[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 3 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๒ : เจ้าพ่อม้าดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    5 เม.ย. 63


กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๒ เจ้าพ่อม้าดำ

เช้าวันใหม่ หกนาฬิกาสามสิบนาที โรงเรียนมัธยมธีรโชติศึกษา

เด็กสาวผมสั้น ร่างเล็กผิวสีน้ำผึ้งนามว่านกน้อย มาถึงห้องเรียนก่อนใครเพื่อน เธอหันซ้ายหันขวา ไม่เห็นว่ามีใครอื่น ก็แอบหยิบสมุดวาดรูปเล่มสำคัญออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับสมาร์ทโฟนของตนเองก่อนจะเปิดน้าพวกนั้น แล้วหาแสงเงาที่เหมาะสมในการถ่ายรูปงานตัวเองลงโทรศัพท์

คำพูดของเสนเมื่อวานทำให้เธอรู้สึกตัวว่าควรจะเริ่มทำอะไรแบบที่เขาว่า แถมระหว่างทางกลับบ้านเขาก็แนะนำเว็บบอร์ดเกี่ยวกับด้านการวาดรูปให้เธอรู้จัก แล้วให้เธอสมัครโดยไม่เปิดเผยตัวจริงเพื่อลองเอาผลงานไปลง ขอคำติชมเพื่อหากำลังใจและข้อแนะนำในการพัฒนางานต่อไปถึงแบบนั้นที่บ้านเธอก็ไม่ค่อยสนับสนุนเรื่องพวกนี้เท่าไร และเธอก็จะให้เพื่อนคนอื่นรู้ไม่ได้ จึงทำให้เช้านี้นกน้อยรีบมาห้องเรียนก่อนใคร ตั้งใจจะถ่ายรูปในสมุด แล้วค่อยหาเวลาลงเว็บนั่นต่อไป ก่อนที่ใครจะทันได้มาเห็นเข้า

“มาทำอะไรแต่เช้าน่ะ นกน้อย!”

เสียงทักทายของใครบางคนทำเอาเด็กสาวผมสั้นสะดุ้งโหยง มือรีบปิดสมุดโดยไวก่อนจะหันไปทางต้นเสียง แล้วก็พบกับเด็กสาวร่างอวบอ้วน ผมถักเป็นเปีย เธอคือต้องตา เพื่อนร่วมกลุ่มคนหนึ่งของนกน้อยนั่นเอง

“อ... อ๋อ วันนี้ตื่นเช้าพอดีน่ะ” นกน้อยยิ้มกลบเกลื่อน พลางเก็บสมุดและสมาร์ทโฟนเข้ากระเป๋าอย่างลนลาน “ว่าแต่ต้องตาทำไมมาเช้าจังเลย มาเช้าแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ?”

“อืม... ก็ทำนองนั้นแหละ ปกติก็มีฉันกับนภาพรที่มาเช้าแบบนี้ทุกวันน่ะ” ต้องตาตอบ หลังจากดูท่าทางอ้ำอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะวางกระเป๋าตัวเองลงที่นั่งข้างนกน้อย แล้วหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดดูมิวสิควิดีโอหรือเอ็มวีของไอดอลวงดัง พร้อมกับหันมาทางนกน้อย

“เธอดูเรื่องนี้หรือเปล่า สนุกมากเลยนะ”

“คือเราไม่ค่อยได้ดูอะไรเท่าไรเลยอะ ที่บ้านชอบให้เอาเวลาไปอ่านหนังสือเรียน ไม่ก็ไปช่วยงานพ่อแม่” นกน้อยบอกพลางยิ้มเจื่อนๆ

“โห... แล้วว่างๆ ทำอะไรบ้างเนี่ย ไม่เครียดแย่เหรอ?” ต้องตาถามด้วยท่าทางสงสัย แต่เด็กสาวผิวน้ำผึ้งก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ต้องตาจึงหยิบกระปุกใส่ช็อกโกแลตออกมาจากกระเป๋า แล้วส่งให้นกน้อย

“กินนี่สิ จะได้อารมณ์ดีขึ้น ยังไม่มีใครมา นั่งดูเอ็มวีแก้เครียดกันดีกว่า สนุกมากเลยนะเรื่องนี้ เดี๋ยวมาดูตั้งแต่ตอนแรกกัน” เด็กสาวร่างอวบอ้วนชักชวน นกน้อยก็รับคำพร้อมรับหยิบช็อกโกแลตออกมา แล้วนั่งลงดูเรื่องราวผ่านแท็บเล็ตกับเพื่อนอย่างใจจดใจจ่อ จนเวลาผ่านไปหลายนาที

“สวัสดีต้องตา อ้าวนั่นนกน้อยนี่ มาเช้าจังนะวันนี้ “

เสียงเด็กสาวอีกคนดังขึ้นมา ต้องตารีบกดหยุดวีดีโอไว้ชั่วคราวแล้วหันไปมอง แล้วก็พบเด็กสาวตาเรียว ผิวขาวนวล รูปร่างสันทัด มัดผมเป็นทรงหางม้า กำลังวางกระเป๋าเป้ที่โต๊ะแถวหน้าสุดของห้องด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

“สวัสดีพร พวกเรากำลังดูเอ็มวีเพลงฮิตออกใหม่กันอยู่ มาดูด้วยกันไหม?” ต้องตาชักชวนด้วยท่าทีเป็นมิตร แต่ก็แฝงความเกรงใจ ทว่าเด็กสาวที่ถูกเรียกว่านภาพรก็รีบปฏิเสธทันควัน

“ไม่ดีกว่า เราว่าตอนนี้มีอะไรน่าสนใจกว่าอยู่ บางทีพวกเธออาจจะสนใจก็ได้” นภาพรพูดพลางหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองออกมา แล้วเปิดไปยังหน้าข่าวออนไลน์ข่าวหนึ่ง ก่อนจะกดแชร์แล้วส่งไปยังข้อความส่วนตัวให้ต้องตา

“หืม? มีอุบัติเหตุบนถนน รถหักเลี้ยวขึ้นฟุตบาทชนเสาไฟฟ้า คนขับบาดเจ็บ กล้องหน้าถ่ายเจอคลิปนี้...” ต้องตาพูดแบบสรุปข่าวให้นกน้อยที่ชะโงกดูด้วย ก่อนจะกดดูคลิปวิดีโอจากข่าวที่นภาพรส่งให้ทางแท็บเล็ต

ถนนโล่งปราศจากผู้คน รถที่กล้องติดตั้งอยู่แล่นไปด้วยความไวสูง จนกำลังจะเข้าโค้ง ทว่าจู่ๆ ก็เจอบางอย่างเร่งความเร็วจนแซงมาตัดหน้า มันมีขนาดใหญ่โตพอกับม้าโตเต็มวัยทว่าเท้าของมันกลับไม่สัมผัสกับพื้นดินเลยแม้แต่น้อย แถมมีบางอย่างรูปร่างคล้ายคนควบอยู่บนหลังม้านั่น แล้วจ้องมองมาที่กล้องด้วยดวงตาเรืองแสงสีแดงดูราวกับเปลวเพลิงอยู่ในดวงตานั้น!

เมื่อบางอย่างนั่นปรากฏออกมาด้วยจังหวะราวกับผีในภาพยนตร์ นกน้อยกับต้องตาถึงกับสะดุ้งตกใจจนแทบจะกรีดร้องออกมาพร้อมกัน แต่ไม่ทันได้ส่งเสียง ภาพรถที่มีกล้องติดอยู่ก็หักหลบสิ่งประหลาดนั่น ส่งผลให้มันพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างรุนแรง!

“น... นั่นมันอะไรกัน คนขี่ม้ากลางถนนตอนดึกหรือไงเนี่ย... แต่ท่าทางน่ากลัวชะมัด” ต้องตาพูดขึ้นมาทั้งยังดูกลัวๆ อยู่ “ตำรวจจะจับตัวคนขี่ม้าอะไรนี่ได้ไหมเนี่ย?”

“เห็นข่าวบอกตอนนี้ก็ยังไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดเหมือนกัน แล้วนี่ก็ไม่ใช่อุบัติเหตุแรกที่เกิดตรงนั้นด้วย แต่คราวนี้รถมีกล้องหน้าเลยพอเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น” นภาพรพูดพลางปรายตาไปยังนกน้อย “กลับบ้านดึกก็ระวังหน่อยก็แล้วกันช่วงนี้ ไม่รู้จะเกิดเรื่องอะไรแปลกๆ ขึ้นไหม”

เด็กสาวที่เพิ่งกลับดึกไปเมื่อคืนสะดุ้งด้วยความร้อนตัว แต่ก็พยายามยิ้มกลบเกลื่อนไว้ ทว่ารอยยิ้มบนหน้าเธอก็ต้องหายไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อนกน้อยชำเลืองสายตาไป แล้วเห็นว่าหลังห้องที่ตอนแรกไม่มีคนอยู่ ตอนนี้มีร่างกำยำของเสน ที่เหมือนจะนั่งฟังเรื่องมาสักพัก และกำลังเปลี่ยนอิริยาบถเป็นหันไปนั่งเท้าคาง แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมกับแสยะยิ้มออกมาด้วยท่าทีไม่น่าไว้ใจเท่าไรนัก

.

แล้วเวลาก็ผ่านพ้นไป จนกระทั่งถึงคาบเรียนวิชาภาษาไทย

นักเรียนในห้องกำลังนั่งเงียบกริบด้วยความลุ้นระทึก เพราะครูวาสนา ครูประจำวิชาจะสุ่มให้นักเรียนออกมาสรุปใจความสำคัญของความเรียงเรื่อง “ความฝันของฉัน” โดยจะมีเพียงสามคนที่จะได้ออกมาในคาบเรียนนี้

การสุ่มนักเรียนออกมาในตอนนี้ดำเนินไปสองคนแล้ว เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น หลายคนพากันภาวนาให้เป็นตนเอง ส่วนบางคนก็ไม่อยากจะให้เป็นตัวเองเลยสักนิด

“อย่าให้ได้ของฉันตอนนี้เลย ขอล่ะ” นกน้อยคิดในใจเพื่อนหญิงผมเปียร่างอวบอ้วนที่นั่งข้างเธอเองก็กำลังตื่นเต้นไม่แพ้กัน ขณะที่ครูกำลังคลิกโปรแกรมสุ่มตัวเลขในคอมพิวเตอร์ ที่กำลังฉายภาพจากหน้าจอลงบนกระดานหน้าห้อง

“คนสุดท้าย เลขที่สิบสาม นางสาวต้องตา หิรัญธาร” คุณครูหญิงวัยกลางคนร่างเล็กเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มแต่ก็ทำเอาต้องตาสะดุ้งโหยง

“สู้เขานะต้องตา” นกน้อยเชียร์เบาๆ ขณะต้องตาลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้วยท่าทางประหม่า ความจริงเธอก็ไม่อยากออกนักหรอก แต่ถ้าไม่ออกอาจจะมีผลต่อคะแนนนี่สิ

“ค... ความฝันของฉันคือ การได้เป็นไอดอล... พ... เพราะฉันอยากจะอยู่ในกลุ่มของผู้หญิงที่น่ารักสดใส สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้คน ทุกวันนี้ฉันฝึกฝนการเต้น และร้องเพลงอย่างตั้งใจ เพื่อจะหาโอกาสไปออดิชั่น ล... และเป็นเซ็นเตอร์ของวงให้ได้” ต้องตาพูดอย่างตะกุกตะกัก หลังจากถือความเรียงของตนแล้วอ่านสรุปเอาใจความสำคัญอยู่หน้าห้อง

“สรุปใจความสำคัญได้ดี แต่เวลาพูดยังตะกุกตะกักไปหน่อยนะ” ครูวาสนาบอกกับต้องตา พร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจ “เธอต้องฝึกพูดและเพิ่มความกล้าแสดงออกกว่านี้ จะได้เป็นศิลปินที่ดีได้”

“ขอบคุณที่แนะนำค่ะ หนูจะฝึกให้มากกว่านี้” เด็กสาวร่างอวบอ้วนพูดพลางไหว้ขอบคุณครูร่างเล็ก ก่อนที่จะกลับไปนั่งที่ของตัวเอง

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน คาบต่อไปเราจะเรียนเรื่องอิเหนากัน เตรียมตัวกันให้พร้อมล่ะ” ครูวาสนาเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะหันไปเก็บของ นภาพรก็บอกให้นักเรียนทุกคนทำความเคารพ ก่อนที่ครูจะออกไปจากห้อง

“พักเที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ” ต้องตาบอกกับนกน้อย เด็กสาวร่างเล็กก็รับคำ แล้วเก็บของลงกระเป๋า ขณะที่เพื่อนๆ ก็พากันเก็บสัมภาระแล้วไปกินข้าว ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งคู่จะเดินออกจากห้อง นักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งก็เดินผ่านทั้งสอง

“อ้วนแบบนี้ จะไปเป็นไอดอลหรือไปเป็นหมูย่างเกาหลี?!” เสียงล้อเลียนจากนักเรียนคนหนึ่งที่เดินผ่านดังขึ้นมา เธอเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงโปร่ง จมูกโด่ง ผิวขาว ดวงตาคม มีผมสีดำสั้นๆ ที่อกปักชื่อ “พิมพ์สุดา ชะตารักษ์” ด้วยรูปร่างหน้าตาแล้วควรจะเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น ทว่าเธอกลับมีท่าทีเป็นหัวโจกเสียแบบนั้น

ต้องตาหน้าซีดหลังได้ยินคำเพื่อน เธอหลบสายตาไม่กล้ามองหน้าพวกนั้นเพราะกลัวเรื่องจะไม่จบ เธอรู้กิตติศัพท์เด็กสาวกลุ่มนี้ดีมาตั้งแต่มัธยมต้นว่าเป็นพวกน่ากลัว แต่ดูเหมือนนักเรียนกลุ่มนั้นยังคงอยากล้อเลียนอย่างสนุกปากก่อนกินข้าว พวกเธอเลยไม่ได้เดินจากไปไหน

            “โธ่นังหมูย่างเกาหลี อย่างเธอนี่ไม่มีทางเป็นไอดอลได้หรอก ถ้าไปเป็นแม่ครัวในค่ายเพลงนี่อาจจะพอได้นะ ที่บ้านทำร้านอาหารไม่ใช่เหรอ?” เด็กสาวอีกคนเอ่ยขึ้น เธอเป็นเด็กผิวคล้ำ นัยน์ตาคม ร่างผอมบาง ผมสีน้ำตาลที่ไม่ยาวเท่าไรนักมัดไว้ด้านหลัง หน้าอกปักชื่อ “กันยา เทพเสนา”

“พวกเธออย่าล้อเลียนต้องตาแบบนั้นนะ?!” นกน้อยพูดขึ้นมาเมื่อเห็นเพื่อนดูท่าไม่ดี พวกนั้นเลยพุ่งเป้ามามองที่นกน้อยแทน

“กล้ามีปัญหากับพวกเราหรือยัยเตี้ย?!” พิมพ์สุดาเอยขึ้นพลางจ้องไปที่นกน้อย ทว่าเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา ทำเอาเธอต้องชะงักไป

“พิมพ์ เรารำคาญเสียงพวกเธอจัง” เสียงเด็กสาวที่ฟังดูจริงจังดังขึ้นมา ทำเอาพิมพ์สุดาต้องชะงัก แล้วหันไปมองต้นเสียง ก่อนจะพบกับที่นภาพรที่กำลังเก็บสัมภาระที่โต๊ะ ซึ่งกำลังจ้องพวกเธอด้วยสายน่าสะพรึง “เธอกับเพื่อนเก็บปากไว้กินข้าวดีกว่านะ”

“ขอโทษที่ทำให้รำคาญนะ พวกเราจะไปก่อนก็ได้” พิมพ์พูดพลางหันไปมองกลุ่มเพื่อนอีกสามคนที่ยืนอยู่ ส่งสายตาให้เดินออกไปจากตรงนั้น พวกเธอจึงพากันจากไปแต่โดยดี เพราะพวกเธอรู้กันมาตั้งแต่มัธยมต้นแล้วว่านภาพรน่ากลัวยิ่งกว่าพวกเธอมากนัก ไม่ว่าจะเป็นสมรรถภาพร่างกาย หรือด้านอื่นๆ ก็ตามเธอถึงได้เป็นหัวหน้าห้องแบบนี้

“อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาเลย ยังไงเราก็อยู่ข้างเธอนะ จะเอาใจช่วย พยายามพิสูจน์ตัวเองให้ได้นะ “นภาพรพูดพลางมองที่ต้องตา แล้วแตะบ่าของเธอเบาๆ ก่อนจะหันไปมองที่นกน้อย “ส่วนเธอก็กล้าหาญมากที่ปกป้องเพื่อนเมื่อกี้ ไม่หนีไปไหน แต่ถ้าเป็นไปได้ อย่าไปมีเรื่องกับพวกนั้นดีกว่า”

“ข... ขอบคุณมากนะ ฉันจะพยายามให้มากขึ้น” ต้องตาพูดพลางเงยหน้ามองนภาพร การสั่นระริกด้วยความกลัวเมื่อครู่เริ่มลดลงมามาก “ฉันจะพยายามให้มากขึ้น แล้วจะไปเป็นไอดอลให้ดู มันต้องเป็นสวรรค์สำหรับฉันแน่”

“สวรรค์มันก็ไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่นักหรอกมั้ง” เสียงทุ้มๆ ที่ไม่ค่อยเป็นมิตรดังขึ้นมา และเมื่อทุกคนหันไปมองก็พบกับเสนที่กำลังนั่งบิดขี้เกียจอยู่หลังห้อง

“อยากมีปัญหาอะไรหรือไง?” นภาพรพูดพลางจ้องมองไปที่เสนด้วยสานตาน่ากลัว แต่เด็กหนุ่มไม่สะทกสะท้าน เขาลุกขึ้นแล้วเดินมาทาเด็กสาวทั้งสาม ก่อนจะวางนิตยสารฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะต้องตา

“ลองอ่านข่าววงปากกาแดงแล้วกัน เผื่อมีอะไรน่าสนใจ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะกลับหลังหันแล้วเดินจากไป ปล่อยให้นภาพรบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจเท่าไรนัก

“อย่าไปว่าอะไรเขาเลย จริง ๆ เขาก็เป็นคนดีนะ” นกน้อยพยายามแก้ต่างให้เสน

“จะพยายามเชื่อก็ได้” นภาพรพูดด้วยท่าทางฝืนความรู้สึก ขณะที่ต้องตากำลังจ้องบทความในนิตยสารเรื่องลี้ลับฉบับนั้นด้วยสายตาประหลาดใจ ปนกับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายได้...หน้าที่เขียนไว้ว่า...

“ศาลเจ้าพ่อม้าดำ บันดาลสิ่งที่ขอให้เป็นจริง”

.

ยามค่ำคืนดวงจันทร์เดือนเสี้ยวส่องแสงบนฟ้าบ่งบอกว่าตอนนี้ควรเป็นเวลาที่นักเรียนหลายคนควรจะกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว ทว่าเด็กสาวร่างอวบอ้วนนามว่าต้องตากลับยังไม่ได้ไปถึงบ้าน เธอยังคงยืนรอรถตู้อยู่ที่หน้าโรงเรียน แม้ตอนนี้จะไม่ค่อยมีคนเท่าไรแล้วก็ตามที

สาเหตุที่เธอตัดสินใจกลับบ้านช้ากว่าเวลาที่กำหนด จากที่เคยรอรถตู้เที่ยวห้าโมงเย็น เป็นมาขึ้นเที่ยวสองทุ่มแทน นั่นเพราะนิตยสารที่เสนส่งมาให้ มันทำให้เธอรู้สึกมีความหวังบางอย่างขึ้นมา

แม้ปกติเธอจะไม่ได้เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับอะไรนัก แต่หลังจากอ่านเรื่องที่เขียนในนิตยสารนั่นแล้วก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะศาลนี้ก็ไม่ได้ห่างไกลจากโรงเรียนของเธอมากแล้วในนั้นก็เขียนว่าหลายเรื่องที่คนไปบนบานศาลกล่าวก็กลายเป็นความจริงได้ โดยจะแลกด้วยอะไรนั้น จะมีการนิมิตฝันหรือได้ยินเสียงกระซิบหลังจากไปขอ

เธอเชื่อมั่นในตัวเองว่าสามารถไปเป็นไอดอลวงดังได้ด้วยกำลังทรัพย์ ความสามารถและความพยายามของตัวเองอยู่แล้ว แต่พวกเพื่อนนักเรียนที่มาบั่นทอนกำลังใจของเธอนั้นมันทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร ถ้าเธอทำให้พวกนั้นไม่มายุ่งเกี่ยวกับเธอได้ก็คงจะดี พอเลิกเรียนเธอก็เลยไปที่ศาลนั่น แล้วไปขออะไรแบบนั้น ถึงจะไม่รู้เหมือนกันว่าผีเจ้าพ่อในศาลอะไรนี่จะต้องการอะไรจากเธอกันแน่

ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม สามสิบนาที รถตู้เที่ยวสุดท้ายยังมาไม่ถึง ต้องตารู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา จึงคิดว่าจะกลับไปเข้าห้องน้ำในโรงเรียน แล้วค่อยออกมารอรถต่อ เธอคิดว่าระยะทางไม่ไกล และไม่ใช่ธุระหนักนัก ไม่ถึงสิบนาทีก็คงกลับมาทัน

แต่เหมือนเธอจะคิดผิด...

หลังจากขออนุญาตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเวรยามวิกาลกลับเข้ามา ร่างอวบอ้วนของต้องตาก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องน้ำที่ใกล้ประตูที่สุดและพบว่ามันปิดล็อกไปแล้ว เด็กสาวตัดสินใจย่ำเท้าเดินไปใช้ห้องน้ำอีกแห่งที่ไกลออกไป ในอีกอาคารหนึ่ง

ปกติต้องตาไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปแปลกถิ่นในยามวิกาลนัก บรรยากาศยามค่ำคืนมันทำให้ต้องตารู้สึกวังเวง แม้แต่โรงเรียนที่คุ้นเคยที่เรียนมาตลอดหลายปี พอยามค่ำก็ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงราวกับจะมีปีศาจร้ายโผล่มาได้ทุกขณะ...และดูเหมือนเรื่องที่เธอกำลังหวั่นใจ ก็ไม่ผิดจากสิ่งที่จะเกิดนัก...

“อยากสมปรารถนา ต้องสังเวยด้วยเลือด...”

เสียงกระซิบอันเยือกเย็นจนฟังแล้วขนลุกเกรียวดังขึ้นมาจากด้านหลังต้องตา หลังจากเสร็จธุระในห้องน้ำ เด็กสาวพยายามบอกตัวเองว่าคงหูฝาดหรือหลอนไปเอง แต่ความเย็นเยียบที่แล่นมาตามไขสันหลังและเส้นขนที่ลุกชันแบบไม่มีสาเหตุ มันทำให้เธอรู้สึกว่าอาจไม่ได้คิดไปเอง...

เด็กสาวฝืนเดินต่อไป ความวังเวงทำให้เธอเริ่มคิดขึ้นมาว่า สุดท้ายแล้วเธออาจจะไม่ได้ต้องการให้พวกพิมพ์เลิกยุ่งเกี่ยวกับเธอก็ได้ เธออาจจะแค่ต้องการการยอมรับ เป็นเพื่อนกับพวกพิมพ์ ไม่อยากถูกทำให้รู้สึกเดียวดายวังเวงแบบตอนนี้ เพราะความใฝ่ฝันที่ทำให้พวกเขาหมั่นไส้มาตั้งแต่มัธยมต้นก่อนนกน้อยเข้ามา... เธออยากให้ทุกคนดีกัน ไม่ได้อยากให้นกน้อยต้องมาลำบากเพราะปกป้องเธอ... คิดพลางเธอก็ทำท่าจะหยิบโทรศัพท์มาโทรหาใครสักคนให้ช่วยส่งเสียงพออุ่นใจในตอนนี้สักหน่อย...

ทว่ายังไม่ทันจะทำแบบนั้น บางอย่างก็พุ่งข้ามหัวแล้วมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเธอ ทำเอาเด็กสาวต้องแผดเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจออกมาดังลั่น!

“กรี๊ด!”

เสียงร้องของต้องตาดังขึ้น เมื่อเห็นว่าร่างคล้ายม้าสีดำขนาดใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมาเบื้องหน้า พร้อมกับอะไรสักอย่างที่รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีร่างกายสีดำสนิททั้งตัว และสีดวงตาราวกับเปลวเพลิง กำลังนั่งอยู่บนหลังม้า มันคล้ายกับที่เห็นในคลิปเมื่อเช้า คลิปที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุนั่น... และสิ่งนั้นกำลังเข้ามาใกล้เธอ!

เด็กสาวพยายามวิ่งหนี แต่ก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว ร่างกายของเธอสั่นระริกจนพยุงร่างไว้ไม่อยู่ เธอกรีดร้องอีกครั้ง ก่อนสติสัมปชัญญะจะเริ่มขาดห้วง...ในขณะที่กีบเท้ามรณะของม้ากำลังจะย่ำเหยียบลงบนตัวของเธอ...

พลั่ก!

เสียงกระทบกันของอะไรบางอย่างดังขึ้นมา ทว่าไม่ใช่ร่างของต้องตาที่กระแทกเข้ากับกีบเท้าม้า หากแต่เป็นร่างของม้าและเงาร่างผู้ขี่มันต่างหากที่ล้มลงแล้วกระแทกเข้ากับพื้นดิน! พร้อมทั้งเชือกบาศสีทองที่พันธนาการร่างของทั้งม้าและผู้ขี่เอาไว้ด้วยกัน

“หยุดอยู่แค่นั้นแหละ” น้ำเสียงห้าวหาญของเด็กสาวดังขึ้นมาจากข้างทาง เมื่อเจ้าร่างลึกลับดวงตาสีแดงหันไปมองก็พบเจ้าของมือจับที่ปลายอีกด้านของเชือกบาศ ร่างของเธอเปล่งรัศมีสีขาว ศีรษะประดับเกี้ยวทอง รวบผมหยักศกไว้เป็นหางม้า ท่อนบนปกปิดด้วยผ้าสีเงินประกายฟ้า ท่อนล่างนุ่งโจงกระเบนสีเขียวน้ำไหล... เธอคือเทพธิดาผู้ปกป้องนกน้อยในคืนก่อนนั่นเอง!

“พวกเทพงั้นเรอะ? เทพพิทักษ์ประจำตัวของโรงเรียนนี้รึไง?” ร่างที่ดูเหมือนเงาดำเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงแหบพร่า “คิดจะทำอะไรข้ากัน? เด็กนี่ก็ไปขอบนบานข้าที่ศาลเอง ข้ามีสิทธิจะทำอะไรก็ได้!”

“เจ้าไม่ใช่เจ้าพ่อม้าดำเป็นแค่อสุรกายมีฤทธิ์มาสวมรอยเท่านั้น อย่าคิดว่าเราไม่รู้” เสียงของเด็กสาวกล่าวขึ้น ก่อนที่ร่างของเธอจะลอยจากข้างทางมายังร่างคนและม้าที่ถูกมัด “กาฬสินธพเทพบุตร เจ้าพ่อม้าดำตัวจริงอยู่ไหน?”

“เจ้านั่นแพ้ข้าแล้วก็โดนจับตัวไปแล้ว! เจ้าเองก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช้วิธีลอบทำร้ายแบบนี้ ก็ไม่มีทางชนะข้าได้หรอก!” อสุรกายสีดำที่ถูกพันธนาการร้องบอก เด็กสาวเทพธิดาจึงคลายบ่วงบาศแล้วเอามารวบไว้กับเกี้ยวบนศีรษะ

“เหรอ? ลองดูสิ ให้เริ่มโจมตีก่อนก็ได้” เทพธิดาสาวเอ่ยพลางมองอสุรกายกับม้า พวกมันลอยขึ้นเหนือพื้นเกือบสองเมตร ในท่วงท่าพร้อมจะต่อสู้ พลังงานสีดำก่อตัวที่มือขวาของเจ้าอสุรกายเป็นรูปร่างคล้ายหอก รัศมีสีดำราวกับควันแผ่ออกมาจากร่างอสุรกายและม้าของมัน

“หอกพลังงานที่ทะลวงได้แม้แต่กำแพงเหล็กกล้า และเมื่อบวกกับความไวของม้าและข้า แม้แต่เทวดาเจ้าที่ยังต้องพ่ายแพ้ สาวน้อยแบบเจ้าคิดว่ารับมือมันได้ก็ลองดู แต่จะหนีไปก็ไม่ว่าหรอกนะ!”

“เก็บปากไว้ไปสารภาพตอนโดนจับเถอะ” เทพธิดาเอ่ยขึ้นด้วยหน้าตาดูเหมือนจะเบื่อเต็มที เจ้าอสุรกายร้ายได้ยินแบบนั้นก็โกรธจัด มันขับม้าทะยานเหยียบอากาศ พุ่งเข้าใส่เทพธิดาที่ยืนบนพื้นดิน พร้อมแทงหอกพลังงานออกไปทันที!

เปรี้ยง!

เสียงดังสนั่นเมื่อหอกพลังงานทะลุพื้นคอนกรีตจนแตกเป็นรูใหญ่! ทว่าเทพธิดากลับไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว เธอลอยอยู่กลางอากาศ ด้านซ้ายมือของเจ้าอสูร ที่ไม่มีหอกพลังงานหรืออะไรที่พอป้องกันตัวได้

เจ้าอสุรกายเบิกตาโพลงด้วยความประหลาดใจ ที่เทพธิดาหลบหอกความเร็วสูงของมันได้ แต่ไม่ทันที่มันจะได้ทำอะไรต่อ เสียงดังยิ่งกว่าเมื่อครู่ก็กึกก้องขึ้น

เปรี้ยง!

กำปั้นของเทพธิดากระแทกศีรษะของม้าดำที่อสุรกายขี่ ศีรษะของมันทะลุราวถูกลูกปืนใหญ่ทะลวง ก่อนกลุ่มควันดำจะกระจายออกมาจากร่างม้าใหญ่ แล้วกลับเป็นตุ๊กตาม้าตัวเล็กๆ ขณะที่อสุรกายสีดำร่วงลงจากหลังม้า ตกลงมากระแทกพื้นดิน หอกพลังงานพลันหายไปจากมือ

“บ้าเอ๊ย! ไม่เห็นเจ้านั่นมันบอกเลยว่างานนี้จะเจอแบบนี้ด้วย!” อสุรกายสีดำโพล่งออกมา ก่อนที่จะตะเกียกตะกายจะหลบหนี ทว่ามือของเทพธิดาก็จับเข้าที่ไหล่ของมัน แล้วกระชากมันมาทุ่มลงกับพื้นดิน

“เจ้านั่นที่ว่ามันใคร? คงต้องคุยกันยาวแล้ว” เทพธิดาเอ่ยขึ้นพลางจ้องเจ้าอสูรร้ายด้วยดวงตาคมอันดุดัน ก่อนจะชำเลืองมองร่างของต้องตาที่นอนไม่ได้สติอยู่ ด้วยท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง...

.

“ต้องตา ตื่น ๆ มาทำอะไรตรงนี้กัน?” เสียงเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นมา ทำเอาต้องตาต้องงัวเงียลืมตามอง แล้วเธอก็เห็นนภาพรกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ร่างของเธอที่กำลังนอนทอดกายอยู่กลางทาง

“ฉ... ฉัน มาเข้าห้องน้ำ แล้วก็...” ต้องตาเหลียวซ้ายแลขวาด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก ตัวเธอยังคงสั่นระริก ด้วยความกลัวในบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

“เจออะไรมาเหรอ?” นภาพรถาม แต่ต้องตาก็ไม่กล้าตอบอะไร นอกจากจะหลบสายตาลงต่ำ เธอจึงเปลี่ยนคำถาม “ช่างเถอะ อีกสิบนาทีก็จะสองทุ่มแล้ว รถเที่ยวสุดท้ายที่จะไปบ้านเธอหมดสองทุ่มไม่ใช่เหรอ? กลับไม่ทันเดี๋ยวที่บ้านก็ว่าหรอก”

“จริงด้วย ขอบคุณนะพร” ต้องตาพูดพลางรีบลุกพรวดขึ้นมา แม้เธออาจจะยังกลัวผีหรือสิ่งลี้ลับเมื่อครู่ แต่ความกลัวต่อพี่สาวและพ่อแม่ที่บ้านมันมากกว่า แต่ถึงแบบนั้นเธอก็มองซ้ายมองขวาด้วยความระแวงว่าอะไรจะโผล่มาอยู่ดี

“กลัวผีเหรอ? เดี๋ยวเดินไปส่งเป็นเพื่อนแล้วกัน” นภาพรพูดพลางเดินนำต้องตาไปที่ประตู เด็กสาวร่างท้วมก็พอคลายความกลัวได้บ้าง จึงรีบเดินตามไปแม้ในใจของเธอยังคงหวั่นๆ ด้วยความไม่รู้ ว่าเมื่อครู่นี้คืออะไรกันแน่...

“แล้วนภาพรทำอะไรอยู่ค่ำๆ ไม่กลัวผีเหรอ?” ต้องตาถามอย่างสงสัย

“มีธุระในโรงเรียนนิดหน่อยน่ะ เลยกลับมา” นภาพรบอกกับเพื่อนสาว ขณะที่ทั้งคู่ใกล้จะถึงประตูโรงเรียน “ผีเผอ หรือสิ่งลี้ลับอะไรนี่ไม่น่ากลัวหรอก ใจคนเราสิน่ากลัวกว่า”

“นั่นสินะ... ฉันน่ะ... กลัวพวกพิมพ์มากเลย...” ต้องตาเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงสั่นๆ “กลัวจนขนาดไปบนศาลเจ้าพ่อม้าดำอะไรนั่นที่เสนส่งมา ให้พวกนั้นไม่มายุ่งอะไรกับชีวิตฉันเลย... แต่พอคิดไปแล้ว พอมาตอนนี้ ฉันก็กลัวพวกเขาจะเป็นอะไรเหมือนกัน...”

“ยังดีที่เธอเป็นห่วงพวกเขานะ” นภาพรบอกกับเพื่อนสาว พร้อมยิ้มให้อย่างเป็นมิตร “งั้นเดี๋ยวถ้าเธอกลับไปแล้ว เราจะไปขอเจ้าพ่อที่ศาลให้ยกเลิกคำขอของเธอดีไหม?”

“ขอบคุณมากเลยพร เราสบายใจแล้ว” ต้องตาพูดพลางทำท่าเหมือนจะร้องไห้ซึ้งใจ นภาพรเลยตบบ่าปลอบโยนเบาๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะออกจากโรงเรียนไป... โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าในบริเวณที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เด็กหนุ่มดวงตาดุ ที่พวกเพื่อนเรียกกันว่าเสน กำลังยืนหลบมุมอยู่อีกด้านของอาคาร เขามองดูนภาพรและต้องตาเดินไปด้วยกัน ด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาความต้องการแท้จริงได้...

            




ต้องตาและอสุรกายม้าดำ ภาพประกอบโดย ติรัชต์ ปรินท์


..................................................................
เกร็ดความรู้
ความแตกต่างของหอกและทวน

เจ้าพ่อม้าดำตัวปลอมใช้หอกพลังงานเป็นอาวุธ ซึ่งอาวุธด้ามยาวที่มีลักษณะใกล้เคียงกับหอกก็คือ "ทวน" นั่นเอง

หอกและทวนเป็นอาวุธยาวบนหลังม้าที่มีลักษณะคล้ายกัน คือเป็นอาวุธมีคมด้ามยาว แต่การใช้งานต่างประเภทกัน จึงทำให้ลักษณะต่างกันเล็กน้อย

หอก - เป็นอาวุธที่เน้นการแทงแบบพุ่ง ซัด มีใบหนา มีช่วงคอหอกที่อวบหนาเพื่อที่จะเพิ่มน้ำหนักในการแทงหนักๆ ได้ น้ำหนักในช่วงใบหอกจึงมีมาก
ทวน  - เป็นอาวุธที่มีนั้าหนักสมดุล ไม่เน้นในด้านใดด้านหนึ่งเกินไป แม้พลังทำลายในการพุ่งแทงไม่เท่าหอก แต่มีสมดุลในการเคลื่อนไหวดีกว่า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #52 yojamato (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 01:46
    เออ ตาเสน ชั่วร้ายแน่ ๆ แรก ๆ ก็คิดว่าคนดี ชิ
    #52
    0
  2. #51 yojamato (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 01:46
    สนุกดีฮะ เรื่องราวกระชับ อ่านง่าย อ่านเพลินดี เล่าเรื่องได้ดีฮะ
    #51
    0
  3. #29 Gow63 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 13:45

    เออ พออ่านๆ ไป มันแอบคิดแนว Y เหมือนกันนะ 555

    #29
    0
  4. #28 Gow63 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 13:44

    รู้ละว่าทำมไชอบเรื่องรี้ เวลาอ่านแล้วไม่รู้สึกฝืน ... คือการเล่าเรื่องมันเป็นระเบียบ ให้ฟิลสบายๆ และในจุดที่คิดว่าจะเพลนๆ เรียบๆ กลับมามิติแฝงอยู่อีกชั้นเสมอ เรียกว่ามีลีลาการเล่าเรื่องที่ดีนะ ตอนนี้ฉากต่อสู้กับข้อมูลของพวกศัตรูก็เริ่มมีมิติซับซ้อนมากขึ้น ตัวม้าก็ให้ฟิลครีเอทดี

    อยากเห็นรูปนกน้อยเวอร์ชั่นการ์ตูนจัง

    ปล. ชอบรูปม้ามาก 555

    #28
    0
  5. #3 Dragon_P (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 17:28

    น่ากลัว ว่าแต่มีวายไหมคะ อิอิ

    #3
    1
    • #3-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 3)
      10 พฤศจิกายน 2562 / 10:43
      รอดูต่อไป
      #3-1