[นิยาย] Vijini วีจิณี เทพธิดาล่าอสูร

ตอนที่ 2 : กัณฑ์ที่ ๑ บทที่ ๑ : ยังไม่ได้เอาจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    5 เม.ย. 63

กัณฑ์ที่ ๑ มนุสสภูมิ

บทที่ ๑ ยังไม่ได้เอาจริง

จันทร์เดือนเสี้ยวส่องแสงบนท้องฟ้ายามราตรี ในโรงเรียนตอนนี้แทบไม่มีคนอยู่ นอกจากพวกนักกีฬาและครูที่พักในหอพักของโรงเรียน

ทว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่ยังไม่กลับบ้าน เธอเป็นเด็กสาวในชุดนักเรียน ม. ปลาย ผู้มีร่างเล็ก ผมสั้น และผิวสีน้ำผึ้งเธอกำลังกอดสมุดวาดรูปแนบอก และกำลังเดินฉับ  ๆ ด้วยความเร่งรีบ บ่งบอกให้รู้ว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่นานสักเท่าไร

“ต้องรีบแล้ว    ไม่งั้นเดี๋ยวรถเที่ยวสุดท้ายหมดก่อนพอดี ไม่น่าลืมของสำคัญไว้เลยเรา” เธอบ่นกับตัวเองพลางดูนาฬิกาข้อมือทว่าจู่  ๆ เธอก็รู้สึกเสียวสันหลังจนขนลุกชันขึ้นมา ตามด้วยเกิดความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังตามเธอมาจากด้านหลัง… บางอย่างที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย...

เด็กสาวหันขวับกลับไปในทันทีแต่กลับพบเพียงแค่ความว่างเปล่า เธอคิดในใจว่าบางทีตัวเองอาจจะระแวงไปเองว่าจะเจอกับสิ่งที่เพื่อน  ๆ ลือกัน... ผีดุประจำตึกที่ทำให้หลายคนที่พบเจอถึงกับช็อกจนเสียสติหรือถึงตายมาหลายคน

“สงสัยจะคิดไปเองแฮะเรา” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันกลับมาแล้วเดินต่อไปข้างหน้า

ทว่าเด็กสาวไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าสิ่งที่เธอรู้สึกนั้นไม่ใช่การคิดไปเอง... อาจเพราะความมืดทำให้เธอมองเห็นได้ไม่ถนัด แต่ตอนนี้บางสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเสียวสันหลังกำลังเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม... กรงเล็บและคมเขี้ยวของมันพร้อมจะกระชากเอาวิญญาณของสาวน้อยให้ออกจากร่างในอีกไม่กี่อึดใจ...

.

ไม่กี่ชั่วโมงก่อน

เสียงระฆังสัญญาณดังขึ้นทั่วโรงเรียน บอกให้ทุกคนรู้ว่าคาบสุดท้ายของวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว

นักเรียนมัธยมปลายในห้องเรียนศิลปะพากันเก็บข้าวของออกจากห้อง เว้นแต่กลุ่มนักเรียนที่กำลังกวาดห้อง และลบกระดาน เนื่องจากพวกเขาเป็นเวรทำความสะอาดห้องศิลปะในวันนี้

“พวกเรากวาดเสร็จแล้ว ฝากเธอถูพื้นด้วยนะนกน้อย” เด็กสาวรูปร่างอวบอ้วน และถักผมเปียกล่าวพลางวางไม้กวาด และสะพายกระเป๋านักเรียนพลางหันไปมองเพื่อนสาวผู้มีผมสั้นตากลมโต ผิวสีน้ำผึ้งและตัวเล็กกว่าใครเพื่อน ที่กำลังจุ่มไม้ถูพื้นลงในถังน้ำ

“ถูห้องเสร็จรีบกลับล่ะ อย่าอยู่ดึกนะ ช่วงนี้มีข่าวลือเรื่องผีในตึกนี้อยู่ด้วย” เด็กหนุ่มร่างผอมแห้งที่มีใบหน้ากลมและผิวขาวซีด ใบหน้าตกกระบอกกับเพื่อนที่ถูกเรียกว่านกน้อย ขณะที่ตัวเองก็หยิบเป้ขึ้นมาสะพาย

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก ถูพื้นแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เสร็จแล้วแหละ” นกน้อยเอ่ยพลางยิ้มเจื่อน  ๆ ให้เพื่อนพวกเขาโบกมือให้ก่อนจะกล่าวคำอำลาแล้วจากไป เด็กสาวก็เดินหันกลับไปยกเก้าอี้ขึ้นไปวางบนโต๊ะ เพื่อให้ถูพื้นได้สะดวก แต่ก็ต้องสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่กำลังนอนฟุบหลับอยู่กับโต๊ะเรียน

“เอ๊ะนั่นมันตาเสนนี่นา ทำไมยังหลับอยู่เนี่ย! คนอื่นกลับไปหมดแล้วนะ!”นกน้อยส่งเสียงดัง หวังจะให้คนที่กำลังฟุบหลับอยู่ได้ยิน และมันก็ได้ผล เมื่อเด็กหนุ่มที่กำลังงีบค่อย  ๆ ยกศีรษะขึ้นมาแล้วบิดขี้เกียจเขาเป็นเด็กหนุ่มผิวสีแทน ดวงตาคมดูเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตร เข้าถึงได้ยาก และนั่นก็ทำไห้นกน้อย รวมถึงคนอื่น  ๆ ในห้องไม่ค่อยอยากยุ่งกับเขาสักเท่าไร แม้ว่าเธอกับเขาจะเพิ่งสอบเข้ามาเรียน ม.4 ในโรงเรียนนี้ได้ไม่กี่เดือนเหมือนกันก็ตาม

“อ้าว นกน้อย ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเสนถามทั้งที่กำลังงัวเงีย ทำเอานกน้อยต้องหงุดหงิดกับท่าทีของเขา

“ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนถาม! นายยังไม่กลับอีกรึไง มันเกะกะเรานะ ฉันจะถูพื้นตรงนั้น!”

“เออ  ๆ กลับก็ได้” เสนตอบแบบขอไปทีด้วยเสียงทุ้ม  ๆ ของเขา ก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้ แล้วคว้าเป้มาสะพาย จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจใยดีแล้วหายไปจากสายตาของเด็กสาว

นกน้อยอดบ่นอยู่ในใจไม่ได้ ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมช่วยเธอถูพื้น หรือแม้แต่จะยกเก้าอี้ไปวางบนโต๊ะให้เธอถูสะดวกขึ้น แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดความคิดแบบนั้น เมื่อเหลือบไปเห็นสมุดหลายสิบเล่มที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง

มันเป็นงานวิชาห้องสมุดที่ครูสั่งให้พวกเธอเอาไปส่งหลังเลิกเรียน พวกเธอตกลงให้ต้องตาและโจ๋ เพื่อนสองคนที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่เป็นคนไปส่ง แต่เหมือนว่าพวกเขาจะรีบกลับจนลืมเอามันไปส่งเสียอย่างนั้น

“ทำไมพวกต้องตาถึงลืมเอาไปส่งได้เนี่ย ห้องสมุดก็จะปิดแล้วด้วย ทำไงดีเนี่ย? ยัยนภาพรหัวหน้าห้องบ่นแย่เลย”นกน้อยคิดกังวลในใจ พลางนึกถึงภาพเด็กสาวดวงตาเรียวผิวขาวนวล มัดผมหางม้า ท่าทางทะมัดทะแมงคล้ายผู้ชาย กำลังทำหน้าไม่พอใจเธอ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา

“เหมือนจะลืมสมุดงานกันไว้สินะ เดี๋ยวเอาไปส่งให้ก็แล้วกัน”

นกน้อยหันไปทางต้นเสียงแล้วก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเสนที่ยินพิงวงกบประตูอยู่ ทั้งที่เมื่อครู่นกน้อยเห็นว่าเขาเดินออกจากห้องไปไกลลับตา แต่ไม่ทันได้ถามอะไรเขาก็อุ้มสมุดหลายสิบเล่มแล้วเดินออกจากห้องไปเสียก่อน

“คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะน่าคบขึ้นมารึไงยะ แต่ช่างเถอะ รีบไปถูพื้นแล้วกลับดีกว่าเรา”นกน้อยคิดพลางกลับหลังหัน หวังเดินไปถูพื้นต่อ ทว่าเธอกลับเตะถังน้ำเข้าอย่างจัง น้ำให้น้ำหกกระจายไปทั่ว และน้ำจากถังนั่นก็ไหลไปหากระเป๋าของเธอซึ่งวางอยู่บนพื้นที่ห่างออกไปไม่ไกล!

“กรี๊ด ตายแล้วกระเป๋าฉัน!” นกน้อยโพล่งออกมาเสียงดัง ก่อนที่จะรีบคว้ากระเป๋าขึ้นมาไว้บนโต๊ะเรียน ไม่ให้มันเปียกไปมากกว่านี้ แล้วตรวจสอบของที่อยู่ในกระเป๋านักเรียนของเธอ

“เปียกหลายอย่างเลย รีบเอาไปผึ่งลมให้แห้งก่อนดีกว่า” เธอพูดพลางหยิบเอากระเป๋าและสมุดหลายเล่มที่เปียกน้ำไปวางไว้ใต้พัดลมเพดาน ก่อนจะลูบคลำสมุดวาดรูปปกสีดำด้วยความทะนุถนอม “ยังดีนะที่ของสำคัญของเรายังอยู่ดี”

เด็กสาวมองไปที่สมุดวาดรูปของตัวเอง ในขณะที่ความทรงจำหลายอย่างก็แล่นเข้ามาในห้วงความคำนึง

“ทุกคน ดูรูปที่ยัยนี่วาดสิ ห่วยแตกชะมัด”

“กูเอาตีนเขี่ยยังสวยกว่าเลย”

เพื่อนในวัยเด็กของเธอพากันพูดเมื่อเห็นเธอวาดรูป ทั้งที่เธอก็คิดว่ามันสวยแล้วแท้  ๆ แต่พวกเขากลับเห็นว่ามันแย่ และเอาแย่งผลงานของเธอไปล้อเลียนกันสนุกปาก มันทำให้เธออายที่จะให้เพื่อน  ๆ ในวัยมัธยมปลายมาเห็นสมุดวาดรูปเข้าจึงได้แต่เก็บซ่อนมันในกระเป๋าและวาดในยามที่ไม่มีใครเห็น

“วาดรูปอีกแล้วเหรอนกน้อย เอาเวลาไปอ่านหนังสือดีกว่า วาดรูปมันจะเอาไปทำมาหากินอะไรได้”

“ก็มัวแต่วาดรูปไร้สาระอยู่แบบนี้ไง เกรดถึงตก โตไปคงอดตายแน่  ๆ”

เสียงพ่อแม่ในห้วงความทรงจำตามมาหลอกหลอนเด็กสาว และนั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอไม่กล้าวาดรูปต่อหน้าพ่อแม่ ไม่กล้าวาดรูปลงในที่อื่น นอกจากสมุดเล่มนี้ มันจึงเป็นสิ่งที่เก็บผลงานของเธอตั้งแต่มัธยมต้นจนมากระทั่งตอนนี้… มันคือความฝันของเธอที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้...

เด็กสาววางสมุดไว้บนโต๊ะอีกตัว แล้วเอากระเป๋าสตางค์วางทับไว้ แยกจากหนังสือและของอื่น  ๆ ที่เปียกน้ำ ก่อนจะลงมือถูพื้น จัดการกับน้ำที่หกออกมาจากถัง

เป็นเวลานานนับชั่วโมงหลังจากเธอจะทำความสะอาดพื้นห้องเสร็จเรียบร้อยกว่าที่ข้าวของอันเปียกน้ำจะเริ่มแห้งเด็กสาวจึงเก็บของที่ผึ่งลมไว้ไปใส่กระเป๋า แล้วรีบเดินออกจากโรงเรียนไปทันที เพราะไม่อยากจะอยู่ดึกให้เจอกับผีดุประจำตึก 5 ที่เพื่อน  ๆ ร่ำลือกัน

แต่เด็กสาวก็มานึกขึ้นได้เมื่อเดินมาถึงป้ายรถเมล์ ว่าเธอลืมกระเป๋าสตางค์กับสมุดวาดรูปเอาไว้ และนั่นก็ทำให้เธอต้องวกกลับมายังชั้น 3 ของตึก 5แม้ว่าเธอจะกลัวผีและไม่ชอบบรรยากาศวังเวงก็ตาม

นั่นก็นำพาให้เธอต้องมาพบกับมหันตภัยร้ายที่กำลังตามหลังเธอมาอย่างเงียบกริบ...

มันไม่ได้ดูคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งบนโลกมนุษย์ ร่างกายของมันใหญ่โตกว่านกน้อยหลายเท่า ลำตัวที่ปกคลุมด้วยขนสีดำกลมกลืนกับความมืดทอดยาวคล้ายงูหัวรูปร่างกลมของมันก็เต็มไปด้วยขนที่ปลิวไปตามลมจนดูคล้ายเปลวเพลิงสีดำฟันของมันแหลมคมเหมือนกับฉลาม มือมีกรงเล็บเหมือนกับเหยี่ยว ดวงตาสีแดงปูดโปนออกมาดูน่าสะพรึงกลัว...

และที่ทำให้มันน่ากลัวกว่านั้น คือมันอาจจะฆ่านกน้อยได้ในไม่กี่อึดใจนี้ โดยที่เธอไม่รู้ตัว!

 

แต่มันก็ไม่ได้ทำแบบนั้น เมื่อบ่วงบาศสีทองพุ่งมาจากด้านหลังของมันรัดข้อมือข้างหนึ่งของเจ้าอสูรร้ายเอาไว้แน่น แล้วฉุดกระชากร่างของอสุรกายไปยังมุมหนึ่ง ซึ่งมีใครบางคนกำลังจับปลายอีกด้านกำลังแสยะยิ้มออกมาอย่างไม่หวั่นเกรงเจ้าสิ่งรูปร่างประหลาดนั่นขณะที่นกน้อยเดินลงบันไดไปอย่างไม่ทันสังเกต

“เจ้าเองสินะ ที่มาของผีเฮี้ยนประจำตึก 5 ก็นึกว่าเป็นผีมีห่วงที่ไหน ที่แท้ก็พวกอสุรกายจากอบายภูมินี่เอง“ เสียงของผู้จับเชือกบาศนั้นดังขึ้นมา ขณะที่แสงสว่างจ้าสาดส่องออกมาราวกับมีใครเปิดสปอตไลท์

“รัศมีนี่.. พวกเทพเจ้างั้นรึ... ไม่นะ...” อสุรกายรูปร่างประหลาดเอ่ยขึ้นด้วยความตระหนก ก่อนจะหันไปมองต้นกำเนิดแสงนั้น แล้วก็พบร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่

เจ้าของรัศมีสีขาวอมฟ้านั้นเป็นเด็กสาวรูปร่างสัดทัด ดวงตาคมผมหยักศกสีดำขลับถูกมัดเป็นทรงหางม้าด้วยสร้อยและเกี้ยวหรือจุลมงกุฎทองคำ อกเต่งตูมถูกห่อหุ้มด้วยภูษาสีขาวขาบทับด้วยกรองคอสีทอง ท่อนล่างนุ่งโจงกระเบนสีเขียวน้ำไหล รัดทับด้วยเข็มขัดทองและเมื่ออสุรกายร้ายได้เห็นก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที

“นึกว่าเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหน! ที่แท้ก็เทพธิดาสาวน้อย คิดจะมาเล่นอะไรกัน?” เจ้าอสุรกายน่าแขยงเอ่ยขึ้นพลางส่งสายตาคุกคาม

“ปืนพกของมนุษย์ยิงข้ายังไม่เข้า ขนาดนางตะเคียนแถวนี้ที่ว่าแน่ ยังต้องเสร็จข้า เจ้าเองก็คงไม่ต่างกันนักหรอก!”

อสุรกายร้ายพุ่งเข้าหาเทพธิดาสาวอย่างน่าสะพรึง แต่เธอกลับไม่มีท่าทีหวั่นเกรง เทพธิดาแสยะยิ้มที่มุมปากน้อย ๆ จากนั้นบางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้น

เปรี้ยง!

เสียงดังลั่นราวฟ้าผ่า บรรยากาศโดยรอบพลันสั่นไหว กระจกใสหลายบานรอบ ๆ แตกกระจาย ร่างกายของเจ้าอสุรกายถูกบางอย่างปะทะจนทะลุ ชิ้นส่วนร่างกายของมันปลิวไปกระแทกกับผนังอาคารด้านหลังที่ห่างออกไปหลายเมตรจนแตกร้าว กลุ่มควันพลังงานสีดำไหลออกมาจากร่างชวนสยอง มันร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วทรุดตัวลงกับพื้น

“ก็แค่สะกิดด้วยหมัดตรงธรรมดาเบา ๆ หมัดเดียวเอง จบแล้วเหรอ ยังไม่ทันเอาจริงเลย”

เทพธิดาเอ่ยพลางมองไปยังร่างน่าสังเวชของอสุรกายที่หมายจะกินเด็ก มันทรุดกายไร้เรี่ยวแรง พลังงานของมันไหลออกมาจากร่าง เหมือนกับเลือดที่ไหลออกจากปากแผล เทพธิดากระชากบ่วงบาศที่รัดข้อมือมัน แล้วลากเจ้าอสูรลงไปขวดแก้วเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นในมือเธอ

หลังจากจัดการเจ้าอสูรร้าย เด็กสาวผู้เปล่งรัศมีก็มองไปยังนอกอาคาร นกน้อยกำลังเดินลงไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่

 

.

“เมื่อกี้เสียงอะไรกัน? ฟ้าร้องเหรอ? หรือว่า... ผ... ผี” นกน้อยคิดกังวลในใจหลังจากสะดุ้งโหยงเพราะเสียงนั้น พลางทำท่าจะหันไปมองบนอาคารที่ตัวเองเพิ่งเดินลงมา ทว่าเสียงฝีเท้าใครบางคนทำให้เธอหันไปมองเสียก่อน

“นายเสนนี่! ดึกดื่นป่านนี้มาทำอะไรกัน?” นกน้อยถามขึ้น เมื่อเห็นร่างเด็กหนุ่มผิวแทน ดวงตาดุ ที่เพิ่งแยกกันไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กำลังยืนเหงื่อท่วมตัว ท่าทางเหมือนกำลังใจดีสู้เสือ เตรียมไปเผชิญหน้ากับบางอย่าง

“มาพิสูจน์เรื่องผีมั้ง...” เสนตอบไปอย่างกลบเกลื่อน

“เอ๋! ตกลงมีจริงดิ?” นกน้อยถามด้วยความตกใจ ก่อนที่จะมองดูร่างกายของเสน “นายเหงื่อออกเต็มตัวเลยนะ คงกลัวสินะ แล้วแบบนี้ยังจะมาพิสูจน์อะไรอีกล่ะ กลับกันดีกว่า”

“ถ้ามัวแต่กลัวจนไม่กล้าพิสูจน์ จะไปรู้ได้ไงล่ะ ว่าสิ่งที่เราเชื่อหรือคนอื่นเชื่อ มันถูกต้องจริง  ๆ หรือเปล่า” เสนตอบพลางแสยะยิ้ม แล้วก้มลงเหมือนจะหยิบอะไรบางอย่างที่พื้น ก่อนจะพูดต่อไป

“ก็ไม่รู้ว่ามันจะถูกหรือไม่ถูก แต่ถ้าไม่ลองทำสิ่งตัวเองตั้งใจไว้ ก็ไม่มีทางรู้ใช่ไหมล่ะ ว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไง และถ้าเราตั้งใจทำอะไรน่ะ เราไม่สนใจคำสบประมาทเล็กน้อยหรอก”

คำพูดของเสนทำเอานกน้อยฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ยังไม่ทันจะพูดหรือทำอะไร เสนก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วมองด้วยสายตาแปลก ๆ

“อย่างเธอก็ชอบวาดรูปใช่ไหมล่ะ?”

“ฉันไม่เห็นจะชอบสักหน่อย” นกน้อยโพล่งออกไปทันควัน แต่ก็พบว่าสมุดวาดรูปของเธอไปอยู่ในมือเสนโดยที่เธอไม่ทันรู้ตัวเสียแล้ว

“นี่อะไรเนี่ย วาดเยอะขนาดนี้ยังจะโกหกอีกเหรอ”เสนพูดพลางพลิกดูหน้าต่าง  ๆ ของสมุด ก่อนจะหันมาบอกกับนกน้อย

“เอาไปตั้งแต่ตอนไหนกัน! เอาคืนมานะ!” นกน้อยโวยวายก่อนจะพยายามคว้าสมุดมา

“เธอทำมันตกไว้เมื่อกี้น่ะ”เสนพูดพลางยื่นสมุดคืนให้ ทำเอานกน้อยนึกขึ้นมาได้ว่าตอนสะดุ้งเมื่อครู่คงเผลอปล่อยสมุดแสนรักลงไปแน่ ๆ

“ไม่ลองวาดลงออนไลน์ดูล่ะ มันก็เป็นช่องทางให้เธอได้แสดงผลงานนะ ถึงอาจจะมีคนไม่ชอบ แต่มันก็ต้องมีคนชอบบ้างแหละน่า”เสนพูดพลางส่งสมุดคืนให้กับเด็กสาว

“แต่... เดี๋ยวก็มีคนมาติ มาว่าผลงานฉัน... ฉันน่ะ... ทำไม่ได้หรอก” นกน้อยพูดเสียงจ๋อย ขณะที่รับสมุดกลับคืนมาจากมือของเสน

“ถ้าฟังแค่คำคนที่ไม่ชอบ จนกลัวที่จะพิสูจน์ตัวเอง เมื่อไรจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างภาคภูมิล่ะ จริงปะ?”เสนเอ่ยพลางมองนกน้อยด้วยดวงตาที่เธอเคยคิดว่ามันน่ากลัว แต่ตอนนี้มันกลับเป็นมิตรแบบแปลก ๆ

“เพราะเธอยังไม่เอาจริงมากพอกับมันหรือเปล่า? ถ้าเธอจริงจังกับมันมากพอ ก็พิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นสิ ว่าเธอมีความสุขที่จะได้ทำมันจริง  ๆ และมันสามารถหาเลี้ยงปากท้องเธอได้น่ะ” เสนพูดพลางบิดขี้เกียจแล้วหาวออกมาอีกครั้ง

“ไว้จะลองคิดดูก็ได้ย่ะ!”

“เอาเถอะ วันนี้ยังไม่พิสูจน์เรื่องผีก็ได้ กลับกันก่อนดีกว่ามั้ง ชักช้าเดี๋ยวผีโผล่มานะ” เสนแหย่นกน้อยเล่นก่อนที่จะหันหลังให้แล้วรีบก้าวไปอีกทาง

“ร... รีบกลับกันก็ได้ แต่ฉันไม่ได้กลัวผีนะ แค่กลัวรถเที่ยวสุดท้ายจะ...” นกน้อยพูดด้วยเสียงสั่น ๆ แต่ไม่ทันจบ เสนก็วิ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ทำเอาเธอต้องตะโกนไล่หลังพร้อมกับวิ่งตามไป “เดี๋ยวสิ รอด้วยเดี๋ยวผีโผล่มาฉันจะทำไงเล่า!”

เด็กสาววิ่งไล่ตามเด็กหนุ่มไป และต่อจากนี้เธอคงก็จะเริ่มวิ่งตามความฝันของตัวเองต่อไป หลังจากที่กลัวการถูกล้อ กลัวการถูกตำหนิกลัวการถูกตั้งคำถามต่อสิ่งที่เธออยากทำ จนไม่ได้ไล่ตามมันมานาน... แต่ต่อจากนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว...

“งั้นก็เร็วหน่อยสิ” เด็กหนุ่มหันมาบอกกับเด็กสาวร่างเล็กที่กำลังโวยวาย เธอบ่นกระปอดกระแปดคนเดียว ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามเขาไป

ในแวบหนึ่งที่นกน้อยไม่ทันสังเกต สายตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปมองยังชั้น 3 ตึก 5 ซึ่งเทพธิดาปะทะกับอสุรกายเมื่อครู่ ด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาเจตนาที่แท้จริงได้... ราวกับรู้ว่าตอนนี้มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวในบริเวณดังกล่าวและสิ่งนั้นก็กำลังจ้องมองมาที่พวกเขาเช่นกัน

.

ดวงตาเรียวบนในหน้าสีขาวนวลจ้องมองไปยังนักเรียนทั้งสองจากบนชั้น 3 ตึก 5 เจ้าของดวงตาคือเด็กสาวผู้มีผมสำดำยาวมันเป็นหางม้า รูปร่างท่าทางทะมัดทะแมง เธอสวมชุดนักเรียนอกเสื้อปักชื่อ “นภาพร เกิดผลดี”

เมื่อเธอเห็นทั้งคู่วิ่งไปด้วยกันและค่อย ๆ ออกจากโรงเรียนไป รอยยิ้มจาง ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า ก่อนเด็กสาวจะมองซ้ายมองขวาไปยังบริเวณรอบ ๆ เหมือนกลัวใครจะมาเห็นเข้า แล้วคิดในใจตัวเอง

“ต้องรีบกลับบ้างแล้วเราโชคดีที่ไม่มีใครเห็น ไม่งั้นแย่แน่ ๆ”

 


นกน้อยในเวลากลางคืน ภาพโดย ติรัชต์ ปรินท์


..............................................................................

 

เกร็ดความรู้ :

อบายภูมิ : หมายถึงภพภูมิ หรือดินแดนอันปราศจากความเจริญรุ่งเรือง ประกอบไปด้วย ๔ ประเภท

๑. นิรยะ หรือนรก   สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ เร่าร้อนกระวนกระวาย

๒. ติรัจฉานโยนิ หรือสัตว์เดรัจฉาน  สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสติปัญญาเพียงพอต่อการเข้าใจเรื่องบางประการ

๓. ปิตตวิสัย หรือเปรต ดินแดนของคนตาย เต็มไปด้วยความหิวกระหาย

๔. อสุรกาย ดินแดนแห่งเผ่าพันธุ์ที่มีจิตหวาดหวั่น ไม่รื่นเริง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

90 ความคิดเห็น

  1. #80 ลั่ว ต้าหมิง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 / 09:17
    อยากรู้จัง ว่านายเสนเห็นแม่หนูจอมพลังเหรอ
    #80
    0
  2. #76 กาลัน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 20:39

    ภาษาสวยมากจริงๆค่ะ

    #76
    0
  3. #50 yojamato (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2563 / 14:17
    เสน ดูน่ารักดีนะ
    #50
    0
  4. #26 Gow63 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 10:42

    มาอ่านต่อ .., เอาจริงๆ ตอนนี้มันเป็นตอนที่ธรรมดามาก พูดถึงกิจกรรมของนกน้อยหลังเลิกเรียน แล้วกลับบ้านดึก ... แต่จุดที่ค้นหาคืออะไรรู้ไหม? คือผมอ่านแล้ว อยากรู้ว่าทำไมแค่ทำเวรเสร็จแล้วมันถึงดึกขนาดนั้นจนผีออกมาได้ไง ก็เลยอ่านเพื่อดูซิว่าจะหาเหตุผลอะไรมาทำให้นกน้อยกลับช้า 555 เป็นความน่าค้นหาที่ไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าจะสนุกอะไรแบบนี้ไหมนะ ... ซึ่งระหว่างที่นกน้อยต้องเจอกับเรื่องยุ่งๆ ที่ไม่ได้คาดไว้มากมาย ก็มีการสอดแทรกเรื่องปมส่วนตัว ของนกน้อยสะท้อนสังคมไปเรื่อยๆ ด้วย ..
    จริงๆ แอบคิดว่า อาจจะมีการหักมุมให้เสนนี่แหละคือผีร้าย ในคราบของคนที่เหมือนพระเอกของตอนนี้นิดๆ แต่แล้วก็ไม่ใช่ กลายเป็นว่า เส้นเรื่องของนกน้อยกับเสนก็ดำเนินตามทางของมันไป ส่วนการต่อสู้เบื้องหลังของวิจิณีก็เกิดขึ้นแบบปิดทองหลังพระในทำนองเดียวกัน ... เป็นตอนที่อ่านได้เพลิน ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีไรให้ติ นอกจากข้อสังเกตในแง่ที่จะทำเพื่อเร้าให้สนุก...บางคนอาจจะมองว่า เร้าไม่พอ... ซึ่งเป็นแค่ปัญหาทางด้านรสนิยมของแต่ละคน


    มีคำผิดอยู่หลาย จุด ที่เห็นก็ราวๆ 3 ที่

    #26
    0