป็นประสาทสัมผัสต่างหากที่ดับไป เพราะฉันยังคงรู้สึกว่าสติยังคงอยู่กับตัว เพียงแต่ว่ามองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงอะไร และยังไม่รู้สึกถึงร่างกายของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ในจิตใจของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความสับสน และความรู้สึกอะไรต่อมิอะไรที่อัดแน่นกันอยู่ภายในหัวใจ

                ตอนนี้ฉันกังวลและสับสนไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง และเกิดอะไรขึ้นในงานเลี้ยงกันแน่แล้วยังจะมีเรื่องราวมากมายในดินแดนนี้ที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่อีก และความรู้สึกพวกนี้มันก็ตีกันอยู่ในหัวจนฉันสงสัยว่าว่าตอนนี้ฉันเป็นบ้าไปแล้วหรือยัง

                แต่แล้วจู่ ๆ ประสาทสัมผัสทั้งหมดของฉันก็กลับมาอย่างกะทันหัน มันทำให้รู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ความรู้สึกดีนั้นก็ค่อย ๆ หายไปเมื่อฉันพบว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่กลางงานเลี้ยงที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นสถานที่อื่น

เบื้องหน้าของฉันเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่ไกลจนสุดลูกหูลูกตา แสงแดดอ่อน ๆ ทอลงมากระทบผิวกายของฉันอย่างอบอุ่น ฉันเหลียวมองรอบกายแล้วก็พบว่าในสถานที่นี้มีเพียงตัวฉันคนเดียวเท่านั้น มันทำให้ฉันรู้สึกสับสนเหลือเกินว่าตัวเองมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วที่นี่คือที่ไหนกันแน่ แต่ความคิดของฉันก็ต้องหยุดลงเมื่อจู่ ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงเบา ๆ ของผู้หญิงที่ฟังดูคุ้นหูแว่วมาแต่ไกล ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความขี้เล่น

                “ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ”

                “นั่นเสียงใครน่ะ?” ฉันหันซ้ายหันขวาหาเจ้าของเสียง แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากต้นหญ้าและดอกไม้หลากสี แล้วเจ้าของเสียงเสียงนั้นอยู่ที่ไหนกันล่ะนี่ฉันสับสนไปหมดแล้วนะ!

                “เงยหน้ามองด้านบนสิ” เสียงนั้นกล่าวขึ้นมาพลางหัวเราะเบา ๆ และเมื่อตั้งใจฟังดี ๆ ฉันก็ต้องตกใจ เมื่อฉันรู้สึกว่ามันเป็นเสียงแบบเดียวกับที่ออกมาจากปากของฉันว่าแต่เป็นไปได้ยังไงกันล่ะ?

                และฉันก็พบคำตอบของคำถามนั้น เมื่อสายตาของฉันพบกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันในเสื้อผ้าอาภรณ์ที่อลังการจนคล้ายกับเจ้าหญิงในวรรณคดีไทยกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า หรือต้องเรียกว่ากำลังบินอยู่มากกว่า เพราะฉันเห็นอะไรที่มันดูเหมือนปีกสีขาวที่หลังของเธอกำลังขยับไปมา

                “เธอเป็นใครกันน่ะ?” ฉันถาม เมื่อเห็นคู่สนทนาที่หน้าตาคล้ายกับตัวเอง ไม่สิ... เหมือนกับตัวเองเลยต่างหาก!

                “นั่นสิ... ฉันเป็นใครกันนะจะตอบว่ายังไงดีล่ะเป็นคนที่พักผ่อนอยู่ที่นี่ชั่วคราวล่ะมั้ง” เสียงที่เหมือนกับฉันทุกประการดังขึ้น ขณะที่เจ้าของเสียงก็ทำท่าครุ่นคิด พลางลอยต่ำลงมาจนยืนที่พื้น ก่อนที่จะจ้องหน้าฉันแล้วกล่าวขึ้น “จะว่าไปแล้ว เราเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกสินะ

                “ก็คงงั้นล่ะมั้งว่าแต่ตกลงเธอเป็นใครกันน่ะ” ฉันถามกลับพลางมองเธออย่างเพ่งพินิจ ทำไมผู้หญิงคนนี่ถึงได้ดูเหมือนฉันมากขนาดนี้ล่ะ?

                “ฉันชื่อว่าขวัญนภา หิมาลายาวงศ์ ยินดีที่รู้จักนะ” ผู้หญิงคนนั้นกล่าวพลางมองฉันแล้วยิ้มให้ด้วยท่าทีเป็นมิตร

                “บังเอิญจังเลยนะ ฉันก็ชื่อขวัญนภาเหมือนกัน แต่ฉันนามสกุลไม่เหมือนเธอน่ะ” ฉันพูดพลางยิ้มกลบเกลื่อน

                “เรื่องบังเอิญไม่มีหรอกนะ ฉันเชื่อว่าอย่างนั้นน่ะ” ผู้หญิงที่ชื่อเหมือนฉันกล่าวก่อนจะลูบเล้นผมตนเองเบา ๆ

                “ว่าแต่ที่นี่ที่ไหนกันน่ะ แล้วเธอกับฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเหรอ?” ฉันถามไปด้วยความสงสัย แต่เธอกลับไม่ได้ตอบอะไรนอกจากใช้นิ้วชี้เคาะที่ศีรษะตัวเองเบา ๆ

                “ที่นี่ที่ไหนเหรอตรงนี้ล่ะมั้ง” เธอกล่าวพลางยิ้มให้ ก่อนจะใช้นิ้วเดิมเลื่อนมาชี้ที่หน้าอกของตนเอง ก่อนจะกล่าวต่อ “หรือว่าตรงนี้ก็ไม่รู้สิ

                “ตอบให้มันรู้เรื่องกว่านี้ไม่ได้เหรอ?” ฉันถามเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพยายามสื่อสาร แต่เธอก็ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากมองมาที่ฉันพลางหัวเราะเหมือนกำลังฟังเรื่องตลก

                “นี่จนถึงขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกเหรอ?” เธอกล่าวพลางเอียงคอมองฉันแล้วยิ้มให้ “เมื่อสามปีก่อน เธอปฏิเสธผู้ชายที่บอกรักเธอในวันปัจฉิมนิเทศมัธยมต้น และปีก่อนเธอเคยบอกกับผู้ชายที่เธอชอบว่าเธอชอบเพศเดียวกันกลางห้องชมรม โดยที่ตัวเธอเองจำอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม?”

                “เธอรู้ยังไงกัน?! หรือเธอใช้วิชาอ่านความคิดได้แบบคุณนีแล้วมาอ่านความคิดฉันแบบนี้มันเสียมารยาทนะ!

                “คุณนีคุณอรัญญาณีที่เป็นพระสหายกับเจ้าชายเผ่าครุฑน่ะเหรอ?” เธอทวนคำพลางลูบคาง “ฉันใช้วิชาแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ

                “แล้วทำไมเธอถึงได้...

                “ก็เรื่องพวกนั้น มันเป็นฝีมือฉันเองนี่นา” เธอกล่าวพลางมองมาที่ฉันด้วยดวงตาคู่คมที่ทำให้ฉันต้องเสียวสันหลัง

                “ฉันก็คือ ตัวเธออีกคนหนึ่ง ที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจของเธอยังไงล่ะ” หญิงสาวที่เหมือนฉันทุกกระเบียดนิ้วกล่าวพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย

                “ต... ตัวฉันอีกคนหนึ่ง?” ฉันทวนคำด้วยความสงสัยถึงขั้นสูงสุด “หมายความว่า ฉันเป็นคนสองบุคลิกงั้นเหรอแล้วทำไมฉันถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยล่ะแล้วทำไมตัวฉันอีกคนหนึ่งถึงได้มีปีกแล้วก็ใส่ชุดแบบนี้ล่ะแล้วเธอเริ่มมาอยู่ในจิตใจฉันตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

                “ถามยาวจริง ๆ นะ เธอเนี่ย” ผู้หญิงที่บอกว่าเป็นตัวฉันอีกคนหนึ่งกล่าวพลางส่ายหัว “เมื่อกี้นี้ถามผิดนะ เธอต้องถามว่าตัวเธอเองเข้ามาอยู่ในจิตใจของฉันตั้งแต่เมื่อไรต่างหากล่ะ ขวัญนภา อภิรัตนสกุล

                “ว่าไงนะ!” ฉันโพล่งออกมาด้วยความตกตะลึงกับคำพูดเมื่อครู่ของหญิงสาวผู้มีปีก มันหมายความว่าฉันนี่นะ ที่เข้าไปอยู่ในจิตใจของเธอ?

                “ไม่ต้องทวนคำถามแล้วมั้ง ฉันว่าพูดชัดพอแล้วนะ” เธอกล่าวพลางเท้าเอวแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อมองฉัน “เธอต่างหาก ที่เริ่มมาอยู่ในจิตใจของฉันตั้งแต่เมื่อหกปีก่อน แล้วก็ใช้ร่างกายแทนฉันมาเกือบตลอด

                “หมายความว่า...

                “หมายความว่าเธอเป็นอีกบุคลิกที่ฉันสร้างขึ้นมา เพื่อจะใช้ชีวิตในช่วงที่ฉันพักผ่อนอยู่ในจิตใจของตัวเองยังไงล่ะ?” เสียงที่เหมือนกับฉันทุกประการชิงกล่าวขึ้นมาก่อนฉันจะพูดอะไรจบ

                จากที่ฟังดูแล้ว ประโยคเมื่อครู่เธอต้องการจะบอกว่าฉันมันก็เป็นแค่ของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์บางอย่างของตัวจริงงั้นเหรอ?  ทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตฉัน ครอบครัว มิตรภาพ ความรัก ความทรงจำดี ๆ ทั้งหมดที่ผ่านมา มันเป็นแค่สิ่งที่ทำเพื่อให้เจ้าของจิตใจที่แท้จริงได้พักผ่อนงั้นเหรอ?! มันไม่ตลกเลยนะ

                “คงจะยอมรับความจริงไม่ได้สินะ น่าตกใจดีไหมล่ะชีวิตที่คิดว่าเป็นของตัวเองมาตลอด กลับไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลยสักอย่าง” หญิงสาวกล่าวพลางมองมาที่ฉันที่ตอนนี้สับสนจนทำอะไรไม่ถูก จนได้แต่นั่งลงแล้วเอามือสองข้างกุมหัว ความรู้สึกต่าง ๆ ที่อธิบายไม่ถูกอัดแน่นอยู่เต็มไปหมดจนจวนจะระเบิดออกมารอมร่อ

                “ตอนนี้ฉันเองก็พักผ่อนมานานมากพอแล้ว คงหมดหน้าที่ของบุคลิกที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเธอแล้วล่ะนะ ก็ขอขอบใจเธอแล้วกัน ที่ดูแลร่างกายของฉันมานานจนถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางครั้งที่เธอไม่ได้เรื่องจนฉันต้องออกไปควบคุมร่างกายเองก็ตามทีเถอะ

                “ขอบคุณมากนะ ที่พาร่างกายของฉันมาถึงที่ที่ฉันต้องการได้ แต่ตอนนี้เธอไม่จำเป็นสำหรับฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันจะพาเธอไปสู่ความสงบสุข พักผ่อนตลอดไปจนกว่าฉันจะต้องการใช้เธออีก เธอจะได้ไม่ต้องมาแบกภาระอะไรอีกแล้ว ส่วนฉันก็จะได้ทำสิ่งที่ฉันต้องการต่อได้

                “ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น“ ปากของฉันตอบโต้ไปโดยที่ฉันยังไม่ทันได้คิด ซึ่งคำตอบนั้นก็ทำเอาผู้หญิงที่หน้าเหมือนฉันต้องสะดุ้ง

                “ว่าไงนะ?” หญิงสาวผู้มีปีกกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ เหมือนกับไม่เคยคิดมาก่อนว่าฉันจะตอบแบบนี้

                “ฉันบอกว่าไม่!” ฉันกล่าวพลางลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้าเธอ คำพูดเธอเมื่อครู่นี้มันคงไปกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างของฉัน เลยทำให้จู่ ๆ ก็กลับมามีแรงแบบนี้ ทั้งที่เมื่อไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้ยังนั่งสิ้นหวังอยู่แท้ ๆ

                “ถึงเธอจะบอกว่าร่างกายนี้ จิตใจนี้ ทุกอย่างเป็นของเธอมาก่อนก็จริง แต่ว่าฉันเองก็เป็นเจ้าของมันเหมือนกันและฉันก็จะไม่ยอมให้เธอได้ใช้มันในตอนนี้อย่างเด็ดขาดเพราะเท่าที่เธอพูดมา เธอคงไม่รู้สินะว่าช่วงหกปีที่ผ่านมานั้นเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของของเรา เธอคงไม่รู้หรอกว่าสายสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเพื่อน ๆ มันเหนียวแน่นขนาดไหน และเธอก็คงไม่คิดที่จะพาพวกเขากลับไปด้วย”

“ดังนั้นตราบใดที่ฉันยังพาเพื่อนทุกคนกลับไปยังโลกนั้นไม่ได้ ฉันก็ไม่ยอมยกร่างกายให้เธอเป็นอันขาดถ้าอยากจะได้ร่างคืนนักล่ะก็ ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ!

                “ฉันไม่สนความสัมพันธ์พวกนั้นหรอกนะ เธอเองก็เป็นแค่ของที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้แผนการของฉันบรรลุเป้าหมายก็เท่านั้นเอง และถ้าเธอไม่ยอมไปอยู่เฉย ๆ อย่างสงบ ฉันคงต้องลบเธอทิ้งไปล่ะนะ” ผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนฉันกล่าวพลางค่อย ๆ ลอยเข้ามาใกล้

                “ถ้าทำได้ก็เอาสิ!” ฉันกล่าวพลางเดินถอยหลังหนีจากเธอ ก่อนจะมองหาช่องทางเตรียมหนีเพื่อ แต่ยังไม่ทันทำอะไรก็ต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อพบว่าจู่ ๆ ก็มีเลือดไหลออกมาเต็มร่างของตัวเอง และมีบาดแผลน้อยใหญ่มากมายปรากฏขึ้น ราวกับมีใครเอามีดมากรีดทั่วร่างของฉัน

                “ถ้าเธอใช้ร่างกายของฉันต่อไปล่ะก็ เธออาจจะอยู่ในสภาพแบบนี้อีกกี่รอบต่อกี่รอบก็ไม่รู้ แล้วเธอยังจะกลับไปอีกเหรอยกมันคืนมาให้ฉันเถอะน่า

                “ถึงแม้ว่าจะต้องเละกว่านี้ตามทีเถอะ แต่ยังไงฉันก็จะต้องพาเพื่อน ๆ ของฉันกลับไปให้ได้ฉันไม่ยอมให้เธอได้ใช้ร่างกายหรอก!

                “แล้วอย่างเธอจะมีปัญญาไปช่วยใครได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ไม่เหมือนที่โลกที่เธอเคยเห็นเลยด้วยซ้ำ เธอเองไม่มีพลังเวทมนตร์ ไม่มีอาวุธ ต่อสู้ก็ไม่เป็นด้วยซ้ำ แล้วเธอจะเอาอะไรไปช่วยคนอื่นเขา น่าหัวเราะจริง ๆ

                “จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ไงล่ะ” ฉันกล่าวพลางมองหน้าเธอด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม “ถึงฉันจะไม่มีอะไรสักอย่าง แต่ถ้าฉันตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว ฉันไม่มีทางเลิกแน่ ๆ เธอสร้างฉันขึ้นมาไม่ใช่เรอะน่าจะรู้นิสัยของฉันมากกว่าใครนี่นา!

                “เยี่ยมยอดมากจริง ๆ สมแล้วที่เป็นเธอ” เจ้าของเสียงที่เหมือนฉันทุกประการกล่าวพลางปรบมือแล้วยิ้มให้กับฉัน ก่อนที่บาดแผลต่าง ๆ ตามเนื้อตัวฉันจะค่อย ๆ หายไป หลังจากนั้นเธอก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม “ความจริงแล้วฉันล้อเล่นน่ะ

                “ล้อเล่น?”

                “ความจริงแล้วเธอต่างหากล่ะที่เป็นเจ้าของร่างและเจ้าของจิตใจจริง ๆ ส่วนฉันต่างหากที่ถูกเธอสร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์ความทรงจำของเธอ” หญิงสาวมีปีกกล่าวพลางยิ้มแห้ง ๆ

                “เดี๋ยวก่อนนะตกลงหมายความว่าไงน่ะฉันนะสร้างเธอขึ้นมา?! แล้วทำไมฉันถึงจำไม่ได้ว่าทำเรื่องแบบนั้นเลยล่ะถ้าบอกว่าเธอสร้างฉันขึ้นมายังดูน่าเชื่อถือกว่าอีกนะ เพราะดูเธอรู้อะไรมากกว่าฉันตั้งเยอะ” ฉันพูดตอบกลับไปด้วยความงุนงง

                “ความจริงแล้วเมื่อหกปีก่อน เธอกับคนคนนั้นตัดสินใจจะเก็บความทรงจำและความสามารถของตัวเองทั้งหมดเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดในใจ ที่เธอจะไม่มีทางนึกถึงได้เป็นอันขาด เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตของเธอเอง แต่ถึงเธอจะเก็บมันไว้ลึกขนาดไหนก็เถอะ ถ้ามีอะไรบางอย่างมากระตุ้นมาก ๆ ความทรงจำพวกนั้นทั้งหมดก็พร้อมที่จะกลับไปหาเธออยู่ดี” หญิงสาวที่หน้าตาเหมือนฉันกล่าวพลางหยุดพูดแล้วมองมาเพื่อดูท่าทีของฉัน แต่เมื่อเธอเห็นฉันกำลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอก็กล่าวต่อไปทันที

                “เธอกับคนคนนั้นจึงสร้างฉันขึ้นมาในจิตใจของเธอ โดยมีหน้าที่เก็บความทรงจำทั้งหมดก่อนหน้านั้นของเธอเอาไว้ ไม่ให้กลับไปหาเธอได้เป็นอันขาด เรื่องต่าง ๆ ก่อนหน้านั้นจะเป็นเพียงแค่ความฝัน และถึงแม้ว่าถูกกระตุ้นจากสิ่งที่เคยพบในความทรงจำเหล่านั้น แต่เธอก็จะรู้สึกเพียงแค่คุ้นเคย แม้กระทั่งวิชาอ่านความจำของเผ่าคนธรรพ์หรือของพวกภูตพรายจากตะวันตก ก็ไม่สามารถอ่านความทรงจำที่ฉันเก็บเอาไว้ได้เด็ดขาด และอีกหน้าที่ก็คือ ออกไปใช้ร่างกายแทนเธอในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เธอแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้จริง ๆ

                “เดี๋ยวก่อนนะ แล้วฉันจะทำแบบนั้นทำไม แล้วทำไมเธอถึงได้รู้จักเรื่องของคนในดินแดนนี้ด้วยล่ะ?” ฉันถามหลังจากสงสัยมานาน เพราะเห็นเธอพูดเหมือนรู้จักกับคุณอรัญญาณีด้วย ถึงเธอเก็บความทรงจำก่อนจะอายุสิบสองสิบสามของฉันเอาไว้ก็จริง แต่ฉันเพิ่งเจอกับคุณนีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองนะ

                “เรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะเดี๋ยวเธอได้ความทรงจำกลับไปเมื่อไร เธอก็รู้เองล่ะ” ผู้เฝ้าความทรงจำของฉันกล่าวพลางยิ้มหวาน “จากที่เล่ามา เธอคงเข้าใจอะไรขึ้นมาเยอะเลยสินะ

                “ตอนนี้เริ่มปะติดปะต่ออะไรได้แล้วล่ะ” ฉันตอบเธอพลางยิ้มกลับไป “ว่าแต่ในเมื่อเธอเก็บความทรงจำของฉันมาตั้งนาน แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงได้ให้ฉันมาหาเธอล่ะแล้วทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย?”

                “นั่นก็เพราะตอนนั้น เธอเป็นคนกำหนดเอาไว้ว่าให้ความทรงจำทั้งหมดของเธอกลับไปหาเธอเมื่อเธออายุครบสิบแปด และก่อนที่เธอจะได้ความทรงจำกลับไป ก็ต้องได้รับการทดสอบจากฉัน ว่าจิตใจของเธอเข้มแข็งพอที่จะรับเรื่องราวทั้งหมดกลับไปไว้ในความทรงจำของเธอเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เธอก็ผ่านเรียบร้อยแล้วล่ะ

                “แบบนี้ก็แปลว่าฉันจะได้ความทรงจำทั้งหมดที่ลืมไปกลับคืนมาสินะ” ฉันกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันดีใจมากขนาดนี้ เพราะฉันจะได้รู้เรื่องทุกเรื่องในวัยเด็กของตัวเองจริง ๆ เสียที เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะฟังคุณพ่อคุณแม่เล่ามาสักกี่รอบ ฉันก็ได้แต่พยักหน้าทำเป็นว่าเข้าใจเท่านั้นเอง

                “ใช่แล้ว เธอพร้อมหรือยังล่ะถ้าพร้อมแล้วก็จับมือฉันเอาไว้ แล้วสักพักตัวฉัน และความทรงจำทั้งหมดของเธอในตัวฉันก็จะกลับไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเธอเองล่ะ หลังจากนั้นเธอก็จะกลับไปที่ร่างกายของเธอในทันทีเลย” หญิงสาวที่หน้าตาเหมือนฉันกล่าวพลางยืนมือมาใกล้

                “เดี๋ยวก่อนเถอะ ขอเวลาสักสองสามนาทีก่อนได้ไหมขอทำใจสักพักหนึ่งก่อนนะ” ฉันกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ ซึ่งผู้ที่เก็บความทรงจำของฉันก็ยิ้มและพยักหน้าให้ ก่อนจะหันหลังแล้วบินสูงขึ้นไปบนฟ้า และก็ทำให้ฉันเห็นว่าด้านหลังของเข็มขัดที่เธอสวมนั้น มีบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับหางของนกอยู่ด้วย

                ตอนนี้ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ความทรงจำทั้งหมดที่ไม่เคยจำได้มาก่อน ในความทรงจำพวกนั้นมันมีอะไรเก็บซ่อนอยู่กันนะ แล้วทำไมฉันต้องเก็บความทรงจำพวกนั้นให้พ้นจากตัวเองด้วยล่ะในความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ของฉันมันมีอะไรที่ถ้าจำได้แล้วมันจะไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตงั้นเหรอแล้วทำไมฉันต้องมารู้เอาตอนอายุสิบแปดด้วยล่ะแล้วคนที่ช่วยฉันเก็บความทรงจำพวกนั้นเป็นใครกันนะ?

                “นี่ ตัวฉันอีกคนหนึ่งถามอะไรหน่อยสิ” ฉันตะโกนเรียกหญิงสาวที่ลอยอยู่บนฟ้า ซึ่งเธอก็ค่อย ๆ ลอยต่ำลงมาจนอยู่เบื้องหน้าของฉัน

                “มีอะไรอีกเหรอหรือว่าเกิดลังเลใจไม่อยากให้ฉันกับความทรงจำกลับไปรวมกับเธอถ้าทำแบบนั้น เธอจะกลายเป็นคนสองบุคลิกไปจริง ๆ และไม่มีวันได้ความทรงจำทั้งหมดกลับไปตลอดกาลนะ

                “ไม่ใช่เรื่องนั้น ฉันก็แค่สงสัยอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับเธอน่ะ” ฉันพูดพลางเดินไปรอบผู้เก็บความทรงจำเพื่อมองสำรวจร่างของเธอ ก่อนจะกล่าวถาม “เธอรูปร่างหน้าตาเหมือนฉันทุกอย่างแท้ ๆ แต่ว่าทำไมชุดของเธอมันดูดีจังล่ะ แถมยังมีปีกมีหางอีกต่างหาก

                “นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่นา ก็ฉันถูกสร้างมาโดยมีเธอเป็นต้นแบบ ก็ต้องมีลักษณะเหมือนร่างกายที่แท้จริงของเธอเป็นธรรมดา ไม่น่ามาสงสัยเลยนะ

                “เรื่องหน้าตาฉันไม่ได้สงสัยอะไรหรอก ฉันข้องใจเรื่องชุดกับปีกของเธอมากกว่าน่ะ” ฉันกล่าวพลางลองจับที่ขนปีกสีขาวบริสุทธิ์ของเธอที่ให้ความรู้สึกนุ่มอย่างบอกไม่ถูก มันต่างจากขนของนกทั่วไปที่ฉันเคยจับ รวมไปถึงขนนกหัสดีของอรัญญาณี และขนครุฑของคทาวุธในร่างนกด้วย

                “นี่เป็นชุดที่ร่างกายของเธอจะใส่ในทันที เมื่อฉันกับความทรงจำกลับไปรวมกับเธอเรียบร้อยแล้วน่ะ” เธอกล่าวพลางขยับปีกจนหลุดจากมือฉัน แล้วกล่าวขึ้นมาต่อ “ไม่ใช่แค่ชุดนี้หรอกนะ แต่ร่างกายทั้งหมดของเธอ ก็จะฟื้นสภาพขึ้นมาจนเหมือนกับฉันในตอนนี้ทุกอย่าง เพราะเวทมนตร์ที่พวกเธอใช้กันเมื่อหกปีก่อนกำหนดมาว่าอย่างนั้นน่ะ

                “นั่นรวมไปถึงปีกและหางนั่นด้วยหรือเปล่าน่ะ?” ฉันถามพลางมองปีกและหางของเธออย่างสงสัย “ฉันเป็นมนุษย์นะ จะไปมีปีกแบบเธอได้ยังไงกัน?”

                “ปีกกับหางนี่จะยังไม่ปรากฏขึ้นมาทันทีหรอกนะ ต้องใช้เวลาสักพักในการทำให้มันออกมา แต่ว่าเธอแน่ใจแล้วเหรอว่าเธอเป็นมนุษย์น่ะ” หญิงสาวมองที่ฉันแล้วยิ้มเล็กน้อยด้วยความขบขัน แต่มันทำเอาฉันขำไม่ออกเลยสักนิดเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ และมันทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบจนขนลุกซู่ เมื่อนึกถึงเสียงปริศนาที่น่าจะเป็นของเอื้องคำ ที่กล่าวกับฉันในตอนที่เจอดวงไฟประหลาดหลากสีในหมู่บ้าน

            “ย่านอะหยัง คุณเองก็บ่ได้ต่างจากหมู่เฮาเลยเน้อ

                คำพูดนั้นมันเป็นปริศนาสำหรับมากเลยทีเดียวว่าฉันไม่ต่างจากเธอตรงไหน แต่ว่าในตอนนี้ฉันเองก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาแล้วล่ะ ว่าสิ่งที่เธอพูดมานั้นหมายความว่าอะไร แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกันล่ะ?

                “แน่ใจสิ ฉันเป็นมนุษย์แน่ ๆ ก็พ่อแม่ของฉันก็เป็น...” ฉันกล่าว แต่ยังไม่ทันจบ ผู้เก็บความจำก็แทรกขึ้นมาก่อน

                “แล้วแน่ใจเหรอ ว่านั่นคือพ่อแม่แท้ ๆ ของเธอ?”

                “นี่เธอหมายความว่าอะไรกัน?! ฉันไม่เข้าใจ” ฉันพูดทั้งที่ยังสงสัย ตอนนี้จิตใจฉันเริ่มลังเลแล้วว่าจะเชื่อสิ่งที่เธอบอก หรือจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นมานานดี?

                “ให้ฉันกับความทรงจำกลับไปรวมกับเธอเองสิ เธอจะได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เคยเกิด จากนั้นเธอก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง” หญิงสาวผู้เก็บความทรงจำกล่าวพลางยื่นมือมาใกล้ฉัน

                “แบบนั้นก็ได้ ขืนคุยกับเธอต่อไปมีหวังฉันปวดหัวตายก่อนได้ความจำกลับมากันพอดี” ฉันเอื้อมมือไปจับมือของเธอ แล้วฉันก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่แล่นจากมือของเธอ มาสู่มือของฉัน แล้วก็ไหลเวียนมายังหัวใจ ยังสมอง และอวัยวะต่าง ๆ ขณะที่ร่างกายของผู้ที่หน้าตาเหมือนฉันก็ค่อย ๆ จางหายไปทีละนิด

                ฉันกรีดร้องขึ้นมาเมื่ออะไรบางอย่างไหลเวียนไปทั่วร่าง ตอนนี้ร่างกายของผู้หญิงคนนั้นหายไปเรียบร้อยแล้ว ในทุ่งกว้างเหลือเพียงแค่ฉันที่กำลังทุรนทุรายจากความรู้สึกประหลาดที่จู่ ๆ ก็เข้ามาสู่ร่างกายตัวเอง

                แล้วเมื่อความรู้สึกประหลาดนั้นสิ้นสุดลง ฉันก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเองและสิ่งรอบข้าง และเมื่อฉันมองสำรวจร่างกายตนเองและพบว่ามันหดเล็กลงยิ่งกว่าในความฝัน เหมือนกับฉันอายุสักสี่ห้าขวบ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่ใช่ชุดอย่างตุ๊กตาดินของอรัญญาณี แต่เป็นชุดสีทองอร่ามที่มีเครื่องประดับเต็มไปหมด นอกจากนั้นมือซ้ายของฉันก็ถูกใครบางคนกุมเอาไว้

เมื่อฉันเหลือบไปมองก็พบว่าคนที่กุมมือของฉันเป็นเด็กสาวคนหนึ่งเธออยู่ในชุดที่มีเครื่องประดับทองคำซึ่งหรูหราไม่แพ้กัน และกลางหลังของเธอมีปีกสีขาวบริสุทธิ์ ด้านหลังของเข็มขัดที่เธอสวมก็มีหางนกสีขาวงอกออกมาเช่นเดียวกันกับผู้ที่รักษาความจำของฉัน แสงแดดจ้าและความแตกต่างกันของความสูงระหว่างเราทำให้ฉันเห็นหน้าเธอไม่ถนัดนัก แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้กับฉันมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่าง... ทว่าฉันกลับนึกไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่

ส่วนพื้นที่ที่ฉันตัวเองยืนอยู่นั้นก็ยกตัวขึ้นสูงจากพื้นหญ้า พอฉันได้จ้องมองให้ถนัดตาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนบันไดของสิ่งปลูกสร้างบางอย่างกลางทุ่งกว้าง และบริเวณทุ่งหญ้าที่เคยมีเพียงแค่ฉัน ก็มีคนจำนวนมากในเครื่องแต่งกายหลายแบบ กำลังยืนก้มหน้าและแสดงท่าทางเหมือนกำลังไว้อาลัยให้กับอะไรบางอย่าง แล้วเสียงดนตรีที่แฝงความโศกเศร้าก็แว่วมากระทบโสตประสาทจนน้ำใส ๆ ไหลรินออกมาจากตาของฉันแบบไม่รู้ตัว

                “เข้มแข็งไว้ขวัญนภา ถึงพวกท่านจะจากไปแล้ว แต่เธอยังมีพี่อยู่ทั้งคน เราจะมีกันและกันตลอดไปนะ” เสียงของคนที่กุมมือฉันกล่าวขึ้นมาเบา ๆ เหมือนต้องการจะปลอบโยน แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าถึงแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น ถึงฉันจะไม่เข้าใจว่าทำไมก็ตามที

                จากนั้นภาพที่ฉันเห็น รวมไปถึงตัวฉันก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน ราวกับมีคนกดเร่งความเร็วเวลาดูภาพยนตร์ที่บ้าน แต่มากกว่านั้นสักพันเท่า และนั่นก็ทำให้ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเลยแม้แต่น้อย

                เมื่อความเร็วของภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับมาเป็นปกติ ฉันก็พบว่าร่างกายของตนเองอยู่ในชุดคล้ายกับก่อนที่ภาพจะเร่งความเร็ว ทว่าเติบโตขึ้นมามากกว่าตอนแรก คราวนี้มีขนาดเท่ากับเมื่อครั้งฉันอยู่ในความฝันที่คอยหลอกหลอนซ้ำไปซ้ำมากว่าหกปีแล้ว

ฉันในตอนนี้กำลังอยู่ในห้องโถงใหญ่ เบื้องหน้าคือระเบียงและชายหญิงสองคนที่ยืนหันหลังให้ ฉันจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่กุมมือตัวเองเอาไว้ ทั้งสองมองไปยังด้านล่างของระเบียงซึ่งเป็นลางกว้างที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายกำลังโห่ร้องด้วยความยินดี เสียงดนตรีดังขึ้นมาเหมือนกับว่านี่เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองอะไรบางอย่าง ทว่าความรู้สึกของฉันกลับร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

                “พี่บอกว่าเราจะมีกันและกันตลอดไป... แล้วทำไมถึงได้... แล้วต่อจากนี้ฉัน...” เสียงพึมพำลอดออกมาจากปากของฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ตัวฉันจะหันหลังหนีให้กับชายหญิงคู่นั้น แล้ววิ่งไปอย่างไร้จุดหมายโดยที่ฉันควบคุมไม่ได้ ก่อนที่ภาพเหตุการณ์จะเร่งความเร็วขึ้นมาอีกครั้ง แล้วกลับมาอยู่ในความเร็วปกติ

                ฉันพบว่าตัวเองอยู่ในลานกว้างที่มีต้นไม้รายล้อม ด้านซ้ายมือเป็นบึงใหญ่ ฉันไม่ได้สวมเสื้อผ้าสีทองและเครื่องประดับเลิศหรูอีกแล้ว แต่มีผ้าสีหม่น ๆ พันรอบอก และอีกผืนหนึ่งนุ่งคล้ายโจงกระเบน สองมือของฉันกำลังโก่งคันธนูเล็งไปยังเป้าซ้อมยิงนับสิบที่แขวนบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนที่จะปล่อยลูกศรออกปักยังเป้าดอกแล้วดอกเล่า ทำให้เป้าซ้อมยิงถูกธนูปักจนเหมือนขนเม่น จนกระทั่งแขนของฉันถือคันธนูไม่ไหว มันสั่นระริกด้วยความเมื่อยล้า จากนั้นคันธนูถูกปล่อยลงจากมืออย่างไม่รู้ตัว

                “ข้าว่าท่านหักโหมมากเกินไปแล้ว พอเท่านี้ก่อนดีกว่า ร่างกายของท่านไม่ไหวแล้วนะ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับกันเถอะ” เสียงของหญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง และเมื่อฉันหันไปมองก็พบกับหญิงสาวสี่คนที่แต่งกายคล้ายกับฉัน แต่เสื้อผ้าสีสันสดใสกว่า กำลังนั่งคุกเข่าและถือพานที่ใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับในมือ ส่วนหญิงที่น่าจะเป็นเจ้าของเสียงยืนตระหง่านด้านหลัง แม้ฉันจะเห็นหน้าตาและเครื่องแต่งกายของเธอไม่ถนัดนัก เพราะเธอยืนอยู่ในมุมที่มีดวงอาทิตย์ที่ใกล้ตกอยู่ด้านหลัง แต่ฉันก็เห็นว่าร่างที่ทรวดทรงองค์เอวงดงามได้รูปนั้นนั้นแฝงความองอาจอย่างประหลาดอยู่

                “ท่านล่วงหน้าไปก่อนเลยก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันขอเล่นน้ำกับเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจะตามไป แล้วก็ช่วยบอกท่านพี่ว่าฉันออกมาเที่ยวเล่นหรืออะไรก็ได้ แต่อย่าบอกว่าฉันแอบมาระบายอารมณ์ เพราะไม่พอใจการแต่งงานของท่านพี่เด็ดขาด!” เสียงเล็ก ๆ เหมือนเด็กอายุสิบสองสิบสามดังออกมาจากปาก โดยที่ตัวฉันในตอนนี้ไม่รู้ความหมายของมันเลยสักนิด ก่อนที่หญิงสาวท่าทางองอาจจะแสดงท่าทีเหมือนรับคำ แล้วเดินจากตรงนั้นไป ปล่อยให้ฉันอยู่กับหญิงสาวที่เหลือ

                “ฝากเก็บพวกเธอลูกธนูกับลูกธนูที่ยิงไปให้ด้วย ฉันว่าจะนั่งพักเอาแรงสักหน่อย” เสียงจากปากของฉันร้องบอกเหล่าหญิงสาวที่นั่งคุกเข่า หลังจากที่ฉันหันไปมองพวกเธอ จากนั้นฉันก็พาตัวเองเดินไปยังโขดหินหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะปลดผ้าแถบที่พันรอบออกกออกแล้วทิ้งกายลงนั่งอิงโขดหินนั้น พลางมองไปยังบึงใหญ่ที่อยู่ข้างลานกว้างที่ฉันใช้ยิงธนูระบายอารมณ์ไปเมื่อครู่

                ฉันได้ยินเสียงหญิงสาวเหล่านั้นคุยกันอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่ได้สนใจจะฟังเนื้อหาของมันนัก เพราะเหมือนกับว่าตัวฉันสนใจแต่การมองบรรยากาศรอบตัวเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ บึงใหญ่ที่ผิวน้ำสะท้อนแสงแดดยามเย็นจนเป็นประกายสีแดงระยิบระยับผิดธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ขึ้นเขียวขจี มวลดอกไม้นานาสีสันสวยงามรายรอบ

                แล้วฉันก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เมื่อหญิงสาวเหล่านั้นเงียบเสียงไปจนผิดสังเกต จากนั้นเงาร่างของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ก็ทอดลงมาจากโขดหิน บดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบร่างของฉันจนมิด และเมื่อฉันแหงนหน้ามองขึ้นไปยังเจ้าของเงานั้นก็พบกับสิ่งคล้ายมนุษย์ที่มีเส้นผมสีดำหยิกและหงิกงอ ผิวหน้าเป็นสีเขียวราวกับมนุษย์กลายพันธุ์! ริมฝีปากยิ้มแสยะจนเผยให้เห็นเขี้ยวขาววาววับเหมือนกับสัตว์กินเนื้อ ดวงตาโปนสีแดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายดูราวกับจะฉีกกระชากผู้สบตาเป็นชิ้น ๆ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ฉันฝันเห็นมาตลอด และน่าจะเป็นคนเดียวกับที่โพรงไม้ของอรัญญาณี!

                “มาหลบอยู่หลังโขดหินแบบนี้ คิดว่าจะหนีข้าพ้นงั้นรึ?” เสียงอันทุ้มต่ำและดุดันราวกับสัตว์ป่าของนักเพาะกายตัวเขียวนั่นดังขึ้นมาเหมือนกับในความฝันที่เฝ้าหลอกหลอนฉันมาเนิ่นนาน และตอนนี้ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรให้มาก ฉันก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้!

                ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพื่อลุกขึ้นจากโขดหินอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะวิ่งสุดฝีเท้าไปอย่างไร้จุดหมาย พลางหนไปมองด้านหลังชั่วขณะแล้วพบว่ามันกำลังมันเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา มันยื่นแขนหมายจะคว้าร่างเล็ก ๆ ของฉัน แต่เคราะห์ดีที่ฉันรวบรวมกำลังกระโจนหลบได้ทัน มือของมันจึงทำได้เพียงเฉียดด้านหลังคอไปเท่านั้น ถึงก็ยังทำให้ฉันรู้สึกเจ็บที่ต้นคอขึ้นมา เหมือนกับว่ามีเข็มหรือหนามอะไรสักอย่างแทงเข้าไป

ความเจ็บแปลบที่ต้นคอไม่อาจทำให้ฉันหยุดฝีเท้าได้ สองเท้าของฉันยังคงวิ่งหนีมันต่อไป แต่คราวนี้พอเอี้ยวคอกลับไปมองร่างที่ไล่กวดมาอีกครั้งก็พบว่าร่างนั้นอยู่ห่างจากฉันไม่ถึงเมตร! และถ้ามันจะเอื้อมมือมาคว้าร่างเล็ก ๆ ของฉันอีกหน แต่ฉันรู้ดีว่ามันจะไม่มีทางคว้าฉันได้ เพราะมันจะหยุดชะงักไปก่อน เนื่องจากมีอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น

บึงใหญ่ที่เคยอยู่เบื้องหน้าฉันกลับกลายสภาพเป็นหลุมขนาดยักษ์ ทุกสรรพสิ่งรอบบริเวณถูกพลังงานประหลาดฉุดดึงให้เข้าไปใกล้กับหลุมนั่น และแรงประหลาดนั่นก็กระชากร่างของฉันเข้าหาหลุมนั่นจนตัวลอยละลิ่ว ก่อนที่ร่างกายของฉันร่วงหล่นลงไปยังหลุมที่ฉันไม่อาจจะทราบได้เลยว่าลึกเพียงใดหลุมที่อรัญญาณีเรียกว่าจุดที่มีการบิดเบี้ยวของมิติ!

แล้วการร่วงหล่นนั้นหยุดลงไป เมื่อร่างกายของฉันก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเหมือนอยู่ในสภาพปราศจากแรงโน้มถ่วง จากนั้นตัวฉันก็พยายามดิ้นรนโดยการแหวกว่ายไปในความมืดนั้น จนกระทั่งเริ่มหมดเรี่ยวแรงลงราวกับถูกดูดเรี่ยวแรงออกไปหมด เหมือนกับความฝันในหมู่บ้านของเอื้องคำไม่มีผิด

จากนั้นแสงสีขาวที่ไม่ทราบที่มาก็สาดส่องเข้ามา พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แล้วตัวฉันก็รวบรวมกำลังทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ แหวกว่ายเข้าไปหาที่มาของแสงสว่างนั้น ก่อนที่ร่างกายจะรู้สึกได้ถึงแรงที่มหาศาลที่ฉุดให้ฉันพุ่งเข้าไปหาแสงสว่างนั้นอย่างรวดเร็วจนฉันไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ แบบเดียวกับความฝันก่อนที่ฉันจะตื่นมาอยู่ในสภาพที่เละเทะจนจำตัวเองแทบไม่ได้!

                แล้วฉันก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเพราะถูกฉุดกระชากสิ้นสุดลง ก่อนที่ฉันจะรู้สึกได้ถึงร่างกายตัวเองที่กำลังนอนคว่ำอย่างอ่อนแรงอยู่หน้าปากถ้ำแห่งหนึ่ง แสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบตัวฉันบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาสาย แต่ฉันไม่รู้ว่าชะตากรรมของตัวเองต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยฝันถึงเหตุการณ์ต่อจากนี้เลยสักครั้ง

                ระหว่างที่ฉันกำลังนอนอ่อนแรงอยู่นั้น ความทรงจำและคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็แล่นเข้ามาในหัว ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไมเอื้องคำถึงบอกว่าฉันไม่ต่างจากเธอเท่าไรนัก ทำไมผู้เก็บความทรงจำของฉันถึงได้รู้เรื่องของอรัญญาณีและมิตินี้ นั่นก็เพราะตัวฉันเองเกิดและโตในมิตินี้ก่อนที่จะพลัดไปยังโลกมนุษย์!

ฉันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของคุณพ่อคุณแม่อย่างที่เข้าใจมาตลอด... พ่อแม่ที่แท้จริงของฉันตายจากไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก ครอบครัวของฉันมีตัวฉันเองกับพี่สาวที่รักและผูกพันกันมาก แต่วันหนึ่งพี่สาวก็ต้องแต่งงาน และมีเวลาให้กันน้อยลงจนฉันไม่พอใจ... ฉันหนีออกมาระบายอารมณ์ แต่เกิดอุบัติเหตุบางอย่างจนพลัดหลุดมิติมายังโลกมนุษย์ในสภาพกายหยาบที่คล้ายกับคนปกติ

                ถึงฉันเองจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ แต่คำตอบของมันคงจะปรากฏในอีกไม่นานแน่ ๆ เพราะฉันเริ่มได้ยินถึงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเข้ามาใกล้ร่างที่นอนอ่อนแรงของตัวเอง และก้าวเข้ามาใกล้เต็มทีแล้ว...

                ฉันพยายามหันไปมองทางผู้ที่เดินเข้ามาใกล้ แต่แล้วก็ต้องตกใจจนอยากจะวิ่งไปจากที่นี่ เมื่อพบว่าสิ่งที่เข้ามาใกล้นั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง และท่าทางของมันดูไม่เป็นมิตรกับฉันเอาเสียเลย!

                ฉันอยากจะวิ่งหนีจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่เรี่ยวแรงของฉันหมดไปตั้งแต่หลุดออกมาจากห้วงมิติที่บิดเบี้ยว จึงไม่เหลือแรงไว้ทำอะไรนอกจากหายใจอย่างรวยริน และจ้องมองเจ้าเสือโคร่งตัวนั้นยื่นหน้าของมันมาดมกลิ่นฉัน ก่อนจะอ้าปากเห็นเขี้ยวขาววาบวับของมันเพื่อเตรียมฝังลงมาในร่างของเหยื่อที่ไม่มีแรงจะขัดขืน!

                ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ทำแบบนั้น สายลมที่รุนแรงจนทำให้ยอดไม้ใหญ่ต้องเอนลู่ก็พัดมาจากทิศทางหนึ่ง ก่อนที่เสียงอะไรบางอย่างจะก้าวเข้ามาใกล้ฉันและเจ้าเสือนั่น ทำเอาเจ้าสัตว์ร้ายลายพาดกลอนต้องสะดุ้งและรีบหุบปากของมัน เหมือนกับหวาดกลัวผู้มาเยือนเสียเต็มประดา แล้วมันก็รีบเผ่นหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต บ่งบอกให้รู้ว่าสิ่งที่มาเยือนนั้นมีความอันตรายมากกว่ามันหลายเท่า!

                ฉันเริ่มหวั่นใจกับบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เพราะไม่รู้ว่าเจ้าอะไรก็ตามที่ทำให้เสือโคร่งต้องเผ่นหนีจากอาหารของมันไปจะทำอะไรฉัน แต่เมื่อสิ่งนั้นเคลื่อนที่เข้ามาในระยะสายตาของฉัน ก็ทำให้ความคิดหวาดระแวงนั้นหายไปสิ้น เพราะสิ่งที่เข้ามาใกล้นั้นคือร่างที่เหมือนกับมนุษย์เพศชายในวัยหนุ่ม เขาสวมเพียงกางเกงขายาวตัวเดียว เผยให้เห็นร่างกายผิวสีดำแดงที่มีกล้ามเนื้อกำยำ มีผมสีดำขลับไว้เป็นทรงรากไทร มีใบหน้าที่ปราศจากหนวดเครา ทว่าแววตากลับน่ากลัวราวกับปีศาจร้าย และฉันก็รู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาคือจักร เพื่อนร่วมห้องเรียนของฉัน!

แต่ทำไมเขาถึงโตเป็นหนุ่มเหมือนกับในปัจจุบันกันล่ะ ในเมื่อนี่เป็นภาพอดีตเมื่อฉันยังเด็กนี่นา!        

 

 

 

 

 

 

 

 ........................................................

ภาพประกอบ ฟ้ากับฟ้าอีกคนหนึ่งโดยผู้เขียนเอง



ภาพนี้ภาพ Fan - Art ฟ้ากับฟ้าอีกคนหนึ่ง ฝีมือคุณ DIB




ส่วนภาพนี้เป็นภาพฟ้าในวัยเด็ก จากคุณ DIB

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1003 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:37
    เถียงกับตัวเอง ฟ้านี่ก็บ้าดี.....

    ตอนท้ายที่พูดถึงพี่สาว ทำไมนึกถึง Frozen ทั้งๆที่เนื้อเรื่องคนละแบบ แต่กลับนึกภาพอันนาโวยวายตอนเอลซ่าแต่งงาน

    อ่านความเห็นเดิมที่พิมพ์ไว้ก็ยังคิดแบบนั้นอยู่ การทดสอบรุนแรงก็จริง แต่ถ้ากดดันมากกว่านั้นสักหน่อยน่าจะดูเป็นการทดสอบมากขึ้น
    #1,003
    1
    • #1003-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 14)
      14 มีนาคม 2560 / 18:33
      สงสัยเพราะคาแรคเตอร์น้องสาวโลกสวยติดพี่สาวที่ดูนิ่ง เป็นผู้ใหญ่กระมัง
      #1003-1
  2. #955 2-CHAIR (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 12:17
    นางเอกคือกินรีหรอ? ส่วนจักรนี่ลับลมคมในยิ่งนัก อย่าบอกนะว่าอยุ่มาเป็นร้อยปีละ -0-!!?
    #955
    0
  3. #788 Sirisobhakya (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 23:11
    สิ่งที่ฟ้าอีกร่างทำ ผมรู้สึก.... ยังไงล่ะ มันดูไม่สุดน่ะครับ คือถ้าจะเป็นการทดสอบ ประมาณว่าสมควรรับความทรงจำกลับไปหรือเปล่า มันก็ดูครึ่งๆ กลางๆ แต่ถ้าเป็นการล้อเล่นอย่างที่ว่า ผมก็ว่ามันแรงไปนิดนึงหรือเปล่า
    #788
    0
  4. #643 MyU_immi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 8 กันยายน 2555 / 10:33
    จบตอนที่ 14
    อาาา  มนุษย์อย่างเราคือเผ่าพันธุ์ตกสำรวจงั้นเหรอเนี่ย 555

    แล้วเจ้าพวกชุดขาวเป็นเผ่าพันธุ์อะไรกันล่ะ??  คิดไม่ออกแฮะ

    ม้วนสารภาพ..  ไปยืมเจ้าพวกนี้มาใช่มั้ยครับ



    อ่านตอนต่อไป --->

    #643
    0
  5. #73 white-ruff (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 / 20:57
    โห  มาโดนชนอะไรตอนนี้เนี่ย 
    อดรู้เลยว่าชื่ออะไร
    ดีเลยค่ะอัพบ่อยๆ  เราจะได้ตลอด  ฮ่าๆๆ  สู้ๆค่ะ 
    #73
    0
  6. #71 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 / 12:00
    ทำไมคุณศราทำกับเราแบบนี้ T^T

    ไม่ให้เอกกับฟ้าได้เจอกัน แต่ให้เจอคนอื่นก่อนอ่านะ ><

    5555555555+ มาอ่านต่อแล้วนะคะ

    ชอบที่ทหารหูดีอ่ะ ฮ่าๆ ฮาดีค่ะ

    อย่าลืมมาอัพอีก40เปอร์เซนต์ที่เหลือนะคะ ^^

    จะรออ่าน
    #71
    0
  7. #70 FreeSky125 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:30
    เด็กคนนั้นคือใครหว่า
    ชอบอะ มุขตบข้ามหุบเขา คิดได้ไง
    #70
    0
  8. #69 white-ruff (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 / 19:54
    ถ้าฟ้าเป็นเด็กคนนั้น  ฟ้าจะยังกลับโลกมนุษย์อยู่ไหมเนี่ย
    ชักชอบท่านอาจารย์แล้วค่ะ  ดูฉลาด  ลึกลับ  โอ้..  ผู้หญิงหรือผู้ชายคะ..
    #69
    0