[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 4 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๓ : กำแพง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    14 พ.ค. 63

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๓ กำแพง

แสงดาวบนฟ้าส่องประกายระยิบระยับ จันทร์เดือนเสี้ยวทอแสงสว่างกลางท้องฟ้ายามเที่ยงคืน ทว่าแสงเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้ข้างศาลเจ้าในย่านชุมชนหนึ่งสว่างได้เท่ารัศมีที่เปล่งออกมาจากร่างของเทพธิดา ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับภูตผีเกือบร้อยตนที่กำลังรุมล้อมจากทุกทิศทุกทาง

“มนุษย์เมื่อครู่ แท้จริงแล้วเป็นพวกเทวดางั้นรึ? น่าอัศจรรย์ใจ” เสียงที่แหบพร่าเปล่งออกมาจากศาลเพียงตาที่ปกคลุมไปด้วยควันสีดำ “จับเจ้าม้าดำได้ แล้วมันยอมเล่าแผนการของพวกเราให้ฟัง เลยคิดจะมาจัดการข้าต่อสินะ อย่าฝันเฟื่องนักเลย! ดูจำนวนบริวารของข้าก่อน!”

“แล้วไงต่อ? เราต้องกลัวด้วยหรือเปล่า?” เทพธิดาผู้เปล่งรัศมีสีขาวอมฟ้าเอ่ยพลางบิดขี้เกียจ แล้วมองซ้ายมองขวา ดูเหล่าภูตผีปีศาจทั้งหลายที่แวดล้อม พวกมันมีร่างกายคล้ายมนุษย์ที่ผิวซีดและผอมเกร็ง แต่บางพวกมีเล็บยาวและเขี้ยวแหลม ดวงตาแดงราวกับเลือด บางพวกมีปีกเหมือนค้างคาว ราวกับเป็นปีศาจดูดเลือดที่เห็นในภาพยนตร์บางเรื่อง

“รุมมันเลย! แล้วข้าจะจับมันสะกด....” เสียงจากศาลเพียงตาสั่ง ทว่าไม่ทันขาดคำ เสียงบางอย่างก็ดังกัมปนาทขึ้น

เปรี้ยง!

เทพธิดาเปลี่ยนท่าทางจากยืนตามสบาย เป็นปล่อยหมัดตรงไปข้างหน้า รอบตัวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนต้นไม้รอบๆ สั่นไหว ภูตผีหลายสิบปลิวกระเด็นไปตนละทิศละทางหลายตนจะสลายเป็นกลุ่มควัน อากาศบริเวณที่ถูกหมัดสัมผัสพุ่งออกไปด้านหน้า กระแทกเข้ากับศาลเพียงตาจนแตกกระจาย บางอย่างในศาลปลิวกระเด็นออกไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังแล้วแน่นิ่งไป

“หมดสติแบบนี้ คงต้องปลุกมาสอบสวนวันหลังแล้วมั้ง” เทพธิดาคิดในใจพลางเดินเข้าหาร่างที่แน่นิ่ง เธอปลดบ่วงบาศที่ทำเป็นเชือกประดับผมออก แล้วคล้องร่างนั้นลากลงขวดใบเล็กที่เพิ่งปรากฏขึ้นมา ก่อนที่รัศมีของเธอค่อยๆ จางหายไปรอบข้างกลับมามืดสลัว จากนั้นร่างที่คล้ายมนุษย์ก็เดินกลับออกมาจากบริเวณนั้นเพียงลำพัง

“พรุ่งนี้วันทัศนศึกษาด้วย จะกลับไปเตรียมตัวทันหรือเปล่านะ?”

.

                ในนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากกำลังเดินขวักไขว่ บ้างก็เที่ยวชมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทั้งหลายที่นำมาจัดแสดง บ้างก็กำลังซื้อสินค้าที่มาวางจำหน่าย รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนจากมัธยมธีรโชติศึกษาเองก็เช่นกัน

“นิทรรศการนี่มัน มีแต่อะไรสุดยอดทั้งนั้นเลย! ว่าไหมนกน้อย!” เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้น ขณะที่ร่างผอมของเจ้าของเสียงหันไปมองเพื่อนสาวร่างเล็ก หลังจากที่มองซ้ายมองขวาดูสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่รอบตัว ส่วนพวกเพื่อนแต่ละคนก็แยกย้ายไปดูการจัดแสดงตามบูธที่พวกตนสนใจ

                “ก็ดีนะโจ๋ ฉันว่าดีไซน์ของแต่ละอย่าง มันน่าสนใจดี” นกน้อยบอกกับเพื่อนที่เธอเรียกว่าโจ๋ แล้วหันไปมองต้องตาที่กำลังจ้องไปยังบูธหนึ่งอย่างสนอกสนใจ และเมื่อนกน้อยมองตามไปก็เจอกับเกมเต้นที่ใช้ระบบจับการเคลื่อนไหวของผู้เล่นที่ยืนหน้าจอ พร้อมการคำนวณพลังงานที่ร่างกายเสียไป อัตราการเต้นของหัวใจและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ ซึ่งมีคนไม่น้อยกำลังยืนรุมล้อมการเต้นแข่งขันของเด็กสาวในชุดนักเรียนคู่หนึ่งอยู่

                “นั่นมันพิมพ์นี่ เต้นเก่งเหมือนกันนะนั่น” นกน้อยพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือเด็กสาวที่มาล้อเลียนความฝันของต้องตา

                “ก็ไม่เท่าไรนะ” ต้องตาตอบนกน้อย ขณะที่ยังมองไปที่การเต้นนั้นไม่วางตา จนการแข่งเต้นนั้นใกล้จะสิ้นสุดลง “การเคลื่อนไหวยังไม่เป็นธรรมชาติ ยังเกร็งๆ บางส่วน ทำให้เคลื่อนไหวช้ากว่าที่ควรจะเป็น ไม่เหมือนกับ...”

                “น้องหยาดฟ้า! เดี๋ยวขอเซลฟี่ด้วยหน่อยได้ไหมคะ” เสียงหนึ่งในผู้ชมที่เอ่ยขึ้นหลังจากเพลงสิ้นสุดลง ขณะที่คนก็พากันไปรุมล้อมคนที่เต้นกับพิมพ์เมื่อครู่ เธอเป็นเด็กสาวผิวขาวเปล่งประกาย ดวงตากลมโตสดใส ผมเปียสีดำยาว รูปร่างสมส่วน ดูท่าทางน่ารักน่าชังอยู่ไม่น้อย

                “รอสักพักนะคะทุกคน” หยาดฟ้าเอ่ยพลางยิ้มให้กับคนที่รุมล้อม ก่อนจะหันไปโค้งให้กับพิมพ์ที่ดูท่าทางอารมณ์ไม่ดีที่แพ้กับเกมการเต้นเมื่อครู่ แล้วเอ่ยขึ้นมา

                “ขอบคุณที่เต้นด้วยกันนะคะ”

                “ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจที่ชวนนะ” พิมพ์ตอบ ขณะที่หยาดฟ้าเงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มเป็นมิตรให้ ก่อนที่พิมพ์จะเดินออกมาจากบริเวณนั้น ปล่อยหยาดฟ้าอยู่กับกลุ่มคนที่เข้ามารุมล้อมแทน

                “หยาดฟ้านี่สุดยอดไปเลย เป็นดาราที่สวยน่ารัก นิสัยดี แล้วก็เก่งหลายอย่างด้วย แม่ฉันยังชอบเลย ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะสอบเข้ามาเรียนโรงเรียนเดียวกับดาราดังแบบนี้ ถึงจะไม่ใช่ห้องเดียวกันก็เถอะ” นกน้อยพูดกับต้องตา ขณะที่เพื่อนสาวร่างอวบยังคงเหม่อมองไปยังเครื่องเต้นนั้น ที่ตอนนี้หยาดฟ้ากับกลุ่มแฟนคลับของเธอเดินหลีกออกไปอีกทางหนึ่ง

                “ฉันอยากลองดู กับเพลงที่พวกเขาเต้นเมื่อกี้นี้” ต้องตาบอกพลางเดินตรงเข้าไปที่เครื่องเต้น ทำเอานกน้อยและโจ๋ตกใจไม่น้อย

                “ง... งั้นฉันขอไปดูด้วยคนนะ ถึงจะไม่เต้นด้วยก็ไปให้กำลังใจแล้วกัน” นกน้อยบอกเพื่อน หลังจากคิดได้ว่าต้องตาจริงจังกับความฝันเรื่องการเป็นไอดอลและการซ้อมเต้น ซ้อมร้องเพลงของเธอมากขนาดไหน

                “งั้นฉันขอตัวไปบูธตรงนั้นก่อนนะ เสร็จแล้วไปเรียกด้วยล่ะ” โจ๋พูดพลางชี้ไปยังส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับหุ่นยนต์หลายรูปแบบที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ต้องตาและนกน้อยก็ตอบตกลง ก่อนที่ทั้งสามจะแยกย้ายไปกันคนละทาง

                เด็กสาวร่างอวบอ้วนกับเด็กสาวร่างเล็กเดินไปที่เครื่องเล่นเกมเต้น สถิติแตะหลักหมื่นของหยาดฟ้ายังคงอยู่บนหน้าจอมันห่างจากพิมพ์ที่ได้เพียงครึ่งหมื่นเท่านั้น ทำเอานกน้อยอดคิดกังวลไม่ได้ว่าต้องตาจะสู้พวกเธอได้ไหม แล้วถ้าพลาดขึ้นมา จะเสียกำลังใจหรือเปล่า

                ทว่าเมื่อต้องตาขอติดตั้งอุปกรณ์เพื่อจับการเคลื่อนไหวจากเจ้าหน้าที่ประจำบูธ แล้วเข้าไปหน้าเครื่องเล่นนั้นกับเด็กสาวจากโรงเรียนอื่นอีกคนหนึ่ง ความคิดของนกน้อยก็ต้องเปลี่ยนไปในทันที เพราะการเคลื่อนไหวของเด็กสาวร่างอวบอ้วนนั้นเรียกได้ว่าพลิ้วไหวและงดงามยิ่งกว่าพิมพ์ที่เธอชื่นชมเมื่อครู่เสียอีก

                ทว่าการเคลื่อนไหวของต้องตานั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปได้แบบเดิมจนจบเพลง เมื่อเข้าสู้ท่อนสุดท้ายของเพลง เด็กสาวก็เริ่มเคลื่อนไหวช้าลง

                “ท่าเต้นดีมากเลย แต่เหมือนจะหายใจยังไม่เป็นระบบเท่าไร ทำให้เต้นเพลงเร็วแบบนี้จนจบเพลงไม่ไหว” เสียงของเด็กสาวอีกคนแว่วมา และเมื่อนกน้อยหันไปหา ก็พบกับนภาพรยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ “ถ้าหมั่นออกกำลังกายมากกว่านี้ก็คงจะรับภาระของร่างกายไหวอยู่หรอก”

                สิ่งที่นภาพรพูดไม่ผิดจากความจริงเท่าไรนัก เมื่อเพลงนั้นสิ้นสุด ต้องตาถึงกับก้มลงเอามือเท้าเข่าแล้วหายใจหอบ ขณะที่ผู้ร่วมเต้นอีกคนยังดูไม่เป็นอะไรเท่าไรนัก

                “ยัยอ้วนนั่นนึกว่าแน่ ที่แท้ก็เป็นแค่หมูธรรมดา” หนึ่งในวัยรุ่นที่ดูการเต้นเมื่อครู่นินทาเบาๆ แต่ก็ต้องเงียบไปเมื่อนภาพรเดินเข้าไปประคองต้องตาให้ลุกขึ้นยืน แล้วชี้ไปที่สถิติที่ปรากฏบนหน้าจอ ทำเอาสายตาคนมุงต้องจับจ้องไปพร้อมกัน

                “มากกว่า 9000!

                “คะแนนรองจากหยาดฟ้าแค่คนเดียวว่ะเก่งจริงนี่หว่า!

                นกน้อยเองก็ไม่อยากเชื่อสายตาและหูของตัวเอง แต่พอได้ยินแบบนั้นก็รีบปรบมือให้กับต้องตา ทำเอาบรรดาคนมุงพากันปรบมือตามโดยมิได้นัดหมายขณะที่นภาพรประคองต้องตาที่กำลังเหนื่อยหอบเดินออกมา แล้วพูดลอย ๆ กับผู้คนที่กำลังจ้องมองอยู่

                “ความตั้งใจของผู้หญิงนี่เข้มแข็งกว่าที่คิดนะ”

                “ทำได้ดีมากเลยต้องตา” นกน้อยพูดพลางวิ่งเข้าไปให้กำลังใจ ขณะที่ต้องตายิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบกลับ

                “ยังหรอก ยังข้ามกำแพงนั้นไม่ได้... ถ้าตอนท้ายเพลงไม่เหนื่อยก่อนล่ะก็...” ต้องตาเอ่ยขึ้นมา ทำเอานกน้อยอดประหลาดใจไม่ได้ ว่าเธอคิดจะเอาชนะแม้กระทั่งหยาดฟ้าจริง ๆ งั้นเหรอ

                “ต้องฝึกกับเพลงเร็วให้มากกว่านี้นะ คราวหน้าจะได้คะแนนที่ดีขึ้น” นภาพรบอกกับต้องตา ก่อนที่จะปล่อยเธอจากการประคอง เด็กสาวร่างอวบก็กลับมายืนเองได้โดยไม่หายใจหอบเท่าตอนแรก

                “ว่าแต่นภาพรสนใจบูธนี้ด้วยเหรอ?” นกน้อยถามอย่างสงสัย

                “จริง ๆ ก็สนใจตรงนั้นมากกว่าน่ะ แค่เดินผ่านมาแล้วเห็นพวกเธอเลยสนใจเฉย ๆ” นภาพรบอก ก่อนที่ดวงตาเร็วของเธอจะมองไปยังบูธหุ่นยนต์ที่โจ๋เดินไปเมื่อครู่ เด็กสาวอีกสองคนมองตามไปและพบว่าโจ๋กำลังสนุกกับการลองเขียนโค้ดเพื่อควบคุมหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำบูธแนะนำให้

                “ดูโจ๋จะชอบอะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือหุ่นยนต์อะไรพวกนี้มากเลยนะ” นกน้อยพยายามหาเรื่องชวนนภาพรคุย ทว่าเพื่อนสาวตาเรียวเหมือนจะไม่ได้สนใจ เพราะสายตาของเธอจ้องมองเจ้าหน้าที่ประจำบูธที่คุยกับโจ๋ เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมผิวสีคล้ำ ผมผยิก ดวงตากลมโต คิ้วหนา ความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร สวมชุดนักเรียนอาชีวะ และน่าจะเป็นเจ้าของผลงานหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่โจ๋กำลังลองเขียนโปรแกรมควบคุมมัน

“เป็นอะไรไปหรือเปล่าพร” ต้องตาเอ่ยขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนั้นทำให้นภาพรไม่อาจละสายตาได้

“ไปดูโจ๋ตรงนั้นกันเถอะ” นภาพรบอกกับเพื่อน ก่อนจะนำสองสาวเดินไปที่บูธนั้น ขณะที่โจ๋และเด็กหนุ่มผิวคล้ำกำลังให้ความสนใจหุ่นยนต์ตัวใหญ่ที่กำลังยกกล่องใบใหญ่ ที่โจ๋เป็นคนเขียนคำสั่งควบคุมมันเมื่อครู่

“เต้นเสร็จแล้วเหรอ มาดูนี่สิ สุดยอดไปเลย” โจ๋เชิญชวนเพื่อนร่วมห้องทั้งสามให้เดินเข้ามาดู ปกติแล้วเขาดูไม่ใช่คนกล้าแสดงออกเท่าไรนัก แต่หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์ เขาก็มักจะอธิบายให้คนอื่นฟังได้เป็นฉาก ๆ

นกน้อยฟังการอธิบายจากโจ๋อย่างสนใจ แม้บางอย่างไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้นกน้อยประทับใจอยู่พอตัว เด็กสาวร่างเล็กอดคิดในใจไม่ได้ว่า ถ้าเธอเองสามารถอธิบายความชอบของตัวเองให้คนอื่นฟังได้แบบโจ๋ หรือกล้าที่จะบอกความฝันของตนเองแบบไม่กลัวผลที่ตามมาแบบต้องตา ความฝันของเธออาจไม่ต้องเป็นความลับแบบนี้ก็ได้

ตรงข้ามกับต้องตา เธอดูไม่ค่อยสนใจรายละเอียดที่โจ๋พูดเท่าไรนัก เพราะตอนนี้เด็กสาวร่างอวบกำลังสนใจท่าทางของนภาพรที่ดูแปลกไปเมื่อเห็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนอาชีวะมากกว่า

“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บูธของวิทยาลัยเทคโนโลยี....” เด็กหนุ่มร่างผอมพยายามจะทักทายผู้มาเยือนใหม่ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้พบกับนภาพรที่กำลังจ้องมองด้วยสายตาแปลก ๆ

“เจอจนได้” นภาพรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนจะเป็นมิตร แต่ก็แฝงความรู้สึกแปลก ๆ จนต้องตาอดขนลุกไม่ได้

“จำคนผิดแล้วมั้งครับ ผมว่าผมไม่เคยเจอคุณมาก่อนนะ” เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนอาชีวะเอ่ยขึ้นพลางยิ้มแห้ง ๆ

“ใช่ เราไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่เคยได้ยินเรื่องของพี่มาจากคนรู้จักน่ะ! พี่เครดิต นักเรียนอาชีวะปี 2 ที่เก่งมาก ๆ จนเข้าไปอยู่ในทีมงานวิจัย MBP-054ของ ดร.พีระ ใช่ไหมคะ?” นภาพรพูดด้วยท่าทีเหมือนแสดงความสนอกสนใจคู่สนทนา ทำเอาเด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเครดิตถึงกับยิ้มเจื่อน ๆ

“ฮ่าฮ่า แค่ช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นแหละครับ ดีใจเหมือนกันนะครับที่มีคนสนใจงานนั้นด้วย” เด็กหนุ่มอาชีวะตอบ ก่อนที่จะผายมือไปยังหุ่นยนต์ยกของที่โจ๋กำลังควบคุม “มาดูนี่กันก่อนดีกว่าครับ อันนี้ผมเป็นโปรเจ็คในระหว่างการพัฒนาของผมเอง น้อง... เอ่อ...”

“นภาพร เกิดผลดี ม.4 ค่ะ ส่วนเพื่อนชื่อต้องตา และก็นกน้อย” นภาพรตอบพลางยิ้มแบบมีเลศนัย เครดิตเองก็ยิ้มกลับมา แต่แวววตากลับไม่ได้แสดงออกว่าเช่นเดียวกับรอยยิ้มนั้น ราวกับจะกลบเกลื่อนความจริงบางอย่างที่ปิดซ่อน ซึ่งแม้แต่ใครบางคนที่ใช้ดวงตาดุมองอยู่ไกล ๆ ก็ยังรู้ได้

“แสดงละครเก่งจังนะเจ้าพวกนี้”เจ้าของดวงตาที่เพื่อนรู้จักในชื่อของเสน คิดในใจราวกับรู้เรื่องอะไรบางอย่างระหว่างทั้งสองคนนั้นแล้วพาร่างตัวเองเดินกลมกลืนไปกับฝูงชนที่มาชมนิทรรศการคนอื่น ๆ ก่อนนภาพรและเครดิตจะทันสังเกต

“อันนี้คือตัวต้นแบบของหุ่นยนต์ขนส่งสินค้าที่ผมได้พัฒนาขึ้นมา โดยอาศัยแหล่งพลังงานสะอาดจาก ดร. พีระ ทำให้พวกเรา...” เครดิตกำลังอธิบาย แต่ยังไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาไกล ๆ ก่อน

“เอาไอ้ ดร. พีระ ออกมาเดี๋ยวนี้!ไม่งั้นพวกแกตายกันหมดนี่แหละ!”

เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากบริเวณไม่ไกลนัก และเมื่อทุกคนหันไปมองก็พบกับหญิงวัยกลางคนที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ของสักกลุ่มที่มาจัดแสดงกิจกรรม กำลังถือกล่องที่มีหลอดใส่สารเคมีแปลกตาเต็มไปหมด

“ทุกคนถอยไปก่อน!” เสียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบอกกับผู้ชมนิทรรศการ หลายคนแตกตื่นไปคนละทาง ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามติดต่อตำรวจและพยายามควบคุมสถานการณ์เอาไว้

“นั่นการแสดงเหรอ?” โจ๋ถามขึ้นมาพลางละสายตาออกจากหน้าจอแล้วเดินมารวมกับกลุ่มเพื่อน

“ไม่น่าใช่” ต้องตาออกความเห็น  ในฐานะผู้ศึกษาเกี่ยวกับวงการศิลปินมาไม่น้อย

“ใครห้ามออกไปไหนทั้งนั้น!” หญิงวัยกลางคนตะโกนขู่ผู้คนที่กำลังแตกตื่น ก่อนที่จะเขย่าหลอดทดลองหนึ่งที่ปิดฝา แล้วขว้างออกไปยังผนัง

ตูม!

เกิดระเบิดเสียงดังสนั่น ผนังที่กระทบกับหลอดทดลองไหม้เกรียม รอบบริเวณที่กระทบมีรอยแตกร้าวโดยรอบไปหลายเมตร เศษแก้วจากหลอดทดลองกลายเป็นสะเก็ดระเบิดพุ่งไปปักขาและร่างกายคนใกล้ ๆ จนต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“ถ้าไม่ทำตามที่บอก ที่นี่เละแน่!” หญิงวัยกลางคนข่มขู่ ผู้ชมนิทรรศการหลายคนเริ่มหวดกลัว แต่ก็ไม่กล้าหนีออกไปจากห้องโถง เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงยื่นข้อเสนอขึ้นมาด้วยเสียงอันดังลั่น

“ฉันยังมีพวกอีกเยอะ!ถ้าไม่อยากให้พวกเราทำร้ายใคร เอาตัวไอ้ ดร.พีระกับทีมงานออกมาเดี๋ยวนี้!

“ใจเย็นนะครับคุณผู้หญิง พวกเราจะติดต่อให้ แต่อย่าเพิ่งทำอันตรายอะไรใครเลยนะครับ วางอาวุธลงก่อน” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งพยายามเกลี้ยกล่อม ก่อนที่อีกคนหนึ่งจะติดต่อผู้รับผิดชอบบูธแสดงนวัตกรรมของ ดร.พีระ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของบูธนั้นจะค่อย ๆ เดินออกมาด้วยท่าทางสุภาพระคนหวาดกลัว ท่ามกลางผู้คนที่ไม่กล้าขยับออกไปจากบริเวณนั้น

“ดร. พีระไม่มาร่วมงานในปีนี้ครับ ขออภัยด้วย”

“ไปตามมันกับทีมของมันมาให้ได้! ไม่งั้นก็ไม่ต้องมีใครออกไปจากที่นี่!” หญิงวัยกลางคนขู่ ก่อนที่จะชูรีโมตขึ้นมา “นอกจากระเบิดสารเคมีเล็ก ๆ เมื่อกี้แล้ว ยังมีระเบิดอีกหลายลูกในห้องนี้ที่แรงกว่า และพร้อมจะบึ้มพวกแกได้ตลอดถ้ากดรีโมต! ถ้าไม่อยากตายให้หมดนี่ก็เอาตัวมันกับพวกมาให้ได้!

“ฝากเฝ้าตรงนี้สักพักนะ” เครดิตบอกกับเจ้าหน้าที่ประจำบูธคนอื่น ก่อนที่จะเดินตรงไปที่หญิงวัยกลางคนที่ทุกคนถอยออกห่าง

“ผมเป็นทีมงานคนหนึ่งของงาน ดร.พีระ ผมมาที่นี่แล้ว ช่วยปล่อยคนอื่นออกไปได้ไหมครับ?” เด็กหนุ่มผิวคล้ำเอ่ยขึ้นมา ขณะที่หญิงวัยกลางคนก็ยังคงแสดงท่าทีเหมือนจะไม่พอใจ “ผมอยากรู้ว่าคุณมีธุระอะไรกับ ดร. อย่างงั้นเหรอ?”

“ผลงานพวกแกมันทำให้ครอบครัวฉันต้องตกงาน! สามีของฉันต้องป่วยจนทำอะไรไม่ได้ เพราะความเครียดและอุบัติเหตุจากการทดลองทั้งที่ร่างกายพักผ่อนน้อย ถ้าไม่มีพวกแกล่ะก็...”

“แล้วต้องการอะไรจากพวกเราล่ะครับ?” เครดิตถามขึ้นมาด้วยท่าทางเหมือนจะนอบน้อม แต่ก็มีท่าทางเหมือนจะประชดประชันแฝงในน้ำเสียง

“ชีวิตฉันไม่เหลืออะไรแล้ว! ฉันต้องการแค่...” หญิงกลางคนโอดครวญสักพัก แต่ก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างได้ จึงไม่พูดต่อ “ช่างมันเถอะ! ไว้ถ้าไอ้พีระมาเมื่อไร ค่อยว่ากันต่อ แต่แกห้ามก้าวออกไปจากตรงนี้เด็ดขาด!”

“งั้นเรามาเล่นเกมกันไหมครับ? ผมจะอยู่ตรงนี้ ถ้าผมกับคุณ ใครขยับก่อน ดร. จะมา ถือว่าแพ้ดีไหมครับ?” เครดิตพูดเหมือนพยายามล่อความสนใจของหญิงวัยกลางคน ซึ่งเธอไม่ค่อยมีอารมณ์แบบนั้นเท่าไรนัก

“เออก็ได้!” หญิงผู้มีวัตถุระเบิดตอบตกลง ก่อนจะจ้องหน้าเครดิตด้วยสายตาเคียดแค้น ส่วนเด็กหนุ่มก็ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่และคนอื่น ๆ ค่อย ๆ ถอยออกจากหญิงกลางคนมากขึ้นทว่านภาพรก็พยายามจะฝ่าฝูงชนเพื่อเข้าไปใกล้ที่สุด จนกระทั่งต้องตาต้องรีบวิ่งมาคว้ามือไว้

“จะไปไหนน่ะพร! ออกมาเถอะ เดี๋ยวพวกเราก็โดนระเบิดตายกันหมดหรอก” ต้องตาพยายามห้าม แต่นภาพรกลับทำสัญญาณมือให้เงียบเสียง

“ผู้หญิงคนนี้โกหก” นภาพรเอ่ยขึ้นมาพลางชี้ให้ต้องตามองไปที่หญิงกลางคน “เธอบอกว่าไม่เหลืออะไรเมื่อถูกซักไซ้มาก แต่กลับขู่ตอนแรกว่ามีพรรคพวกอยู่ มีความเป็นไปได้ว่าลงมือคนเดียว ดังนั้นถ้าแอบเข้าหาแล้วปลดรีโมตนั่นออกได้ ก็น่าจะไม่มีพิษสงอะไร”

“ปล่อยให้พวกผู้ชายจัดการดีกว่าน่า” นกน้อยที่ตามมาทันพยายามห้ามอีกแรง “ถ้าที่คิดไว้พลาดขึ้นมาพวกเราอาจจะตายหมดกันก็ได้นะ”

“ไม่ได้ ต้องเป็นเราเท่านั้น ไม่งั้น...”

“ไม่งั้นอะไรกัน เธอเป็นห่วงพี่คนนั้นอยู่ใช่ไหม? ฉันเห็นแววตาแปลก ๆ ของเธอมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว พวกเธอรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า?”ต้องตาพยายามซักไซ้ด้วยความสงสัย เพราะอยากรู้คำตอบ และหวังให้ภาพรตอบเพื่อดึงไม่ให้เธอตัดสินใจบุ่มบ่าม จริงอยู่ว่านภาพรเองก็เก่งหลายด้าน แต่เรื่องแบบนี้ต้องตาก็ไม่พร้อมให้เอาชีวิตมาเสี่ยง

“มันไม่ใช่แบบที่พวกเธอคิดกันหรอกน่า ทำไมต้องเอาแต่คิดว่าเรื่องแบบนี้ต้องให้ผู้ชายจัดการตลอดล่ะ?” นภาพรถามกลับ ก่อนที่จะมองหญิงกลางคนด้วยท่าทีกังวล “ผู้หญิงคนนั้นกำลังโศกเศร้า เคียดแค้น แล้วก็พร้อมจะตายอยู่แล้ว ยังไงจะช้าจะเร็วเธอก็ต้องกดระเบิดอยู่ดี ถ้ามีใครสักคนที่จะเปลี่ยนความคิดเธอหรือทำให้สงบลงได้ ก็น่าจะเป็น...”

นภาพรยังพูดไม่จบดีก็หยุดชะงักไป ตาเรียวของเธอแทบเบิกกว้าง เมื่อพบว่าหญิงวัยกลางคนจู่ ๆ ก็มีท่าทีเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิม

“เมื่อกี้แกว่าอะไรนะไอ้หนู!”

“ผมฟังแล้วพวกเราไม่ได้ผิดอะไรนี่ครับ ก็ทำงานเพื่อพัฒนาโลกให้ดีขึ้นเอง ถ้าพวกคุณพัฒนาความสามารถมาทัน ดร. พีระ เราก็ก้าวไปด้วยกันได้นี่ครับ เสียดายที่...”

“แกจะบอกว่าพวกฉันไม่มีความสามารถพอเหรอ!” หญิงสาววัยกลางคนเกรี้ยวกราด เธอเดินพรวดเข้าหาเครดิตพร้อมกระเป๋าสารเคมีและรีโมต ท่าทางคุกคามราวกับจะยัดระเบิดเข้าร่างเด็กหนุ่มให้ได้

ทว่าไม่ทันที่จะเดินถึง จู่ ๆ เธอก็ทรุดตัวลง วางกระเป๋าไว้ข้างกาย เอามือกุมหน้าอกด้วยท่าทางทุรนทุราย ราวกับหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะ แล้วล้มลงสิ้นสติไป

ทว่าอาจมีแต่นภาพรที่มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเธอเห็นเต็มสองตาที่ผิดจากคนปกติของเธอ ว่าระหว่างเครดิตและหญิงคนนั้นมีกลุ่มก้อนพลังงานสีดำที่มองด้วยสายตามนุษย์ไม่เห็นล้อมรอบอยู่ และเมื่อเธอเดินออกมาจากจุดที่ยืน กลุ่มก้อนพลังงานที่มนุษย์นั้นก็ก่อรูปร่างเป็นหอก แล้วเสียบเข้ากลางหัวใจเธอพอดิบพอดี!

“เกมโอเวอร์” เสียงของเครดิตกระซิบเบา ๆ จนแทบไม่มีใครได้ยิน ทว่าโสตประสาทของนภาพรกลับได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน

.

ยามค่ำ หลังงานนิทรรศการวันนั้นสิ้นสุด ผู้คนมากมายที่มาชมงานก็กลับออกไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่แต่ละบูธก็ได้เวลาเก็บของ และพักผ่อนตามอัธยาศัย นักเรียนอาชีวะหนุ่มผิวคล้ำก็ขอแยกตัวจากเพื่อนประจำบูธสักครู่ พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดเกมจับมอนสเตอร์ ที่ใช้ระบบ GPS ในการเล่นไปด้วย

เด็กหนุ่มเดินตรงไปที่ลานจอดรถ หวังจะออกไปรับไอเทมตามจุดแลนด์มาร์ก ทว่าระหว่างทางก็พบกับเด็กสาวตาเรียวในชุดวอร์ม สะพายกระเป๋าใบโตมายืนขวางทางเสียก่อน

“มีเรื่องต้องคุยกันหน่อยนะ”

“นภาพรที่เจอกันเมื่อตอนกลางวันสินะ ย้อนกลับมาหลังกลับจากโรงเรียนเลยเหรอเนี่ย?” เครดิตพูดจาเหมือนจะหยอกเย้า แต่เด็กสาวไม่เล่นด้วย

“ในโลกยุคนี้มีบางสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้โดยปกติ ภูตผีปีศาจ หรืออสูรร้ายทั้งหลาย เพราะพวกเราคอยจัดการให้พวกมันอยู่ในขอบเขตของตนเอง ไม่ออกมาเพ่นพ่านทำร้ายมนุษย์อีก แต่เหมือนจะมีพวกที่ยังรอดอยู่นะ...” นภาพรอธิบาย พลางใช้ตาเรียวมองเครดิตอย่างมุ่งร้าย

“แกทำให้ผู้หญิงคนนั้นหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันใช่ไหม?” นภาพรพูดขึ้นก่อนจะกระชากตัวเครดิต แล้วผลักติดกำแพง “เป็นผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิง เป็นอสูรที่ทำร้ายมนุษย์ เราเกลียดที่สุด! ต้องจัดการให้ได้!

“พูดเรื่องอะไร ไม่เห็นจะเข้าใจเลย” เครดิตพยายามบ่ายเบี่ยง ก่อนที่จะปัดมือนภาพรออกไป “ผมจะไปเอาไอเทมตรงนั้นก่อน ค่อยว่ากันทีหลังดีกว่าน่า”

เครดิตพูดพลางจะเดินไปอีกทาง ทว่าเขาก็ต้องสะดุ้งเหมือนชนกับกำแพงล่องหน ขณะที่นภาพรหยิบลูกเทนนิสลูกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วขว้างใส่มือของเครดิตเต็มแรง เด็กหนุ่มร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ขณะที่มือมีรอยไหม้ราวกับถูกถ่านไฟเผา

“ถ้าเป็นคนปกติก็น่าจะเดินผ่านเขตอาคมเมื่อกี้ไปได้ แล้วโดนลูกเทนนิสใส่พลังปราณแบบแสงอาทิตย์เมื่อกี้ก็ไม่น่าเป็นอะไรมาก แต่ออกอาการแบบนั้น แสดงว่าแกไม่ใช่มนุษย์งั้นสินะ” นภาพรพูดขึ้นก่อนที่จะหยิบลูกดิ่งโยโย่ออกมาจากกระเป๋า

“เราจะกำจัดแกก่อนที่จะมีมนุษย์เดือดร้อนเพราะแกไปมากกว่านี้ เจ้าอสูร!

“ใจเย็น ๆ แล้วฟังผมก่อน เออยอมรับก็ได้ว่าผมจัดการผู้หญิงคนนั้นเมื่อกลางวัน แต่ก็ไม่ได้ถึง...” เครดิตพยายามแก้ตัว แต่ลูกดิ่งก็พุ่งเข้าหาศีรษะของเขา แต่การต้องก้มหลบทำให้รอดจากมันไปได้หวุดหวิด

“งั้นมาเล่นเกมกันหน่อยก็ได้ ใครโจมตีอีกฝ่ายก่อนแพ้ โอเคไหม” เครดิตยื่นข้อเสนอขึ้นมา ทว่านภาพรดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเล่นด้วยเท่าไร

“ถ้าแพ้เกมบ้าบอนี่แล้วจัดการแกได้ก็โอเค!” นภาพรพูดพลางดึงโยโย่กลับ แล้วหยิบลูกเทนนิสอีกสองลูกออกมา เธอหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนที่พลังงานจะออกหุ้มลูกเทนนิสนั่น แล้วเธอก็ขว้างมันใส่เครดิตเต็มแรง

พลั่ก!!

ลูกเทนนิสปะทะเข้ากลางอกและท้องเด็กหนุ่มผิวคล้ำ เขาปลิวกระเด็นลงไปนอนกับพื้น มีรอยไหม้ปรากฏขึ้นมาบริเวณที่กระทบลูกเทนนิส ทว่าเครดิตกลับแสยะยิ้ม

“เกมโอเวอร์” เครดิตเอ่ยขึ้น ก่อนที่กลุ่มก้อนพลังงานสีดำจะปรากฏขึ้นมาล้อมรอบตัวนภาพร และรัดเธอเอาไว้แน่น ก่อนจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วร่างของเด็กสาวก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นดิน

“ขอโทษทีนะ ไม่อยากให้เธอเป็นแบบนี้เลย แต่ก็คงเป็นอัมพาตตั้งแต่คอไปอีกพักใหญ่ล่ะมั้ง” เครดิตเอ่ยพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วมองนภาพรที่ถูกพลังงานสีดำปกคลุมทั้งร่าง ก่อนที่พลังงานสีดำนั้นจะพาร่างนภาพรกลิ้งไปนั่งพิงกำแพงริมทาง

“จะทำอะไรกับเราก็เชิญเลย! เราแพ้แล้วนี่เจ้าอสูร!” นภาพรท้าทาย แต่เด็กหนุ่มผิวคล้ำกลับหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาแทน

“จะอธิบายพวกมนุษย์คนอื่นเรื่องแผลไหม้จากพลังลมปราณนี่ยังไงดีเนี่ย...” เครดิตบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูหน้าจอเกม แล้วจับมอนสเตอร์ที่ปรากฏขึ้นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไม่ว่าจะทำยังไง ผมก็โดยมองว่าไม่ดีเท่าไรจริง ๆ ด้วยสินะ ไม่ว่าจะจากพี่ ๆ ทั้งห้า หรือจากพวกเทวดา หรือพวกมนุษย์ก็เหอะ กำแพงระหว่างพวกเรามันคงหนาเกินกว่าใครจะก้าวข้ามมามั้ง”

 “หวังว่าเจอกันรอบหน้าเราจะคุยกันดี ๆ ได้นะ ถึงอาจจะไม่มีโอกาสนั้น เพราะคุณแพ้การเล่นเกมกับผมแล้วก็คงเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิตก็เถอะ ยังไงเดี๋ยวจะลองดลใจให้คนดี ๆ เดินผ่านมาช่วยนะ” เครดิตพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความเศร้าสร้อย ก่อนที่จะเดินจากบริเวณนั้นไป ปล่อยให้นภาพรนอนกัดฟันกรอดอยู่เพียงลำพัง

“ไอ้พวกอสูรเฮงซวย ไอ้พวกผู้ชายบ้า! คิดว่าแข็งแกร่งกว่าแล้วจะทำอะไรก็ได้กับผู้หญิงอย่างเราได้งั้นเหรอวะ?” นภาพรบ่นอยู่คนเดียว เพราะสูญเสียความสามารถในการขยับร่างกายไปแล้ว

“หยุดบ่นอะไรน่ารำคาญแบบนั้นสักทีเถอะ” เสียงทุ้มของผู้ชายคนหนึ่งดังนั้นมา ก่อนที่เจ้าของเสียงจะออกมาจากการหลบหลังกำแพง เขาคือเด็กหนุ่มตาดุ ที่นภาพรรู้จักว่าชื่อเสนนั่นเอง

“แก... เห็นเมื่อกี้ทั้งหมดงั้นเหรอ?”

“อืม” เสนกล่าวขึ้นมา ก่นจะมองซ้ายมองขวา เหมือนกับจะหากล้องวงจรปิดหรือผู้คนที่ผ่านไปมา แต่เมื่อไม่พบ เขาก็หัวเราะขึ้นมาเบา ๆ

“แกคิดจะทำอะไรกับเราน่ะ จะฉวยโอกาสที่เราขยับไม่ได้...”

“สามนาทีน่าจะทันมั้ง” เสนพึมพำขึ้นมากับตัวเองก่อนที่จะยกมือขึ้นและหงายฝ่ามือมาทางนภาพร เธอรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในใจไม่น้อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายที่ท่าทางไม่น่าเข้าใกล้ ในสภาพปกป้องตัวเองไม่ได้แบบนี้ หากเขาคิดจะล่วงละเมิด เธอคงทำอะไรไม่ได้แน่ๆ

ทว่าเสนกลับถอดแหวนที่ใส่นิ้วกลางของตัวเองออก แสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นมาล้อมรอบเด็กหนุ่ม พลันร่างกายของเขาก็กลับกลายเป็นเด็กสาวดวงตาคม มัดผมหางม้าด้วยสร้อยสีทอง ประดับศีรษะด้วยเกี้ยว ดูภายนอกเหมือนวัยไล่เลี่ยกับนภาพร ท่อนบนเป็นผ้าสีขาวขาบ ท่อนล่างเป็นโจงกระเบนสีน้ำไหล  ผิวหนังสีเหลืองทองเปล่งรัศมีสีขาวอมฟ้า... เธอคือเทพธิดาที่ปกป้องนกน้อยและต้องตาเมื่อวันก่อนนั่นเอง!

เทพธิดาสัมผัสเข้าที่อกของนภาพร ใช้รัศมีจากร่างกายของเธอแทรกซึมเข้าไปในร่างกายมนุษย์สาว ไม่นานพลังงานสีดำจากเครดิตเมื่อครู่ก็กระเด็นออกมาจนหมด นภาพรกลับมาขยับได้อีกครั้ง ทั้งที่ยังความตกตะลึงแบบลำดับไม่ถูกว่าจะเป็นเรื่องที่เธอกลับมาขยับได้ หรือเรื่องตัวจริงของเพื่อนร่วมห้องดี

“น... นายเอ๊ย เธอ เป็นใครกันแน่?”

“วีจิณี พระธิดาแห่งวรุณเทวราช นั่นชื่อจริงของเราแบบย่อ ๆ ส่วนแบบเต็ม ๆ มันยาวกว่านี้” เด็กสาวเผ่าเทวดาแนะนำตัวอย่างเรียบเฉย ทำให้นภาพรรู้ว่าเบื้องหน้าเธอไม่ใช่เพียงเทพธิดาธรรมดา หากแต่เป็นลูกสาวของเทพเจ้าผู้ดูแลน้ำทั้งปวงที่เธอเคยได้ยินมา

“เธอคงเป็นสมาชิกของสมาคมอะไรสักอย่างที่ไล่ล่าพวกภูตผีปีศาจใช่ไหม? เคยได้ยินเรื่องของพวกเธอมาบ้างจากเพื่อน ๆ” เทพธิดาถามต่อ

“ก็ใช่...  เอ่อ ใช่เพคะ”

“อนาคตเราอาจได้ร่วมงานกัน เรื่องไล่ล่าเจ้าหมอนั่น... แต่มีเรื่องอยากหนึ่งบอกไว้ก่อน” วีจิณีพูดขึ้นมาพลางมองไปที่นภาพร แล้วใส่แหวนเข้าที่นิ้วกลาง สักพักร่างก็กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้งหนึ่ง

“ร... เรื่อง...” นภาพรทวนคำอย่างสงสัย แม้เธอจะอยู่ในองค์กรที่ข้องเกี่ยวกับภูตผีปีศาจมานาน แต่มันเป็นครั้งแรกที่เธอได้เจอเทวดาระดับลูกจอมเทพแบบตรง ๆ ก็ทำเอาไปไม่ถูกเช่นกัน

 “จะเป็นเรื่องเพศ เรื่องอายุ เผ่าพันธุ์ ชนชั้น ถ้าจะเป็นเพื่อนกัน ก็โยนมันทิ้งไปก่อนเถอะ” เทพธิดาในร่างของเด็กหนุ่มตอบพลางมองเด็กสาวอย่างเอาจริงเอาจัง ทำเอานภาพรอึ้งไปชั่วขณะกับคำพูด เธออดคิดถึงภาพอดีตที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำไม่ได้

“แม่เอ็งตายไปนานแล้ว อย่ามาเพ้อเจ้อเลยน่า!คำปรามาสจากพ่อและพี่ชายซ้ำไปซ้ำมาในเมื่อวัยเด็ก เมื่อเธอสามารถรับรู้ถึงแม่ที่ตายไปเพราะอุบัติเหตุอยู่คนเดียวมันยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในห้วงความทรงจำของเธอเสมอ

“มาบอกว่าห้องเรามีผีคนผูกคอตายได้ยังไง เพื่อนแตกตื่นกันใหญ่แล้ว” ครูอนุบาลบอกกับเธอ เมื่อเธอเห็นผีกลางห้องอยู่คนเดียว แล้วเกิดการตกใจโวยวายจนเพื่อนแตกตื่น

“ผู้หญิงโกหกหลอกลวง อยากได้ความสนใจเหรอ?”เพื่อนนักเรียนชายวัยประถมต่างพากันล้อเลียนเธอ เมื่อเธอพยายามห้ามไม่ให้พวกเขาไปเล่นในบ้านร้าง เพราะคำว่ามีผีสิงอยู่

“เพราะเธอพูดแบบนั้นแท้ๆ พวกเราเลยโดนผีหลอก ถ้าเธอไม่พูดก็ไม่มีผีออกมาหรอก!เสียงเพื่อนวัยประถมหลังจากเจอผีหลอกในบ้านร้าง แล้วพากันโทษว่าความผิดทั้งหมดเพราะเธอพูดว่ามีผี พากันมารุมทำร้ายเธอ และลวนลามเธอจนรู้สึกละอาย เป็นความทรงจำที่ตราตรึงเป็นแผลในใจ เธอในวันนั้นพยายามต่อสู้ขัดขืน แต่ก็แพ้ พร้อมกับคำเยาะเย้ยถากถาง

“เป็นผู้หญิงอย่าคิดมาสู้กับผู้ชายดิเว้ย สู้ไม่ได้หรอก”

หลังจากวันนั้น เธอพยายามแสวงหาความแข็งแกร่งเพื่อปกปิดตัวตนที่บอบช้ำ เล่นกีฬาอย่างผู้ชาย ตั้งใจเรียนจนเก่ง เก็บซ่อนอาการเห็นผีที่ทำให้ชีวิตเธอยุ่งยาก และเก็บซ่อนแผลในใจนั่นไว้เรื่อยมา แม้พ่อจะยังคงตราหน้าด้วยชุดความคิดหัวโบราณนั่น

“เอาเวลาไปทำตัวเหมือนลูกสาวชาวบ้านได้ไหม เดี๋ยวก็หาแฟนไม่ได้กันพอดีหรอก” เสียงพ่อเธอยังตามหลอกหลอนในห้วงความคิดเสมอ และอาจจะหลอกหลอนตลอดไป ถ้าเธอวัยมัธยมต้นไม่พบกับองค์กรของผู้ใช้พลังพวกนี้ในการรับมือกับภูตผีปีศาจ และถูกดึงตัวจากครอบครัวออกมาทำงานเพื่อจัดการกับเหล่าภูตผีปีศาจ ทำให้มันกลายเป็นเพียงแค่ตำนานที่ไม่อาจทำร้ายผู้คนได้อีก...

เธอรู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืนของตัวเอง มีสังคมที่อบอุ่นและเข้าใจเธอรองรับ ทว่าเธอก็ยังคงแสวงหาความแข็งแกร่งในแบบของเธอ ที่ทำให้ไม่ต้องอ่อนข้อให้กับผู้ชาย ไม่ต้องมีความสวยงามมากนักเพื่อเอาใจพวกเขา และปกป้องผู้หญิงและมนุษย์คนอื่น ๆ

ทว่าคำพูดเมื่อครู่มันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังก่อกำแพงขึ้นมาเพื่อป้องกันจิตใจของตนเองมาตลอด และมีอคติจนปิดใจมากขนาดไหน... บางทีเจ้าอสูรอาจจะพูดถูก... เธออาจจะสร้างกำแพงขึ้นมาจนคุยกับมันไม่รู้เรื่องเอง... ถ้าหากมีโอกาสอีกครั้งล่ะก็ เธออาจจะรู้เหตุผลของมันมากกว่านี้ก็ได้...

“ขอบคุณมากนะ” นภาพรเอ่ยขึ้นมาด้วยถ้อยคำธรรมดา เทพธิดาในร่างเด็กหนุ่มยิ้มมุมปากน้อย ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก แค่รักษาให้นิดหน่อยเอง”

“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก... เอาเป็นว่าขอบคุณมากแล้วกัน” นภาพรบอกกับวีจิณี ก่อนที่จะพยุงตัวแล้วลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง คราวนี้เธอคิดว่ามันต้องเป็นการยืนที่มั่นคงมากกว่าครั้งไหนที่ผ่านมาในชีวิตแน่ ๆ เพราะบางอย่างที่กดทับในใจเธอเหมือนจะถูกปลดออกไปพอสมควรแล้ว...

 

.

 

เกร็ดความรู้

อาการกลัวผู้ชาย (Androphobia) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกซึ่งผสมกันระหว่างคำว่า Andras ที่แปลว่าผู้ชาย กับคำว่า Phobos ที่แปลว่าความกลัว ส่วนใหญ่อาจเกิดจากประสบการณ์เลวร้ายที่จำฝังใจมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ความรู้สึกกลัวขั้นสูงสุดจะถูกบันทึกเหตุการณ์และสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ณ ขณะนั้นไว้ที่ต่อมใต้สมองส่วนกลาง (Hypothalamus) แล้วจะฉายเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ อยู่ในหัว จนแสดงออกเป็นความกลัวที่ติดตัวมาโดยตลอด

อาจมีอาการตั้งแต่วัยเด็ก ลากยาวไปจนถึงตอนโต ซึ่งโดยส่วนมากผู้กลัวผู้ชายจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทว่าจะหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับเพศชาย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #53 yojamato (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 02:37
    สนุกดี อ่านเพลิน และก็หักมุม เนียน ๆ หลงเข้าใจผิดว่า ตาเสน อาจจะร้าย เพราะแปลก ๆ และคิดว่า นภาพร จะเป็น วิจิณี แต่ทำไมแพ้ซะงั้น ที่ไหนได้ โดนหลอกซะงั้น 5555 ตาเสนเป็นวิจิณี นภาพร เป็นมนุษย์ที่เป็นพวกเทพเฉย ๆ
    แต่สงสัย ทำไม นภาพร ต้องโผล่มา หลัง วิจิณี กระทืบตัวร้ายทุกที
    #53
    0
  2. #38 Gow63 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 20:10

    อ่านจบละ ขอบอกว่าอ่านเพลินมาก เอาจริงๆ มันสนุกและมีเนื้อหาดีๆ อยู่หลายตอน .. คงเพราะไม่ได้อ่านนาน ดันไปคิดว่า นภาพรคือ วิจิณี ซะงั้น เลยงงว่า แพ้เหรอวะะะ วิจิณีแพ้ แต่ปรากฏว่าคนละคน จำผิด 555

    ที่บอกว่าเขียนดีอ่านเพลิน แต่ความรู้สึกของการบรรยายมันให้ฟิลของคนนิ่งๆ จากมุมพระเจ้าที่พยายามจะใส่อารมณ์ความเข้าใจต่อมนุษย์ปุถุชนลงไปในงานอ่ะ มันเลยกลานเป็นให้ฟิลที่ราบเรียบเป็นสไตล์ในการเขียน แล้วก็ให้ฟิลเหมือนครูกำลังสอนนักเรียน :)

    #38
    0
  3. #37 Gow27 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 20:09

    อ่านจบละ ขอบอกว่าอ่านเพลินมาก เอาจริงๆ มันสนุกและมีเนื้อหาดีๆ อยู่หลายตอน .. คงเพราะไม่ได้อ่านนาน ดันไปคิดว่า นภาพรคือ วิจิณี ซะงั้น เลยงงว่า แพ้เหรอวะะะ วิจิณีแพ้ แต่ปรากฏว่าคนละคน จำผิด 555

    ที่บอกว่าเขียนดีอ่านเพลิน แต่ความรู้สึกของการบรรยายมันให้ฟิลของคนนิ่งๆ จากมุมพระเจ้าที่พยายามจะใส่อารมณ์ความเข้าใจต่อมนุษย์ปุถุชนลงไปในงานอ่ะ มันเลยกลานเป็นให้ฟิลที่ราบเรียบเป็นสไตล์ในการเขียน แล้วก็ให้ฟิลเหมือนครูกำลังสอนนักเรียน :)

    #37
    0
  4. #10 Xchanx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 19:29
    มันส์มาก
    #10
    0
  5. #9 kullawat48 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 09:20

    คะแนนมากกว่า 9000!! มันต้องมีใครสักคนในงานบีบแว่นตาตัวเองแน่ๆ

    #9
    1
    • #9-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 4)
      29 ธันวาคม 2562 / 20:20
      ต้องเป็นเบจิต้าแน่ๆ
      #9-1
  6. #8 QwQ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 08:46

    บทลื่นไหลดีคะ สอดแทรกมุขได้ถูกจังหวะ นักเขียนแถมยังสามารถนำเรื่องเหนือจินตนาการของไทยมาผสานได้กับยุคสมัยใหม่ได้ลงตัวอีกด้วย เป็นกำลังในให้นะคะะ

    #8
    0
  7. #6 Dragon_P (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 14:47

    สนุกดีค่ะ

    #6
    0