[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 5 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๔ : เสียงที่ส่งไปไม่ถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 พ.ค. 63

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๔ เสียงที่ส่งไปไม่ถึง

                “เกมโอเวอร์”

                เสียงหนึ่งดังขึ้นมา ทั่วบริเวณปกคลุมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ก่อนที่ความมืดดำจะเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ จนมองไม่เห็นอะไรอีกเลย...

                “แพ้อีกแล้วแฮะ” เสียงนภาพรบ่นพึมพำขึ้นมา ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ... ยังไงก็ไม่ชนะเกมแบบนี้แบบฮาร์ดสักที แล้วแบบโหมดง่ายที่สุดจะดีไหมนะ”

                “บอกแล้วว่ามันยากกว่าที่คิด” เด็กสาวผู้เปล่งรัศมีและกำลังนั่งขัดสมาธิกลางอากาศเอ่ยขึ้น ขณะมองดูเพื่อนสาวที่กำลังนั่งอ่อนแรงอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

                “ไม่ยักรู้ว่าเทพธิดาจะชอบเล่นเกมอะไรพวกนี้เหมือนกันนะ แถมยังพักบ้านที่ดูธรรมดา ๆ ไม่ได้หรูหราอะไรมากอีก” นภาพรพูดขึ้นพลางหันไปมองที่วีจิณี รัศมีของเทพธิดากำลังหรี่ลงเหมือนไฟใกล้มอด แต่แล้วก็พลันเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง จนห้องรับแขกถึงกับถูกกลบไปด้วยแสงสีขาวอมฟ้า เทพธิดาถอนใจเฮือกใหญ่ จนเกิดลมแรงพัดเอาผมหางม้าของนภาพรปลิวไสว

                “ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่ามนุษย์จากองค์กรที่ต่อสู้กับภูตผีปีศาจ จะมานั่งเล่นเกมในที่พักของเราแบบนี้” วีจิณีเอ่ยพลางเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งขัดสมาธิกลางอากาศ ลงมายืนบนพื้นห้อง แล้วดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่แหวนจะพุ่งจากโต๊ะคอมพิวเตอร์มาสวมที่นิ้วกลาง แล้วร่างกายเทพธิดาก็กลับเป็นเด็กหนุ่มผิวคล้ำ ดวงตาดุอีกครั้งหนึ่ง

                “มันเป็นงานน่ะสิ ก็รายงานเรื่องของเธอไปเมื่อวันก่อนแล้ว ทางองค์กรให้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างสัมพันธไมตรีอันดีนี่” นภาพรพูดพลางมองไปที่เสนด้วยสายตาแปลก ๆ “อยู่ในบ้านพักนี้แล้วใช้ร่างจริงไปตลอดไม่ได้รึ? เรายังไม่ชินกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้ชายเท่าไรน่ะ”

                “บรรยากาศบนโลกมนุษย์ยุคนี้ไม่เหมือนสมัยที่เราลงมาครั้งก่อน ใช้ร่างจริงนานเข้าจะไม่ดีต่อตัวเราเองและโลกมนุษย์เอา ถ้าไม่ใช่เวลางานหรือฝึกฝนอะไรก็ใช้ร่างมนุษย์นี่แหละ” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มเอ่ยพลางบิดขี้เกียจ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งในห้อง

                “ไม่ลำบากใจรึไงที่ใช้ร่างกายแบบนั้นน่ะ?” นภาพรถามอย่างสงสัย พลางหมุนเก้าอี้ติดล้อของตัวเองหันไปทางวีจิณีในร่างเด็กหนุ่ม

                “ถ้ามันทำให้หน้าที่ดำเนินต่อไปได้ด้วยดีก็ไม่เป็นไร” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มกล่าวขึ้นพลางมองไปที่แหวนบนนิ้วกลาง “เสียดายที่ยังไม่ชำนาญวิชาแปลงร่างอย่างใจคิด ที่เห็นเมื่อกี้นี้ก็กำลังฝึกอยู่นั่นแหละ เลยต้องใช้อุปกรณ์ช่วย”

                “พูดเรื่องงานเรื่องหน้าที่มาสักพักแล้วนะ มันคือเหตุผลที่มาอยู่บนโลกงั้นเหรอ? พอจะบอกรายละเอียดกันหน่อยได้ไหม? ไหน ๆ เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วเนอะ” นภาพรพยายามถามตามสคริปต์ที่ตัวเองได้มา หลังเล่าเรื่องของวีจิณีให้คนในองค์กร

                “ไม่ต้องถามตามที่เตรียมมาหรอกน่า” วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มตอบเหมือนรู้ทัน “เอาเป็นว่าในตอนนี้ พวกเรามาเริ่มคุยในส่วนที่ต้องร่วมงานกันก่อนดีกว่า เราเองก็มีเรื่องต้องขอให้เธอช่วยอยู่”

                “เทพอย่างเธอมีอะไรให้มนุษย์แบบเราช่วยงั้นเหรอ?” เด็กสาวตาเรียวสงสัยในคำพูดของเทพธิดา

                “จากที่เหล่าอมนุษย์ให้ข้อมูลมา มนุษย์มีพลังงานบางอย่างที่เกิดมาจากการหายใจ จะเรียกว่าเป็นพลังลมปราณ หรือเป็นพลังวิญญาณหรือชื่ออะไรก็ช่างมันเถอะ” วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มพูดพลางมองไปที่นภาพรด้วยสายตาสนอกสนใจเป็นพิเศษ “ที่เราสนใจคือพวกเธอเป็นกลุ่มมนุษย์ที่มีพลังงานพวกนั้นในร่างสูง ไม่ว่าจะเพราะตั้งแต่เกิดหรือเพราะการฝึกก็ตาม และสามารถใช้พลังพวกนั้นต่อสู้กับอมนุษย์ได้”

                “ก็ใช่นะ แล้วทำไมเหรอ?”

                “ที่รู้มา เมื่อนานมาแล้วตามเวลาโลกคน พวกกลุ่มที่เรียกว่าภูตภิบาลหรืออะไรสักอย่าง ได้รับมอบหมายหน้าที่หลายหน้าที่จากตาลุง... ไม่สิ จากพวกเทพเจ้า แล้วก็เป็นต้นกำเนิดขององค์กรของพวกเธอ” เด็กหนุ่มตาดุพยายามย้อนความ ก่อนวกกลับมามองนภาพร “ตอนนี้เราอยากรู้ว่าองค์กรของพวกเธอมีจุดมุ่งหมายอะไรอยู่ในช่วงนี้ เมื่อวานเธอถึงได้ออกไปตามล่าเจ้าอสูรที่ร้ายกาจอย่างหมอนั่น”

                “เรื่องก่อตั้งองค์กรเราไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้พวกเราต้องปกป้องสมดุลของโลกมนุษย์ พยายามไม่ให้มนุษย์รุกรานเขตของอมนุษย์ และไม่ให้อมนุษย์ออกจากเขตของตนมารุกรานมนุษย์ และเยียวยาผู้เสียหายจากการรุกรานโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจของทุกฝ่าย ให้ต่างฝ่ายต่างพัฒนาไปในแนวทางของตนเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกันโดยตรงหากไม่จำเป็น จนกว่าจะถึงเวลานั้น...” นภาพรพยายามอธิบายการกระทำของตัวเอง “แต่ตอนนี้มีพวกอมนุษย์บางพวก มีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ เช่นเข้าโจมตีมนุษย์ก่อน ไม่ใช่การป้องกันเมื่อถูกรุกราน หรือการแก้แค้นส่วนตัว ซึ่งพวกเราเองก็ต้องจัดการพวกนั้น”

“พวกที่ว่าคืออสูรจากอสุรกายภูมิ นั่นแหละเป้าหมายการตามล่าของเรา” เด็กหนุ่มตาดุสรุปเนื้อหาให้เพื่อนสาว ก่อนอธิบายข้อมูลของตนต่อ

“โลกมนุษย์ถูกปกป้องโดยทวยเทพจากสวรรค์ เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานชั้นดีที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อสวรรค์และจักรวาลได้ และแม้พวกเทพจะไม่อยู่บนโลกแล้ว ก็มีการแต่งตั้งอมนุษย์ทั้งจากสวรรค์ลงมาประจำการ หรืออมนุษย์ที่อาศัยบนโลกแต่เดิม ให้เป็นเทพารักษ์ดูแลโลก และรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับเบื้องบนอีกทีหนึ่ง หากมีเรื่องอะไรที่ทำให้โลกมนุษย์มีพลังงานพวกนั้นลดลง ไม่ว่าจะมนุษย์ที่คุณภาพดีถูกกระทำย่ำยี หรือธรรมชาติกำลังถูกทำลาย  พวกจากบนสวรรค์จะได้ช่วยกันแก้ไข ให้โลกมนุษย์ยังดำรงอยู่ด้วยดี”

“ดำรงอยู่ด้วยดี? แต่ตอนนี้ที่เราเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นนะ ทั้งธรรมชาติที่กำลังแย่ลง ทั้งผู้คนที่เลวร้ายก็มากขึ้น...” นภาพรแย้งพลางก็นึกถึงอดีตอันเลวร้ายของตนเอง ที่ถูกทำร้ายทั้งกายและใจโดยพวกเด็กที่กลั่นแกล้งเธอ

                “รายงานที่ได้รับ มีความขัดแย้งกับสภาพพลังงานที่เราได้รับจากโลกมนุษย์ มาสักพัก”

                “หมายความว่า... ข้อมูลที่ชาวสวรรค์ได้ ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดงั้นเหรอ?” นภาพรถามตามความเข้าใจของตน

                “มีการปกปิดข้อมูลบางอย่างมานาน ไอ้วิธีติดสินบนเหล่าเทพารักษ์ด้วยเครื่องเซ่นไหว้นั่น เราเคยเจอตอนมาที่โลกมนุษย์เมื่อนานมาแล้ว และพยายามจะบอกทุกคนว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่จริง แล้วมันจะทำให้โลกมนุษย์ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ให้ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไข เพื่อปกป้องโลกมนุษย์ของทุกคน”

“แต่ว่า... พวกผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจกับเรื่องพวกนี้น่ะ... ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้สนใจเสียงของเราเลยด้วยซ้ำ” เทพธิดาจำแลงหยุดพูดไปครู่ใหญ่ ความเศร้าสร้อยระคนขุ่นเคืองปรากฏขึ้นมาในดวงตา จนเพื่อนสาวต้องพูดอะไรสักอย่าง ด้วยหวังจะบรรเทาอารมณ์นั้นลงบ้าง

                “มนุษย์แบบเราอาจจะไม่เข้าใจเทพ แต่เราเข้าใจความรู้สึก... เวลาที่พวกเราไม่สามารถส่งเสียงของพวกเราให้ผู้ใหญ่ฟังได้ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าปัญหาที่พวกเราเจอ มันเป็นปัญหาของพวกเขาน่ะ”

                “ขอบใจ...” วีจิณีในร่างเด็กหนุ่มตอบกลับ ความคับข้องใจในแววตาลดลงมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะเล่าเรื่องให้นภาพรฟังต่อ “กว่าพวกเขาจะเริ่มเอะใจ โลกมนุษย์ก็กลายสภาพเป็นแบบที่เป็นทุกวันนี้ไปแล้ว ระดับของพลังงานที่พวกทวยเทพต้องการลดลงอย่างมาก เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่แย่ลงและไม่ได้รับผลร้ายอะไร มนุษย์ที่ดีก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างที่ควร”

                “เบื้องหลังของเรื่องเลวร้ายพวกนี้ คือพวกปีศาจหรืออสูร ศัตรูโดยธรรมชาติของทวยเทพ พวกมันมาจากดินแดนของตัวเอง เข้าครอบงำเหล่าเทพารักษ์ด้วยคำยั่วยุและผลประโยชน์บ้าง บางครั้งอาจใช้พลังที่มากกว่าข่มเทพารักษ์ให้ทำตามที่ตนเองต้องการ เพื่อจับเทพารักษ์ตัวจริงไปผนึกไว้และเข้าสวมรอยแทน แบบเจ้าพ่อม้าดำนั่น”

                “แล้วพวกอสูรนั่นจะได้อะไรจากตรงนี้กัน?” นภาพรถามด้วยความสงสัย

                “ยิ่งมนุษย์มีพฤติกรรมที่เลวร้าย พวกมันก็ได้พลังงานแบบที่ต้องการ แบบที่ตรงข้ามกับที่เทพเจ้าอยากได้ และพวกมันก็จะแข็งแกร่งขึ้น และอาจชนะเหล่าทวยเทพ ปกครองจักรวาลให้ดำเนินไปในรูปแบบที่พวกมันต้องการ” เทพธิดาในร่างมนุษย์หนุ่มอธิบาย ทำเอานภาพรถึงกับต้องครุ่นคิดไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนใจแล้วพูดออกมา

                “รู้สึกเหมือนโลกมนุษย์ของพวกเราเป็นฟาร์มให้พวกทวยเทพกับอสูรยังไงก็ไม่รู้”

                “จะคิดยังไงก็ช่าง แต่เราไม่ได้มองพวกเธอแบบนั้น มนุษย์แบบพวกเธอในทวีปนี้ หรือทวีปอื่น ๆ คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนจักรวาลให้ดำเนินไป พวกเธอบางคนอาจก้าวข้ามพวกเรา หรือวัฏจักรของจักรวาลนี้ได้ก็ได้” เสนพยายามอธิบาย นภาพรก็ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา

                “ต่อให้เราหรือเธอคิดยังไง มันก็เปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดตอนนี้ไม่ได้หรอก แต่ถ้าลงมือทำ มันก็เป็นอีกเรื่อง”

                “นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเปิดประตูบ้านนี่ แล้วชวนเธอเข้ามานี่แหละ ปกติบ้านที่เราพักอยู่นี่ไม่เปิดรับใครเข้ามาหรอก” เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มตอบกลับไป “เห็นเกมที่ตัวเองลองเล่นแล้วใช่ไหม?”

                “เกมแนวเอาตัวรอดบนเกาะไป ต่อสู้ไป ที่เล่นยากโคตร ๆ นี่น่ะนะ” นภาพรพูดพลางมองไปจอคอมพิวเตอร์ที่ยังขึ้นคำว่าแสดงความพ่ายแพ้ ก่อนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ “เกมโอเวอร์งั้นเหรอ... มันคำพูดที่เจ้าบ้านั่นพูดตอนที่จะใช้วิชาแปลก ๆ เล่นงานมนุษย์นี่!

.

ห่างออกไปอีกมุมเมือง ในยามค่ำของวันเดียวกัน

วันเสาร์นี้เป็นวันหยุดของนักเรียนนักศึกษาหลายคน พวกเขามักไปทำกิจกรรมที่ตัวเองให้ความสนใจกัน และหนึ่งในกิจกรรมพวกนั้น ก็คือการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์...

เด็กหนุ่มร่าง ผอมผิวขาว ใบหน้ากลมตกกระ ที่เพื่อน ๆ เรียกกันว่าโจ๋ กำลังง่วนอยู่กับกิจกรรมหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องนอนของตัวเองที่ค่อนข้างไม่เป็นระเบียบ โดยพยายามไม่สนใจเสียงเอะอะอยู่นอกห้อง

“คนแบบมึงจะกลับมาทำไมอีกวะ! ไสหัวไปไหนก็ไป!” เสียงหญิงชราคนตะโกนด่าใครสักคนอยู่นอกห้อง

“มันเรื่องของผมหรือเปล่าวะ! บ้านนี้มันก็เป็นบ้านผมเหมือนกับบ้านแม่นั่นแหละ!” เสียงชายคนหนึ่งดังโต้ตอบ

โจ๋พยายามไม่สนใจและทุ่มเทความสนใจไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาเปิดเสียงจากหูฟังเพื่อกลบเสียงรบกวนภายนอก อีกไม่นานเขาและเพื่อนร่วมทีมจะต้องไปแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตในระดับภูมิภาค และถ้าชนะเลิศก็สามารถไปต่อยังระดับประเทศเพื่อคว้ารางวัลที่ใหญ่ขึ้นได้ การฝึกซ้อมอย่างเพื่อนร่วมทีมอย่างมีวินัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับเขาแล้ว อาจจะสำคัญมากกว่าข้างนอกห้องตอนนี้ด้วยซ้ำ... ดังนั้นแม้ข้างนอกจะโหวกเหวกเสียดัง เขาก็จะยังไม่ตอบสนองอะไรในตอนนี้เด็ดขาด!

                และเมื่อเกมนั้นจบลง โจ๋ก็พิมพ์ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่เล่นด้วยกันจนนำชัยชนะในการฝึกซ้อมมาได้ ก่อนที่ทุกคนในทีมจะขอเวลาแยกย้ายกันไปพักสำหรับวันนี้ โจ๋จึงถอดหูฟังออก แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าประตูห้องตัวเองกำลังโดนเคาะอย่างรุนแรง

                “เปิดสิวะไอ้โจ๋! นอนตายไปแล้วรึไงวะ!” เสียงเรียกอย่างเกรี้ยวกราดของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอก ทำเอาโจ๋ต้องรีบตอบสนอง

                “แป๊บนะพ่อ กำลังไป!” โจ๋พูดพลางเดินไปเปิดประตูให้ผู้เป็นพ่อ และก็พบกับดวงตาบนใบหน้าผอมเกร็ง ของเจ้าของผู้มีผมสีดำแซมขาว ผิวสีคล้ำ กำลังจ้องเขม็งอย่างมุ่งร้าย

                “ทำอะไร เคาะตั้งนาน ทำไมไม่ตอบกู!” พ่อของโจ๋พูดพลางชำเลืองตามอง และพบคอมพิวเตอร์กำลังเปิดอยู่ ก็พอเดาได้ว่าเมื่อกี้ลูกชายกำลังทำอะไร ชายวัยกลางคนจึงเริ่มจะประเคนคำด่าออกมา

                “ยายมึงบอกไม่มีเงินเก็บเหลือแล้ว แต่กูรู้ว่ามึงมี ส่งมา”

                “แต่ผมจะต้องแข่ง... อีกไม่นานแล้วนะพ่อ ผมจะเอาเงินไปอัพเกรด...”

                เผียะ!

            ฝ่ามือของผู้เป็นพ่อกระทบเข้ากับใบหน้าเด็กหนุ่มอย่างเต็มแรง ร่างผอมของเขาเซจนแทบล้ม ขณะที่ผู้เป็นพ่อจ้องมาด้วยความเคียดแค้น

                “ใครให้เถียง?! เอาเงินเก็บมึงมาเดี๋ยวนี้ไอ้เด็กเวร! กูจะเอาไปต่อทุนของกูต่อ!

                “อ... เอาเท่าไรพ่อ” โจ๋ตอบโดยไม่สบตาดวงตามุ่งร้ายคู่นั้น

                “สองหมื่น! คราวก่อนแข่งหุ่นยนต์ได้มาสามหมื่นนี่ น่าจะมีเหลือนะ”

                “เดี๋ยวผมโอนให้ บัญชีเดิมนะ” โจ๋พยายามตัดบท เขารู้ดีว่าตัวเองไม่แข็งแรงพอจะต่อสู้กับพ่อ หรือถ้าแข็งแรงพอจะสู้ พ่ออาจจะหันไปทำร้ายยาย แล้วยายก็จะมาด่าเขาอีกทอดหนึ่ง หรือถ้าเขาพลั้งมือทำให้พ่อเป็นอะไรขึ้นมา อนาคตของเขาคงดับวูบ... มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขัดขืน นอกจากจำยอมและหาเงินให้เวลาพ่อมาขอ

                “ล.. แล้วพ่อจะไปดูตอนผมแข่งไหม...” โจ๋ถามอย่างตะกุกตะกัก ขณะกำลังโอนเงินด้วยมือถือเข้าบัญชี

                “ให้พ่อมึงไปดูเอาแล้วกัน” ชายผู้โจ๋เรียกว่าพ่อตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะเดินจากไปอย่างเย็นชา

                ชายที่เขาเรียกว่าพ่อ เดิมทีก็ไม่ใช่คนเลวร้ายแบบนี้หรอก ครอบครัวของเขาเคยอบอุ่นกว่านี้ พ่อตั้งใจทำงานหาเงินให้ครอบครัว และเข้าใจในความสามารถและชอบของลูกชายเสมอ แม่และยายก็ดูแลเขาอย่างดี แม้จะไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรก็ตาม

จนกระทั่งเมื่อโจ๋อายุย่างเข้ามัธยมต้น พ่อพบว่าแม่ดูสนิทกับเพื่อนร่วมงานที่หน้าคล้ายกับโจ๋เข้า... จากนั้นท่าทีพ่อที่มีต่อครอบครัวก็เปลี่ยนไป พ่อเย็นชากับโจ๋ แม่ และยายมากขึ้น และพยายามจะกล่าวหาว่าโจ๋ไม่ใช่ลูกของเขา แต่เป็นลูกของแม่กับคนอื่นต่างหาก

ถึงเด็กหนุ่มจะไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือพ่อไปเอาความมั่นใจจากไหนมากล่าวหา แต่ไม่นานนักแม่ก็ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตไปก่อน ส่วนพ่อก็เริ่มจะไม่สนใจครอบครัว พอเลิกงานก็หันไปเล่นพนันและเที่ยวเตร่ตามสถานที่ต่างๆ ตามเพื่อนฝูงที่ชวน เอาเงินนอนห้องพักด้านนอกแทนที่จะกลับบ้าน ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนในวงพนันมากกว่าครอบครัวเสียอีก...

แม้ว่าพ่อจะมีเยื่อใย จะเจียดเงินจากการทำงานส่วนหนึ่ง และเงินยามเล่นพนันได้มาให้โจ๋และยายบ้าง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ... เขาแค่อยากได้พ่อที่สนใจสิ่งที่เขาทำ คุยกับเขารู้เรื่องกลับคืนมา... เขาอยากได้กำลังใจจากพ่อเวลาไปแข่งขันอะไร เหมือนกับก่อนหน้านี้... แม้รู้ดีว่าอาจเป็นฝันลม ๆ แล้ง ๆ ก็ตามที

โจ๋ปิดประตูแล้วเดินกลับเข้าห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง มองไปยังโปสเตอร์ภาพประกอบเกมหนึ่งที่กำลังจะเข้ามาใหม่  รูปนางฟ้าในชุดเกราะ มีปีกนกสีขาวคู่ใหญ่ กำลังต่อสู้กับปีศาจชุดดำที่มีปีกและกรงเล็บอย่างค้างคาว กับถ้อยคำโปรโมทเกมว่าเป็นแนวมหากาพย์การต่อสู้ระหว่างเทพและปีศาจ เพื่อปกป้องสิ่งดีงามให้อยู่คู่โลกในนามของเทพเจ้า หรือทำให้โลกอยู่ภายใต้การปกครองที่เป็นอิสระจากเทพเจ้า

“ถ้าพระเจ้ามีจริง เราคงไม่ใช่คนดีพอที่จะช่วยหรอกมั้ง” โจ๋พูดขึ้นมาลอย ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถ้าอะไรพวกนี้มีจริง ยอมทำสัญญาและอะไรกับปีศาจแล้วได้พ่อคนเดิมกลับมาก็ดี”

กริ๊ง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา มีการแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้าจากโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เขาเปิดเอาไว้ โจ๋เปิดมันดูแล้วพบว่ามีการแจ้งเตือนมาจากเครดิต รุ่นพี่อาชีวะที่เขาขอช่องทางติดต่อไว้เมื่อวาน เขากดดูว่ารุ่นพี่พิมพ์อะไรมา แล้วก็ต้องประหลาดใจ

“ได้ดิ”

“พูดแล้วนะ”

ข้อความนั้นทำเอาโจ๋ถึงกับสงสัยว่าทำไมจู่ ๆ รุ่นพี่ถึงส่งข้อความมาแบบนั้น เด็กหนุ่มจึงรีบพิมพ์ตอบกลับไปทันที

“ได้อะไรพี่ ส่งผิดแชทหรือเปล่าครับ”

โจ๋รอคำตอบสักพัก ข้อความตอบกลับจากเครดิตก็ปรากฏขึ้นมา

555555+”

“แปปนะ เดี๋ยวมา”

โจ๋เห็นข้อความแล้วก็ยิ้มเจื่อน ๆ บางทีถ้าเครดิตกลับมา เขาอาจจะหาเรื่องคุยกับเครดิต บางครั้งอาจจะได้คำปรึกษาสำหรับเรื่องการเล่นอีสปอร์ต เรื่องหุ่นยนต์ หรือเรื่องครอบครัวได้ก็ได้มั้ง...

เด็กหนุ่มเสียบหูฟัง เปิดเพลงเพื่อหนีจากโลกอันโหดร้าย เข้าสู่โลกของเสียงดนตรี รอคอยให้เครดิตตอบกลับมา...  แต่เขาไม่รู้เลยว่าเครดิตกำลังทำอะไรอยู่ในระหว่างนั้น...

.

ซอยหน้าบ้านของโจ๋ ระหว่างทางไปลานจอดรถสาธารณะ พ่อของเขายืนเผชิญหน้ากับใครบางคนตรงนั้น

เด็กหนุ่มร่างผอม ผิวคล้ำ ผมหยิก ที่พวกโจ๋รู้จักในชื่อเครดิต กำลังขยับแว่นตากันแดด และเดินลงมาจากมอเตอร์ไซค์ของเขาที่จอดกลางทางสายเปลี่ยวที่พ่อของโจ๋กำลังเดิน

กลุ่มพลังงานสีดำที่มนุษย์มองไม่เห็น กำลังส่งสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างตัวโจ๋ และหูฟังกับแว่นตาดำที่เด็กหนุ่มผิวคล้ำสวมอยู่ ทำให้เขาพอจะทราบความเป็นไปคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นกับโจ๋ เด็กหนุ่มที่เขารู้สึกสนใจ และเขาก็คงปล่อยให้เรื่องแบบนี้ดำเนินต่อไปไม่ได้

“มีธุระอะไรไอ้หนุ่ม เพื่อนไอ้โจ๋มันเหรอ?”

“ร้อนเงินใช่ไหมลุง? สนใจนี่เปล่า?” เครดิตถามกลับแทนคำตอบ ก่อนจะหยิบธนบัตรใบปึกใหญ่ออกมา

“เงินโจรหรือเปล่าไม่รู้ กูไม่สนใจหรอก?” พ่อของโจ๋แสดงท่าทางหงุดหงิดเต็มที่ แต่เครดิตกลับแสดงบางอย่างออกมาในมือ มันคือโทรศัพท์มือถือที่เคยอยู่ในกระเป๋าของพ่อโจ๋นั่นเอง!

“แล้วนี่อะ สนเปล่าลุง?”

ชายวัยกลางคนล้วงกระเป๋าหาโทรศัพท์ของตัวเอง แต่ก็ไม่พบ เขาเป็นมนุษย์ปกติจึงมองไม่เห็นว่าเครดิตใช้พลังงานสีดำแอบหยิบเอาออกมาโดยไม่รู้ตัว และเมื่อรู้ว่าของพวกนั้นถูกเอาไปแล้ว ชายวัยกลางคนก็ถึงกับหน้าถอดสี

“มึงเอาไปได้ไง กูจะแจ้งตำรวจ!”

“ด้วยอะไรล่ะ? กลับไปใช้โทรศัพท์ลูกชายที่บ้านเหรอ? หรือจะวิ่งหนีไปสถานีตำรวจดี? แต่จะเร็วกว่ามอเตอร์ไซค์นี่หรือเปล่านะ?” เครดิตแสยะยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า

“มึงต้องการอะไรจากกูกันแน่วะ?” ชายวัยกลางคนเริ่มหัวเสีย ตอนนี้เขาทั้งหงุดหงิดและหวาดกลัว แต่ก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรกับเด็กหนุ่มเบื้องหน้า

“สนใจมาเล่นเกม วางเดิมพันกันสักหน่อยไหมครับ?”

“อยากจะเล่นพนันกับกูเหรอวะ?” พ่อของโจ๋พยายามทำใจดีสู้เสือ เมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน “จะเอาอะไรก็ว่ามาเถอะ! แต่ถ้ากูชนะ มึงคืนของกูมาแล้วไสหัวไปเลย เอาเงินมึงที่โชว์เมื่อกี้มาด้วย!

“แถมมอเตอร์ไซค์คันนี้ต่อเลยก็ได้นะ ลุงเองก็ยุ่งเกี่ยวกับการพนันผิดกฎหมายอยู่แล้วนี่ คงรู้ว่าจะเอาไปปล่อยต่อยังไงนะ” เครดิตพูดพลางยิ้มอย่างมั่นใจ

“ก็ได้!” ชายกลางคนตอบอย่างหัวเสีย เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มีอาวุธลับอะไรหรือผู้มีอิทธิพลจากแหล่งไหนส่งมา แต่ดูแล้วถ้าขัดขืนอาจจะไม่เป็นผลดีสักเท่าไรนัก

“งั้นก็ลองเล่นเกมง่าย ๆ ผมจะเอาของทั้งหมดตรงนี้มาเป็นเดิมพัน” เครดิตพูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่าย  กุญแจรถมอเตอร์ไซค์ตัวเอง และเงินสดปึกละห้าพันบาท สี่ปึก ออกมาวางไว้ด้านหน้า ห่างจากตัวเองและคู่สนทนาไปราวสองเมตร

“คราวนี้มาเล่นทอยเหรียญกัน เอาเหรียญจากกระเป๋าตัวเองออกมาโยน เหรียญใครไปอยู่บนของพนันชิ้นไหน แล้วออกหัวหรือก้อยตามที่ตัวเองทายได้ ก็จะได้ของชิ้นนั้นไปเลย แต่ถ้าออกไม่ตรงตามที่ทายขึ้นมา ของชิ้นนั้นจะตกเป็นของฝ่ายตรงข้ามทันที”

เครดิตอธิบายกติกา แล้วหยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋า อีกฝ่ายก็หยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋าสตางค์ด้วยท่าทางกังวล

“เอาหัว” ชายวัยกลางคนพูดพลางโยนเหรียญออกไป มันตกอยู่บนธนบัตรปึกละห้าพัน และออกหัวตามที่คาด เขาจึงเดินไปหยิบธนบัตรพวกนั้นมาทันที

“ขอบใจสำหรับเงินนะไอ้หนุ่ม เกมง่ายๆ นี่หว่า”

“ก้อย” เครดิตพูดพลางโยนเหรียญออกไปบนธนบัตรปึกละพันอีกใบ ทว่ามันกลับออกหัวเสียอย่างนั้น ชายวัยกลางคนจึงเดินไปหยิบมาแล้วหัวเราะร่า

“เหมือนฝีมือทอยเหรียญของมึงจะไม่ได้เรื่องเลย แค่นี้กูก็ได้มาฟรีหนึ่งหมื่นแล้ว!

“ต่อไป หัว!” ชายวัยกลางคนพูดพลางโยนเหรียญออกไป คราวนี้มันตกอยู่บนธนบัตรใบละพันอีกครั้ง และออกหัวเช่นเดิม เขายิ้มร่าก่อนจะเดินไปเก็บมาอีกห้าพัน ขณะที่เครดิตยังคงไม่แสดงท่าทางกังวลแต่อย่างใด

“ก้อย” เครดิตโยนเหรียญออกไป คราวนี้พลาด มันไม่ตกอยู่บนของชิ้นไหนเลย ทำเอาชายวัยกลางคนถึงกับหัวเราะร่า

                “ท้าเล่นพนันทั้งที แต่ฝีมือห่วยจริง ๆ หมดตัวเปล่า ๆ!” ชายกลางคนพูดพลางโยนเหรียญออกไปอีกครั้งหนึ่ง เล็งไปที่ธนบัตรปึกสุดท้าย ถึงเขาจะไม่ได้โทรศัพท์มือถือคืน แต่อย่างน้อยก็ได้มาสองหมื่นแน่นอนถ้าเหรียญตกกระทบ

                แล้วก็เป็นไปดังที่เดา ชายวัยกลางคนได้เงินไปอีกห้าพัน ทำให้ได้เงินถึงสองหมื่นมาครอบครอง ก่อนที่เขาจะแสดงท่าทางเยาะเย้ยเครดิต ที่ตอนนี้ก็ยังคงไม่แสดงสีหน้าว่าตัวเองกำลังเสียเปรียบอยู่ดี

                “หัว” เครดิตพูดพลางโยนเหรียญออกไป คราวนี้มันกระทบเข้ากับกุญแจรถ แต่ก็กระเด้งออกมา ไม่อยู่บนกุญแจ ทำให้เขาไม่ได้อะไรไปสำหรับตานี้เช่นเคย

                “ก้อย” ชายวัยกลางคนโยนเหรียญลงไปยังโทรศัพท์ ทว่ามันก็กระเด้งออกจากโทรศัพท์ออกไปเช่นกัน

                “โยนเหรียญลงบนของแข็ง ๆ ให้ตกอยู่ตรงนั้น มันไม่ง่ายเหมือนโยนลงแบงค์นุ่ม ๆ นะลุง” เครดิตพูดขิ้นพลางส่งยิ้มอ่อน “จะว่าไปโทรศัพท์ลุงน่าจะมีข้อมูลอะไรสำคัญ ๆ อยู่บ้างไหมนะ... บางทีเช่นคลิปหลุดหรืออะไรสักอย่าง หรือโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ล็อกอินค้างไว้ กับคอนแท็คคนที่น่าสนใจ...”

คำพูดเครดิตทำเอาชายกลางคนเริ่มรู้สึกกดดัน หลังจากที่พยายามคิดว่าเสียโทรศัพท์ไปแล้วอาจหาใหม่ได้ด้วยเงินสองหมื่น หากเป็นแบบนี้ต่อไป แม้โยนเหรียญตกกระทบของพวกนั้น ก็มีโอกาสที่จะออกตรงข้ามกับที่ทอย แล้วอาจจะเสียโทรศัพท์มือถือไปอยู่ดี ซึ่งถ้าอีกฝ่ายได้เข้าไปเห็นความลับอะไรบางอย่างในโทรศัพท์ หรือเอาเบอร์โทรหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กของตัวเองไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ หรือยืมเงินใครแล้วให้มาทวงกับตัวเองล่ะก็ อาจจะแย่ก็ได้

“ทอยสิลุง” เครดิตเร่งอีกครั้ง ทำเอาชายกลางคนเริ่มจะคิดมาก

“เออได้! หัว ชายกลางคนพูดพลางหยิบเหรียญจากในกระเป๋าสตางค์หลายสิบเหรียญออกมาโปรยไปพร้อมกันในครั้งเดียว มันตกลงบนโทรศัพท์และกุญแจรถ และมีทั้งเหรียญที่ออกหัวและก้อย แต่ชายกลางคนก็รีบเดินไปหยิบของพวกนั้นมาทันที

“กติกาไม่ได้บอกว่าให้ทอยเหรียญเดียวถูกไหม? และก็บอกว่าแค่ออกตามที่ทายก็พอ ไม่ได้บอกว่าต้องออกทุกเหรียญ งั้นของพวกนี้ทั้งหมดก็เป็นของกู! ส่วนมึงไสหัวไปไหนก็ไป เกมจบแล้ว!”

“ก้อย” เครดิตพูดพลางหยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋าเพิ่มอีกสามเหรียญ แล้วโยนใส่คู่สนทนา เหรียญไปติดอยู่บนหน้าผากและแขนขาของอีกฝ่าย โดยออกก้อยทั้งหมดทุกเหรียญ

“กติกาก็ไม่ได้บอกนี่ว่าของทั้งหมดตรงนี้ ไม่รวมคนเล่นด้วย... และชีวิตลุงก็เป็นของผมแล้ว...” เครดิตแสยะยิ้มชั่วร้ายในท้ายที่สุด ชายกลางคนพยายามจะด่าคู่สนทนา แต่ก่อนจะได้ทำ ควันพลังงานสีดำก็ปรากฏออกมาจากเหรียญทั้งหมดของเครดิต แล้วห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ ก่อนที่จะแทรกซึมเข้าสู่ภายในร่างกายของผู้พ่ายแพ้ต่อเกมนี้

“เกมโอเวอร์”

“ไอ้... ขี้โก... อ๊าก!!” ชายวัยกลางคนดิ้นพราดเมื่อกำลังจะพ่นคำด่า ร่างกายถูกบิดด้วยพลังงานที่เขามองไม่เห็นเหมือนผ้าที่กำลังถูกบิดหลังการซัก ก่อนจะกลับคืนมาสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว เครดิตเห็นดังนั้นก็ก้าวเข้าหาผู้แพ้ แล้วฉีกยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะ

“ต่อไปนี้ลุงจะ... อ๊าก!

ไม่ทันที่เครดิตจะพูดจบ เขาก็รู้สึกเหมือนถูกกระแทกด้วยถ่านไฟร้อน ๆ เข้าที่กลางหลัง เขาสะดุ้งโหยง ใบหน้าเปลี่ยนไปเป็นคล้ายกับยักษ์ในงานจิตรกรรม ก่อนจะกลับเป็นแบบมนุษย์อย่างรวดเร็ว ทำเอาชายวัยกลางคนที่เห็นถึงกับหน้าซีด

 “ปล่อยมนุษย์คนนั้น แล้วมาคุยกันอีกรอบ!” เสียงหญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา และเมื่อเครดิตหันไปมอง ก็พบกับนภาพรที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก พร้อมกับลูกเทนนิสที่ห่อหุ้มพลังงานของเธอ

“กลับบ้านไปก่อนแล้วกันลุง” เครดิตบอกกับชายกลางคนที่กำลังมีท่าทางหวาดกลัวปรากฏอยู่ในแววตา เขาวิ่งหนีจากตรงนั้นทันที

“แพ้ไปคราวก่อนแล้ว ยังอยากจะแพ้อีกรอบเหรอ?” เครดิตพูดพลางมองไปที่เด็กสาวตาเรียว

“ก็ไม่อยากแพ้หรอก แต่ไม่อยากให้แกต้องทำร้ายมนุษย์อีกมากกว่า” นภาพรพูดพลางมองไปที่เครดิตด้วยสายตาเหมือนจะแฝงความเห็นอกเห็นใจ ต่างออกไปจากวันก่อน และนั่นก็ทำเอาเด็กหนุ่มสังเกตได้เช่นกัน

“ก็ได้ งั้นเรามาเล่นเกมกัน...”





เกร็ดความรู้

เทพารักษ์ หมายถึงเทวดาที่ทำหน้าที่รักษาสถานที่ต่าง ๆ บนโลก ตามความเชื่อของแต่ศาสนา

ในศาสนาพุทธ แบ่งเทพารักษ์ออกตามพื้นที่ที่ดูแลรักษา เช่น

-         - ภุมมเทวดา เป็นเทวดารักษาที่ดินและบ้านเรือนในเขตที่ดิน หรือ “พระภูมิเจ้าที่”

-         - รุกขเทวดา เป็นเทวดาที่รักษาต้นไม้ใหญ่น้อย

-         - ปัพพตเทวดา เป็นเทวดารักษาภูเขา (รวมถึงป่าในบริเวณภูเขา) หรือ “เจ้าป่าเจ้าเขา”

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #81 ลั่ว ต้าหมิง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 10:20
    ว่าไม่น่าขวางเลย
    #81
    0
  2. #54 yojamato (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 03:12
    สงสารโจ๋ นะครับ ครอบครัวมีปัญหา เพราะพ่อเปลี่ยนไป
    #54
    0
  3. #40 Gow63 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 10:39

    อ่านต่อครึ่งหลังละ รู้สึกสนุกและเพลินดี และตอนนี้ชอบการเล่้าถึงปัญหาแบบบ้านๆ ของไทยได้ดี เริ่มผูกพันกับตัวละครแล้วด้วย คราวนี้ถ้านภาพรแพ้อีก น่าจะเสีย credit ความเจ๋ง 555

    #40
    0
  4. #39 Gow63 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 00:02

    วันนี้่มีเรื่องยุ่งเลยอ่านได้ครึ่งเดียว ขอมาอ่านต่อแล้วจะมาเม้นอีกครึ่ง เอาจริงๆ ชอบช่วงเริ่มต้นมาแล้วเล่นเกมในบ้านเทพมาก มันให้ฟิลที่หลากหลายดี มุกเยอะแบบคิดไม่ถึง ... และเอาจริง ตอนที่นภาพรถามวีจีณี ว่าอยู่ร่างนี้ไม่รู้สึกแปลกๆ เหรอ .. แอบคิดว่า -ที่นภาพรถามน่ะ มันหมายถึงตอนอาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้ารึเปล่าฟะ??? ส่วนเนื้อหาตอนนี้่อ่านไปดีๆ นี่มันเหมือนองค์กรการบริหารงานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ที่มีความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างเทพ มนุษย์ และพวกอสูรต่างๆ ทั้งจากอสูรที่เป็นเทวดาและอสูรกายในอบายภูมิเลย .. แล้วก็ทำให้เข้าใจว่า ที่เทวดาระดับล่างมีการ corrupt ก็เพราะพวกคนที่มาบูชา ให้เครื่องเซ่น บนไว้เพื่อจะทำบุญและถวายของต่างๆ ให้ เทวดาระดับล่างก็เลยไปช่วยคนเหล่านั้นทั้งที่หลายๆ คนก็ไม่ใช่คนดีใช่ป่ะ เอาตรงๆ อ่านเรื่องนี้ไปก็เหมือนอ่านสารคดีขององค์กรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตจริง ส่วนพวก "ผู้ใหญ่" ก็น่าจะเป็นเหล่าอากาศเทวดาในสวรรค์ชั้น 1-2

    #39
    0
  5. #14 kullawat48 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 23:42

    ทำไมผมรู้สึกชอบเครดิตแปลกๆแหะ

    #14
    0
  6. #13 Dragon_P (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 20:09

    เครดิต - ถ้าหากพี่ทำให้พ่อเรากลับมาเป็นคนดีได้ เราต้องตอบแทนพี่หนึ่งอย่างด้วย

    โจ๋ - ได้สิครับ ว่าแต่พี่ต้องการอะไรล่ะ

    เครดิต - เป็นแฟนกับพี่นะครับ

    โจ๋ - ...................



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 ธันวาคม 2562 / 20:17
    #13
    2
    • #13-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 5)
      29 ธันวาคม 2562 / 20:17
      จิ้นไปไกลเลยนะนั่น 55555
      #13-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  7. #12 Dragon_P (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 19:48

    คราวนี้หญิงหญิงแหะ

    #12
    1
    • #12-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 5)
      29 ธันวาคม 2562 / 20:18
      วีจิณีเธอเป็น Gender Fluid ไปแล้วตอนนี้ ๕๕๕๕
      #12-1
  8. #11 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 19:06

    เกมที่เล่นในห้อง ร้องไห้ไกลๆ ไม่รู้ภาคไหน โปสเตอร์ห้องโจ๋ AION ส่วนวิทนีย์น่าจะคงร่างจริงอยู่ในบรรยากาศของโลกได้ไม่เกิน 3 นาทีนะ ไม่งั้นพลอยที่สังวารจะกระพริบส่งเสียงเตือน


    พวกตาลุงที่ว่ากับที่ส่งเสียงไปไม่ได้ยิน คงเป็นพวก Monk B October Indra & The Gang บนดาวดึงส์แหง

    #11
    1
    • #11-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 5)
      29 ธันวาคม 2562 / 20:20
      สังวาลย์นั่น Ultraman แล้ว!!
      #11-1